หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 33 ตอนที่ 961 ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง
เล่มที่ 33 ตอนที่ 961 ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง
ในดวงตาของฮูหยินผู้เฒ่าเจือไปด้วยความเปียกชื้น นางก็อยากมีชีวิตต่อไป อยากเห็นบุตรที่ตนเลี้ยงดูจนเติบใหญ่กับมือแต่งงานสร้างครอบครัว แต่สุขภาพของตนสู้ต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ
“เจินเอ๋อร์ จำเรื่องตอนเจ้ายังเด็กได้หรือไม่?”
ในใจของซือถูเจินเกิดความรู้สึกของขมฝาด ในยามที่คนผู้หนึ่งย้อนนึกถึงเรื่องเก่าก่อน แสดงว่าวันเวลาของนางเหลือไม่มากแล้ว
“ลูก…จำได้ไม่ชัดเจนนัก”
ฮูหยินผู้เฒ่าราวกับจมลงสู่ความทรงจำที่ทำให้ผู้คนคิดถึง “คืนวันมืดครึ้มฝนพรำ ในที่สุดข้าก็ต้องกลับไปยังบ้านเกิด แม้จะไม่เคยกล่าวว่าหวาดกลัว แต่คงมีเพียงข้าที่รู้ว่าตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไปจะต้องเผชิญกับคำซุบซิบนินทาเช่นไร ในยามที่ต้องอดกลั้นกับความรู้สึกไม่สบายใจก็ได้พบเจ้า ใต้ต้นหลิวข้างแม่น้ำสายนั้น เจ้านั่งอยู่ตากฝนอยู่เพียงลำพัง”
ดวงตาของซือถูเจินเปล่งประกาย ความทรงจำราวกับค่อยๆ ถูกเปิดผนึกไปตามน้ำเสียงของฮูหยินผู้เฒ่า
“ทั้งๆ ที่พบหน้ากันครั้งแรกแต่เจ้ากลับเรียกข้าว่าท่านแม่ ชั่วขณะนั้นจู่ๆ ข้าก็รู้สึกว่านี่เป็นบุตรที่สวรรค์ประทานให้ข้า เพียงแต่มาช้าไปเหลือเกิน…และเป็นช่วงเวลานั้นที่ทำให้ข้ามีความกล้าที่จะใช้ชีวิตเพียงลำพัง” ฮูหยินผู้เฒ่าจับมือซือถูเจินแน่น นางคิดมาตลอดว่าบุตรชายผู้นี้คือผู้ช่วยชีวิตนาง
นางสอนทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เรียนรู้มาจากท่านพ่อและสามีให้เขา มองดูเขาเติบโตขึ้นทุกวัน ยอดเยี่ยมขึ้นทุกวัน ราวได้เห็นต้นอ่อนที่ตนปลูกเองกับมือค่อยๆ เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่สูงค้ำฟ้า
“ไม่…เป็นท่านแม่ช่วยลูกต่างหาก…”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
ซือถูเจินค่อยๆ ก้มหน้าลง ตนเองเป็นบุตรอกตัญญูยิ่งนัก! จนกระทั่งตอนนี้ท่านแม่ก็ยังไม่รู้ว่าหลายปีมานี้นางเลี้ยงตัวอันตรายเช่นไรไว้ข้างกาย
“เจินเอ๋อร์ ระยะนี้มีเรื่องในใจหรือ?” แม้บนร่างของเขาจะมีกลิ่นหอมหลังอาบน้ำ แต่ฮูหยินผู้เฒ่ายังคงได้กลิ่นสุราที่ยากจะปกปิด
เขาเป็นคนที่มีวินัยต่อตนเองเป็นอย่างยิ่ง ย่อมไม่ดื่มสุราโดยไร้สาเหตุเป็นอันขาด
เรื่องต่างๆ ที่สะสมอยู่ในใจคล้ายกับกำลังจะล้นทะลักออกมา ทำให้รู้สึกอัดอั้นในอกจนหายใจไม่ออก ริมฝีปากของซือถูเจินสั่นระริก “ท่านแม่…ท่านแม่ทราบหรือไม่ว่าข้าคือผู้ใด…”
ในห้องจมลงสู่ความเงียบงัน เนิ่นนานผ่านไปมืออันอบอุ่นทว่าหยาบกร้านค่อยๆ วางลงบนศีรษะของซือถูเจิน
“เจ้าคือเจินเอ๋อร์ของแม่…เป็นบุตรชายของแม่ตลอดไป”
ซือถูเจินชะงักไปเล็กน้อย ความอบอุ่นของมือนั้นเขาจำได้ดี ตอนนั้นเขายังเล็ก ทุกครั้งที่พบกับความทรมานท่านแม่จะปลอบใจเขาเช่นนี้ กล่าวว่าต่อให้ล้มเหลวก็ไม่เป็นไร นางจะเริ่มใหม่ไปกับตนแน่นอน
คล้ายกับมีบางสิ่งบางอย่างค่อยๆ เปิดดวงตาอันขุ่นมัวของเขาให้กระจ่าง ในขณะที่เขาขมขื่นกับพื้นเพของตน มัวแต่กล่าวโทษชะตาชีวิตอันไม่เป็นธรรมจนลืมไปว่าบนโลกใบนี้ยังมีคนที่เศร้าใจยิ่งกว่าเขาอยู่ ก็เหมือนกับมารดาของตน เพราะมิอาจคลอดบุตรชายจึงถูกบ้านสามีไล่ออกมา สามีที่นางรักยิ่งก็จากไปก่อนนาง สตรีตัวคนเดียวกลับยืนหยัดเลี้ยงดูบุตรชายที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตนเองจนเติบใหญ่ขึ้นมาได้
ตอนนี้เมื่อคิดดู ที่แท้ความรู้สึกหยิ่งในศักดิ์ศรีที่ตนมีมาโดยตลอดเป็นเพียงเรื่องน่าขัน ความลำบากที่ท่านแม่ต้องเผชิญในหลายปีมานี้เขาจะรับรู้ได้อย่างไร เรื่องมาถึงวันนี้แล้ว เขายังมีคุณสมบัติอันใดมานั่งซึมจนทำตัวต่ำทรามอีกเล่า?
“ท่านแม่…ตอนนี้ข้ามีความสามารถพอที่จะแก้แค้นเรื่องที่ท่านถูกไล่ออกจากบ้านสามีเมื่อปีนั้นแล้ว…”
“เหตุใดต้องแก้แค้นด้วยเล่า?”
แววตาของสตรีบนเตียงกระจ่างใสเป็นพิเศษ ท่าทีของซือถูเจินชะงักไป “เพราะพวกเขา ท่านแม่จึงลำบากเพียงนี้”
“หากไม่มีพวกเขาแม่จะพบเจ้าได้อย่างไร? เด็กโง่ ความถูกผิดบนโลกใบนี้มิได้สำคัญเพียงนั้น สิ่งสำคัญก็คือหลักการและขีดจำกัดของเจ้า แม่รู้มาตลอดว่าเจ้าเป็นเด็กจิตใจดี แม้ปากจะไม่ดีนักแต่ก็ไม่เคยทำเรื่องเลวร้ายเกินไป หรือเป็นเพราะความผิดพลาดของพวกเขา เจ้าจึงคิดจะทำลายหลักการและขีดจำกัดของตนเอง? เช่นนั้นจะแตกต่างอะไรกับพวกเขาเล่า” ฮูหยินผู้เฒ่าแย้มยิ้ม “มิใช่ว่าตอนนี้พวกเรามีความสุขยิ่งกว่าพวกเขาหรือ?”
ตอนนี้ซือถูเจินถึงกับกล่าวคำใดไม่ออกแม้เพียงประโยคเดียว
เขาถึงกับดำดิ่งลงสู่อารมณ์ของตนจนลืมสิ่งที่มารดาสั่งสอนในหลายปีมานี้ไปจนสิ้น นางเป็นคนดีเพียงนี้ จะอย่างไรตนก็ไม่อาจเทียบได้จริงๆ
จริงๆ แล้วซือถูเจินทราบดีว่าไท่ซ่างหวงมีความปรารถนาใดจึงเพิ่งนำความจริงมาบอกเขาในตอนนี้ หากตอนนี้ตนไม่ได้อยู่ในตำแหน่งสำคัญ เกรงว่าชั่วชีวิตนี้คงไม่มีวาสนาได้พบหน้าไท่ซ่างหวงเป็นแน่ และเป็นเพราะเขามีค่าให้ใช้ประโยชน์ ไท่ซ่างหวงจึงเผยเรื่องเมื่อปีนั้นออกมา คิดทำลายความสัมพันธ์ระหว่างตนกับฝ่าบาท
ตอนนั้นแคว้นเหลียนตกอยู่ในวุ่นวาย เรื่องส่วนใหญ่ล้วนมาจากการควบคุมของขุนนางในราชสำนัก และขุนนางเหล่านี้ย่อมเป็นคนของไท่ซ่างหวง
ฝ่าบาทจมอยู่กับความโศกเศร้า ไม่ถามไม่ไถ่เรื่องของแว่นแคว้น นี่จึงเป็นจุดที่ซือถูเจินโมโหอย่างแท้จริง หากยามนั้นฝ่าบาทลุกขึ้นมาถ่วงดุลอำนาจกับไท่ซ่างหวงได้ บางทีตระกูลซ่างกวนคงไม่กลายเป็นเหยื่อสังเวยให้กับการแก่งแย่งชิงดีในอำนาจ เหตุใดตอนนี้ฝ่าบาทเพิ่งรู้สึกตัว? เหตุใดจึงไม่เร็วกว่านี้เสียหน่อย เพียงรู้ตัวให้เร็วกว่านี้เสียหน่อย…
“ลูกไม่ทราบว่าตัวลูกจะเปิดใจอีกครั้งได้หรือไม่ ให้เวลาลูกอีกหน่อยเถิด”
“อืม แม่รู้เจินเอ๋อร์ต้องทำได้แน่นอน ตั้งแต่เล็กจนโตเจินเอ๋อร์ล้วนมีความคิดเป็นของตัวเองเช่นนี้เสมอ แต่ไม่ว่าเจ้าจะตัดสินใจเช่นไร จำไว้ว่าแม่จะอยู่กับเจ้าตลอดไป”
ไม่ ผู้ที่ถูกสวรรค์ช่วยเหลือมิใช่มารดาตน แต่เป็นเขา หากไม่พบมารดา ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะร่อนเร่พเนจรอยู่ที่ใด นางคือสิ่งเติมเต็มที่สวรรค์มอบให้เขา ความรักของแม่ลูกจึงจะเป็นสิ่งล้ำค่าอย่างแท้จริง
เช้าวันต่อมา
“ซือถูเจิน เจ้า…” ทันทีที่หลานหลิงเปิดประตูเดินเข้าไปในห้องซือถูเจิน คิดไม่ถึงว่าบุรุษด้านในเพิ่งจะตื่นนอน สาวใช้สองคนกำลังปรนนิบัติเขาเปลี่ยนอาภรณ์
บุรุษผู้นั้นมองนางด้วยท่าทีตกใจ อาภรณ์ท่อนบนยังสวมใส่ไม่เรียบร้อย หน้าอกขาวนวลแข็งแกร่งสะท้อนสู่ม่านสายตา หลานหลิงหน้าแดงระเรื่อ หลังจากความเงียบงันผ่านไประลอกหนึ่งจึงค่อยเอ่ยปากด้วยท่าทีร้อนตัว “เจ้าๆๆๆๆ เหตุใดเพิ่งตื่นตอนนี้?!”
สตรีถอยออกไปอย่างกระอักกระอ่วน ซือถูเจินมีสีหน้ามืดครึ้มลง หึ หยาบคายไร้เหตุผลเหมือนกับหลานอวิ๋นทุกกระเบียดนิ้วจริงๆ ต้องถือโอกาสนี้ไล่นางออกไปจากจวนถึงจะถูก!
“มาหาข้าเช้าเพียงนี้ หากผู้ใดไม่ทราบคงคิดว่าแม่นางหลานนำตนเองมาถวายสู่อ้อมกอดข้าแล้ว”
อะไรนะ?! “สารเลว! คุณหนูเช่นข้าเพียงมาดูว่าเจ้าไปหอนางโลมอีกหรือไม่เท่านั้นกลัวเจ้าทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าปวดใจ!”
สาวใช้มองไปยังซือถูเจินด้วยแววตาตื่นตะลึง บุรุษมีดวงตามืดครึ้มลงโดยพลัน รีบเดินเข้าไปใกล้หลานหลิง กล่าวอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ไม่อนุญาตให้พูดเรื่องหอนางโลมในจวนอัครมหาเสนาบดีของข้า!”
สมควรตาย หรือว่านี่คือรสชาติของการทำตัวเอง? “อีกไม่นานจะหาร่องรอยของหลานอวิ๋นพบแล้ว เจ้าก็รีบเก็บสัมภาระเสีย จวนอัครมหาเสนาบดีของข้าไม่ใช่สถานที่ที่เจ้าคิดจะมาก็มา”
“หึ คุณหนูเช่นข้าไม่เห็นจะเสียดาย!”
ขณะนั้นเองพ่อบ้านชราเดินยิ้มเข้ามาจากด้านนอก เมื่อเห็นหลานหลิงและซือถูเจินยืนอยู่ด้วยกัน ความแปลกใจในดวงตากลับแปรเปลี่ยนเป็นความยินดี
ทั้งสองมาพบกันเช้าเพียงนี้ มิแน่ว่าความปรารถนาของฮูหยินผู้เฒ่าอาจจะเป็นจริงขึ้นมาก็ได้!
“อรุณสวัสดิ์ขอรับคุณหนูหลาน พอดีเลย ฮูหยินผู้เฒ่าให้บ่าวไปที่เรือนของคุณหนูหลาน เชิญคุณหนูหลานไปรับประทานอาหารด้วยกันที่โถงด้านหน้า”
“ท่านแม่ข้า…” ซือถูเจินคิดว่าตนฟังผิดไป “วันนี้ท่านแม่ลุกได้แล้วหรือ?”
พ่อบ้านชรายิ้ม “ใต้เท้า อาหารเช้าเตรียมเสร็จแล้ว ไปทานอาหารที่โถงด้านหน้าด้วยกันกับคุณหนูหลานเถิดขอรับ”
ซือถูเจินมิได้ใคร่ครวญมากมายเพียงนั้น ต้องทราบว่าฮูหยินผู้เฒ่าแห่งจวนอัครมหาเสนาบดีมิได้ออกจากห้องนานแล้ว วันนี้ถึงกับออกมาทานอาหารเช้าได้ ดูท่าทางอาการป่วยคงมีความหวัง!
แต่เมื่อมาถึงห้องโถงกลับไม่พบเงาของฮูหยินผู้เฒ่า
“ฮูหยินผู้เฒ่ายังเตรียมตัวอยู่หรือ?” เขามองไปยังอาหารเช้าอันอุดมสมบูรณ์เต็มโต๊ะ พ่อบ้านชราแย้มยิ้ม “ฮูหยินผู้เฒ่ากำชับบ่าวมาว่าให้ใต้เท้าและคุณหนูหลานทานอาหารด้วยกันขอรับ”
“…” กล่าวเช่นนี้ แสดงว่าท่านแม่ยังอยู่ในห้อง…
ซือถูเจินไม่ทราบว่าจะบรรยายอารมณ์ของตนในยามนี้เช่นไร เมื่อคิดถึงความเข้าใจผิดที่ฮูหยินผู้เฒ่ามีต่อความสัมพันธ์ระหว่างเขาและหลานหลิงพลันรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
คิดไม่ถึงว่าสตรีข้างกายกลับนั่งลงอย่างเปิดเผย ลิ้มรสอาหารโอชาบนโต๊ะโดยไม่สนใจสายตาของซือถูเจิน เมื่อเห็นท่าทีของนางเช่นนี้ ซือถูเจินจึงคิดได้ว่าในฐานะที่ตนเป็นบุรุษควรกล้าหาญกว่าสตรีเสียหน่อย จะอย่างไรผู้เสียเปรียบก็มิใช่ตน หลานหลิงเปิดเผยเพียงนี้ เหตุใดตนต้องกระอักกระอ่วนด้วยเล่า?
“ฮูหยินผู้เฒ่า น่าเสียดายที่ท่านไม่ได้เห็นด้วยตนเอง ใต้เท้าและคุณหนูหลานนั่งด้วยกัน ช่างดูเหมาะสมจริงๆ!”
ภายในห้อง ฮูหยินผู้เฒ่าฟังคำบอกเล่าของพ่อบ้านชราด้วยความอิ่มเอมใจ ถึงกับอารมณ์ดีขึ้นมาก นางรู้ว่าเจินเอ๋อร์ทานอาหารร่วมกับสตรีน้อยครั้ง เช่นนั้นต้องมอบโอกาสให้พวกเขาเสียหน่อย มิเช่นนั้นไม่ทราบว่าเด็กตายด้านผู้นี้จะเปิดใจเมื่อใด
“ฮ่าๆๆๆ ดี ดียิ่ง”
เมื่อเห็นใบหน้าแดงก่ำดูสุขภาพดีของฮูหยินผู้เฒ่า พ่อบ้านชราจึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ไม่แน่ว่าอาการป่วยอาจหายเร็วขึ้นก็เป็นได้
ไม่นานพบว่าสตรีแต่งกายทะมัดทะแมงผู้หนึ่งปรากฏตัวอยู่บริเวณประตูห้องของฮูหยินผู้เฒ่า น้ำเสียงเปี่ยมมารยาทดังขึ้น “ฮูหยินผู้เฒ่า หลิงเอ๋อร์นำอาหารมาให้เจ้าค่ะ”
“คุณหนูหลาน…”
“พ่อบ้านกล่าวว่าฮูหยินผู้เฒ่าไม่ค่อยอยากอาหาร หลิงเอ๋อร์จึงสั่งให้ห้องครัวทำโจ๊กแปดเซียน หวังว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะอยากอาหารขึ้นมาบ้าง”
“นี่…ลำบากคุณหนูหลานแล้วจริงๆ” ยิ่งเห็นหลานหลิง ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยิ่งชอบ ต้องทราบว่าในห้องของนางเต็มไปด้วยกลิ่นยา คุณหนูสูงศักดิ์ปกติไหนเลยจะยินดีเหยียบย่างเข้ามา แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มจริงใจของนาง ฮูหยินผู้เฒ่าจึงทราบว่าแม่นางอายุน้อยผู้นี้จิตใจดีและกตัญญูอย่างแท้จริง
“ไม่ลำบากเลยเจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้ตอนที่หลิงเอ๋อร์ไม่อยากอาหาร ท่านแม่มักจะทำโจ๊กแปดเซียนให้ทาน ทุกครั้งหลิงเอ๋อร์จะกินได้หนึ่งถ้วยใหญ่เชียว”
นางมิได้พูดจาอ่อนหวานเช่นสตรีในห้องหอเหล่านั้น แต่เมื่อได้พูดคุยกับนางกลับทำให้รู้สึกสบายใจ
หลานหลิงจัดหมอนให้ฮูหยินผู้เฒ่าอย่างใส่ใจ “หลิงเอ๋อร์กำชับโรงครัวมาเป็นพิเศษ โจ๊กแปดเซียนนี้อุ่นพอดีไม่ร้อนลวกปาก กำลังพอเหมาะ”
“อืม เป็นโจ๊กที่พิเศษจริงๆ! กลิ่นหอมหวานน่าทาน! เจินเอ๋อร์ก็ชอบทานหวานเช่นกัน ก่อนหน้านี้ตอนเขาร้องไห้ ข้าจะไปซื้อลูกกวาดบนถนนกลับมา เด็กคนนั้นก็เป็นคนรักหน้าตาตั้งแต่เด็ก ข้าต้องแอบวางไว้ที่โต๊ะหน้าเขาแล้วหมุนตัวไป พอกลับมาห่อลูกกวาดยังอยู่ดี แต่เมื่อเปิดออกดูด้านใน กลับหายไปหลายเม็ดแล้ว”
เป็นพวกรักหน้าตาตั้งแต่เด็ก? ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ในสมองของหลานหลิงถึงกับปรากฏภาพซือถูเจินในวัยเด็กออกมา เมื่อรวมกับท่าทียโสโอหังจึงอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะ
“นิสัยของเขาค่อนข้างแข็งกร้าว ตั้งแต่เล็กๆ ถูกผู้อื่นรังแกก็ไม่ยอมพูด มีอยู่ครั้งหนึ่ง…”
นอกหน้าต่าง เสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ เดินใกล้เข้ามาหยุดลงกะทันหัน มุมปากของซือถูเจินแข็งค้าง นี่ท่านแม่เห็นหลานหลิงเป็นว่าที่ลูกสะใภ้ไปแล้วหรือ? เหตุใด…จึงต้องนำเรื่องน่าอายตอนเด็กๆ ของเขามาเปิดเผยด้วยเล่า? ไม่รู้ว่าเด็กนั่นกำลังหัวเราะเยาะเขาอยู่ในใจเช่นไร
“คิดไม่ถึงว่าท่านอัครมหาเสนาบดีจะรู้ความตั้งแต่เล็กเช่นนี้ หลิงเอ๋อร์เชื่อว่าจะต้องเป็นเพราะเขากลัวฮูหยินผู้เฒ่าเป็นห่วงแน่นอน”
“…” ในดวงตาซือถูเจินมีประกายไหลผ่าน หากไม่ได้ยินกับหู เขาคงยากจะเชื่อว่าสตรีนางนี้จะถึงกับพูดเพื่อเขา