หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 32 ตอนที่ 946 สรรพสิ่งคงอยู่ผู้คนจากไป
เล่มที่ 32 ตอนที่ 946 สรรพสิ่งคงอยู่ผู้คนจากไป
ชางติ้งโหวมองสีหน้าตงฟางซวี่ รู้ว่าสิ่งที่ฝ่าบาทตัดสินใจแล้วมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ
เขาเดินไปเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง “ฝ่าบาท โปรดอนุญาตให้กระหม่อมนำทัพไปเสริมด้วยเถิด!”
คำรายงานก่อนหน้านี้ค่อนข้างคลุมเครือ กล่าวเพียงว่าเฟิ่งอวี่สลบไสลยังไม่ฟื้น แต่ชางติ้งโหวกลับรู้สึกไม่ดี ในเมื่อฝ่าบาทดื้อรั้นไม่ยอมถอยทัพ เขาก็มิอ่านมองดูบุตรชายของตนจมเข้าสู่อันตรายโดยไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
ตงฟางซวี่เงียบไปครู่หนึ่ง กำลังจะออกคำสั่งก็มีเสียงอันร้อนรนดังขึ้นอีกครั้ง
“รายงาน! ตอนนี้ทัพใหญ่แคว้นอี้อยู่ชายแดนทางเหนือของแคว้นเราแล้ว! แม่ทัพหลิวที่อยู่ชายแดนขอกำลังเสริมพ่ะย่ะค่ะ!”
อะไรนะ?! ทุกคนพลันหน้าเปลี่ยนสี เรื่องที่น่ากังวลที่สุดเกิดขึ้นแล้ว คราวนี้ฝ่าบาทสั่งให้คนไปโจมตีชายแดนแคว้นอี้ ตอนนี้จักรพรรดิเซียวบัญชาการกองทัพมาด้วยตนเอง ใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟันกับแคว้นเฉิน ความรู้สึกอันตรายอันเข้มข้นตลบอบอวลอยู่ในหมู่ขุนนางทั้งหลาย
ต้องทราบว่าความน่ากลัวของจักรพรรดิเซียวแห่งแคว้นอี้อยู่ที่การแปรขบวนทัพ ที่แคว้นอี้แผ่ขยายอำนาจไปได้อย่างรวดเร็วในหลายปีมานี้ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล จักรพรรดิผู้โหดเหี้ยมมีประสบการณ์ทำสงครามมากล้น เอาชนะแคว้นเล็กๆ ไปหลายแห่ง สร้างชื่อเสียงในการทำสงครามที่ใช้น้อยต้านมาก อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทุกคนกังวลที่สุดก็คือจักรพรรดิของพวกเขายังเยาว์ แม้หลังจากขึ้นครองบัลลังก์จะใช้วิธีโหดเหี้ยม แต่เมื่อเทียบกับจักรพรรดิเซียว ทุกคนยังคงยากจะเชื่อมั่น
โทสะในใจตงฟางซวี่ปะทุหนักยิ่งขึ้น เซียวอี้เชินใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟันกับเขา! คิดว่าทำเช่นนี้ตนจะกลัวหรือไร?!
“ชางติ้งโหว เจิ้นขอสั่งให้เจ้ารีบนำทัพไปช่วยที่ชายแดนทางเหนือทันที โจมตีแคว้นอี้ให้ถอยร่นไปเสีย ให้พวกมันลิ้มลองความร้ายกาจของแคว้นเฉินเสียหน่อย!”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
ชางติ้งโหวเงยหน้าขึ้นโดยพลัน สายตาเปล่งประกายแวววาว คำสั่งจักรพรรดิมิอาจต่อต้าน “กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา”
สร้างผลประโยชน์เพื่อแว่นแคว้น นี่เป็นหลักการที่ทุกคนในจวนชางติ้งโหวของพวกเขายึดมั่นอยู่ในใจ
หลังจากการประชุมเช้า สีหน้าของขุนนางล้วนหลากหลาย ชางติ้งโหวสูดหายใจลึกเตรียมกลับไปเก็บของเพื่อนำทัพออกเดินทาง ขณะนั้นเองด้านหลังมีเสียงชางหรงโหวดังแว่วมา
มือของเขาวางลงบนไหล่อีกฝ่ายเบาๆ ชายชราทั้งสองสบตากัน “วางใจเถิด อวิ๋นเฟิงมักส่งข่าวกลับมาบ่อยๆ มีเขาอยู่ ย่อมต้องช่วยเฟิ่งอวี่สุดกำลังแน่นอน”
ชางติ้งโหวได้ยินคำปลอบใจของอีกฝ่าย ทำเพียงพยักหน้าเล็กน้อย
“ชางหรงโหว ฝ่าบาทเรียบพบขอรับ!” ขันทีผู้หนึ่งเดินมาจากด้านข้าง
บรรยากาศในห้องทรงอักษรกดดันเป็นพิเศษ เงาร่างในอาภรณ์สีเหลืองสว่างยืนอยู่หน้าโต๊ะ เบื้องหน้ามีแผนที่แผ่นหนึ่งกางเอาไว้
เซียวอี้เชินส่งคนมาโจมตีชายแดนทางเหนือโดยเฉพาะ เห็นได้ชัดว่าคิดตีแคว้นเฉินที่ส่งทัพไปโจมตีแคว้นอี้ให้แตกพ่าย คราวนี้เขามีความคิดที่จะสู้ตัดสินแพ้ชนะกับแคว้นอี้แล้ว ดูเหมือนทหารชั้นยอดทั้งหมดล้วนอยู่ที่ชายแดนแคว้นอี้ เซียวอี้เชินคิดว่าทำเช่นนี้ตนจะออกคำสั่งให้นำทหารกองหนุนไปช่วยชายแดนทางเหนือหรือ?
“ทูลฝ่าบาท ชางหรงโหวมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เข้ามาได้”
ตอนนี้ชางหรงโหวกลายเป็นคนสนิทของตงฟางซวี่แล้ว เนื่องจากความสัมพันธ์กับอวิ๋นซูตงฟางซวี่จึงใส่ใจจวนชางหรงโหวเป็นพิเศษ ทั้งยังนำเรื่องมากมายในราชสำนักมาหารือกับชางหรงโหวเป็นการส่วนตัวหลายครั้ง
“กระหม่อมถวายพระพรฝ่าบาท”
“ท่านโหวรีบลุกขึ้นเถิด” น้ำเสียงของตงฟางซวี่เกรงอกเกรงใจยิ่งนัก ปฏิบัติกับชางหรงโหวราวพ่อตาก็มิปาน
มองดูใบหน้าเยาว์วัยเบื้องหน้า ระยะนี้ชางหรงโหวรู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก ตำแหน่งของตนในตอนนี้มิใช่สิ่งที่จวนชางหรงโหวของพวกเขาพยายามมาโดยตลอดหรือ? เพียงแต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ในใจของท่านโหวกลับไม่รู้สึกผ่อนคลายเช่นที่ตนคิด
“ไม่ทราบว่าฝ่าบาททรงมีสิ่งใดจะรับสั่ง?”
“เรื่องเกี่ยวกับอวิ๋นซู ท่านโหวทราบหรือไม่?”
ชางหรงโหวเข้าใจได้โดยพลันว่าอวิ๋นซูที่เขากล่าวถึงคือผู้ใด ตัวปลอมที่อยู่ในวังผู้นั้นมีท่าทีเหม่อลอยอยู่ตลอด แต่ตงฟางซวี่มิได้สั่งให้คนจัดการนาง เพียงแค่ย้ายจากตำหนักเนี่ยนซูไปยังตำหนักห่างไกลแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่ว่าจะหน้าตาเหมือนกันเพียงไร หากมิใช่ตัวจริงย่อมไม่มีคุณสมบัติพักอาศัยอยู่ในตำหนักนั้น
อย่างไรก็ตาม ตงฟางซวี่ยังต้องการใบหน้าเช่นนั้นมาทุเลาความคิดถึงอันเจ็บปวดที่ผ่านมาของตนอยู่
ชางหรงโหวมิได้กล่าวคำใด นับเป็นการเห็นด้วยเงียบๆ แล้ว ในพระราชวังมีข่าวลือเกี่ยวกับการกลับมาของท่านหมอมากมาย เขาจะไม่ทราบได้อย่างไร ทว่าในใจกลับมีความรู้สึกอย่างหนึ่ง คนในวังผู้นั้นไม่พบก็ช่างเถิด ดังนั้นคราวนี้จึงไม่ได้ขอตงฟางซวี่เข้าวังเพื่อพบหน้าอวิ๋นซู
มิใช่ว่าไม่เป็นห่วงบุตรีของตน แต่ว่า…เขาก็เหมือนกับหลิ่วอวิ๋นเฟิง รู้สึกว่าหากอวิ๋นซูไม่กลับมาจะดีต่อแคว้นเฉินมากกว่า
“เซียวอี้เชินไม่เคยทิ้งความคิดที่จะบุกแคว้นเหลียนมาโดยตลอด เห็นได้ว่าอวิ๋นซูยังอยู่ในนั้น!”
ชางหรงโหวดูคล้ายไม่แปลกใจนัก หากตงฟางซวี่เรียกพบเขาสิบครั้ง แปดครั้งจะต้องกล่าวถึงเรื่องอวิ๋นซู เขาคิดว่าด้วยความสัมพันธ์พ่อลูกระหว่างอวิ๋นซูและตนอาจได้รับข่าวที่มีประโยชน์อันใดก็เป็นได้
สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ ชางหรงโหวรู้ว่าต่อให้อวิ๋นซูออกมาจากแคว้นเหลียนแล้วก็ไม่คิดติดต่อเขาอีก
เขาติดหนี้บุตรีผู้นี้มากเหลือเกิน ตั้งแต่ต้นล้วนใช้นางเป็นหินรองเท้าให้จวนชางหรงโหว แต่ไม่ทราบว่าเริ่มตั้งแต่ยามใด จวนชางหรงโหวถึงกลับแปรเปลี่ยนไปเงียบเหงาเพียงนั้น
บุตรีอนุผู้นี้ฉีกความมืดมิดทั้งหมดในจวนชางหรงโหวไปทีละชั้น ทำให้คนในจวนประพฤติตัวเรียบร้อยไม่ออกนอกลู่นอกทาง กำจัดความวุ่นวายทั้งหมดที่เรือนหลัง จวนชางหรงโหวในตอนนี้สงบราวกับทะเลสาบในฤดูใบไม้ผลิ
ชางหรงโหวเกือบลืมไปแล้วว่าอวิ๋นซูมีหน้าตาเช่นไร สิ่งเดียวที่ประทับลึกอยู่ในใจก็คือสายตาเยือกเย็นอันมีลักษณะเฉพาะของนางคู่นั้น
จนกระทั่งนางจากไป แคว้นเฉินเกิดความเปลี่ยนแปลงขั้นพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน ชางหรงโหวจึงค่อยรู้ว่าความหวาดกลัวที่ตนมีต่ออวิ๋นซูในตอนแรกเป็นจริงขึ้นมาแล้ว
เขาไม่เคยคิดเลยว่าบุตรีอนุที่ไม่ได้รับความโปรดปรานจากตนผู้นี้จะกลายเป็นตัวแปรอันยิ่งใหญ่ของแคว้นเฉิน เพราะนาง รัชทายาทเยาว์วัยจึงเปลี่ยนไปเช่นนี้ แคว้นอี้และแคว้นเฉินล้วนประสบความลำบากอันยิ่งยวด
ความจริงเรื่องราวส่วนใหญ่ล้วนเป็นไปตามความต้องการของเขา ไม่มีการแย่งชิงที่เรือนหลัง ข้างกายของเขาสงบขึ้นมาก สามารถทำให้ตำแหน่งของจวนชางหรงโหวแข็งแกร่งมั่นคง แต่บางทีอาจเป็นเพราะบรรยากาศในจวนชางหรงโหวสงบเงียบเกินไปจึงค่อยๆ ทรมานจิตใจอันทะเยอทะยานของเขา ทำให้ความคิดเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย
ทุกครั้งที่มีคนกล่าวถึงอวิ๋นซู ชางหรงโหวยังอดไม่ได้ที่จะหยุดการเคลื่อนไหว ลอบฟังอย่างจริงจัง
เขาอยากรู้จริงๆ ว่าบุตรีผู้ยอดเยี่ยมของตนกำลังทำเรื่องใหญ่อันใดอยู่ที่ใดกันแน่
“เรื่องสงครามคราวนี้ ท่านโหวมีความคิดเห็นเช่นไร?”
ชางหรงโหวได้สติกลับมา เขาใคร่ครวญครู่หนึ่ง “เมืองชายแดนจำเป็นต้องมีการคุ้มกัน ให้ชางติ้งโหวนำทัพไปนับว่ามั่นใจได้เป็นส่วนใหญ่แล้ว อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่อาจปล่อยให้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยนิสัยของจักรพรรดิเซียวแห่งแคว้นอี้ ต่อให้โจมตีทัพใหญ่ที่ชายแดนทางเหนือจนถอยร่นไปได้ก็คงออกคำสั่งให้คนมาโจมตีอีกด้านหนึ่งเป็นแน่ คิดรบกวนให้พวกเราเสียสมาธิ เมื่อถึงตอนนั้นแคว้นเฉินจะตกลงสู่สงครามป้องกันแคว้นไม่รู้จบ”
ตงฟางซวี่พยักหน้า “ท่านโหวกล่าวได้มีเหตุผล” หากใช้กลยุทธ์ร้องตะวันออกตีตะวันตกหลายครั้ง แคว้นเฉินคงรับไม่ไหวจริงๆ
“แผนการของจักรพรรดิเซียวในตอนนี้ก็คือบีบบังคับให้ฝ่าบาทแบ่งกองทัพไปรบที่ชายแดนสุดกำลัง หากจะนั่งดูอยู่เฉยๆ มิสู้พวกเราเป็นฝ่ายโจมตีก่อนจะดีกว่า”
ดวงตาของตงฟางซวี่เปล่งประกาย “ท่านโหวเชิญกล่าว!”
“ในเมื่อจักรพรรดิเซียวและฝ่าบาทต่างมั่นใจว่าอวิ๋นซูอยู่ที่ชายแดนแคว้นเหลียน มีข่าวแพร่ออกมาจักรพรรดิเซียวไม่ยอมล้มเลิกการตามหาทางเข้าออกแคว้นเหลียนมาโดยตลอด เช่นนั้นหากพวกเราปล่อยข่าวเท็จออกไปว่าฝ่าบาทส่งทหารไปสำรวจทางเข้าออกแคว้นเหลียน…”
ชางหรงโหวทำเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ตงฟางซวี่เข้าใจความหมายของเขาทันที
“หากพวกเราหาทางเข้าพบก่อน เซียวอี้เชินจะยังสงบใจได้อีกหรือ?! ในเมื่อเขาคิดจะทำให้เจิ้นวุ่นวายจนรับมือไม่ทัน เจิ้นก็อยากจะเห็นเสียจริง ซูเอ๋อร์ในใจเขาจะสำคัญมากเพียงใด!”
เมื่อออกมาจากห้องทรงอักษร ชางหรงโหวก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ทอดถอนใจยาว
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
ท้ายที่สุดต่อให้อวิ๋นซูจากไปแล้วตนก็ยังใช้ประโยชน์จากนาง บุรุษวัยกลางคนผู้สง่างามแย้มยิ้มเล็กน้อย ไม่รู้ว่ากำลังเย้ยหยันหรือมีความคิดอื่นใด
รถม้าหยุดลงหน้าจวนชางหรงโหว บุรุษร่างสูงใหญ่ก้าวลงสู่พื้น พ่อบ้านชรารีบเดินเข้ามาต้อนรับอย่างนอบน้อม “ท่านโหว ท่านกลับมาแล้ว”
“อืม”
ชางหรงโหวทำเพียงมองเขาอย่างเรียบเฉย จากนั้นจึงหยุดฝีเท้าลงเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว ป้ายประกาศเกียรติคุณอันโดดเด่นที่ถูกแคว้นอยู่บนประตูวันนี้กลับให้ความรู้สึกกดดันเป็นพิเศษ ให้ความรู้สึกราวสรรพสิ่งคงอยู่ทว่าตัวคนจากไป
สายลมเย็นพัดมา คละเคล้าไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็กน้อย ชางหรงโหวเดินมาตามเสียงจนกระทั่งมาถึงสวนบุปผาแห่งหนึ่ง พบสตรีงดงามกำลังถูกเด็กซุกซนผู้นั้นพัวพัน รอยยิ้มบนใบหน้าราวกับบุปผายามฤดูวสันต์ที่เบ่งบาน เพิ่มสีสันให้จวนโหวอันสงบสุขไม่น้อย
“ท่านโหว!”
อนุห้าสังเกตเห็นบุรุษทางด้านนี้จึงรีบจับจูงเด็กน้อยที่อยู่ไม่สุขผู้นั้นไว้ “คุณชายสิบ ดูสิว่าผู้ใดกลับมาแล้ว?”
ดวงตาของเด็กชายเต็มไปด้วยประกาย มองไปทางชางหรงโหว เผยรอยยิ้มเจิดจ้าออกมา
บุรุษผู้นั้นเดินก้าวฉับๆ เข้ามา อุ้มเด็กชายเข้าสู่อ้อมกอด
“ที่นี่ลมแรง พาลูกกลับไปพักผ่อนเถิด”
เสียงของชางหรงโหวอ่อนโยนยิ่งนัก เขาในตอนนี้รักใคร่บุตรชายคนที่สิบผู้นี้เป็นพิเศษ ราวกับมีเพียงเด็กตัวน้อยที่สามารถปลุกความยินดีในใจเขาได้อีกครั้ง
คุณชายสิบถูกแม่นมพาไป อนุห้ามีสีหน้าเคร่งขรึมลง “ท่านโหว มีข่าวท่านหมอบ้างหรือไม่เจ้าคะ?”
ชางหรงโหวส่ายศีรษะ “ระยะนี้แคว้นเฉินมีเรื่องมากมาย เรื่องในจวนต้องให้เจ้าดูแลแล้ว”
อนุห้าเข้าใจได้โดยพลัน เกรงว่าระยะนี้ท่านโหวคงกลับจวนไม่บ่อยนัก ตอนนี้จวนชางหรงโหวคล้ายจะมีอนุห้าคอยจัดการทุกสิ่งทุกอย่าง สตรีอ่อนโยนผู้นี้มีจิตใจละเอียดอ่อน สามารถจัดการทุกอย่างได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย หากไม่มีนาง ไม่ทราบว่าจวนชางหรงโหวจะมีสภาพเช่นไร
จวนโหวในตอนนี้มีคนน้อย ตั้งแต่อวิ๋นซูจากไปก็เงียบเหงายิ่งขึ้น ท่านโหวไม่ได้พูดเรื่องเหลยซื่ออีก สำหรับจวนโหว ทุกคนล้วนรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่ห่างไกลยิ่งนัก เดิมทีคิดว่าไม่นานจะมีอนุคนใหม่เข้า ส่วนอนุห้าก็เตรียมใจไว้นานแล้ว ไม่คิดว่าผ่านไปนาน ท่านโหวจะยังไม่มีการเคลื่อนไหวใด อยู่กับนางอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งยังโปรดปรานคุณชายสิบเป็นอย่างยิ่ง
บางทีหลังจากผ่านเรื่องราวมามากมายเพียงนั้นคงทำให้ชางหรงโหวคิดว่าข้างกายไม่จำเป็นต้องมีคนมากมาย ยิ่งไปกว่านั้นอนุห้าก็มีนิสัยอ่อนโยนเปี่ยมคุณธรรม อยู่กับนางก็สามารถเติมเต็มสิ่งที่ชางหรงโหวต้องการในฐานะบุรุษผู้หนึ่งได้แล้ว
กลับเป็นอนุห้าที่คิดถึงอวิ๋นซูเป็นอย่างยิ่ง
นางยังคงจดจำได้ตลอด หากไม่มีอวิ๋นซู ทุกวันนี้นางคงไม่มีสิ่งใด จะได้รับความโปรดปรานจากท่านโหวอีกครั้งได้อย่างไร จะให้กำเนิดคุณชายสิบผู้น่ารักเปี่ยมชีวิตชีวาได้อย่างไร
ทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้ล้วนมีอวิ๋นซูเป็นผู้มอบให้ บุญคุณนี้อนุห้าไม่อาจลืมและไม่กล้าลืม ดังนั้นนางจึงพยายามดูแลเรือนหลังของจวนโหวอย่างสุดความสามารถ หวังว่าสักวันหนึ่ง หากอวิ๋นซูกลับมาจะรู้สึกถึงคำว่าบ้าน