หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 32 ตอนที่ 950 เฟิ่งอวี่กลับแคว้น
เล่มที่ 32 ตอนที่ 950 เฟิ่งอวี่กลับแคว้น
เฟิ่งซีคลุมผ้าห่มให้บุรุษบนเตียง จากนั้นจึงหันมา “แม่ทัพหลิ่ว เฟิ่งซีมีเรื่องขอร้อง ด้วยสภาพในตอนนี้ของพี่ใหญ่ อีกทั้งข้างกายไม่มีหมอเก่งๆ ข้าอยากพาเขากลับแคว้นเฉิน อย่างน้อยก็ยังมีโอกาสมากกว่า”
หมอทหารที่นี่จะเทียบกับหมอในเมืองหลวงได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นสถานการณ์ในตอนนี้ หากให้เฟิ่งอวี่อยู่ต่อกลับจะเป็นอันตรายมากกว่า
สีหน้าของเฟิ่งซีเต็มไปด้วยความขออภัย แต่เพื่อพี่ใหญ่ของตน เขาจำเป็นต้องเอ่ยคำร้องขอเช่นนี้กับหลิ่วอวิ๋นเฟิง “ข้าจะทิ้งทหารชั้นยอดที่พามาด้วยไว้ในเมืองเพื่อช่วยเป็นกำลังให้แม่ทัพหลิ่ว เมื่อส่งพี่ใหญ่กลับจวนโหวแล้ว เฟิ่งซีสัญญาว่าจะกลับมาอีกครั้ง แต่ต้องขอให้แม่ทัพหลิ่วส่งข้าไปทำงานข้างนอก!”
เขาไม่อยากเข้าร่วมราชสำนักหรือเป็นแม่ทัพจริงๆ แต่คราวนี้เขาทำเพื่อพี่ใหญ่ของตน ความสัมพันธ์ระหว่างที่ใหญ่และหลิ่วอวิ๋นเฟิงประดุจพี่น้อง ตอนนี้พี่น้องยากลำบาก เฟิ่งซีเห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องของเฟิ่งอวี่ผู้เป็นที่เคารพของตนจึงไม่อาจไม่สนใจใยดีหลิ่วอวิ๋นเฟิง
“ไม่ คุณชายรองรีบพาเฟิ่งอวี่กลับไปและดูแลเขาอย่างวางใจเถิด คราวนี้หากมิได้ความช่วยเหลือจากคุณชายรอง ข้าก็ไม่รู้ว่าจะป้องกันการโจมตีในคราวนี้ไปได้จนถึงเมื่อใด โชคดีที่ข้ามีคนของเฟิ่งอวี่อยู่ ชายแดนอันตราย คุณชายรองอย่าได้กลับมาอีก”
ตอนนั้นหากเขาช่วยเฟิ่งอวี่สืบทุกอย่างให้กระจ่างชัด บางทีอาจขัดขวางไม่ให้เขาไปลอบโจมตีจักรพรรดิเซียวได้ และคงไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นทั้งๆ ที่ตนนำทหารมาโจมตีแคว้นอี้ เดิมทีไม่ควรลากเฟิ่งอวี่ลงน้ำด้วยกัน แต่ตอนนี้อีกฝ่ายกลับมีสภาพเช่นนี้แล้ว หลิ่วอวิ๋นเฟิงรู้สึกผิดต่อคนของจวนชางติ้งโหวจริงๆ
หากเฟิ่งอวี่เป็นอะไรไปจริงๆ แล้วเขายังมีชีวิตรอดกลับไปได้ จะต้องไปรับความผิดที่จวนชางติ้งโหวด้วยตนเองแน่นอน
“แม่ทัพหลิ่วอย่าได้กล่าวเช่นนี้ เฟิ่งซีรู้ว่าพี่ใหญ่และแม่ทัพหลิ่วมีความสัมพันธ์ดุจพี่น้องต่อกัน ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญของแคว้นเฉิน หากเฟิ่งซีช่วยเป็นกำลังให้แม่ทัพหลิ่วได้ก็นับเป็นการตอบแทนบ้านเมืองแล้ว พี่ใหญ่เป็นคนดีสวรรค์ย่อมคุ้มครอง เชื่อว่าสวรรค์จะต้องไม่โหดร้ายกับเขาเพียงนี้แน่ หลังจากกลับเมืองหลวงคราวนี้ ข้าจะพยายามโน้มน้าวฝ่าบาทให้เขาส่งกำลังเสริมมาอีกครั้ง หวังว่าแม่ทัพหลิ่วจะไม่ยอมแพ้!”
ในคำพูดของเฟิ่งซีแฝงไปด้วยความหมายอีกอย่างหนึ่ง อย่าได้สิ้นหวังกับฝ่าบาท อย่าได้ล้มเลิกการยืนหยัดในตอนแรกของตน ตงฟางซวี่ในตอนนี้เฟิ่งซีไม่คิดวิพากษ์วิจารณ์ แต่เขารู้ดีว่าพี่ใหญ่และหลิ่วอวิ๋นเฟิงหวงแหนความสัมพันธ์กับฝ่าบาทมาก สิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวตัดสินแพ้ชนะในสงครามก็คือความเชื่อมั่นของหลิ่วอวิ๋นเฟิง
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
หลิ่วอวิ๋นเฟิงสูดหายใจลึก จากนั้นจึงผงกศีรษะหนักๆ ครั้งหนึ่ง “ข้าจะรักษาชัยชนะที่คุณชายรองนำมาให้เป็นอย่างดี กองทัพใหญ่แคว้นอี้เสียขวัญแล้ว เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่พวกเราจะโจมตีกลับ! ใช่แล้ว เหตุใดคุณชายรองจึงรู้ว่าคนในเกี้ยวมิใช่จักรพรรดิเซียวหรือ?”
“ตอนผ่านชายแดนแคว้นเหลียนพวกเราพบขบวนเดินทางของจักรพรรดิเซียว ดูเหมือนพวกเขาจะไปตามกองทหารแคว้นเฉินที่นั่น เชื่อว่าคงเกี่ยวกับเรื่องของท่านหมอ”
หลิ่วอวิ๋นเฟิงที่กำลังยุ่งอยู่กับสงครามยังไม่รู้ว่าตงฟางซวี่จงใจปล่อยข่าวว่าเขาหาทางเข้าออกแคว้นเหลียนพบแล้วเพื่อดึงดูดความสนใจของเซียวอี้เชิน ตอนนี้เฟิ่งซีกล่าวถึงอวิ๋นซู ท่าทีของหลิ่วอวิ๋นเฟิงจึงแปรเปลี่ยนไป
ต่อให้ออกมาจากแคว้นเฉินแล้ว น้องสาวของเขาคนนี้ก็ยังส่งผลกระทบกับกองทัพใหญ่ทั้งสองฝั่ง
“เรื่องราวมิอาจรั้งรอ อาการบาดเจ็บของเฟิ่งอวี่ไม่อาจยืดเยื้อได้อีก ทหารชั้นยอดกองนั้นเชิญคุณชายรองนำกลับไปด้วยเถิด จะได้ไม่เกิดอุบัติเหตุอันใดระหว่างทาง”
…
ไม่นานชัยชนะในสงครามครั้งนี้ก็แพร่มาถึงพระราชวังแห่งแคว้นเฉิน ราชสำนักแตกเป็นสองเสียงอีกครั้ง
“แม้สงครามคราวนี้จะรักษาเมืองเอาไว้ได้ แต่แม่ทัพของพวกเราบาดเจ็บสาหัส อีกทั้งเสบียงและอาวุธไม่เพียงพอ หากทัพใหญ่แคว้นอี้บุกมาอีกครั้งเกรงว่าคงมิอาจรับประกันได้ว่าจะเป็นเช่นนี้อีก”
“จะกล่าวเช่นนี้ก็มิได้ แม้ทหารของเราจะบาดเจ็บล้มตาย แต่กองทัพใหญ่แคว้นอี้ก็มิได้ดีไปกว่ากัน! คราวนี้พวกเราทำลายขวัญกำลังใจของพวกเขาอย่างหนัก เชื่อว่าในเวลาสั้นๆ คงไม่กล้าบุกโจมตีมาอีก!”
“แต่ชางติ้งโหวยังทำสงครามกับศัตรูอยู่ที่ชายแดนทางเหนือ ตอนนี้ของพวกเราควรมีสงครามให้น้อยลงเสียหน่อย มิเช่นนั้นชาวประชาจะรับไม่ไหว!”
“ใต้เท้าจาง หากทำเช่นนี้จะเป็นการช่วยสร้างชื่อเสียงให้ศัตรูโดยไม่สนใจความสามารถของตนเอง! ต้องทำให้แคว้นอี้เข้าใจลึกซึ้งว่าแคว้นเฉินของพวกเรามิได้รังแกได้ตามใจเท่านั้น มิเช่นนั้นวันหน้าพวกเขาต้องโอหังขึ้นเป็นแน่”
“ฮ่าๆๆ ใต้เท้าหลิว ก่อนหน้านี้ตอนที่กองทัพของพวกเราถูกปิดล้อมอยู่ในเมืองของแคว้นอี้ ดูเหมือนท่านมิได้พูดเช่นนี้กระมัง? ทำไม ตอนนี้เพียงกองทัพเราโจมตีกองทัพแคว้นอี้จนถอยร่นไปได้ก็ทำให้ท่านลืมบาดแผลเก่าแล้วหรือ?”
“นี่ท่าน…”
ใต้เท้าทั้งสองทะเลาะกันในราชสำนักโดยไม่มีใครยอมใคร จนกระทั่งเสียงอันไม่พอใจดังขึ้น
“พอแล้ว!” ตงฟางซวี่มีสีหน้ามืดครึ้มลง คำพูดเหล่านี้เขาได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เขารู้ดีว่าขุนนางส่วนใหญ่ในราชสำนักไม่ได้มีความคิดเดียวกับเขา ในหมู่พวกเขามีมากน้อยเพียงใดที่ทำตัวเป็นไผ่ลู่ลม ไม่มีความคิดของตนแม้แต่ครึ่งส่วน บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่แคว้นเฉินของพวกเขาหยุดนิ่งไม่ก้าวหน้า
ตอนนี้เอง ขันทีผู้หนึ่งเดินก้มหน้าเข้ามากระซิบบางอย่างข้างหูตงฟางซวี่
ดวงตาของเขาเปล่งประกาย “ส่งกำลังเสริมและเสบียงไปที่ชายแดนก่อน ออกเดินทางวันนี้ทันที! เลิกประชุม”
ภายในจวนชางติ้งโหว ทุกคนได้รับข่าวจากเฟิ่งซีแล้ว
“ฟู่จวินกลับมาแล้วหรือ?” ในที่สุดใบหน้าซูบเซียวของตู้หย่วนฟางก็เกิดประกายแวววาว ในตอนที่หลิ่วอวิ๋นเฟิงสู้กับกองทัพแคว้นอี้ คนส่วนใหญ่ในจวนชางติ้งโหวมิอาจนอนอย่างสงบใจในยามกลางคืน
ฮูหยินชางติ้งโหวพาตู้หย่วนฟางไปรอที่ประตูใหญ่ ขบวนคนเดินใกล้เข้ามา บุรุษผู้มีร่างกายมอมแมมปรากฏตัวเบื้องหน้าพวกเขา ขบวนเดินทางด้านหลังดึงดูดสายตาของทุกคน
“ซีเอ๋อร์ พี่ใหญ่ของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
เฟิ่งซีลงจากหลังม้า ส่งสายตาเป็นสัญญาณ จากนั้นจึงมีทหารเดินไปเลิกผ้าม่านรถม้าขึ้น
“ท่านแม่ เร็ว รีบเชิญหมอเถิด!”
ในตอนที่บุรุษผู้มีใบหน้าเสียโฉมไปครึ่งหนึ่งถูกหามออกมา สองขาของตู้หย่วนฟางพลันอ่อนแรง ความจริงนางเตรียมใจไว้นานแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าเมื่อได้เห็นสภาพของเฟิ่งอวี่ในตอนนี้จะรู้สึกราวกับมีคนบีบคอของนางไว้
“ฟู่จวิน…”
“พี่สะใภ้ใหญ่โปรดทนไว้ก่อนเถิด ตอนนี้ทั่วทั้งร่างของพี่ใหญ่เต็มไปด้วยบาดแผล ไม่อาจแตะต้องมั่วๆ”
สตรีผู้กำลังโศกเศร้าเสียใจดึงมือกลับมาโดยพลัน ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผลหรือ?! ตู้หย่วนฟางไม่กล้าคิดเลยว่าภายใต้ผ้าบางๆ ที่คลุมอยู่บนร่างจะมีสภาพเช่นไร
ทุกคนช่วยกันหามเฟิ่งอวี่เข้าไปในห้อง ไม่นานก็มีหมอถูกพาตัวเข้ามา
ในยามที่ผ้าคลุมถูกเลิกขึ้น บาดแผลย่ำแย่ของเฟิ่งอวี่ปรากฏเบื้องหน้าทุกคน พาลทำให้เกิดเสียงสูดหายใจเย็นยะเยือก
บนร่างไม่มีผิวหนังส่วนใดสมบูรณ์ บาดแผลน้อยใหญ่ไม่ต้องพูดถึง ส่วนใหญ่ถูกพันแผลไปแล้วทว่ายังมีเลือดสีม่วงซึมออกมา
“หย่วนฟาง เหตุใดเจ้าไม่รอด้านนอก?” ฮูหยินชางติ้งโหวกลั้นน้ำตา นางยังต้องดูแลสะใภ้ของตน ตั้งแต่ได้รับข่าวจากชายแดน ตู้หย่วนฟางก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ ทั้งๆ ที่กำลังตั้งครรภ์แต่กลับซูบผอมลงไปมาก
“ไม่ ท่านแม่ หย่วนฟางอยากเห็นเขา…”
ไหนเลยตู้หย่วนฟางจะยอมให้เฟิ่งอวี่หายไปจากสายตาตนอีก ตอนนี้ต่อให้ไล่นางไป นางก็ไม่ยอมถอยแม้เพียงครึ่งก้าว
หมอตรวจอาการของเฟิ่งอวี่ ขมวดคิ้วมีสีหน้าหนักอึ้ง
“อวัยวะภายในของท่านแม่ทัพได้รับบาดเจ็บสาหัส อีกทั้งกระดูกหลายแห่งยังแตกละเอียด มีชีวิตอยู่ได้ก็นับเป็นปาฏิหาริย์แล้ว” คำพูดของเขาทำให้บรรยากาศรอบด้านหน่วงลงโดยพลัน
เขากล่าวเช่นเดียวกับหมอทหาร เฟิ่งซีมีท่าทีเคร่งขรึมลง “ท่านหมอ ไม่ว่าใช้วิธีใด ท่านต้องช่วยเขาให้ได้!”
ท่านหมอมองไปยังเฟิ่งซีด้วยสายตาลึกล้ำแฝงความหมาย จากนั้นจึงดึงเขาไปพูดคุยด้านข้างอย่างระมัดระวัง “คุณชายรอง อาการของท่านแม่ทัพไม่ดีนัก ตอนนี้เขายังอยู่ในอาการสลบไสลไม่ได้สติ ต่อให้กินยา จะกินลงหรือไม่ก็ยังเป็นปัญหา ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้แม่ทัพฟื้นขึ้นมา ด้วยอาการบาดเจ็บของเขา เกรงว่าชีวิตนี้…คงได้แต่นอนบนเตียงแล้ว!”
เฟิ่งซีอดไม่ได้ที่จะกำหมัด ต่อให้เป็นเช่นนี้เขาก็จะรักษาชีวิตพี่ใหญ่ไว้ให้ได้! ขอเพียงมีชีวิตอยู่ต่อไป วันหน้าย่อมมีความหวัง
ตอนนี้เอง นอกห้องมีเสียงการเคลื่อนไหวดังขึ้น
พบว่าบุรุษผู้สวมใส่อาภรณ์ธรรมดาผู้หนึ่งพาคนกลุ่มใหญ่มาปรากฏตัวภายในลานเรือน ทหารองครักษ์รีบแยกกันไปเฝ้าด้านนอก เมื่อทุกคนเห็นใบหน้าของบุรุษพลันต้องคุกเข่าลง “ถวายพระพรฝ่าบาท!”
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
“ละเว้นมารยาทเถิด! อาการของเฟิ่งอวี่เป็นอย่างไรบ้าง?”
ตงฟางซวี่เดินก้าวใหญ่มาข้างเตียง เมื่อเห็นใบหน้าของเฟิ่งอวี่ยังอดไม่ได้ที่จะใจสั่น
“หมอหลวง!” เขาออกคำสั่งครั้งหนึ่ง หมอหลวงทั้งหมดในแคว้นเฉินพลันเข้ามารวมตัวอยู่ในห้อง
ดวงตาของตู้หย่วนฟางเต็มไปด้วยประกายแวววาว หมอหลวงเหล่านี้เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่มีวิชาแพทย์สูงที่สุดในทั่วทั้งแคว้นเฉินแล้ว มิแน่ว่าพวกเขาอาจมีวิธีทำให้สามีของนางได้สติ
เฟิ่งซีกลัวว่าหมอหลวงเหล่านี้จะไม่กล้าโกหกเพราะอยู่เบื้องพระพักตร์ฝ่าบาท อาการที่แท้จริงของเฟิ่งอวี่อาจทำให้มารดาและพี่สะใภ้ใหญ่รับไม่ไหว
“ท่านแม่ พี่สะใภ้ พวกเราไปรอด้านนอกเถิด ปล่อยให้หมอหลวงรักษาพี่ใหญ่เงียบๆ”
พวกเขาถอยออกไปด้วยความลังเล ฮูหยินชางติ้งโหวประคองแขนตู้หย่วนฟาง ทว่าฝ่ามือของนางยังคงเต็มไปด้วยเหงื่อ
“พี่รอง!” เฟิ่งฉีได้ยินข่าวทางด้านนี้จึงรีบตามมาจากด้านนอก
“เหตุใดพวกท่านจึงอยู่ด้านนอก? พี่ใหญ่เล่า?”
“น้องสี่ ฝ่าบาทพาหมอหลวงมารักษาพี่ใหญ่”
“ฝ่าบาท? เหตุใดเขายัง…” เฟิ่งซีคล้ายจะคาดเดาได้ว่าเฟิ่งฉีต้องการกล่าวสิ่งใดจึงรีบบีบไหล่ส่งสายตาเตือน “น้องสี่! อย่าได้เสียมารยาท”
เฟิ่งฉีย่อมไม่ยอมรับ หากมิใช่ว่าฝ่าบาทตัดสินพระทัยเอาเองโดยไม่ฟังผู้ใด ไหนเลยจะเกิดเรื่องเช่นนี้ ตอนนี้เขากลับยืนอยู่ต่อหน้าพี่ใหญ่ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนบ้างหรือไร?
“อย่าเพิ่งพูดถึงบฝ่าบาทเลย อาการของพี่ใหญ่เป็นอย่างไรบ้าง?”
เฟิ่งซีมองไปทางตู้หย่วนฟางด้วยสายตาลึกล้ำ จากนั้นจึงกล่าวเสียงเบา “รอให้หมอหลวงตรวจดูก่อนจึงจะรู้”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา เฟิ่งฉีพลันใจสั่น พี่รองกล่าวเช่นนี้เชื่อว่าอาการคงไม่ดีนัก
ขณะเดียวกัน หมอหลวงในห้องล้วนมีสีหน้าหนักอึ้ง พวกเขาหารือกันแล้ว สุดท้ายจึงไปรายงานตงฟางซวี่ตามจริง
“ฝ่าบาท แม่ทัพเฟิ่งมีชีวิตกลับมาได้ก็นับเป็นปาฏิหาริย์แล้วจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”
“ปาฏิหาริย์? นี่หมายความว่าอย่างไร”
หมอหลวงทั้งหลายสบตากัน “แม่ทัพเฟิ่งได้รับบาดเจ็บภายในสาหัส อวัยวะภายในเสียหายรุนแรง หากเป็นคนอื่นเกรงว่าคง…”
“เจิ้นไม่ได้มาเพื่อฟังคำเหล่านี้ของพวกเจ้า หากช่วยเขาไม่ได้ พวกเจ้าก็หิ้วหัวตัวเองมาหาเจิ้นเสีย!”
“…” หมอหลวงทุกคนกลัวจนใจสั่น ไม่ว่าใครก็ไม่อยากให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น หากท่านหมออยู่ด้วย มิแน่ว่าแม่ทัพเฟิ่งอาจมีทางช่วย วิชาแพทย์ของพวกเขามีจำกัด ไม่ได้มีความสามารถราวกับเทพเซียนกลับชาติมาเกิด แต่เพื่ออยู่เบื้องพระพักตร์ฝ่าบาทพวกเขาย่อมไม่กล้ากล่าวถึงอวิ๋นซู ตอนนี้จึงทำได้เพียงล้อมวงกันอยู่ด้านข้าง หาวิธีรับมือด้วยสีหน้าขมขื่น