หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 33 ตอนที่ 965 ความหวัง
เล่มที่ 33 ตอนที่ 965 ความหวัง
“เจ้าว่าเป็นคนที่ซือถูเจินส่งมาหรือ? ฮ่าๆ น่าขัน!” หลานอวิ๋นแสร้งหัวเราะ จากนั้นจึงทะยานเข้าโจมตีอีกฝ่ายรวดเร็วปานสายฟ้า อีกฝ่ายคิดไม่ถึงว่าเขาจะเคลื่อนไหวเช่นนี้จึงไดด้แต่ปกป้องตนเองจนถอยหลังไปอย่างต่อเนื่อง
“แม่ทัพหลานฟังผู้น้อยก่อนเถิด…”
หลานอวิ๋นออกกระบวนท่าอย่างโหดเหี้ยม ไม่มีเจตนาฟังคำอธิบายของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย ผู้ใดจะทราบว่าหากตนคลายความระมัดระวัง อีกฝ่ายจะลงมือตอบโต้จับตัวเขาไปให้ไท่ซ่างหวงหรือไม่ และอาจใช้เขามาบีบบังคับองค์ชายใหญ่ก็เป็นได้ คราวนี้เขาไม่ตกหลุมพลางอีกแน่ ตนเคยผ่านมาแล้ว
สุดท้ายก็ยังเป็นแม่ทัพ หลายกระบวนท่าผ่านไปบนร่างของบุรุษผู้นั้นเต็มไปด้วยบาดแผล แต่เขาจดจำคำพูดของซือถูเจินได้ดี หากแม่ทัพหลานลงมือห้ามตอบโต้เป็นอันขาด ปล่อยให้เขาโจมตีจนเหนื่อยก็จะหยุดไปเอง…
จริงดังคาด เมื่อเห็นว่าบุรุษผู้นี้ไม่ลงมือตอบโต้ ในใจของหลานอวิ๋นพลันรู้สึกสั่นคลอน หรือจะเป็นแผนยอมเจ็บตัว?
เมื่อคิดถึงตรงนี้เขาจึงโคจรพลังภายในเต็มสิบส่วน ตบลงไปบนแขนของบุรุษผู้นั้นครั้งหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าจู่ๆ อีกฝ่ายกลับหยุดนิ่ง ยอมรับฝ่ามือของเขาโดยไม่คิดหลบแม้แต่น้อย ถึงกับกระอักเลือดออกมาทันที
“เจ้า…”
หลานอวิ๋นสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ากระดูกของอีกฝ่ายถูกตนโจมตีจนแหลกไปแล้ว หากกล่าวว่าเป็นแผนเจ็บตัว เช่นนั้นคงเรียกว่าไม่ต้องการชีวิตแล้วกระมัง
“แม่ทัพหลานยินดีฟังผู้น้อยอธิบายแล้วหรือไม่? ท่านอัครมหาเสนาบดีกล่าวว่าต้องปล่อยให้ท่านแม่ทัพโจมตีจนเชื่อใจจึงจะหยุด…”
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
ถึงกับเอาชีวิตของลูกน้องตนมาล้อเล่น นี่เป็นนิสัยของหมาป่าเจ้าเล่ห์ตัวนั้นจริงๆ
“เหตุใดซือถูเจินต้องมาหาแม่ทัพเช่นข้าที่นี่ด้วย?” หลานอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย หรือว่าซือถูเจินถูกไท่ซ่างหวงซื้อตัวไปแล้ว? มีความเป็นไปได้มากเลยทีเดียว
บุรุษเบื้องหน้ากุมบาดแผลบนไหล่ของตน สูดหายใจลึกเพื่อสงบลมหายใจ “ที่นี่ไม่อาจพูดคุยได้มากนัก เชิญท่านแม่ทัพตามผู้น้อยไปเถิด”
เขาค่อยๆ หมุนตัวไป เผยแผ่นหลังของตนต่อหน้าหลานอวิ๋นเต็มที่ ต้องทราบว่าสำหรับผู้รู้วรยุทธ์ สิ่งที่ควรระวังที่สุดก็คือแผ่นหลัง นั่นเป็นจุดศูนย์รวมจุดสำคัญบนร่าง ย่อมไม่อาจเผยต่อศัตรูง่ายๆ โดยไม่มีการป้องกัน อีกฝ่ายทำเช่นนี้คงต้องการให้หลานอวิ๋นวางใจ
จริงดังคาด หลานอวิ๋นที่อยู่ด้านหลังดวงตาเปล่งประกาย จากนั้นจึงรีบเดินตามไป
ภายในสถานที่แห่งหนึ่งที่ไร้ซึ่งผู้คน ในที่สุดบุรุษผู้นั้นก็เอ่ยปาก
“ท่านอัครมหาเสนาบดีกล่าวว่า ตอนนี้คนที่แม่ทัพหลานเชื่อใจได้มีเพียงเขาเท่านั้น”
อะไรนะ? เจ้าจิ้งจอกนั่นอาศัยอะไรมาพูดเช่นนี้ ปกติยามทั้งสองเผชิญหน้าล้วนเกิดสถานการณ์ตึงเครียด ยังจะให้ตนเชื่อเขาอีกหรือ
“ตอนนี้ในเมืองหลวงเต็มไปด้วยหูตาของไท่ซ่างหวง เป็นไท่ซ่างหวงที่แจ้งให้ท่านอัครมหาเสนาบดีทราบว่าท่านแม่ทัพมาถึงนอกเมืองหลวงแล้ว ให้ท่านอัครมหาเสนาบดีร่วมมือจับกุมท่านแม่ทัพ”
เมื่อพูดจบ หลานอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะถอยหลังไปหนึ่งก้าว ไม่สิ หากอีกฝ่ายมีแผนร้ายจริงๆ เหตุใดจึงบอกแผนของอัครมหาเสนาบดีกับตนอย่างเปิดเผยเช่นนี้
“กล่าวคืออัครมหาเสนาบดีแสร้งทำเป็นร่วมมือกับไท่ซ่างหวงหรือ? อาศัยอะไรให้แม่ทัพเช่นข้าเชื่อใจพวกเจ้าเล่า?”
บุรุษผู้นั้นคล้ายจะคาดเดาได้แล้วว่าหลานอวิ๋นต้องกล่าวเช่นนี้ ดวงตาเต็มไปด้วยความหนักอึ้ง “ฮูหยินผู้เฒ่าแห่งจวนอัครมหาเสนาบดีถูกลอบสังหารตายไปเมื่อไม่กี่วันก่อน”
“…” ฮูหยินผู้เฒ่าถูกลอบสังหาร? หรือว่าจะเป็นฝีมือของไท่ซ่างหวง…
หลานอวิ๋นคล้ายจะเข้าใจความคิดของซือถูเจินขึ้นมาบ้างแล้ว คนผู้นั้นเป็นพวกมีแค้นต้องชำระ ความแค้นลึกล้ำเพียงนี้ต้องไม่ยอมจบง่ายๆ เป็นแน่ เมื่อคิดดูอีกครั้ง หากตนได้รับความร่วมมือจากเจ้าจิ้งจอกนั่น เรื่องราวจะต้องง่ายดายขึ้นแน่
“เจ้าจิ้งจอก…ไม่สิ อัครมหาเสนาบดีคิดจะทำเช่นไร?”
“ตอนนี้ในราชสำนักมีคนที่เชื่อใจได้ไม่มาก ใต้เท้าร่วมมือกับนายน้อยตระกูลหนานแล้ว คราวนี้ตระกูลหนานจะช่วยท่านแม่ทัพเข้าเมือง”
ถึงกับร่วมมือกับตระกูลหนานแล้วหรือ… ต้องทราบว่าตระกูลหนานเป็นกลางในราชสำนักมาโดยตลอด นายท่านหนานตัดสินใจเป็นศัตรูกับไท่ซ่างหวงจริงๆ หรือ?
แต่จากที่หลานอวิ๋นรู้ นายน้อยตระกูลหนานมีความสัมพันธ์กับพระชายาองค์ชายใหญ่เล็กน้อย หากมีความช่วยเหลือจากเขาคงไม่มีปัญหามากมายนัก เพียงแต่…ไม่รู้ว่าองค์ชายใหญ่จะคิดเช่นไร?
…
ขณะเดียวกัน ภายในเคหาสน์ตระกูลหนาน
ในห้องหนังสือ นายท่านหนานกำลังออกคำสั่งกับพ่อบ้าน “ตั้งแต่พรุ่งนี้ข้าจะออกไปข้างนอกสักหลายวันเพื่อไปจัดการกิจการที่เจียงหนาน เรื่องในเคหาสน์มอบให้เจ้าจัดการแล้ว”
ตอนนี้เอง บุรุษหนุ่มรูปงามเดินเข้ามาจากด้านนอก “พรุ่งนี้ท่านพ่อจะไปแล้วหรือ?”
“ใช่ สินค้าที่เจียงหนานเกิดปัญหา ต้องให้พ่อไปออกหน้าจัดการด้วยตัวเอง คาดว่าคงใช้เวลาสักระยะ”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องในเคหาสน์ก็มอบให้ลูกเถิด”
อะไรนะ? นายท่านหนานดวงตาเปล่งประกาย “มอบให้เจ้าหรือ?” เขาฟังผิดไปหรือไม่ ต้องทราบว่าหลายปีมานี้เขาคิดจะมอบกิจการของตระกูลหนานให้ฟางเฟยดูแลไปทีละนิด แต่เด็กคนนี้กลับไม่มีความสนใจแม้แต่น้อย นี่เป็นความลำบากใจของนายท่านหนานมาตลอด
หนานฟางเฟยผงกหัว “ระยะนี้ลูกคิดได้กระจ่างชัดแล้ว จะเริ่มจากดูแลเรื่องในเคหาสน์ก่อน ลูกอยากแบ่งเบาภาระให้ท่านพ่อ”
“ฮ่าๆๆ ดีๆๆ! ในที่สุดก็มีวันนี้แล้ว ในที่สุดพ่อก็ผ่อนคลายลงได้แล้ว! หากเจ้ารีบแต่งงานมีครอบครัวเสียหน่อยคงดีเป็นที่สุด ฮ่าๆๆ!” นายท่านหนานถือโอกาสนี้กล่าวเรื่องการแต่งงานของหนานฟางเฟยขึ้นอีกครั้ง ตอนนี้คุณหนูกงซุนกลายเป็นพระชายาองค์ชายใหญ่ไปแล้ว เช่นนั้นหนานฟางเฟยยิ่งควรตามหาวาสนาของตนเสียที
เพียงแต่น่าเสียดาย หนานฟางเฟยกลับไม่มีความคิดนี้เลย
ตั้งแต่ที่เขาใช้ข้ออ้างเรื่องตนมีพันธะหมั้นหมายมาปฏิเสธคุณหนูที่มาชอบเขาเหล่านั้น จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังกล่าวกับคุณหนูเหล่านั้นว่าตนไม่มีความคิดที่จะแต่งงานสร้างครอบครัว คำพูดเย็นชาที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้ทำให้ผู้อื่นตกใจจนหนีไปไม่น้อย
เรื่องระหว่างเขากับคุณหนูกงซุนถูกสวรรค์กำหนดไว้แล้วว่าไม่มีวาสนาต่อกัน เพียงแต่นายท่านหนานไม่เคยคิดเลยว่าจะส่งผลกระทบต่อหนานฟางเฟยอย่างลึกล้ำเพียงนี้
จริงดังคาด เมื่อกล่าวถึงการแต่งงานสร้างครอบครัว ท่าทีของหนานฟางเฟยพลันเคร่งขรึมลง ไม่ตอบนายท่านหนานแม้แต่ประโยคเดียว
“พ่อบ้าน เรื่องในเคหาสน์มีสิ่งใดต้องจัดการ หลายวันนี้ต้องลำบากเจ้าชี้แนะข้าให้มากแล้ว”
“คุณชายเกรงใจใจเกินไปแล้ว นี่เป็นสิ่งที่บ่าวสมควรทำ!” พ่อบ้านเองก็รู้สึกยินดียิ่ง รีบถอยออกไปด้วยท่าทางสุขล้น เตรียมจัดของที่จำเป็นส่งไปยังห้องหนังสือของหนานฟางเฟย
บุรุษหล่อเหลาพยักหน้าให้นายท่านหนาน จากนั้นจึงหมุนตัวเดินออกไป
ตั้งแต่จากกันครั้งที่แล้ว หนานฟางเฟยก็ไม่ได้พบหน้าอวิ๋นซูอีก แต่ทุกครั้งยามดึก ผู้คนเงียบสงบ เขามักจะคิดถึงสตรีนางนั้น
ตอนนี้นางกลายเป็นพระชายาองค์ชายใหญ่ไปแล้ว ฐานะแตกต่างกันอย่างไม่อาจกล่าวถึง ในใจของหนานฟางเฟยราวกับมีหินก้อนใหญ่กดทับ ระหว่างเขากับนางคงเป็นไปไม่ได้อีก
เพียงแต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ในใจคล้ายกับมีเมฆหมอกปกคลุม เนิ่นนานผ่านไปก็ยังไม่ยอมสลาย
เขารู้ว่าหากเทียบกับองค์ชายใหญ่ จะอย่างไรตนก็ยังห่างชั้นอยู่มาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงฐานะหน้าตาเลย เพียงแค่ความดื้อดึง หนานฟางเฟยก็รู้ว่าตนเทียบองค์ชายใหญ่ไม่ติดแล้ว
นางถูกลักพาตัวไปในวันแต่งงาน ในใจของหลานอวิ๋นเป็นห่วงจนยากจะเอ่ย แต่ไม่นานเขาก็สืบรู้ว่าองค์ชายใหญ่ก็หายตัวไปเช่นกัน
บางทีพวกเขาคงไปพเนจรสุดขอบฟ้าด้วยกันกระมัง? เมื่อคิดถึงตรงนี้ หนานฟางเฟยรู้สึกราวกับส่วนหนึ่งของหัวใจถูกกระชากออกไป เกิดเป็นความรู้สึกว่างเปล่า
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
แต่เมื่อวาน ในที่สุดเขาก็ได้รับจดหมายลับจากท่านอัครมหาเสนาบดี!
พวกเขาไม่ได้ไปพเนจรด้วยกัน แต่พบกับความลำบากจริงๆ จึงต้องซ่อนตัวอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีผู้ใดรู้จัก ตอนนี้จะกลับมาแล้ว แต่ในเมืองหลวงกลับมีอันตรายรอพวกเขาอยู่
หนานฟางเฟยรู้ดีว่าตนไม่อาจนั่งมองดูเฉยๆ โดยไม่สนใจ เขาคิดจะพยายามเต็มกำลังสักครั้ง เพื่อคุณหนูกงซุน และเพื่อตัวเขาเอง
เขารู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจ ที่ผ่านมาตนไม่เคยทำสิ่งใดเพื่ออวิ๋นซูเลยสักครั้ง ดังนั้นคราวนี้เขาจึงรับดูแลเคหาสน์ก็เพื่อเตรียมรับพวกเขากลับมา
คิดไม่ถึงว่าเขาจะโชคดีเพียงนี้ หลังจากใคร่ครวญอยู่ทั้งวันยังไม่รู้ว่าจะโน้มน้าวท่านพ่อเช่นไร เพราะที่ผ่านมาตระกูลหนานเป็นกลางมาโดยตลอด ไม่เข้าร่วมกับกลุ่มอำนาจใดในราชสำนัก และนี่เป็นสาเหตุที่ตระกูลหนานยิ่งใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้ได้ หากท่านพ่อรู้ว่าตนคิดจะช่วยเหลือองค์ชายใหญ่ ต้องคัดค้านเต็มกำลังแน่นอน
ตอนนี้ท่านพ่อจะไปจากเคหาสน์ระยะหนึ่ง สำหรับเขานับเป็นโอกาสที่ดีที่สุดจริงๆ
ตอนนี้แคว้นเหลียนตกอยู่ในสถานการณ์อันเคร่งเครียด หากตนได้พยายามเพื่อพวกเขาย่อมไม่รู้สึกเสียดายอันใด หากถามว่าทำไม…คงเพราะทำเพื่อวาสนาที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยหมั้นหมายกันกระมัง
…
ภายในโรงเตี๊ยมในเมืองอำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่ง
“ซูเอ๋อร์ยังไม่ตื่นหรือ?” ในห้องมีเสียงเปี่ยมความกังวลของสตรีดังแว่วมา
พบว่าข้างเตียงมีบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่ แม้สวมชุดผ้าป่านธรรมดาแต่ยังยากจะปกปิดบรรยากาศสูงส่งของเขา ใบหน้างดงามเป็นเอกเจือไปด้วยความอบอุ่น ค่อยๆ ดึงมือกลับมาจากใบหน้าของสตรีบนเตียง
เฟิ่งหลิงส่ายศีรษะเล็กน้อย
ฮูหยินอวิ๋นเม้มปาก นางรู้ว่าอารมณ์ของบุรุษตรงหน้าไม่ค่อยดีเช่นกัน ต่อให้ตนจะโศกเศร้าเพียงใดก็ต้องอดทนไว้ ไม่สร้างความลำบากให้ผู้อื่นอีก
“ในเมืองอำเภอนี้มีสมุนไพรจำกัด ต้องไปหาจากป่านอกเมืองเท่านั้น”
“ท่านแม่อย่าได้กังวลเกินไป เชื่อว่าซูเอ๋อร์คงเหนื่อยมาตลอดทาง ให้นางหลับสักครู่คงไม่เป็นไร” เฟิ่งหลิงลุกขึ้นยืน เดินไปที่โต๊ะริมชาให้ฮูหยินอวิ๋น
แต่นางในตอนนี้ไหนเลยจะดื่มลง หากนับดู ตอนนี้อวิ๋นซูหลับไปสี่วันแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่เคยหลับนานเพียงนี้มาก่อน แต่ที่แปลกประหลาดก็คือเมื่ออวิ๋นมู่จับชีพจรให้นางกลับไม่พบความผิดปกติใด ชีพจรสงบนิ่งทรงพลัง ทั้งๆ ที่เป็นเช่นนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะปลุกเช่นไรนางกลับไม่ยอมตื่น
สตรีเดินมาข้างเตียงอย่างสงบ ยื่นมือออกไปจัดผมให้อวิ๋นซู จู่ๆ ดวงตาของนางพลันเปล่งประกาย พบว่าในกลุ่มผมดำขลับถึงกับมีผมขาวปรากฏอยู่มาก
“ท่านแม่?”
เฟิ่งหลิงสังเกตเห็นความผิดปกติของฮูหยินอวิ๋นจึงเอ่ยปากด้วยความสงสัย
“มะ ไม่มีอะไร” นางรีบนำผมสีขาวไปซ่อนไว้ด้วยกลัวว่าเฟิ่งหลิงจะเห็น แต่ไม่แน่ว่าเขาอาจรู้นานแล้วกระมัง?
อาการของอวิ๋นซูส่งผลต่อจิตใจของทุกคนมาก ทุกเวลาที่ผ่านไปสำคัญยิ่งสำหรับพวกเขา
“หลิงเอ๋อร์ ไม่รู้ว่าอาการบาดเจ็บของคุณชายใหญ่ตระกูลเฟิ่งเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ท่านแม่โปรดวางใจ เพราะการช่วยเหลือของนายท่านตระกูลสาขาพี่ใหญ่จึงฟื้นตัวขึ้นมากแล้ว แม้ตอนนี้ยังไม่สามารถลงเดินได้ แต่อาการหลายอย่างก็ถือว่ามั่นคงขึ้นมาก” หากไม่มีการช่วยเหลือจากคนตระกูลอวิ๋น พี่ใหญ่ของตนจะได้สติขึ้นมาง่ายดายเช่นนี้ได้อย่างไร “เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่อาจกำจัดความสงสัยของจักรพรรดิเฉินไปได้ ทำได้เพียงลำบากให้นายท่านตระกูลสาขาอดกลั้นชั่วคราว ไม่สามารถติดต่อกับพวกเราได้มากเกินไปนัก”
ฮูหยินอวิ๋นพยักหน้า “วิชาแพทย์ของนายท่านตระกูลสาขานับว่าวางใจได้ ขอเพียงคุณชายใหญ่เฟิ่งแข็งแรงดี นี่จึงจะสำคัญยิ่งกว่าอะไร”
ฝ่าฟันอุปสรรคกันมามากมายเพียงนี้ ตอนนี้บุตรีของนางจะต้องยืนหยัดต่อไป จะต้องฟื้นขึ้นมาได้แน่
ฮูหยินอวิ๋นมองไปยังสตรีที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง ในดวงตาเต็มไปด้วยความขมขื่น