หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 32 ตอนที่ 947 การกลับมาของเฟิ่งซี
เล่มที่ 32 ตอนที่ 947 การกลับมาของเฟิ่งซี
“ท่านโหว ท่านหมอจะกลับมาได้เมื่อใดหรือเจ้าคะ?” น้ำเสียงของอนุห้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง ก่อนหน้านี้ในเมืองหลวงมีข่าวลือว่าอวิ๋นซูกลับวังหลวงไปแล้ว นางตื่นเต้นจนมิอาจข่มตานอน คิดว่าอีกไม่นานจะได้พบหน้ากันอีกครั้ง ไม่นึกว่าคราวนี้ท่านโหวกลับบอกว่าคนในวังไม่ใช่อวิ๋นซู อนุห้าจึงผิดหวังยิ่งนัก
ชางหรงโหวเงยหน้าขึ้นมองสตรีเบื้องหน้าด้วยสายตาลึกล้ำ “เจ้า…ชอบซูเอ๋อร์มากหรือ?”
กล่าวไปแล้วก็แปลกยิ่งนัก ต้องทราบว่าจวนโหวก่อนหน้านี้ไม่มีความรู้สึกดีอันใดกับบุตรีอนุภรรยาผู้นี้เลย ไม่ทราบว่าตั้งแต่ยามใด กระทั่งบ่าวไพร่ก็ค่อยๆ เลือกยืนอยู่ข้างอวิ๋นซู ราวกับนางมีพลังเช่นนั้น สามารถทำให้ผู้คนเดินตามโดยไม่รู้ตัว
อนุห้าแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน “ข้าคิดถึงท่านหมอยิ่งนัก”
“เจ้าไม่หวาดกลัวนางหรือ?” ชางหรงโหวตกใจยิ่งนักที่ตนพูดเช่นนี้กับอนุห้า บางทีเขาคงอยากหาเหตุผลให้ตน เหตุผลที่ว่าตนควรใส่ใจบุตรีของตนหรือไม่
“ข้าไม่เข้าใจความหมายของท่านโหวเจ้าค่ะ” เหตุใดจึงต้องหวาดกลัว? ท่านหมอดีเพียงนั้น ทั่วทั้งจวนโหวไม่มีผู้ใดกล่าวว่านางไม่ดี
อนุห้านับถืออวิ๋นซูเป็นอย่างยิ่ง ช่วงที่นางอยู่ในจวนโหว ไม่เคยนินทาว่าร้ายผู้อื่น ไม่เคยทำเรื่องที่จะทำให้ผู้อื่นวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งๆ ที่เป็นคนสุขุมเยือกเย็นปานนั้นแต่นิสัยของนางกลับทำให้ผู้อื่นยอมรับทั้งกายใจ
“ตอนนี้…ชาวประชาแห่งแคว้นเฉินต่างมองว่าซูเอ๋อร์เป็นนารีล่มแคว้น หากนางกลับมา เกรงว่าแคว้นเฉินคงวุ่นวายยิ่งขึ้น” นี่คือคำพูดจากใจของชางหรงโหว แม้ตอนอยู่ต่อหน้าตงฟางซวี่เขาจะรักษาท่าทางร้อนรนได้อย่างดีเยี่ยมก็ตาม
สตรีเบื้องหน้าเงียบลงโดยพลัน ชางหรงโหวเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย พบว่าสายตาของอนุห้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
“ทำไม เจ้าคิดว่าข้ากล่าวไม่ถูกหรือ?”
ตอนนี้ชางหรงโหวอยากได้ยินความเห็นของอนุห้าเป็นอย่างยิ่ง ทั่วทั้งจวนโหวมีเพียงนางที่ทำให้ตนสงบใจได้
เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของจวนโหวในระยะนี้ เรียกได้ว่าชางหรงโหวต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่ออนุห้าไปโดยสิ้นเชิง ยามนางอยู่ต่อหน้าตนอ่อนโยนดุจสายน้ำ แต่เมื่อจัดการเรื่องเรือนหลังกลับมีศักยภาพและกล้าหาญ จวนโหวในตอนนั้น นางใกล้ชิดกับซูเอ๋อร์ที่สุด บางทีคงได้รับอิทธิพลมากระมัง
“ท่านโหวก็คิดว่านี่เป็นความผิดของท่านหมอหรือ?” น้ำเสียงของอนุห้าเจือความผิดหวังเล็กน้อย “แต่โบราณมาหญิงงามมักอาภัพ ท่านหมอมิเคยกระทำเรื่องที่ผิดต่อใต้หล้า เหตุใดต้องนำความผิดทุกอย่างไปโยนไว้บนร่างของนางด้วย ข้าไม่สนใจว่าผู้อื่นจะคิดเช่นไร ข้ารู้เพียงว่าท่านหมอเป็นสตรีมหัศจรรย์ที่หาได้ยากยิ่งในโลกใบนี้ นางมีความโหดเหี้ยมตามธรรมชาติ ทว่ามิเคยทำร้ายผู้บริสุทธิ์”
อนุห้าสูดหายใจลึก “หากข้าใช้ชีวิตตนเองแลกความปลอดภัยของท่านหมอได้ ข้าก็ยินยอม”
ชางหรงโหวดวงตาสว่างวาบ ทั้งๆ ที่ซูเอ๋อร์มิได้ติดต่อนางแม้แต่น้อย แต่นางกลับปฏิบัติต่อซูเอ๋อร์ด้วยใจจริงเช่นนี้ จุดนี้ชางหรงโหวคิดว่าตนสู้อวิ๋นซูไม่ได้จริงๆ
เขาแย้มยิ้มเล็กน้อย “หากซูเอ๋อร์รู้ว่าในแคว้นเฉินยังมีคนเช่นเจ้าอยู่ มิแน่ว่านางอาจกลับมาก็เป็นได้”
ชางหรงโหวคิดอยู่นาน ถ้าเขาเป็นอวิ๋นซูคงไม่กลับมาที่แคว้นเฉินแล้ว ความดื้อรั้นของฝ่าบาททำให้นางกลายเป็นปีศาจสาวในใจของชาวประชาไปโดยสิ้นเชิง หากกลับมา ไหนเลยแคว้นเฉินจะยังมีที่ยืนของนางอยู่อีก
ด้วยนิสัยของฝ่าบาทคงขังนางไว้ในพระราชวังไปตลอดกระมัง แต่ชางหรงโหวคิดว่าอวิ๋นซูมิใช่นกน้อยในกรงทอง นางควรอยู่ในใต้หล้าอันกว้างใหญ่ เดิมทีก็ควรเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว
ชางหรงโหวค่อยๆ หมุนตัวไป กล่าวคำพูดประโยคหนึ่งที่เต็มไปด้วยความลึกล้ำแฝงความหมาย “หากนางยินยอมกลับมา หวังว่าจวนชางหรงโหวของพวกเราจะมอบสถานที่อันสงบสุขให้นางได้”
กล่าวไปแล้วก็น่าขันยิ่งนัก จนกระทั่งตอนนี้ชางหรงโหวจึงค่อยคิดชดเชยให้นาง หากอวิ๋นซูยอมกลับมา เขาจะลองดูเสียหน่อย จะลองเป็นบิดาให้จริงจังเสียหน่อย
…
“พี่สะใภ้ใหญ่อย่าได้กังวล สุขภาพสำคัญกว่า พี่ใหญ่เป็นคนดีสวรรค์ย่อมคุ้มครอง ตอนนี้ไม่มีข่าวนับเป็นข่าวดีที่สุดแล้ว”
ภายในจวนชางติ้งโหว ทุกคนรวมตัวกันอยู่ที่ห้องโถง
ตู้หย่วนฟางมีสีหน้าขาวซีด ใจเต้นอย่างบ้าคลั่ง ความรู้สึกไม่ดีแผ่ขยายยิ่งขึ้น
“หย่วนฟาง อวี่เอ๋อร์คงไม่อยากเห็นสภาพเช่นนี้ของเจ้า รักษาสุขภาพให้ดีเถิด อย่าได้เป็นอะไรในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้เป็นอันขาด” ฮูหยินชางติ้งโหวกล่าวเตือนด้วยความอดทน เหตุใดนางจะไม่เป็นห่วงบุตรชายของตน ทว่าตอนนี้สะใภ้กำลังตั้งครรภ์ ตนไม่อาจร้อนรนไปอีกคน
เฟิ่งฉีขมวดคิ้ว เขาเคยกล่าวเตือนพี่ใหญ่แล้วว่าฝ่าบาทในตอนนี้มิใช่รัชทายาทผู้ให้ความสำคัญกับพี่น้องอย่างพวกเขาเฉกเช่นตอนแรกอีกต่อไป! ถึงกับทำเช่นนี้เพราะสิ่งที่เรียกว่าความสัมพันธ์พี่น้อง เขารู้สึกไม่คุ้มค่าแทนพี่ใหญ่ของเขาจริงๆ !
อย่าได้พูดเรื่องทำเพื่อผลประโยชน์ของแว่นแคว้นอันใดกับเขาเลย ในใจของเขาชัดเจนดีว่าอะไรควรค่าไม่ควรค่า!
“ฮูหยิน ท่านโหวกลับมาแล้วขอรับ!”
พ่อบ้านชราเดินเข้ามาจากด้านนอก ไม่นานบุรุษร่างกำยำก็ปรากฏตัว ทุกคนรีบเข้ามาต้อนรับ
“ท่านโหว ทางฝ่าบาทมีข่าวอะไรหรือไม่? จะส่งทหารกองหนุนไปช่วยหรือไม่?” ฮูหยินชางติ้งโหวคล้ายมองเห็นความหวัง ทว่าท่าทีเคร่งขรึมของชางติ้งโหวกลับยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดี
“ตอนนี้ข้าต้องเดินทางไปชายแดนทางเหนือ”
อะไรนะ? ทางเหนือ…
“ท่านพ่อ นี่หมายความว่าอย่างไร? แล้วพี่ใหญ่เล่า มิใช่ว่าพี่ใหญ่อยู่ชายแดนแคว้นอี้หรือขอรับ?” เฟิ่งฉีอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก
“จักรพรรดิเซียวส่งทหารมาโจมตีชายแดนทางเหนือ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องปกป้องประตูบ้านตนเองให้ได้เสียก่อน” ชางติ้งโหวยังคงมีสติครบถ้วน ตงฟางซวี่ตัดสินใจเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร
ตู้หย่วนฟางร่างกายอ่อนยวบ ทรุดลงนั่งที่เก้าอี้อีกครั้ง ดวงตาแดงก่ำโดยไม่รู้ตัว
“เช่นนั้นพี่ใหญ่เล่า? ฝ่าบาทไม่สนใจความเป็นความตายของเขาแล้วหรือ?” น้ำเสียงของเฟิ่งฉีเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว เขามั่นใจยิ่งขึ้นแล้วว่าที่ตอนนั้นตนตัดสินใจไม่เป็นขุนนางไม่เป็นทหารนับเป็นทางเลือกที่ถูกต้องแล้ว!
ชางติ้งโหวมองไปที่เขาด้วยสายตาลึกล้ำ เนิ่นนานผ่านไปจึงกล่าวขึ้นประโยคหนึ่ง “มีแม่ทัพหลิ่วอยู่”
“เกรงว่าแม่ทัพหลิ่วยังยากจะปกป้องตัวเองด้วยซ้ำ!” เขาได้ยินเรื่องสถานการณ์การสู้รบที่ชายแดนมาแล้ว ตอนนี้ตัวเลือกที่ถูกต้องที่สุดก็คือออกคำสั่งส่งทหารไปเสริม! หากเขาเขียวไม่สิ้นย่อมไม่ไร้ฟืนไฟ หากต้องการโจมตีแคว้นอี้ จะหยุดพักผ่อนสร้างเสริมกองกำลังเสียก่อนก็ยังไม่สาย!
“นี่จะทำเช่นไรดี? ท่านโหวจะส่งกองกำลังไปช่วยเป็นการส่วนตัวก็มิได้ หรือว่า หรือว่าจะต้องไม่สนใจอวี่เอ๋อร์แล้วจริงๆ?” ฮูหยินชางติ้งโหวอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป ความจริงในใจของทุกคนล้วนรู้ดี ทั่วทั้งแคว้นเฉินไม่มีแม้แต่ผู้เดียวที่อยากเป็นศัตรูกับแคว้นอี้ ถูกต้อง แคว้นเฉินยิ่งใหญ่มานาน แต่หากเทียบกับแคว้นอี้ยังแตกต่างอยู่มาก
เดิมทีสองแคว้นเป็นพันธมิตรกัน ทว่าตั้งแต่ฝ่าบาทขึ้นครองราชย์ก็ตั้งตัวเป็นศัตรูกับแคว้นอี้ทุกทาง ตอนนี้ยังโจมตีแคว้นอี้โดยไร้เหตุผล หากกล่าวไปแล้วนับว่าแคว้นเฉินทำไม่ถูกต้อง
ตอนนี้ประชาชนตกอยู่ในความลำบากยากเข็ญ แต่ฝ่าบาทกลับดื้อรั้นไม่ยอมฟังความคิดของผู้อื่น หากเป็นเช่นนี้ต่อไป มิใช่ว่าจะทำให้แคว้นเฉินจมลงสู่สงครามไม่จบไม่สิ้น ไม่อาจพบความสงบสุขได้ตลอดไปหรือไร?
“ข้าไปเอง” ตอนนี้เอง มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากบริเวณประตู
ทุกคนเงยหน้าขึ้นด้วยความแปลกใจ พบว่าคุณชายรองเฟิ่งซีที่เดิมทีควรท่องเที่ยวอยู่แห่งใดแห่งหนึ่งกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าพวกเขาในสภาพเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
“พี่รอง?!” เฟิ่งฉีมีความยินดีเต็มหน้า “ท่านกลับมาตั้งแต่เมื่อใด?”
บนบ่าของเฟิ่งซียังคงแบกสัมภาระเอาไว้ เห็นได้ว่าเร่งเดินทางมาตลอดคืน เมื่อก้าวเข้ามาในห้องโถง บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความจริงจัง “ท่านพ่อ มอบทหารชั้นยอดกองเล็กๆ ให้กับข้ากองหนึ่งเถิด ข้าจะไปชายแดนแคว้นอี้ สืบความให้แน่ชัดและคอยสนับสนุนพี่ใหญ่”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา ในดวงตาของทุกคนพลันปรากฏประกายแวววาว แต่ไม่นานก็ถูกแทนที่ด้วยความกังวล
พวกเขาไม่สงสัยในความสามารถของเฟิ่งซีแม้แต่น้อย เขาท่องเที่ยวอยู่ด้านนอกหลายปี ความสามารถในการแก้ปัญหาย่อมมิใช่อะไรที่คนธรรมดาจะเทียบได้ เพียงแต่…ไม่ว่าผู้ใดก็มิกล้ารับประกันว่านี่จะเป็นเส้นทางที่มิอาจหวนคืนหรือไม่ เฟิ่งซีเลือกเส้นทางนี้นับว่าอันตรายมากเช่นกัน
เมื่อเห็นดวงตาเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ของเฟิ่งซี ชางติ้งโหวพลันสูดหายใจลึก “เจ้าตัดสินใจดีแล้วหรือ?”
บุตรคนที่สองของตนผู้นี้มีความคิดเป็นของตัวเองมาโดยตลอด ยิ่งไปกว่านั้นไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาได้ เขาไม่เคยบีบบังคับบุตรชายทั้งหลาย เส้นทางที่พวกเขาเลือกเดินล้วนเลือกด้วยตัวพวกเขาเอง ตอนนี้เฟิ่งซีเดินทางพันลี้กลับมาเพื่อช่วยพี่ใหญ่ของตน ความสัมพันธ์พี่น้องเช่นนี้ชางติ้งโหวเองรู้สึกชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
เฟิ่งซีพยักหน้าอย่างหนักแน่น “เรื่องราวมิอาจรั้งรอ ซีเอ๋อร์พักผ่อนสักเล็กน้อยก็จะออกเดินทางแล้ว หากมีอะไรจะให้คนนำข่าวกลับมาทันที” เขามองไปยังตู้หย่วนฟางที่หน้าท้องนูนขึ้นเล็กน้อย “พี่สะใภ้ใหญ่โปรดวางใจ น้องรองจะทำสุดความสามารถ จะพาพี่ใหญ่กลับมาให้ได้!”
กลางดึก ทหารชั้นยอดกองหนึ่งเคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวงด้วยความรวดเร็ว มุ่งหน้าไปยังชายแดนแคว้นอี้
“คุณชายรองขอรับ ถนนทางซ้ายมือมุ่งหน้าไปสู่ชายแดนระหว่างแคว้นเหลียนและแคว้นอี้ แม้จะเป็นทางลัดแต่พื้นที่ไม่สม่ำเสมอ หากเร่งความเร็วเสียหน่อยเลือกทางขวาจะดีที่สุด”
บริเวณทางแยกในป่า ทหารมากประสบการณ์อธิบายอย่างอดทน เฟิ่งซีมองไปยังเส้นทางขรุขระทางซ้ายมือ สมองหมุนวนอย่างรวดเร็ว
“ไปทางซ้าย!” เขามีลางสังหรณ์อย่างแรงกล้า หากเลือกเส้นทางนี้มิแน่ว่าอาจได้รับผลประโยชน์เหมือนขาดอันใดก็เป็นได้
ในขณะเดียวกัน
ทัพใหญ่ของแคว้นเฉินถอยร่นอย่างต่อเนื่อง หลิ่วอวิ๋นเฟิงนำทัพอยู่เบื้องหน้า ทหารทั้งสองฝ่ายพัวพันกันอย่างเหนียวแน่น มิอาจแบ่งแยกแพ้ชนะในเวลาเพียงชั่วครู่
“การสูญเสียแม่ทัพเฟิ่งทำให้ขวัญทหารของแคว้นเฉินถูกสั่นคลอนอย่างหนัก” ภายในห้อง เซียวอี้เชินฟังรายงาน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ
ตอนที่อยู่ในแคว้นเฉิน เขามั่นใจว่าคุณชายทั้งหลายของตระกูลเฟิ่งจะต้องเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งของแคว้นอี้ในวันหน้าแน่นอน ตอนนี้จัดการพวกเขาไปได้อย่างไร้กังวล จะมิใช่เรื่องดีได้อย่างไร
ขณะนั้นเอง บุรุษชุดดำผู้หนึ่งปรากฏตัวข้างกายเซียวอี้เชิน กระซิบบางอย่างข้างหู
“นี่เป็นเรื่องจริงหรือ?!”
ดวงตาของเซียวอี้เชินเต็มไปด้วยโทสะอันยากจะปกปิด ตงฟางซวี่ถึงกับยังมีอารมณ์จดจำเรื่องของแคว้นเหลียนได้เชียวหรือ! ดูท่าทางเขาคงจับจ้องคนของตนมานาน ตอนนี้จึงให้คนไปสำรวจที่ชายแดนแคว้นเหลียน “พวกเขาหาทางเข้าพบจริงหรือ?!”
“พ่ะย่ะค่ะ คนละที่กับทางเข้าออกที่พวกเราหาพบ ตอนนี้ทหารของแคว้นเฉินปักหลักตั้งค่ายอยู่ที่ชายแดนแคว้นเหลียน ดูเหมือนจะเป็นข่าวที่น่าเชื่อถือ”
ตงฟางซวี่ผู้นี้ช่างใจกล้ายิ่งนัก ถึงกับคิดเล่นกลกับเขาเชียว ไม่ดูแลสงครามระหว่างสองฝ่ายให้ดี หรือเขาคิดเช่นเดียวกับตน เพียงใช้สงครามมาดึงดูดความสนใจเท่านั้น ทว่าจุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดยังเป็นอวิ๋นซูที่อยู่ในแคว้นเหลียน!
“เด็กๆ เตรียมม้า!”
“ฝ่าบาท?” จางฉีที่อยู่นอกห้องได้ยินเสียงนี้จึงรีบเดินเข้ามา ทว่าเซียวอี้เชินกลับไม่มีความอดทนที่จะฟังคำกล่าวเตือนของเขาอีกต่อไป
“ตอนนี้เจิ้นทำให้แคว้นเฉินจ่ายค่าตอบแทนอันเจ็บปวดออกมาแล้ว เรื่องต่อไปเชื่อว่าเจ้าคงจัดการได้” เซียวอี้เชินในตอนนี้คิดว่าชัยชนะอยู่ในกำมือของตนแล้วจึงไม่มีเหตุผลที่จะรั้งอยู่อีกต่อไป