หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 32 ตอนที่ 954 โชคดีในโชคร้าย
เล่มที่ 32 ตอนที่ 954 โชคดีในโชคร้าย
ตู้หย่วนฟางจับมือเฟิ่งอวี่แน่น ความอบอุ่นอันสมจริงแพร่ออกมา ตามมาด้วยเสียงยินดีและซาบซึ้งของสตรี “ไม่ ฟู่จวิน ที่นี่คือจวนชางติ้งโหว คุณชายรองพาท่านกลับมา!”
จวนโหว? เขา…กลับมาแล้วหรือ?
“พี่ใหญ่! ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว!” เฟิ่งฉีและเฟิ่งซีเดินล้อมเข้ามา ความยินดีบนใบหน้ามิอาจบรรยาย
“เร็ว! รีบไปแจ้งฝ่าบาท!” หมอหลวงที่อยู่ด้านข้างรีบถอยออกไปด้วยความตื่นเต้น เมื่อคืนตงฟางซวี่พักอยู่ที่จวนชางติ้งโหว เห็นได้ว่าให้ความสำคัญกับเฟิ่งอวี่มาก
เฟิ่งอวี่สูดหายใจลึก เขารู้สึกราวกับตนตกอยู่ในห้วงฝันอันยาวนาน ในความฝันมีเพียงภาพอันเลือนลาง เขาเดินไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย ยังคิดว่าต้องเดินไปตลอดกาลเสียอีก
เมื่อเห็นผ้าม่านเหนือศีรษะ ตอนนี้ยังคิดว่าตนยังไม่ได้สติ ยากจะเชื่อว่าขณะนี้เขากลับมาที่จวนชางติ้งโหวแล้ว
“เฟิ่งอวี่”
เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้น เฟิ่งอวี่ค่อยๆ เลื่อนสายตาไป พบบุรุษรูปงามหล่อเหลายืนอยู่ข้างเตียง ในดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล
ชั่วขณะหนึ่งเขาลืมไปแล้วว่าคนผู้นี้คือใคร รู้เพียงว่าคล้ายจะเป็นคนสำคัญยิ่ง
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
“เฟิ่งอวี่ มองเจิ้นสิ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจิ้นคือผู้ใด?”
ตงฟางซวี่เห็นดวงตาเลื่อนลอยสับสนของเฟิ่งอวี่ ในใจจึงกังวลยิ่งนัก
“ฝ่าบาท แม่ทัพเฟิ่งได้รับบาดเจ็บภายในสาหัส จะตอบสนองช้าไปบ้างนับเป็นเรื่องปกติ ตอนนี้ให้เขาพักผ่อนให้ดีก่อนเถิด อย่าให้เขาหักโหมเกินไป” นายท่านตระกูลสาขาที่อยู่ด้านข้างกล่าวเตือน ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้สติขึ้นมา ต้องพยายามเลี่ยงมิให้มีปัญหายากแก้ไขเกิดขึ้นกับเขาอีก
ตงฟางซวี่มีสีหน้าเคร่งขรึมลงโดยพลัน จากนั้นจึงกล่าวเสียงอ่อน “เจ้าพักผ่อนให้ดีเถิด เรื่องอื่นไม่จำเป็นต้องใส่ใจ เจิ้นจะรอวันที่เจ้าหายดี!”
“…ฝะ ฝ่าบาท…”
ดวงตาของเฟิ่งอวี่เต็มไปด้วยประกาย ราวกับจำฐานะของตงฟางซวี่ได้แล้ว
บุรุษรูปงามแย้มยิ้ม พยักหน้าอย่างไร้เสียง จากนั้นจึงให้เวลากับคนของจวนชางติ้งโหว
“พี่ใหญ่ ดียิ่งนัก พวกเราเป็นห่วงท่านจะตายอยู่แล้ว!” ด้านหลังมีเสียงร่าเริงดังแว่วมา เมื่อตงฟางซวี่ออกจากห้อง ก้อนหินที่กดทับอยู่ในใจมาโดยตลอดก็ถูกกำจัดออกในที่สุด เฟิ่งอวี่เป็นดั่งแขนขาของเขา หากเสียไป ความสูญเสียย่อมมิอาจคาดเดา ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่อยากให้จวนชางติ้งโหวและเขาต้องขัดแย้งกันเพราะเรื่องนี้
ภายในลานเรือนที่ไร้ซึ่งผู้คน องครักษ์เงาที่ส่งออกไปกลับมาในที่สุด
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมตามสตรีนางนั้นไปจนถึงบริเวณชานเมืองของเมืองชายแดนแคว้นเฉิน พวกเขาอยู่อาศัยในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในบ้านมีสิบกว่าคน ดูเหมือนจะคอยรักษาอาการป่วยให้ชาวบ้านไปทั่ว ยิ่งไปกว่านั้นกระหม่อมยังสืบพบว่าพวกเขาเพิ่งย้ายมาที่หมู่บ้านแห่งนั้นไม่นาน เป็นครอบครัวที่รู้วิชาแพทย์ทั้งครอบครัวพ่ะย่ะค่ะ”
รู้วิชาแพทย์ทั้งหมด? ดูเหมือนจะไม่ใช่อะไรที่ครอบครัวปกติทั่วไปจะมีได้ เพิ่งย้ายไปอยู่ในหมู่บ้านแห่งนั้นได้ไม่นาน เช่นนั้นก่อนหน้านี้พวกเขาอยู่ที่ใด? จะมีความสัมพันธ์กับอวิ๋นซูจริงหรือไม่? “จับตาดูพวกเขาต่อไป! หากมีคนน่าสงสัยติดต่อกับพวกเขา เจิ้นต้องได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทันที!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
“แม่ทัพเฟิ่งฟื้นขึ้นมาได้นับว่าสวรรค์คุ้มครองคนดีจริงๆ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลายินดี จะอย่างไรบาดแผลบนร่างแม่ทัพเฟิ่งก็สาหัสเกินไป หากต้องการหายดีจะต้องใช้เวลานาน ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้วันหน้าแผลหายดีแล้วก็ยังเหลืออาการเรื้อรังภายหลัง เกรงว่าคงไม่อาจต่อสู้ทำสงครามได้อีก” ในขณะที่ทุกคนจมอยู่ในความยินดีที่เฟิ่งอวี่ได้สติกลับมา นายท่านตระกูลสาขาผู้มีไหวพริบกลับกล่าวคำพูดเหล่านี้ออกมากะทันหัน
“ไม่อาจ…ต่อสู้ทำสงครามได้อีก?” เสียงของเฟิ่งอวี่แหบแห้ง เขาคิดว่าบางทีอาจสาหัสยิ่งกว่านั้น
รอบด้านพลันจมลงสู่ความเงียบงัน นายท่านตระกูลสาขาเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยขึ้น “หากกล่าวอีกอย่างก็คือ เกรงว่าวันหน้าคงไม่อาจใช้วรยุทธ์ได้อีก”
“ไม่อาจใช้วรยุทธ์ได้อีก? นั่นมิใช่ว่า…” เฟิ่งฉีรู้ตัวว่าตนกล่าวผิดไปแล้วจึงรีบกลืนประโยคหลังลงท้อง มิใช่ว่ากลายเป็นคนไร้ประโยชน์แล้วหรือ? แต่คิดดูอีกครั้ง ขอเพียงพี่ใหญ่มีชีวิตต่อไปได้แล้วจะอย่างไรเล่า? จะได้บอกลาวันเวลาที่มีแต่การฆ่าฟันเช่นนั้นพอดี
“ชีพจรทั้งร่างของแม่ทัพเฟิ่งถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก วันหน้าหากจะลงเดินให้ได้ยังต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก แต่หากคิดจะจับกระบี่อีกครั้งเกรงว่าต่อให้พุทธองค์มาเองก็คงช่วยไม่ได้” สิ่งที่นายท่านตระกูลสาขากล่าวล้วนเป็นความจริง ต่อให้อวิ๋นซูมาด้วยตัวเองก็ให้ผลลัพธ์เช่นเดียวกัน
บางทีชีพจรที่ขาดไปอาจต่อใหม่ได้อีกครั้ง ทว่าบาดเจ็บหนักขนาดเฟิ่งอวี่เกรงว่าต้องกรีดเนื้อกรีดหนังทั่วทั้งร่างถึงจะต่อได้หมด…นั่นมิใช่อะไรที่คนเราจะรับไหว
จริงดังคาด เมื่อได้ยินคำพูดนี้ แววตาของเฟิ่งอวี่พลันมืดมน
เฟิ่งฉีรีบดึงนายท่านตระกูลสาขาไปด้านข้าง “ท่านลุงเฉา อย่าได้กล่าวเรื่องนี้ต่อหน้าพี่ใหญ่อีกเลย”
“ไม่ ต้องให้เขาเตรียมใจอย่างมีสติ จะอย่างไรวันหน้ายังอีกยาวไกล เขาไม่สามารถยกของหนักได้อีก อาจต้องใช้ชีวิตอยู่บนเตียงมากกว่าปีครึ่งด้วยซ้ำ” หากผู้ป่วยไม่รู้ตัวเองเสียหน่อย เมื่อถึงตอนนั้นอาจทำให้บาดแผลสาหัสยิ่งขึ้น นายท่านตระกูลสาขาไม่มั่นใจว่าตนจะทำให้เขาหายดีได้อีก สุดท้ายยังเป็นตนที่ทำให้องค์ชายใหญ่ผิดหวัง
ตู้หย่วนฟางสัมผัสได้ถึงความสิ้นหวังของเฟิ่งอวี่จึงจับมือใหญ่อันหยาบกร้านของเขามาวางไว้บนใบหน้าตน
“เช่นนั้นวันหน้าท่านก็จะมีเวลาอยู่เป็นเพื่อนหย่วนฟางและลูกที่อยู่ในท้องแล้ว พวกเราครอบครัวจะได้อยู่ร่วมกันตลอดไป ไม่แยกจาก” สำหรับพวกเขานี่จึงจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ตอนนี้เฟิ่งอวี่รู้ดีว่าตนทำให้คนมากมายเป็นห่วง เพราะตนสะเพร่าไปชั่วครู่จึงทำให้เกิดความผิดพลาดครั้งใหญ่ เก็บชีวิตกลับมาได้ก็นับเป็นโชคดีแล้ว ตนในตอนนี้จะสร้างภาระให้พวกเขาอีกได้อย่างไร?
เขายิ้มเล็กน้อย มองตู้หย่วนฟางข้างเตียงที่มีสีหน้าซูบเซียว ดวงตาเต็มไปด้วยความขออภัย
“ท่านลุงเฉา ท่านจะกลับไปหรือไม่?”
เฟิ่งซีตามนายท่านตระกูลสาขาไปนอกห้อง เขารู้ว่าฐานะของนายท่านตระกูลสาขาค่อนข้างพิเศษ ไม่อาจอยู่ที่แคว้นเฉินได้นานนัก ทว่าตอนนี้อาการของเฟิ่งอวี่ไม่อาจขาดเขาได้
นายท่านตระกูลสาขาแย้มยิ้มอย่างผ่อนคลาย “รอให้อาการของแม่ทัพเฟิ่งมั่นคงเสียก่อน ข้าค่อยมอบเขาให้หมอหลวงดูแล”
เฟิ่งซีผ่อนคลายได้โดยพลัน ตอนนี้เอง เขาพบว่าในมุมมืดที่ห่างออกไปมีเงาร่างเงาหนึ่งแอบอยู่หลังต้นไม้คล้ายกำลังมองมาทางพวกเขา เขาเกือบลืมไปแล้วว่าตอนนี้ฝ่าบาทยังอยู่ในจวนชางติ้งโหว เกรงว่าฝ่ายนั้นยังไม่คลายความสงสัยที่มีต่อนายท่านตระกูลสาขากระมัง
ขณะเดียวกันนอกชายแดนแคว้นเหลียน คนกลุ่มหนึ่งคล้ายจะสูญเสียทิศทางไปแล้วโดยสิ้นเชิง
“ฝ่าบาท กองทัพแคว้นเฉินเปลี่ยนทิศทางอีกแล้ว!”
อะไรนะ?! สีหน้าของเซียวอี้เชินมืดล้มลง หลายวันมานี้พวกเขาถูกคนแคว้นเฉินหลอกจนหัวหมุน ไล่ตามร่องรอยที่พวกเขาทิ้งไว้แต่กลับช้าไปหนึ่งก้าวเสมอ อีกทั้งเซียวอี้เชินยังพบว่าคนเหล่านั้นจะต้องเดินเป็นวงกลมอยู่ในขอบเขตหนึ่งๆ เป็นแน่!
ลางสังหรณ์ไม่ดีเอ่อล้นอยู่ในสมอง “ทางด้านจางฉีเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ทูลฝ่าบาท ยังไม่มีข่าวส่งมาพ่ะย่ะค่ะ”
“เกรงว่า…พวกเขาคงหลอกเจิ้นมาที่นี่เพื่อถ่วงเวลา!” เซียวอี้เชินก้มหน้าลง กำมือที่อยู่ในแขนเสื้อแน่น หากเป็นเช่นนี้จริงๆ ทางด้านจางฉีคงเป็นอันตรายยิ่งนัก
ขณะนั้นเอง ม้าเร็วตัวหนึ่งพุ่งทะยานใกล้เข้ามา บุรุษบนหลังม้าสวมชุดเกราะของแคว้นอี้ของพวกเขา
“ฝ่าบาท!”
“จางฉีส่งเจ้ามาหรือ?” เซียวอี้เชินมองไปยังทหารที่เดินเข้ามาใกล้ ในใจยิ่งรู้สึกไม่ดี
“ฝ่าบาท! รองแม่ทัพถูกศัตรูฆ่าตาย ส่วนแม่ทัพจางได้รับบาดเจ็บสาหัส! ทัพพวกเรา…ถอยไปที่เมืองเลี่ยวแล้ว”
อะไรนะ?! สีหน้าของเซียวอี้เชินพลันแปรเปลี่ยนไปครั้งใหญ่ “ถอยไปที่เมืองเลี่ยว? ก่อนหน้านี้มิใช่ว่าแย่งชิงเมืองกลับมาได้แล้วหรือ? หรือว่า…หลังจากเจิ้นออกมา พวกเจ้าพ่ายแพ้?” นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทั้งๆ ที่ชนะอยู่ในกำมือแล้วแท้ๆ
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
ทหารผู้นั้นก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกละอายใจ “หลังจากฝ่าบาทเสด็จไปก็มีสายลับแคว้นเฉินปลอมตัวปะปนเข้ามาในกองทัพ พวกเราถูกแผนการร้ายของพวกมันตอนกำลังโจมตีกองทัพแคว้นเฉิน…ตอนนี้ ทัพเสริมแคว้นเฉินมาถึงแล้ว แต่กองทัพของเรากลับเสียหายหนัก”
เซียวอี้เชินโบกมือครั้งหนึ่ง เป็นสัญญาณไม่ให้เขากล่าวต่อไป!
เบาะแสต่างๆ ถูกรวมเข้าด้วยกัน เซียวอี้เชินจึงค่อยเข้าใจว่าตนติดกับตงฟางซวี่แล้ว! มิน่าเล่าคนของพวกเขาจึงวนอยู่รอบนอกแคว้นเหลียน ที่แท้ก็เพื่อถ่วงเวลาตนนั่นเอง ทั้งหมดก็เพื่อให้ทางหลิ่วอวิ๋นเฟิงมีเวลาเตรียมตัวกับสงคราม! ดียิ่ง เขาดูถูกแคว้นเฉินเกินไปจริงๆ
“ตงฟางซวี่ตัวดี! ที่แท้ก็ล่อเสือออกจากถ้ำ!” เสียงหัวเราะของเซียวอี้เชินเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวอันยากจะปกปิด เขาถึงกับกลายเป็นคนโง่งมไปแล้ว!
ยังกล่าวว่าลุ่มหลงในตัวอวิ๋นซูอันใด ที่แท้ก็ใช้ประโยชน์จากสตรีที่ตนรัก! เซียวอี้เชินหัวเราะเสียงเย็น ตงฟางซวี่ช่างเป็นบุรุษถ่อยจริงๆ
“กลับเมืองทันที! ชิงเมืองกลับมาให้ได้!” ในใจของเขาลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธ คราวนี้จะต้องทำให้แคว้นเฉินฟื้นตัวไม่ได้อีกแน่นอน!
สองวันต่อมา เฟิ่งอวี่จึงค่อยรู้สึกมีเรี่ยวแรงมากขึ้นทีละน้อย เพียงแต่ยังทำได้แค่นอนและขยับแขนขาเบาๆ เท่านั้น
ในยามที่ไม่มีผู้ใดอยู่ด้วยเขามักจะคิดไปถึงคำพูดเหล่านั้นของนายท่านตระกูลสาขา เขารู้สึกราวกับมีอะไรบางอย่างอุดอยู่ในใจ กดดันจนทำให้เขาหายใจไม่ออก เขาจะใช้ชีวิตอยู่บนเตียงไปชั่วชีวิตได้อย่างไร เขาต้องลุกขึ้น! จะต้องลุกขึ้นให้ได้!
“เฟิ่งอวี่ อย่าได้ฝืนตนเอง”
มือคู่หนึ่งผลักประตูห้องเข้ามา พบว่าบุรุษบนเตียงกำลังพยายามทรงตัว
“ฝ่าบาท…”
ตงฟางซวี่ทอดถอนใจอย่างจนใจ เดินไปข้างเตียง ดึงผ้าห่มคลุมให้เขา “อย่าได้ร้อนใจเกินไป มีเจิ้นอยู่ จะทำให้เจ้าหายดีเป็นแน่!”
“ฝ่าบาท…กระหม่อมมีความผิด ฝ่าบาทโปรดลงโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
เพราะความสะเพร่าของตนจึงทำให้ความพยายามของฝ่าบาทต้องเสียเปล่า เฟิ่งอวี่ไม่มีหน้าไปพบเขาอีกจริงๆ
“เป็นเพราะจักรพรรดิเซียวเจ้าเล่ห์เกินไป เจ้าทำเพื่อแผ่นดินแคว้นเฉินมาโดยตลอด นับว่าไร้ความผิด”
“ไม่ เป็นกระหม่อมทำงานไม่ดี…”
“เช่นนั้นจะบอกข่าวดีกับเจ้าแล้วกัน อวิ๋นเฟิงชิงเมืองกลับมาได้แล้ว ตอนนี้กำลังทำสงครามกับเมืองเลี่ยว”
คำพูดของเขาทำให้เฟิ่งอวี่เงยหน้าขึ้นโดยพลัน กล่าวเช่นนี้แสดงว่าเรื่องราวยังไม่พัฒนาไปจนเกิดผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด อวิ๋นเฟิงเขา…ช่างมีความสามารถจริงๆ “ฝ่าบาท สองวันมานี้กระหม่อมคิดดีแล้ว วันหน้าเกรงว่ากระหม่อมคงไม่อาจทำงานเพื่อฝ่าบาทได้อีก ขอให้ฝ่าบาทโปรดปลดกระหม่อมออกจากตำแหน่งแม่ทัพด้วยเถิด แล้วก็…”
“ตำแหน่งแม่ทัพนี้เดิมทีก็แต่งตั้งเพื่อให้เจ้าสะดวกต่อการนำทัพไปสนับสนุนอวิ๋นเฟิง ตอนนี้เจ้ากลับมาแล้วย่อมไม่จำเป็นต้องเป็นแม่ทัพอันใดนี่อีก ส่วนเจ้ายังคงมีตำแหน่งโหว เจิ้นยังคิดพระราชทานจวนให้เจ้าด้วย ต่อให้ไม่ได้ฆ่าฟันศัตรูเพื่อเจิ้น เจ้าก็คิดวางแผนเพื่อเจิ้นได้”
นี่มิใช่โทษ แต่เป็นการพระราชทานรางวัลอย่างหนึ่ง