หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 32 ตอนที่ 958 สำมะเลเทเมา
เล่มที่ 32 ตอนที่ 958 สำมะเลเทเมา
ใจเย็นไว้! จะต้องใจเย็นเข้าไว้! ซือถูเจินพยายามสงบอารมณ์ของตน ไม่อยากให้ตนแสดงท่าทีย่ำแย่มากเกินไปนัก ใจเย็น จะต้องใจเย็น! ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ไท่ซ่างหวงกลับนำเรื่องเก่ามาพูดใหม่ เห็นได้ชัดว่าต้องการยั่วยุความสัมพันธ์ระหว่างเขาและฝ่าบาท
แต่เขารู้ดี หากคดีนั้นไม่เกี่ยวข้องกับตน เพียงสืบหาเล็กน้อยก็กระจ่างชัดแล้ว ไท่ซ่างหวงไม่จำเป็นต้องกล่าวคำโกหกเช่นนี้
ซ่างกวนหรง…คล้ายกับมีเศษเสี้ยวความทรงจำอันขุ่นมัวกระจัดกระจายอยู่ในหัว ซือถูเจินขมวดคิ้ว ไม่อยากย้อนคิด แต่ในใจกลับมีมืออันไร้รูปร่างผลักเขาไปหาความจริงอันโหดร้ายอย่างเชื่องช้า
“ท่านอัครมหาเสนาบดีไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเอง กลับไปพักผ่อนให้ดีเถิด คิดดูว่าหากแคว้นเหลียนตกอยู่ในการควบคุมของโอรสข้าจริงๆ ตั้งแต่วันนี้ไปเรื่องเช่นนี้จะต้องเกิดขึ้นอีกเป็นแน่ ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้ท่านอัครมหาเสนาบดีลืมเลือน แต่เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ หลักการนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง” ความหมายของไท่ซ่างหวงก็คือความแค้นฆ่าล้างตระกูลนี้ เขาจะไม่สนใจได้หรือ?
หลังจากส่งบุรุษหนุ่มผู้นั้นออกไป ชานกงกงก็มายืนอยู่ด้านข้าง มองไปยังแผ่นหลังที่กำลังเดินจากไปด้วยความเห็นใจ
ไท่ซ่างหวงเลือกที่จะให้เวลาเขาช่วงหนึ่ง หากบีบบังคับมากเกินไปมิแน่ว่ากลับจะไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์ของพวกเขา ในช่วงเวลาใคร่ครวญนี้ เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่โหดร้ายหาใดเปรียบสำหรับท่านอัครมหาเสนาบดี
“ไท่ซ่างหวงทรงมีสิ่งใดจะรับสั่งใดหรือไม่?” เหนือศีรษะมีเสียงการเคลื่อนไหวดังแว่วมา ชานกงกงเดินเข้าไปหา
“ฮูหยินผู้เฒ่าจวนอัครมหาเสนาบดีป่วยมากแล้วกระมัง?”
ดวงตาชานกงกงสว่างวาบ เข้าใจความหมายในคำพูดของไท่ซ่างหวงโดยพลัน “บ่าวจะไปจัดการเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
ในรถม้า ซือถูเจินนั่งอยู่ในมุมด้วยท่าทีหดหู่ ในสมองหลงเหลือเพียงความพร่าเลือนอันขุ่นมัว เสียงสับสนหลากหลายประดังประเดเข้ามาในหู ราวดอกไม้เบ่งบานที่ทำให้ผู้คนรำคาญใจ ยุ่งเหยิงราวกับสูญเสียสติสัมปชัญญะทั้งหมดไปแล้วก็มิปาน
บุรุษที่จะคุ้มกันเขากลับมาส่งในเมืองหลวงเลิกผ้าม่านขึ้น พบว่าน้ำและอาหารที่ตนจัดเตรียมไว้ด้านในไม่พร่องลงแม้แต่น้อย เมื่อเห็นบุรุษกำลังจมลงสู่การใคร่ครวญอันไร้ที่สิ้นสุด เขาจึงถอยไปอย่างสงบ
ไม่กินไม่ดื่มมาสองสามวันแล้ว หากมิใช่ว่าในรถม้ายังมีเสียงลมหายใจ บุรุษชุดดำคงคิดว่าตนกำลังขับรถม้าว่างเปล่า
เดินทางมาหลายวัน ในที่สุดยามเย็นวันหนึ่งรถม้าก็มาถึงประตูหลังของจวนอัครมหาเสนาบดี
บุรุษร่างซูบผอมลงจากรถ ไม่สนใจบุรุษชุดดำแม้แต่น้อย เดินตรงเข้าไปในประตูจวนทันที พ่อบ้านชราได้ยินเสียงนายท่านกลับมาจึงรีบออกมาจากเรือน “ใต้เท้า ท่านกลับมาแล้วหรือขอรับ?”
ด้านในมีเสียงแว่วออกมารางๆ ได้ยินบ่าวไพร่กล่าวกันว่าหลังจากท่านอัครมหาเสนาบดีกลับมาก็แช่น้ำทันที คล้ายกับเหนื่อยล้าเป็นอย่างยิ่ง
พ่อบ้านชรารอปรนนิบัติอยู่ด้านนอกอย่างสงบ แต่ผ่านไปแล้วครึ่งชั่วยามเขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก “ใต้เท้าต้องการให้เปลี่ยนน้ำร้อนหรือไม่ขอรับ? ทำเช่นนี้จะไม่สบายเอาได้”
แต่ผ่านไปครู่หนึ่ง ด้านในก็ยังไม่มีเสียงตอบรับอันใด
ขณะที่พ่อบ้านกำลังจะผลักประตูเข้าไป กลับมีมือคู่หนึ่งผลักประตูออกมาเร็วกว่าเขาหนึ่งก้าว บุรุษร่างผอมใบหน้าเรียบเฉยปรากฏตัวเบื้องหน้าเขา เปลี่ยนเป็นชุดสะอาดเรียบร้อยแล้ว พ่อบ้านชรามีสีหน้ายินดี “ใต้เท้า ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว หลายวันนี้ท่านไม่ได้ไปร่วมประชุม ฝ่าบาทส่งคนมาถาม บ่าวตอบไปว่านายท่านป่วย ไม่สะดวกให้เข้าเยี่ยม…”
“อืม ทำแบบนี้ก็ดี” ซือถูเจินกล่าวขัดคำพูดของเขา เดิมทีพ่อบ้านชราคิดจะถามว่าพรุ่งนี้เขาต้องการเข้าประชุมเช้าหรือไม่ แต่บุรุษเบื้องหน้ากลับเอ่ยปากขึ้นก่อน “สองสามวันนี้อาการของฮูหยินผู้เฒ่าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“อาการป่วยของฮูหยินผู้เฒ่าค่อนข้างมั่นคง ระยะนี้หลับได้สงบยิ่งนัก…”
“เป็นเช่นนี้ก็ดี เรื่องในจวนมอบให้เจ้าแล้ว หากมีคนในราชสำนักมาก็กล่าวไปว่าข้าออกไปทำธุระด้านนอก” หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้ ซือถูเจินก็สะบัดชายอาภรณ์เดินก้าวออกไป พ่อบ้านชรายังไม่ทันมีปฏิกิริยากลับมา เขาก็หายไปสุดระเบียงทางเดินแล้ว
นี่หมายความว่า…หลายวันนี้ใต้เท้ายังไม่คิดเข้าประชุมเช้าหรือ? บนหน้าผากของพ่อบ้านชราพลันหลั่งเหงื่อเย็นออกมา ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าใต้เท้าในวันนี้ดูแปลกไป ที่ผ่านมาเมื่อกลับมาถึงจวนสิ่งแรกที่จะทำก็คือไปดูฮูหยินผู้เฒ่า แต่ตอนนี้ถึงกับถามถึงประโยคเดียวแล้วก็จากไป หรือว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงอันใดขึ้น…
บนถนนหนทางอันครึกครื้น บุรุษผู้มีสีหน้าไร้อารมณ์เดินไปตามทางโดยไร้จุดหมาย เขาไม่รู้ว่าตนออกจากจวนเพียงลำพังครั้งสุดท้ายตั้งแต่เมื่อใด ไม่มีเกี้ยว ไม่มีองครักษ์ มีเพียงเขาผู้เดียว
หลายปีมานี้ล้วนยุ่งอยู่กับวางแผนการกลอุบายต่างๆ จนกระทั่งวันนี้เขาถึงคิดได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างราวกับเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่ง
“คุณชาย ต้องมาอีกนะเจ้าคะ!”
ในสายลมมีเสียงอันครึกครื้นดังแว่วมา เหนือศีรษะมีโคมแขวนไว้ โคมไฟมังกรสีทองสีแดงสาดส่องลงมาบนท้องถนน ซือถูเจินเงยหน้ามองไปพลันเห็นรอยยิ้มประจบประแจงทั้งหลาย ทั้งยังมีบุรุษมากหน้าหลายตาแสดงท่าทีเสเพล ดวงตาของเขาพลันสว่างวาบ หมุนตัวเดินเข้าไปทันที
นั่นไม่ใช่ท่านอัครมหาเสนาบดีซือถูเจินหรอกหรือ? เหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่นี่ได้?
ท่ามกลางกลุ่มคน ดวงตาอันคมกริบคู่หนึ่งจดจำคนเบื้องหน้าได้โดยพลัน สตรีผู้สวมอาภรณ์สีฟ้าเดินผ่านมา เมื่อเห็นซือถูเจินเดินไปหอนางโลมเบื้องหน้าพลันมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
ได้ยินว่าท่านอัครมหาเสนาบดีไม่สบาย ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมเช้าหลายวัน คิดไม่ถึงว่าไปประชุมเช้าไม่ได้แต่กลับมีเรี่ยวแรงมาเดินเล่นอยู่ที่นี่!
ดวงตาของหลานหลิงเกิดประกายดูแคลน กำลังคิดจะจากไปแต่กลับหยุดฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว
ก่อนหน้านี้ซือถูเจินมักมีท่าทางยโสโอหังไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา แต่ตอนนี้แผ่นหลังของเขาถึงกับเจือไปด้วยความรู้สึกโศกเศร้าราวกับมีสีเทาปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง ในเวลาเพียงพริบตาเดียว บุรุษผู้นั้นก็เดินเข้าไปในหอนางโลม จมลงท่ามกลางกลุ่มสตรีมากหน้าหลายตา
ภายในห้องชั้นหนึ่ง แม่นางทั้งหลายประจบประแจงด้วยรอยยิ้ม ร่างกายอ้อนแอ้นราวไร้กระดูกซบลงบนร่างของบุรุษหล่อเหลา “คุณชายหน้าตาหล่อเหลาเพียงนี้ แม่นางที่ชอบท่านคงเกือบทั่วทั้งเมืองหลวงแล้วกระมัง?”
“ใช่แล้ว! คุณชายจะต้องเป็นผู้ร่ำรวยแน่นอน ท่วงท่าสง่างามบุคลิกอาจห้าวหาญ พี่สาวน้องสาวทั้งหลายมองจนจิตใจว้าวุ่นไปหมดแล้ว!”
พวกนางเป็นเพียงสตรีนางโลมเท่านั้น ไหนเลยจะรู้ว่าบุรุษผู้กำลังจิบสุราด้วยรอยยิ้มเรียบเฉยนี้ก็คือท่านอัครเสนาบดีคนปัจจุบัน
“ปากเล็กๆ ของพวกเจ้าช่างเสียงดังรบกวนจริงๆ คุณชายเช่นข้าใจดี เอาเงินไปใช้จ่ายเถิด!” เขาหยิบเงินหลายตำลึงออกมาจากแขนเสื้อ เหล่าแม่นางข้างกายพลันบ้าคลั่งขึ้นมาในพริบตา “คิกๆ ขอบพระคุณคุณชายเจ้าค่ะ! คุณชายใจกว้างจริงๆ มา บ่าวขอคารวะคุณชายหนึ่งจอก!”
สตรียั่วยวนล้มลงมานั่งลงบนตักซือถูเจินอย่างราบรื่น ซบตัวแนบติดกับอกของเขา กรอกสุราหวานล้ำเข้าสู่ปากของบุรุษ
ในหูได้ยินเสียงดนตรี ในจมูกได้กลิ่นกลิ่นแป้งผัดหน้า ทัศนวิสัยถูกใบหน้าที่ประทินโฉมหนาเตอะทั้งหลายบดบัง เขายิ้ม แต่เงามืดในใจกลับไม่อาจสลายไป ยิ่งเป็นเช่นนี้เขายิ่งต้องใช้สุรามาทำให้ตนเองชินชา ทำให้ตนผ่านไปให้ได้ ทำให้ตนเบิกบานขึ้นเสียหน่อย ดื่มด่ำไปกับการปรนนิบัติและประจบประแจงของผู้อื่นให้ดี ดื่มด่ำกับสุราให้ดีๆ
“คุณชาย ดื่มอีกจอกเถิดเจ้าค่ะ…”
“คุณชาย บ่าวจะปอกองุ่นให้คุณชายนะเจ้าคะ…”
“ดี ดี เชื่อฟังดี…ข้าจะให้รางวัลพวกเจ้า…”
“โอ้ ขอบคุณคุณชายมากเจ้าค่ะ!”
ยามค่ำคืน บนถนนโลกีย์ยังคงจมอยู่ในกลิ่นสุราอันเข้มข้น เอวแบบบางอรชร แขนขาวนวลเนียน นุ่มลื่นดุจหยก ไม่มีนางใดไม่โดดเด่น การร่ายรำที่วนเวียนอยู่รอบๆ ทำเอาทุกคนตาพร่า เสียงหัวเราะที่ออกมาจากความเปล่าเปลี่ยวในส่วนลึกของจิตวิญญาณดังก้องอยู่ในอากาศ
“สุราดี สุราดี…”
“คุณชาย ครั้งหน้าต้องมาอีกนะเจ้าคะ! บ่าวรอคุณชายอยู่นะเจ้าคะ!”
“คุณชายต้องจำชื่อบ่าวไว้นะเจ้าคะ!”
รอยยิ้มเปี่ยมสุขตามมาด้วยเสียงฝีเท้าเบาๆ บุรุษหน้าแดงผมเผ้าอาภรณ์ไม่เรียบร้อย ในมือถือกาสุรากรอกเข้าปากตนเองไม่หยุด เห็นได้ชัดว่าสุราไหลจนอาภรณ์ชุ่มก็ยังไม่รู้ตัว ผ่อนคลายแล้ว ทว่าความผ่อนคลายกลับมีรสชาติของความโศกเศร้าแฝงอยู่จางๆ
“เหตุใดท่านจึงมีสภาพเช่นนี้ได้?”
มุมหนึ่งมีเสียงแปลกใจดังแว่วมา ซือถูเจินหยุดฝีเท้าลง มองไปยังสตรีผู้นั้นด้วยความมึนงง ใบหน้าอันคุ้นเคยเจือไปด้วยท่าทียากจะเชื่อ แต่จะอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าอีกฝ่ายคือผู้ใด
หลานหลิงไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนต้องรอเขาเนิ่นนานเพียงนี้ ผลกลับกลายเป็นว่าได้เห็นผีสุราออกมาจากด้านใน! นางปลอบตนเองว่าต้องการสืบข่าวหลานอวิ๋นจากซือถูเจินเท่านั้น พี่ใหญ่หายตัวไปนานเพียงนี้ ท่านพ่อเป็นห่วงเขามากแล้ว!
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
“เจ้าคือผู้ใด? อ้อ หรือจะเป็นแม่นางในหอนางโลม? วันนี้นายท่านเช่นข้าเล่นพอแล้ว พรุ่งนี้ค่อยเลือกเจ้า…”
หลานหลิงขมวดคิ้วโดยพลัน ยื่นมือออกไปดึงคอเสื้อของซือถูเจินโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง “ไปกับข้า!”
“ปล่อย ปล่อยมือ…เจ้า เจ้าคือผู้ใด?! เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือผู้ใด?!”
ข้างหูเต็มไปด้วยเสียงสายลมหวีดหวิว หลานหลิงโคจรพลังภายในพาบุรุษไร้เรี่ยวแรงไปยังฝั่งน้ำ จากนั้นจึงถีบเขาลงไป น้ำอันเย็นยะเยือกทะลักเข้าปาก ซือถูเจินดิ้น ไอออกมาอย่างรุนแรง
“แค่กๆ เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?!”
หลานหลิงมองบุรุษที่เปียกโชกไปทั้งร่าง เหยียดตามองพลางเอ่ยปาก “เจ้ายังจำได้อีกหรือว่าตนเองเป็นใคร? ผู้ที่บ้าเป็นเจ้าใช่หรือไม่?”
ในป่ากลางดึกมีเสียงนกเสียงแมลงร้องระงม ลมหนาวพัดมาทำให้เขาถึงกับขนลุกทั้งร่าง พริบตาเดียวก็ได้สติขึ้นไม่น้อย
เมื่อเห็นใบหน้าเบื้องหน้า ดวงตาซือถูเจินพลันเปล่งประกายลุกโชน “เหตุใดจึงเป็นเจ้า…”
เขาค่อยๆ ก้มหน้าลง ปืนขึ้นมาบนฝั่ง “เจ้าไปเสีย เรื่องของใต้เท้าเช่นข้ายังไม่ถึงคราวให้เจ้ามายุ่ง”
“คุณหนูเช่นข้าก็ไม่อยากยุ่ง แต่กลัวว่าเจ้าจะถูกผู้อื่นจำได้ วันหน้าขายหน้าขึ้นมา จะเสียใจก็ไม่ทันแล้ว!”
“หน้าที่ขายก็เป็นหน้าของใต้เท้าเช่นข้า อย่ามาวุ่นวาย!”
ดวงตาของหลานหลิงเปล่งประกาย ยื่นมือออกไปคว้าแขนของซือถูเจินโดยพลัน “เจ้า…เกิดอะไรขึ้น?”
บุรุษเบื้องหน้าชะงักไป สะบัดมือที่จับแขนเขาออกโดยไม่มองนางแม้เพียงสายตา พาร่างของตนเองเดินเข้าไปในความมืด ลมเย็นพัดมาคละเคล้าไปด้วยเสียงอันเย็นยะเยือก “ข้ายังดียิ่ง”
ดียิ่ง ไม่เคยรู้สึกดีเพียงนี้มาก่อน พรุ่งนี้เขาจะไปอีก ไปทำเรื่องที่เขาไม่เคยทำมาหลายปีเหล่านี้
บุรุษผู้มีสภาพย่ำแย่ไปทั้งร่างเดินผ่านประตูจวนอัครมหาเสนาบดี ลังเลอยู่ชั่วครู่แล้วจึงเดินเลี้ยวเข้าไปในซอยอีกครั้ง ไหนเลยจะรู้ว่าบริเวณประตูหลังกลับมีสตรีผู้หนึ่งยืนรออยู่ที่นั่นนานแล้ว
“เหตุใดจึงเป็นเจ้าอีกแล้ว?”
บนไหล่ของหลานหลิงแบกห่อสัมภาระเอาไว้ ท่าทางเช่นนี้ทำให้ในใจของซือถูเจินเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี
“หากยังไม่ได้ยินเบาะแสของพี่ชายข้า คุณหนูเช่นข้าจะอยู่ที่จวนอัครมหาเสนาบดี! ไม่ขอบคุณแล้วกัน”
อะไรนะ?! “หยุดก่อน เจ้า…”