หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 32 ตอนที่ 957 พื้นเพอันน่าตื่นตะลึง
เล่มที่ 32 ตอนที่ 957 พื้นเพอันน่าตื่นตะลึง
ไท่ฝูมีสีหน้าเคร่งขรึมลง ก่อนหน้านี้เขาสงสัยอัครมหาเสนาบดีอายุน้อยคนนี้มาโดยตลอด ความจริงเป็นเพราะเส้นทางขุนนางของเขาราบรื่นเกินไป ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่ามีมือใดควบคุมทุกอย่างนี้อยู่เบื้องหลังหรือไม่
ซือถูเจินเป็นอัครมหาเสนาบดีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของแคว้นเหลียน ประสบการณ์ที่เขาผ่านมาเรียกได้ว่าคลื่นลมสงบ เมื่อสอบผ่านเคอจวี่ก็เดินบนเส้นทางขุนนางได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค ก้าวไปยังตำแหน่งสูงทีละก้าวๆ สิ่งที่แปลกก็คือในราชสำนักถึงกับไม่มีเสียงใดคัดค้านเขา กระทั่งเขาสร้างผลงานใหญ่จนสุดท้ายก็ได้นั่งอยู่ในตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีอย่างมั่นคง ดูเหมือนไม่มีเรื่องใดที่เขาทำไม่ได้
ก่อนหน้านี้ไท่ฝูเคยกล่าวเตือนจักรพรรดิเดหลียนแล้ว แต่ตอนนั้นฝ่าบาททำตัวไร้ชีวิตชีวาเพราะเรื่องของฮองเฮา ไม่สนใจดูแลเรื่องในราชสำนัก ทำให้ใต้เท้าหลายคนควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในกำมือ และในช่วงเวลาเช่นนี้ อัครมหาเสนาบดีซือถูเจินก็แสดงความสามารถเหนือผู้อื่นออกมาได้ ทุกเรื่องล้วนจัดการได้อย่างมีระเบียบแบบแผน
เรียกได้ว่าหลายปีมานี้จักรพรรดิเหลียนไม่สนใจการเมืองทว่าแคว้นเหลียนกลับยังฝ่าอุปสรรคไปได้อย่างราบรื่น ส่วนใหญ่เป็นผลงานของอัครมหาเสนาบดี
ไท่ฝูเคยลอบส่งคนไปตรวจสอบแล้ว แต่กลับพบว่าซือถูเจินไม่มีจุดอ่อนใดมากนัก การพบปะคนอื่นเป็นการส่วนตัวก็คล้ายจะไม่มี ส่วนเรื่องบุญคุณเล็กน้อยไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง ลักษณะนิสัยเต็มไปด้วยความยุติธรรม ไม่เคยรวมกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว นอกจากมีนิสัยแปลกไปบ้างเป็นบางครั้งก็หาจุดอ่อนอื่นไม่พบ
แต่คนเช่นนี้มีความคิดลึกล้ำ หากผู้อยู่เบื้องหลังเขาคือไท่ซ่างหวงจริงๆ เท่ากับมีโรคร้ายรุนแรงปะปนอยู่ในราชสำนัก หากฝ่าบาทต้องการเอาชนะในการสงครามเงียบคราวนี้ จำเป็นต้องกำจัดโรคร้ายเหล่านี้ให้ถึงแก่น
แม้จะเสียดายบุคคลผู้มีความสามารถก็ตาม
“เจิ้นยังคิดจะมอบหมายภารกิจสำคัญให้เขาอีกด้วย จะอย่างไรหลายปีมานี้ก็ไม่มีผู้ใดคุ้นเคยกับงานในราชสำนักยิ่งกว่าเขาอีกแล้ว”
“ฝ่าบาททรงตัดสินพระทัยเช่นนี้จะเป็นการรีบร้อนเกินไปหรือไม่ แม้ยังหาจุดอ่อนของท่านมาอัครมหาเสนาบดีไม่พบ แต่เบื้องหลังเขาจะต้องมีคนอยู่เป็นแน่!”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
จักรพรรดิเหลียนใคร่ครวญครู่หนึ่ง “เจิ้นจะให้เวลาเขาระยะหนึ่ง ตอนนี้ไท่ซ่างหวงสมควรเคลื่อนไหวแล้วกระมัง”
ภายในจวนอัครมหาเสนาบดี ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีใบหนาทึบมีบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ เสื้อคลุมบนร่างโบกสะบัดไปตามสายลม มองไปยังแสงอาทิตย์ที่ส่องทะลุใบไม้ลงมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาขาดประชุมเช้า เขาไม่เคยชื่นชมทัศนียภาพยามเช้าในจวนอัครมหาเสนาบดีอย่างสงบใจเช่นนี้มาก่อน
“ใต้เท้า”
ด้านหลังมีคนชุดดำผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นอย่างไร้เสียง
“การประชุมเช้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ใต้เท้าทั้งหลายที่มีท่านเจ้ากรมขุนนางเป็นผู้นำถูกปลดจากตำแหน่งทั้งหมด ฝ่าบาทพระราชทานบ้านและที่นาให้ทุกคน บอกให้พวกเขากลับบ้านเก่า”
ซือถูเจินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไม่ผิดจากที่เขาคาดเดาจริงๆ
คนเหล่านั้นถึงกับใช้การลาออกมาข่มขู่ให้ฝ่าบาทยอมถอย เรียกได้ว่าเป็นการฆ่าตัวตายอย่างแท้จริง ในเวลาสำคัญเช่นนี้ฝ่าบาทจะต้องก้มหัวให้ไท่ซ่างหวงอีกหรือ? สงครามครั้งนี้ยังไม่จบง่ายดายเพียงนั้น
แต่คงเหลือเวลาอีกไม่นานแล้วกระมัง? ซือถูเจินโบกมือครั้งหนึ่ง คนชุดดำพลันถอยออกไป
เขาก้มลงมองฝ่ามือของตนเอง หลายปีมานี้เรื่องที่เขาทำสำเร็จล้วนอาศัยพลังของตนเอง แต่ฝ่ามือคู่นี้ อย่างไรก็ต้องมีสักวันหนึ่งที่ถูกผู้อื่นใช้ประโยชน์
อาจเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังเขา คอยผลักดันทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาไม่หยุดหย่อน
สายลมเย็นพัดมา ใบไม้มากมายร่วงหล่น บนระเบียงทางเดินฝั่งตรงข้ามมีเงาร่างไม่คุ้นเคยปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ซือถูเจินดวงตาสว่างวาบ เพิ่งคิดพวกเขาก็มาแล้วหรือ?
“ใต้เท้า นายท่านข้าเชิญไปพบขอรับ”
ซือถูเจินค่อยๆ สอดมือเข้าไปในแขนเสื้อ สามารถหลีกเลี่ยงองครักษ์ของจวนอัครมหาเสนาบดีมาได้ ทั้งยังเลี่ยงองครักษ์เงาข้างกายตนได้ คนผู้นี้เป็นยอดฝีมือในหมู่ยอดฝีมือ
“หากข้ากล่าวว่าไม่เล่า?”
“ทางที่ดีท่านอัครมหาเสนาบดีอย่าทำให้ตัวเองลำบากเลยขอรับ นายท่านของข้ารออยู่แล้ว”
คำพูดเช่นนี้ช่างไม่เกรงใจเลยจริงๆ ซือถูเจินแย้มยิ้ม จากนั้นจึงกระชับเสื้อคลุมบนไหล่ “รอสักครู่ ข้าจะไปชงชาให้มารดาเสียก่อน”
คนผู้นั้นไม่ได้ขัดขวาง เพียงพริบตาเดียวก็หายไปจากสายตาของซือถูเจิน
ภายในห้อง ฮูหยินผู้เฒ่าบนเตียงลมหายใจอ่อนแรง นางหลับตาอย่างสงบ จนกระทั่งบุรุษเดินมาข้างกายจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น
“ท่านแม่ ลูกจะไม่อยู่ระยะหนึ่ง ท่านต้องดูแลตัวเองให้ดี”
ฮูหยินผู้เฒ่ามีความรู้สึกเฉียบคมระดับใด ในดวงตาของนางมีประกายแห่งความกังวลปรากฏ “เจินเอ๋อร์ อย่าได้ฝืนตัวเอง”
“ท่านแม่อย่าได้กังวล ไม่นานลูกจะกลับมา” เขายื่นมือออกไปคลุมผ้าห่มให้ฮูหยินผู้เฒ่า
เมื่อออกมาจากในห้อง ซือถูเจินพลันหมุนตัว บุรุษชุดดำผู้นั้นปรากฏตัวเบื้องหน้าเขาราวกับวิญญาณตามติด “ใต้เท้า เชิญขอรับ”
ท่าทางเช่นนี้ราวกับต้องการบอกเขาว่าตนหนีไม่พ้นฝ่ามือของอีกฝ่ายแน่นอน
ซือถูเจินยิ้มอย่างใจเย็น จากนั้นจึงเดินตรงไปเบื้องหน้า
บริเวณประตูหลังของจวนอัครมหาเสนาบดีมีรถม้าคันหนึ่งจอดรออยู่ที่นั่นนานแล้ว บนถนนถึงกับไร้ซึ่งผู้คนอย่างแปลกประหลาด การจัดเตรียมเช่นนี้ช่างเหมาะสมเกินไปจริงๆ
รถม้าเคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวง ตลอดทางสะดวกราบรื่น ซือถูเจินเลิกผ้าม่านออกดูถนนหนทางทั้งสองฝั่ง เมืองหลวงที่ดูผิวเผินสงบนิ่ง อีกไม่นานคงเกิดคลื่นลมครั้งใหญ่
ตลอดทางไม่มีผู้ใดสร้างความลำบากใจให้ซือถูเจิน ทั้งยังปรนนิบัติเขาให้กินดีดื่มดี ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเพียงใด ในที่สุดรถม้าก็ค่อยๆ หยุดลง
“ใต้เท้า เชิญลงรถขอรับ”
ด้านนอกมีเสียงเย็นชาทว่ายังนับว่าเกรงใจดังแว่วมา ซือถูเจินพาร่างที่เมื่อยขบเล็กน้อยของตนลงพื้น เบื้องหน้าเป็นป่าเขาเขียวขจี ฟุ้งกระจายไปด้วยหมอกอันหนาแน่น
พลันมีขันทีน้อยสองคนปรากฏตัว “ใต้เท้า เชิญทางนี้ขอรับ”
ซือถูเจินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ในใจคาดเดาได้เป็นส่วนใหญ่แล้ว
ในเรือนอันเงียบสงบ ระเบียงทางเดินที่ทำจากไม้ไผ่ทั้งเย็นและสะอาด ขันทีน้อยทั้งสองที่อยู่เบื้องหน้านำเขาไปยังประตูแห่งหนึ่ง “ใต้เท้า เชิญด้านในขอรับ”
ซือถูเจินค่อยๆ เหยียบย่างเข้าไป สายตาหยุดอยู่บนฉากกั้นลมอันใหญ่ที่วางอยู่ตรงกลาง จากนั้นจึงนั่งลงอย่างมั่นคง มองสำรวจรอบด้านอย่างสงบนิ่ง
จากนั้น เขาได้ยินเสียงเคลื่อนไหว
เงาร่างอันคลุมเครือปรากฏหลังฉากกั้นลม มองเห็นผมขาวยาวได้รางๆ
“ท่านอัครมหาเสนาบดี ไม่ได้พบกันนาน”
เสียงแหบแห้งดังขึ้น แต่กลับให้ความรู้สึกกดดันราวกับมีภูเขากดทับ
“กระหม่อมถวายพระพรไท่ซ่างหวง” เขาคารวะ
“อ้อ? เจ้าคาดเดาฐานะของเจิ้นได้แล้ว” บุรุษหลังฉากกั้นลมแย้มยิ้มที่มุมปาก ต้องทราบว่าหลายปีมานี้เขาไม่เคยรบกวนซือถูเจินมาก่อน ปล่อยให้บุรุษมากความสามารถผู้นี้ทำผลงานเพื่อแคว้นเหลียนอย่างราบรื่น
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
“จนกระทั่งวันนี้กระหม่อมจึงค่อยมั่นใจ”
“ไม่เสียทีที่เป็นคนที่เจิ้นต้องตา ฉลาดเฉลียวจริงๆ แต่เจิ้นกลับอยากรู้ยิ่งนักว่าเจ้าคาดเดาเช่นไร”
ซือถูเจินหลุบตาลงเล็กน้อย “เมื่อปีนั้นกระหม่อมไม่คิดสอบเคอจวี่ หากไม่มีคนกระตุ้นอยู่ลับๆ เกรงว่าวันนี้ตอนนี้คงเป็นเพียงบัณฑิตบ้านนอกผู้หนึ่ง การเป็นขุนนางในแคว้นเหลียนจะง่ายดายเช่นนั้นที่ไหนกัน แต่หลายปีมานี้กลับสะดวกราบรื่นเสียจนทำให้กระหม่อมหวาดกลัว”
ซือถูเจินรู้ดีว่ายิ่งเขาปีนขึ้นสูงเท่าใด สิ่งที่ต้องตอบแทนในวันหน้าก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ความพยายามในหลายปีมานี้ทำให้เขาไม่อาจหยุดการก้าวเดินของตนได้ เนื่องจากเขาอยากรู้ว่าจุดสิ้นสุดของความสามารถตนอยู่ที่ใดกันแน่
“ท่านอัครมหาเสนาบดีถ่อมตัวเกินไปแล้ว ที่มีวันนี้ได้ล้วนเป็นความสามารถของท่านอัครมหาเสนาบดีเอง เจิ้นไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น”
หลายปีมานี้หากซือถูเจินก้าวพลาดเขาจะเปลี่ยนตัวหมากทันที เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะทำให้ตนแปลกใจได้เพียงนี้
ซือถูเจินมิได้กล่าวคำใด แต่ละคนล้วนเป็นบุคคลผู้มีความสามารถที่ร้ายกาจที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งแคว้นเหลียน มีเพียงเขาที่เข้าใจดีว่าสถานการณ์ของตนอันตรายมากเพียงใด
ยิ่งสูงยิ่งหนาว นี่เป็นความจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง ทำให้ซือถูเจินรู้ว่าความจริงแล้วตนกำลังเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบางๆ วันนี้ตอนนี้ เมื่อคมมีดกำลังร่วงหล่น เขากลับรู้สึกผ่อนคลายไม่น้อย
“ความจริงที่วันนี้เจิ้นให้คนเรียกท่านอัครมหาเสนาบดีมาพบ เพราะต้องการบอกความจริงบางอย่างกับท่านอัครมหาเสนาบดี”
ความจริง?
ซือถูเจินขมวดคิ้วมุ่น คิดไม่ถึงว่าประโยคต่อไปของไท่ซ่างหวงจะทำให้เขาหน้าเปลี่ยนสีโดยพลัน
“หรือท่านอัครมหาเสนาบดีไม่เคยคิดจะสืบหาพื้นเพของตนเอง?”
ซือถูเจินร่างกายแข็งทื่อ ลางสังหรณ์ไม่ดีพลันแผ่ขยาย เขารู้ว่าเขาไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของมารดา แต่ถูกมารดาเก็บมาจากข้างทางในตอนเด็ก ฮูหยินผู้เฒ่าแห่งจวนอัครมหาเสนาบดีอายุมากแล้วจึงมีเขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว
ท่านแม่เกิดในครอบครัวบัณฑิต หลังจากแต่งงานเนิ่นนานก็ยังมิได้กำเนิดทายาทแก่บ้านสามี ภายหลังสามีของนางป่วยตาย ท่านแม่จึงกลับบ้านเดิมเพียงลำพัง และพบซือถูเจินวัยเด็กที่นั่นพอดี
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สองแม่ลูกก็พึ่งพาซึ่งกันและกัน ใช้ชีวิตอย่างไม่ลำบากมากนัก ซือถูเจินมีความสามารถเพียงนี้ได้เกี่ยวกับการอบรมสั่งสอนตั้งแต่เด็กของฮูหยินผู้เฒ่าแห่งจวนอัครมหาเสนาบดีจริงๆ ตอนนี้ไท่ซ่างหวงกล่าวเช่นนี้ ทำให้มือที่อยู่ในแขนเสื้อของซือถูเจินกำขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เขาเคยสงสัยเช่นกัน แต่คิดว่านั่นเป็นเรื่องไกลตัว จนกระทั่งมีตำแหน่งสูงส่งอำนาจมากมายจึงคิดจะใช้อำนาจในมือสืบหาพื้นเพของตน ทว่าเมื่อคิดถึงมารดา เขาก็คิดว่าพื้นเพเหล่านั้นไม่สำคัญกับเขาอีกต่อไป
“ท่านอัครมหาเสนาบดีคงเคยได้ยินชื่อซ่างกวนหรงกระมัง?”
ซ่างกวนหรง…ซือถูเจินขมวดคิ้วราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“หลายปีก่อนเสนาบดีนามซ่างกวนหรงมีความผิดฐานกบฏต่อแว่นแคว้น ถูกประหารทั้งตระกูล แต่เขากลับมีบุตรอนุผู้หนึ่งเหลือรอด”
ซือถูเจินรู้สึกราวกับมีเสียงหนึ่งดังลั่นอยู่ในหัว ก้มหน้าลงไม่กล้าคิดต่อ
“ท่านอัครมหาเสนาบดีทราบหรือไม่ว่า บุตรอนุผู้นั้น ตอนนี้อยู่ที่ใด?”
“…” มุมปากของซือถูเจินแข็งค้าง เขาไม่อาจมั่นใจได้ว่าคำพูดของไท่ซ่างหวงจริงหรือเท็จ แต่สัญชาตญาณกลับปฏิเสธไม่ให้เขาฟังต่อ
ต้องทราบว่าในราชสำนักแห่งแคว้นเหลียนมีอยู่เรื่องสองเรื่องที่ผู้อื่นไม่อยากกล่าวถึง คดีเสนาบดีซ่างกวนหรงก็เป็นเรื่องหนึ่งในนั้น
“เชื่อว่าท่านอัครมหาเสนาบดีคงทราบดี ในหลายปีมานี้ตอนที่โอรสของข้าไม่สนใจการเมือง ราชสำนักแคว้นเหลียนตกลงสู่ความสับสนวุ่นวาย ขุนนางน้อยใหญ่ในราชสำนักเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แบ่งพรรคแบ่งพวกกันเอง เสนาบดีซ่างกวนหรงเป็นคนจริงจังตรงไปตรงมา ไม่ร่วมการแบ่งพรรคแบ่งพวกเหล่านั้น ผลกลับกลายเป็นว่าถูกใส่ร้ายข้อหากบฏต่อแว่นแคว้น ตอนนั้นโอรสข้าทำเพียงมองหลักฐานครู่หนึ่ง ไม่คิดไต่สวน ออกคำสั่งให้ประหารทั้งตระกูลทันที”
คำพูดนี้ของไท่ซ่างหวงทำให้ซือถูเจินตกลงสู่ความหวาดกลัวอันลึกล้ำ
คดีไม่เป็นธรรม…
“ถูกต้อง เชื่อว่าท่านอัครมหาเสนาบดีคงคาดเดาได้แล้ว เจ้าคือทายาทของเสนาบดีซ่างกวนหรง เมื่อปีนั้นเจิ้นรู้สึกเสียใจกับคดีนี้ยิ่งนักจึงออกคำสั่งให้สืบหาเรื่องนี้จนถึงที่สุด ภายหลังจึงหาเจ้าพบ แต่ตอนนั้นเจ้าถูกคนรับเลี้ยงไปแล้ว เจิ้นรู้สึกยินดีด้วยจริงๆ”