หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 32 ตอนที่ 955 ความวุ่นวายของพันธมิตร
เล่มที่ 32 ตอนที่ 955 ความวุ่นวายของพันธมิตร
ในขณะที่แคว้นเฉินและแคว้นอี้กำลังทำสงครามกัน เมืองหลวงแคว้นเหลียนก็มิได้สงบนัก
ภายในจวนอัครมหาเสนาบดี ในห้องโถงใหญ่มีใต้เท้านั่งอยู่สามคน น้ำชาด้านข้างถูกเปลี่ยนกาแล้วกาเล่า
“ท่านอัครมหาเสนาบดียังไม่กลับมาอีกหรือ?”
“ใช่ๆ ผ่านมาหนึ่งชั่วยามแล้ว…” ในเมืองหลวงใต้เท้าทั้งหลายเหล่านี้นับเป็นคนมีหน้ามีตา ไหนเลยจะเคยรอนานถึงเพียงนี้
พ่อบ้านที่ยืนอยู่ด้านข้างแย้มยิ้มขออภัย “ใต้เท้าออกไปทำธุระด้านนอก อีกไม่นานจะกลับแล้วขอรับ”
ใต้เท้าทั้งหลายสบตากัน ก่อนหน้านี้พวกเขามาหลายครั้งแล้ว แต่ล้วนต้องกลับไปมือเปล่า จะบังเอิญเพียงนี้ได้อย่างไร ทุกครั้งท่านอัครมหาเสนาบดีล้วนไม่อยู่จวน ราวกับรู้ว่าพวกเขาจะมาจึงเลี่ยงไปก่อน กระทั่งมีคนกลับไปด้วยความโกรธเกรี้ยว แม้แต่รองเสนาบดีก็ยังบ่นว่า
“ใกล้ได้เวลาอาหารกลางวันพอดี หาได้ยากนักที่สหายทั้งหลายจะมารวมตัวกัน มิสู้รอท่านอัครมหาเสนาบดีกลับจวนเสียก่อน ข้าจะเป็นเจ้าภาพ ไปกินอาหารดีๆ ที่หอเทียนฝูด้วยกันเป็นอย่างไร!”
ความหมายของเขาชัดเจนยิ่งนัก วันนี้ไม่อาจปล่อยให้ท่านอัครมหาเสนาบดีหนีไปได้เป็นอันขาด
“ท่านเจ้ากรมกล่าวได้มีเหตุผล ในเมื่อสหายแต่ละท่านมาแล้ว อีกทั้งท่านอัครมหาเสนาบดีก็มีงานรัดตัว รอนานเสียหน่อยก็ไม่เป็นไร”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
จากนั้นใต้เท้าทั้งหลายจึงตัดสินใจแน่วแน่ เปลี่ยนกาน้ำชาไปอีกหลายกา รออย่างอดทนยิ่งขึ้น
ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเพียงใด ด้านนอกมีเสียงดังแว่วมาระลอกหนึ่ง พวกเขาเบนสายตาขึ้นมอง ในที่สุดก็เห็นบุรุษหนุ่มเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มขออภัย
“โธ่ ไม่ทราบว่าวันนี้ใต้เท้าทั้งหลายจะมา ปล่อยให้ทุกท่านรอนานแล้ว เสียมารยาท เสียมารยาทจริงๆ!” บนใบหน้าของซือถูเจินเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ใต้เท้าทั้งหลายที่เมื่อครู่ยังไม่พอใจรีบยิ้มกว้างขึ้นหลายเท่า “ที่ไหนกันขอรับ ท่านอัครมหาเสนาบดีงานยุ่ง ตรากตรำทำงานทุกวันก็เพื่อความสุขของชาวประชา!”
ซือถูเจินยิ้ม จากนั้นจึงหันไปกำชับพ่อบ้านที่อยู่ด้านข้าง “เด็กๆ เตรียมอาหาร” เกรงว่าวันนี้ตนคงต้องเผชิญหน้าแล้ว หากจะให้พวกเขารอต่อไป มิสู้ฟังเสียหน่อยว่าพวกเขาต้องการพูดอะไร
“ใต้เท้าทราบเรื่องที่ฝ่าบาทปลดใต้เท้าจางออกจากตำแหน่งหรือไม่?” ใต้เท้าเจ้ากรมขุนนางเข้าประเด็นทันที เผยจุดประสงค์ที่พวกเขามาในวันนี้ออกไปตามตรง
ในดวงตาของซือถูเจินมีประกายไหลผ่าน พวกเขาคิดจะทดสอบท่าทีของตนหรือ?
“ขอรับ เรื่องของใต้เท้าจางเป็นเรื่องของโชคชะตาเท่านั้น”
“นั่นก็ไม่แน่หรอกท่านอัครมหาเสนาบดี ใต้เท้าจางทำงานกับพวกเรามาหลายปี เขาเป็นคนเช่นไรพวกเราล้วนเข้าใจกระจ่างแจ้ง! คราวนี้ฝ่าบาทใช้ข้ออ้างปลดใต้เจ้าจาง จะต้องมีคนคิดชั่วหวังทำร้ายใต้เท้าจางเป็นแน่ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าราชสำนักคงวุ่นวายครั้งใหญ่!”
บุรุษหนุ่มละเลียดชา บนใบหน้าไม่ได้แสดงท่าทีอันใดมากนัก “แต่ในพระหัตถ์ของฝ่าบาทมีหลักฐานข้อพิสูจน์มากพอ มิเช่นนั้นคงไม่มีพระบัญชาลงมาแน่”
“หลักฐานสามารถปลอมแปลงกันได้! ใต้เท้าจางเป็นขุนนางซื่อสัตย์ ทำผลงานให้แคว้นมากมาย ไม่ทราบว่าฝ่าบาทถูกคนชั่วคนใดปิดบังพระเนตรจนตัดเส้นทางการทำงานของใต้เท้าจางเช่นนี้ พวกเราต้องคิดให้รอบคอบ”
เจ้ากรมขุนนางเอ่ยปากต่อไป “ตอนที่ฝ่าบาททรงตัดสินพระทัยเช่นนี้ออกมา ท่านอัครมหาเสนาบดีไม่ทราบหรือ? พวกเราคิดว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างท่านอัครมหาเสนาบดีและใต้เท้าจาง ท่านจะต้องทำเพื่อเขาเป็นแน่! เชื่อว่าฝ่าบาทมีพระบัญชาลงมาโดยตั้งใจปิดบังท่าน”
ซือถูเจินยิ้ม จากนั้นจึงถอนใจอย่างอับจนหนทาง “เพราะข้าและใต้เท้าจางมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ดังนั้นฝ่าบาทจึงไม่ได้ปรึกษาข้าเรื่องนี้”
หากกล่าวถึงความสัมพันธ์อันดี นั่นเพียงแค่ใต้เท้าจางมาที่จวนเขาหลายครั้ง หลังจากความคิดแอบแฝงของอีกฝ่ายถูกปฏิเสธก็ไม่ได้คบเป็นสหายลึกซึ้งอันใดอีก เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ของเจ้ากรมขุนนาง เห็นได้ว่าต้องการยั่วยุความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจักรพรรดิเหลียน
“ฝ่าบาททำเช่นนี้ทำให้ผู้อื่นผิดหวังจริงๆ! ท่านอัครมหาเสนาบดี แม้ท่านยังอายุน้อย แต่ความสามารถนับว่าไม่มีผู้ใดในแคว้นเหลียนเทียบได้ ทุกเรื่องในราชสำนักล้วนมีท่านช่วยจัดการให้ฝ่าบาทมาตลอด ตอนนี้ฝ่าบาทลงมาจัดการด้วยพระองค์เอง เกรงว่าพระองค์คงเคลือบแคลงในตัวท่านแล้ว!”
“ใช่ๆ การกระทำของฝ่าบาทในระยะนี้ค่อนข้างหลากหลาย ท่านอัครมหาเสนาบดีต้องระมัดระวังให้มาก ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้พวกเราสมควรรวมตัวกันให้เหนียวแน่น อย่าปล่อยให้ฝ่าบาทถ่วงอนาคตของแคว้นเหลียนเป็นอันขาด”
เป็นอย่างที่เขาคาดเดา ระยะนี้พวกเขามาก็เพื่อเป็นพันธมิตรกับตน
ความคิดของซือถูเจินดั่งกระจกใสไร้ซึ่งความคิดวุ่นวาย เมื่อเห็นเขาไม่กล่าวคำใด ใต้เท้าทั้งหลายก็เริ่มนั่งไม่ติดที่ “ท่านอัครมหาเสนาบดีคิดเห็นอย่างไร?”
“อืม ไม่เลวๆ”
ทุกคนพลันมีสีหน้ายินดี หากท่านอัครมหาเสนาบดียอมยืนอยู่ฝั่งเดียวกับพวกเขา เช่นนั้นฝ่าบาทคงมิอาจปลดพวกเขาได้ตามใจอีก!
“เช่นนั้นไม่ทราบว่าท่านอัครมหาเสนาบดีมีวิธีรับมือเช่นไร?”
“แม้ฝ่าบาทจะไม่ได้สนใจเรื่องในราชสำนักมานานหลายปี แต่ยังรู้เรื่องในราชสำนักเป็นอย่างดี ตอนนี้สิ่งสำคัญก็คือต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดจนชื่นชมกันไปปากต่อปาก ต่อให้ฝ่าบาทมีความคิดเช่นนั้นก็ต้องพิจารณาให้ดีก่อนมีพระบัญชาลงมา”
คำพูดนี้ของท่านอัครมหาเสนาบดีเท่ากับไม่ได้พูดอะไร
ใต้เท้าทั้งหลายรู้สึกร้อนใจขึ้นมาแล้ว “ท่านอัครมหาเสนาบดี ตอนนี้ฝ่าบาทและไท่ซ่างหวงกำลังต่อสู้กัน ส่วนพวกเราทั้งหมดเป็นเครื่องสังเวย เป็นขุนนางมานานหลายปีเพียงนี้ แต่ฝ่าบาทกลับไม่สนพระทัยหากจะให้พวกเราเสียสละ นี่ทำให้ทุกคนมิอาจตั้งใจทำงานเพื่อฝ่าบาทต่อไปได้จริงๆ!”
“มิสู้พวกเราร่วมเขียนฎีกาด้วยกันแล้วนำขึ้นถวายเพื่อช่วยเหลือใต้เท้าจางดีหรือไม่ ท่านอัครมหาเสนาบดีคิดเห็นอย่างไร?”
สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่เขา ซือถูเจินค่อยๆ วางถ้วยชาในมือลง จากนั้นจึงไอออกมาอย่างรุนแรง “แค่กๆ…แค่กๆ…ก็ ก็ดี ก็ดี”
“ใต้เท้า ท่านเป็นอะไรไป?!”
“เฮ้อ…ระยะนี้อากาศเปลี่ยนแปลง ข้าเองก็เป็นโรคนอนไม่หลับ ดังนั้น…ดังนั้นจึงเป็นไข้ลมหนาว”
อะไรนะ? มิใช่ว่าเมื่อครู่ยังดีๆ อยู่หรือ…
“ใต้เท้า ให้ท่านหมอมาตรวจดูเสียหน่อยเป็นอย่างไร?”
ซือถูเจินโบกมือ “ทำให้ทุกท่านเห็นเรื่องน่าขันแล้ว แค่กๆ…แค่กๆ…แค่ก พ่อบ้าน พาใต้เท้าทั้งหลายไปทานอาหารก่อน ข้า ข้าจะกลับไปกินยา แค่กๆ…แค่กๆ…”
กล่าวจบก็เดินเข้าไปในโถงด้านในภายใต้การพยุงของสาวใช้ “นี่…เช่นนั้นพรุ่งนี้ท่านอัครมหาเสนาบดีจะร่วมลงนามกับพวกเราหรือไม่?”
ในห้องหนึ่งบริเวณเรือนใน ฮูหยินผู้เฒ่านอนอยู่บนเตียง สีหน้าซีดขาวอ่อนแรง
เสียงประตูเปิดออกดังขึ้น บุรุษที่เมื่อครู่นี้ยังไอไม่หยุดยามนี้กลับคืนสู่สภาพเดิมเรียบร้อยแล้ว เขาปิดประตูลง ดวงตากระจ่างใส
“เจินเอ๋อร์ ได้ยินว่าวันนี้มีใต้เท้าหลายท่านมาหาอีกแล้วหรือ”
ฮูหยินผู้เฒ่าความคิดใสกระจ่างดุจกระจก ย่อมรู้ว่าราชสำนักแคว้นเหลียนในตอนนี้ไม่สงบนัก
“ให้คนส่งออกไปแล้วขอรับ ท่านแม่ไม่จำเป็นต้องกังวล”
เขาเดินมาด้านข้าง หยิบผ้าชุบน้ำร้อนแล้วบิดหมาดด้วยตัวเอง จากนั้นจึงเดินมาข้างเตียงเช็ดหลังมือให้ผู้เป็นมารดาของตนเบาๆ
“ใต้เท้าจางถูกขังหรือ? มาให้เจ้าช่วยเขาใช่หรือไม่?”
ซือถูเจินยิ้ม “เรื่องที่ฝ่าบาทตัดสินพระทัยไปแล้วจะเปลี่ยนแปลงง่ายๆ ได้อย่างไร แม้ว่าลูกยังเยาว์แต่ก็มิได้ไร้เดียงสาเพียงนั้น หากทำเช่นนี้จะเป็นการขายหน้าเปล่าๆ”
ฮูหยินผู้เฒ่าบนเตียงกลับรู้สึกกังวล “ราชสำนักในตอนนี้เต็มไปด้วยคลื่นลม เกรงว่าเจ้าเองก็ยากจะวางตัวอยู่นอกเรื่อง ยิ่งไปกว่านั้นใต้เท้าจางผู้นั้นดูเหมือนจะเป็นคนที่ไท่ซ่างหวงชุบเลี้ยงมานานหลายปี เกรงว่าคงไม่ทำผิดง่ายๆ เช่นนี้แน่”
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
“ลูกทราบขอรับ”
“แม่รู้ว่าเจ้ามีความคิดบางอย่างแล้ว ตอนนี้ฝ่าบาทเป็นดุจเสือติดปีก เจ้าคิดดีแล้วหรือไม่ว่าจะยืนอยู่ข้างผู้ใด?”
ซือถูเจินเป็นอัครมหาเสนาบดีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์แคว้นเหลียน นอกจากเขาจะเป็นบุคคลผู้มีความสามารถที่ทุกคนจับจ้องแล้ว ยังมีอำนาจในทางลับบางอย่างจับจ้องอยู่ด้วย แม้ตอนแรกจะไม่ชัดเจน แต่ซือถูเจินยังรับรู้ได้รางๆ การที่ตนนั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ เกรงว่าวันหน้าคงมีเรื่องต่างๆ ให้ทำไม่จบไม่สิ้น หลายครั้งหลายคราที่ใต้เท้าทั้งหลายมาหา นับเป็นการเผยเบาะแสบางอย่างแล้ว
“หลายปีมานี้ แม้ฝ่าบาทจะมอบหมายภารกิจสำคัญให้ข้า แต่ก็เป็นดั่งที่ใต้เท้าทั้งหลายกล่าว ครั้งนี้พระองค์ปลดใต้เท้าจางก็มิได้ตรัสกับลูกมาก่อน เกรงว่าในพระทัยฝ่าบาทคงเคลือบแคลงลูกมาโดยตลอด”
“กล่าวเช่นนี้เจ้าคิดจะสนับสนุนไท่ซ่างหวงหรือ?”
ซือถูเจินห่มผ้าห่มให้ฮูหยินผู้เฒ่า “ดูผิวเผินคล้ายฝ่าบาทไม่มีพลังมากพอที่จะสู้กับไท่ซ่างหวง แต่ลูกกลับคิดว่าแคว้นเหลียนในตอนนี้ควรมีการเปลี่ยนแปลงได้แล้ว”
ถูกต้อง แคว้นเหลียนแข็งแกร่งมาโดยตลอด แต่หลายปีมานี้ซือถูเจินกลับพบว่าความแข็งแกร่งของแคว้นเหลียนถูกหยุดอยู่เพียงเท่านี้ เขามองไม่เห็นอนาคตอันสดใส การปิดแคว้นมิใช่เรื่องดีอะไร ย่อมต้องมีสักวันหนึ่งที่จะถูกแคว้นอื่นแซงหน้า แม้ว่าวันนั้นเขาที่มีชีวิตจำกัดอาจไม่ได้อยู่เห็นก็ตาม
แต่การที่ซือถูเจินนั่งอยู่ในตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีได้อย่างมั่นคงนั้นเกี่ยวพันกับลักษณะนิสัยของเขา เขาไม่ชอบอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลง กลับชอบเสี่ยงอันตรายและความท้าทายมากกว่า
“เจินเอ๋อร์ เจ้ายังคิดถึงแม่นางผู้นั้นอยู่หรือไม่?”
ซือถูเจินดวงตาเปล่งประกาย จากนั้นจึงหัวเราะ “ท่านแม่ เจินเอ๋อร์ยังไม่คิดแต่งงานตอนนี้”
“เช่นนั้นเหตุใดเจ้าไม่ไปพบหลานของราชครูเสียหน่อย?”
ซือถูเจินเป็นบุตรที่นางได้มายามแก่ ทั้งๆ ที่อายุถึงวัยแต่งงานสร้างครอบครัวแล้วแต่กลับไม่สนใจสตรีใด มีเพียงในวัดครั้งนั้นที่เขาได้รับการช่วยเหลือจากสตรีนางหนึ่ง ทำให้นางสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่างออกไปจากตัวบุตรชาย
“ตอนนี้กำลังมีคลื่นลมในราชสำนัก ลูกย่อมไม่มีความคิดเช่นนั้น ยิ่งไปกว่านั้น…สตรีนางนั้นก็มิใช่คนที่ลูกจะอาจเอื้อม”
เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงไม่มีโอกาสเข้าร่วมงานพระราชพิธีต่างๆ ในวังหลวง ดังนั้นนางจึงยังไม่รู้ว่าอวิ๋นซูกลายเป็นพระชายาองค์ชายใหญ่แล้ว เพียงแต่หายตัวไปเท่านั้น
ภายหลังซือถูเจินได้พบอวิ๋นซูหลายครั้ง แต่เขาเข้าใจดี สตรีนางนั้นยืนอยู่ในตำแหน่งที่ห่างไกลกับเขายิ่งนัก ในแคว้นเหลียนมีคนที่ทำให้เขาหวาดกลัวไม่มาก และองค์ชายใหญ่เป็นหนึ่งในนั้น ยิ่งไปกว่านั้นสตรีผู้นั้นก็เป็นคนในใจขององค์ชายใหญ่อีกด้วย
แม้เขาจะถูกภารกิจพัวพัน แต่ยังคิดถึงใบหน้าสุขุมเป็นบางครั้ง อย่างไรก็ตามตอนนี้เขากลับมีความคิดอื่นแล้ว
บางทีอาจเป็นความรู้สึกปลงอนิจจังหรือบางทีอาจเป็นความอยากรู้อยากเห็นจนต้องสืบเสาะ
ตอนนี้นางอยู่ที่ใด? หลบคลื่นลมอยู่ด้วยกันกับองค์ชายใหญ่หรือไม่? ความจริงตอนนี้นางกลายเป็นเป้าหมายของไท่ซ่างหวงไปแล้ว ควรหาสถานที่ไร้ผู้คนเพื่อซ่อนตัวจึงจะเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด หากสงครามคราวนี้ฝ่าบาทได้รับชัยชนะ เช่นนั้นวันหน้าผู้ที่จะได้นั่งในตำแหน่งจักรพรรดิเป็นไปได้มากว่าจะเป็นองค์ชายใหญ่ ส่วนนางก็จะกลายเป็นฮองเฮาแห่งแคว้นเหลียน
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดซือถูเจินจึงคิดว่านี่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับแคว้นเหลียน หากสตรีฉลาดเฉลียวเช่นนั้นเป็นฮองเฮาแห่งแคว้นจะต้องไม่เกิดเหตุการณ์เช่นวันนี้เป็นแน่ เขากระทั่งคาดหวังว่าวันหน้าหากองค์ชายใหญ่ได้ขึ้นครองบัลลังก์และปกครองแคว้นเหลียนร่วมกับคุณหนูกงซุนจะนำความเปลี่ยนแปลงเช่นไรมาให้ บางทีอาจเป็นเพราะความคิดนี้ ทางเลือกในใจของซือถูเจินจึงค่อยๆ ชัดเจน