หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 33 ตอนที่ 967 จดหมายจากหลานอวิ๋น
เล่มที่ 33 ตอนที่ 967 จดหมายจากหลานอวิ๋น
เพียงไม่นานเฟิ่งหลิงก็กลับมาจากด้านนอกด้วยความร้อนใจ เมื่อเขาเหยียบย่างเข้ามาในห้องและพบว่ามีสตรีสองนางนั่งอยู่ข้างโต๊ะจึงวางใจได้ในที่สุด
“เสด็จแม่ เมื่อครู่ข้าไปตามหาท่านบนถนน พวกเขากล่าวว่าเห็นแม่นางผู้หนึ่งถูกอันธพาลสองคนพาตัวไป ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
เมื่อคิดว่ามารดาของตนถูกผู้อื่นเข้าใจผิดเป็นแม่นาง เฟิ่งหลิงพลันรู้สึกไม่ดี
“อะไรนะ อันธพาล?! มิใช่ฮองเฮาตรัสว่าไปพบสหายหรือ?” ฮูหยินอวิ๋นตกใจยิ่ง คิดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องน่ากลัวเช่นนี้เกิดขึ้น
“ไปพบสหายเท่านั้น หลิงเอ๋อร์เข้าใจผิดแล้ว” ซูฉินมองไปยังเฟิ่งหลิงที่อยู่เบื้องหน้า “ทั้งยังนำห่อสิ่วโอวพันปีกลับมาให้ซูเอ๋อร์ด้วย สหายเก่าเหล่านี้ครึกครื้นเกินไป ข้าไม่สะดวกแนะนำ”
“…” สหาย? เฟิ่งหลิงคิดไปถึงตอนที่ตนไปยังหอนางโลม พบว่าด้านในมีสภาพเละเทะ ได้ยินว่ามีของราคาแพงหายไปด้วย
เขาเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาได้โดยพลัน บนใบหน้าเผยรอยยิ้มผ่อนคลายออกมา “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เพียงแต่น่าเสียดายที่ลูกไม่ได้ขอบคุณสหายทั้งหลายของท่านให้ดี”
แค่ทำให้พวกเขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ไปครึ่งปีเท่านั้น หากรู้เช่นนี้ ไม่ควรลงมือไว้ไมตรีเลยจริงๆ
ซูฉินได้ฟังก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พลันนั้นจึงแย้มยิ้มออกมาอย่างจนใจ จากนี้เป็นต้นไป เกรงว่าคนเหล่านั้นคงไม่กล้าก่อเรื่องตามใจอีก บทเรียนในวันนี้เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาจดจำไปชั่วชีวิตแล้ว
ขณะนั้นเอง บนเตียงมีการเคลื่อนไหวเล็กน้อย ทั้งสามคนในห้องรีบเงียบลงโดยพลัน พากันมองไปยังทิศทางของอวิ๋นซู
พบว่านางขยับอย่างเชื่องช้า ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งบนเตียง คล้ายต้องใช้เรี่ยวแรงมหาศาล
นางรู้สึกราวกับตนเองอยู่ในห้วงฝันอันยาวนาน ในฝันนางได้รับชีวิตใหม่ เป็นหญิงชาวบ้านธรรมดา ทุกวันใช้ชีวิตตามปกติ ตื่นเช้าทำงานอาทิตย์ตกเข้านอน ภายในลานเรือนอันกว้างขวางเลี้ยงสุนัขตัวเล็กๆ ไว้ตัวหนึ่ง เมื่อสามีกลับมาจากการขึ้นเขาล่าสัตว์ มักจะหยอกล้อกับสุนัขตัวนั้น ทั้งยังแย้มยิ้มให้นาง
อีกทั้งพวกเขายังเลี้ยงบุตรชายบุตรสาวคู่หนึ่ง นางสอนพวกเขาอ่านตำราจดจำตัวอักษรด้วยตัวเอง แต่ละวันผ่านไปอย่างมีความสุขและสงบเงียบอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน
เพราะฝันเช่นนี้ทำให้อวิ๋นซูรู้สึกสมจริงยิ่งนัก ความอบอุ่นทำให้นางไม่อยากตื่น
“ซูเอ๋อร์!”
ข้างหูมีเสียงอันตื่นเต้นของเฟิ่งหลิงดังแว่วมา อวิ๋นซูขยี้ตาทั้งสองเบาๆ ทัศนวิสัยเริ่มกระจ่างชัด
ในห้องมีคนยืนอยู่สามคน กำลังใช้สายตายินดีมองมาที่นาง
“ท่านแม่…ข้าหลับไปนานเพียงใด?”
ฮูหยินอวิ๋นและซูฉินสบตากัน เกรงว่าอวิ๋นซูคงไม่รู้ว่าตนเองหลับไปนานหลายวัน
“ซูเอ๋อร์ ยังรู้สึกเหนื่อยอยู่หรือไม่? มิเช่นนั้นหลับอีกสักครู่เถิด” เฟิ่งหลิงพยายามระงับอารมณ์พลุ่งพล่านของตน ไม่นานเขาก็ตัดสินใจว่าจะไม่ให้อวิ๋นซูรู้ความจริง ขอเพียงทุกคนร่วมใจกันคิดวิธีแก้ไขออกมาได้ก็ไม่จำเป็นต้องสร้างภาระและความกดดันให้อวิ๋นซูอีก
เขาดึงผ้าห่มคลุมให้อวิ๋นซูอย่างเอาอกเอาใจ สตรีงดงามดวงตาสั่นไหว ท่าทีเช่นนี้ทำให้เฟิ่งหลิงตกใจจนร่างกายแข็งทื่อ “ซูเอ๋อร์…ทำไมหรือ?”
หรือจะมีอาการสืบเนื่องอันใด? เฟิ่งหลิงไม่นึกเลยว่ายามนี้ตนจะหวาดกลัวจนสับสนวุ่นวายเพียงนี้
“เมื่อครู่ ในฝันท่านก็ดูแลข้าเช่นนี้”
คิดไม่ถึงว่าอวิ๋นซูจะจดจำความฝันอันยาวนานได้ชัดเจนเพียงนี้ ทำให้นางมิอาจแยกแยะความจริงและความฝันได้
เมื่อเห็นความสุขที่อัดแน่นเต็มดวงตา เฟิ่งหลิงจึงรู้สึกมีความสุขระคนจนใจ ดูท่าทางช่วงนี้ตัวเขาในฝันคงดูแลนางได้ดียิ่ง
อดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปจัดผมให้อวิ๋นซูอย่างเบามือ
“หิวหรือไม่?” เขาจับมือขาวนวลผ่ายผอมของอวิ๋นซูอย่างอ่อนโยนหาใดเปรียบ มืออันเย็นยะเยือกวางอยู่กลางฝ่ามือของตน ทำให้เฟิ่งหลิงมิอาจควบคุมมิให้ตนเองใจสั่น
ฮูหยินอวิ๋นเดินเข้ามา “ซูเอ๋อร์ แม่จะไปเตรียมโจ๊กอ่อนๆ ให้เจ้าเสียหน่อย ก่อนหน้านี้เจ้าชอบกินที่สุด”
ตอนนี้อวิ๋นซูเพิ่งตื่น จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องอาหารการกินให้มาก ฮูหยินอวิ๋นกล่าวอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้สตรีบนเตียงแย้มยิ้มบางเบาโดยไม่สงสัยแม้แต่น้อย
“ซูเอ๋อร์ รู้สึกไม่สบายที่ใดหรือไม่?” ซูฉินเดินเข้ามาด้วยความเป็นห่วง ความยินดีบนใบหน้ายากบรรยาย
“ท่านแม่…ข้าหลับไปนานมากหรือ?”
“ไม่นานๆ สองวันเท่านั้น เดินทางมาตลอดคืน เจ้าคงเหนื่อยกระมัง” นางเบนสายตาขึ้นมองไปยังเฟิ่งหลิงที่อยู่ด้านข้างด้วยรอยยิ้ม รู้ว่าเด็กคนนี้จะต้องมีคำพูดมากมายอยากกล่าวกับอวิ๋นซูเป็นแน่ ดังนั้นจึงก้าวออกไปอย่างรู้ความ “แม่จะไปดูทางฮูหยินอวิ๋นเสียหน่อยว่ามีอะไรให้ช่วยหรือไม่”
เมื่อเห็นสตรีผู้นั้นถอยออกไป อวิ๋นซูกลับมีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่าง อาการป่วยของตนทำให้ทุกคนกังวลเกินไปหรือไม่?
บุรุษข้างกายมองด้วยสายตารักใคร่ ความรู้สึกเช่นนั้นราวกับกลัวว่าจู่ๆ นางจะหายไป
“ทำให้ท่านเป็นห่วงอีกแล้ว ข้าเพียงไม่ทันระวังจึงหลับลึกไปบ้างเท่านั้น”
เฟิ่งหลิงจับมืออวิ๋นซูแน่น “ข้ามิได้ต้องการให้เจ้าขออภัย ขอเพียงเจ้าดูแลตัวเองให้ดี รอหลานอวิ๋นส่งข่าวมาก็พอ จากนั้นพวกเราจะกลับวังไปจัดการทุกอย่าง”
คำพูดของบุรุษกล่าวได้อย่างเป็นธรรมชาติยิ่งนัก ต้องการให้อวิ๋นซูคิดว่าตัวนางหลับไปเพียงสองวันจริงๆ
หลังจากทานอาหารเย็นเรียบร้อย อวิ๋นมู่ก็เดินเข้ามาจากด้านนอกด้วยท่าทีร้อนอกร้อนใจ เมื่อเขาผลักประตูเข้ามาก็เห็นสตรีอยู่ข้างโต๊ะ จึงเอ่ยขึ้นโดยไม่ทันวางสมุนไพรที่แบกอยู่ด้านหลังลง
“ซูเอ๋อร์ตื่นแล้วหรือ? รู้สึกอย่างไรบ้าง?”
“ท่านพ่อ ซูเอ๋อร์หลับไปเพียงสองวันเท่านั้น ไม่เป็นอะไรมาก” เฟิ่งหลิงรีบส่งสายตาเตือนให้อวิ๋นมู่ กลัวว่าอีกฝ่ายจะร้อนใจจนเผยอาการที่แท้จริงของอวิ๋นซูออกไป
หลับไปสองวัน? ไม่นานอวิ๋นมู่ก็มีปฏิกิริยากลับมา คงเป็นคำพูดระโยคหลังที่เมื่อครู่ฮูหยินของเขายังไม่ทันกล่าวจบกระมัง เกรงว่าทำเพื่อไม่ให้อวิ๋นซูรู้สึกกดดัน
“ใช่ แต่เวลาสองวัน สำหรับคนเป็นบิดาแล้วกลับรู้สึกยาวนานยิ่งนัก”
อวิ๋นมู่วางของที่แบกอยู่ด้านหลังลง ยื่นมือออกไปจับชีพจรให้อวิ๋นซู ยังคงเป็นเฉกเช่นเมื่อก่อน ทั้งๆ ที่ชีพจรไม่แตกต่างอะไรจากคนปกติ แต่เหตุใดจึงมีอาการหลับลึกเช่นนี้ได้? คราวนี้ถึงกับหลับไปนานกว่าจะตื่น ผู้ใดจะทราบว่าครั้งต่อไปจะตื่นขึ้นมาอีกหรือไม่
ความกังวลเช่นนี้ทำได้เพียงเก็บไว้ในใจ อวิ๋นมู่มีสีหน้าเคร่งขรึมลง “ซูเอ๋อร์รู้สึกอย่างไรบ้าง ตอนนี้กินยาได้หรือไม่?”
อวิ๋นซูพยักหน้าเล็กน้อย “หลับไปนานเพียงนี้กลับรู้สึกสมองปลอดโปร่ง ลำบากท่านพ่อแล้วจริงๆ”
อวิ๋นมู่มองไปยังใบหน้าที่แสดงความเชื่อมั่นต่อตนออกมา ทว่าในใจกลับกู่ตะโกนก้อง ไม่ กระทั่งวันนี้เขาก็ยังไม่มั่นใจว่าเทียบยาที่ตนปรุงออกมามีผลหรือไม่ เขารู้สึกผิดต่อบุตรีของตนจริงๆ ในฐานะที่เป็นเจ้าบ้านตระกูลอวิ๋น หากกระทั่งอาการป่วยของบุตรีตนก็ยังรักษาไม่ได้ เช่นนั้นวิชาแพทย์ที่ร่ำเรียนมาชั่วชีวิตคงไม่มีความหมาย
เขาพยายามสงบท่าทีของตน “พ่อจะไปต้มยา”
หน้ากระจก บุรุษกำลังหวีผมให้สตรีอย่างอ่อนโยน เฟิ่งหลิงหวงแหนทุกช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันกับอวิ๋นซูเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่รู้ว่าเมื่อใดพวกเขาจะแยกจากกันอย่างยาวนาน
“ซูเอ๋อร์ เจ้าฝันเช่นไรหรือ?”
อวิ๋นซูเบนสายตาขึ้นมองบุรุษที่ยืนอยู่ด้านหลังตนผ่านกระจก ในดวงตาเต็มไปด้วยความสุขอันยากจะปกปิด ใบหน้าไร้การแต่งแต้มเจือสีแดง ไม่กล่าวอะไรแม้เพียงประโยคเดียว
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของนาง จู่ๆ เฟิ่งหลิงกลับรู้สึกคล้ายมีความอบอุ่นสายหนึ่งไหลเวียนอยู่ในอก จะต้องเกี่ยวกับความฝันของพวกเขาเป็นแน่
ชีวิตอันสงบสุข ไม่มีการแก่งแย่งชิงดีที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด มีเพียงชีวิตปกติธรรมดาคล้ายธาราไหลผ่านสะพานน้อย นางไม่พูด เขาเองก็คาดเดาได้
ทว่าตอนนี้ สำหรับเฟิ่งหลิงแล้ว นี่เป็นความฝันที่ไม่ทราบว่าจะเป็นจริงได้หรือไม่ เขาเคยเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ แต่ความจริงกลับโจมตีจนเขารู้สึกพร่ามัว การเคลื่อนไหวในมืออดไม่ได้ที่จะชะงักไป เส้นผมอ่อนนุ่มยังคงอยู่กลางฝ่ามือของเขา อวิ๋นซูสังเกตเห็นความผิดปกติของบุรุษ คล้ายกับอีกฝ่ายจมลงสู่ความสับสนบางอย่าง ในดวงตาปกคลุมไปด้วยความขุ่นมัว
“เฟิ่งหลิง?”
ไม่นานเสียงเปี่ยมกังวลก็ปลุกเฟิ่งหลิงกลับมาจากความรุ่นคิด ในยามที่เขาได้สติกลับมา พบว่าตนกำลังจับเส้นผมอวิ๋นซูแน่น
“…ข้าเหม่อไปหน่อย ซูเอ๋อร์เจ็บหรือไม่?”
ความรู้สึกไม่สบายใจของเขาส่งผ่านมืออันสั่นระริกมายังหัวใจของอวิ๋นซู สตรีหน้ากระจกค่อยๆ หันมา “ท่านมีอะไร…อยากพูดกับข้าหรือไม่?”
อวิ๋นซูรู้สึกว่าช่วงเวลาที่ตนหลับไปจะต้องเกิดเรื่องอะไรที่ตนไม่รู้เป็นแน่
เฟิ่งหลิงยิ้มเจ้าเล่ห์ “คำพูดที่ข้าอยากพูดกับเจ้ามีมากมาย ซูเอ๋อร์จะเริ่มฟังจากที่ใดดีเล่า?” เสียงนี้เจือไปด้วยความอบอุ่นที่ไม่คิดปกปิดแม้แต่น้อย หยอกล้ออวิ๋นซูจนอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มจนใจออกมา
“ซูเอ๋อร์ ต้มยาเสร็จแล้ว”
ขณะนั้นเอง อวิ๋นมู่เดินถือยาที่มีควันร้อนพวยพุ่งเข้ามา สายลมพัดพาเอากลิ่นสมุนไพรอันเข้มข้นมาด้วย
“ลำบากท่านพ่อแล้ว”
อวิ๋นซูเดินมาข้างโต๊ะภายใต้การประคองของเฟิ่งหลิง ทว่าเมื่อนางยื่นมือออกไปใช้ช้อนคนยาสีดำเบาๆ ห่อยาที่ลอยอยู่ในน้ำกลับทำให้ดวงตาของนางเกิดประกายมืดครึ้ม
บุรุษทั้งสองที่อยู่ด้านข้างจับจ้องการเคลื่อนไหวของนาง อวิ๋นซูซ่อนสีหน้าผิดปกติไปได้อย่างรวดเร็ว ก้มหน้าลงดื่มเข้าไปคำหนึ่ง
ห่อสมุนไพรนี้อวิ๋นซูจำได้ดี ตอนที่ออกมาจากเรือนพักเดิม ท่านพ่อเคยกล่าวว่านี่เป็นเทียบยาที่เขาเปลี่ยนแปลงล่าสุด ต้องตากแดดอีกหลายวันจึงจะทำให้เกิดประสิทธิภาพเต็มที่
แต่เมื่อครู่พวกเขากล่าวว่าตนหลับไปเพียงสองวัน…
ไม่ มิใช่เช่นนั้นโดยสิ้นเชิง พวกเขาล้วนปิดบังตน ในใจของอวิ๋นซูเกิดความรู้สึกเย็นยะเยือก นาง…หลับไปนานเพียงใดกันแน่?
ย้อนคิดไปถึงยามที่นางเพิ่งตื่น บนใบหน้าของพวกเขาล้วนปรากฏความยินดี อวิ๋นซูรู้ว่าตนทำให้พวกเขาเป็นห่วงเสียแล้ว
แม้จะสังเกตเห็นความผิดปกติ แต่อวิ๋นซูกลับไม่ได้แสดงออกมา ยังคงมีท่าทางเรียบนิ่งเช่นเดิม
เมื่อเห็นนางดื่มยาทั้งหมดลงไปโดยดี อวิ๋นมู่จึงวางใจลงมาก
ขณะนี้เอง มีเสียงฝีเท้าอันร้อนรนระลอกหนึ่งดังมาจากด้านนอก ตามมาด้วยร่างของบุรุษชุดดำที่มาปรากฏตัวเบื้องหน้าพวกเขา
“ทูลองค์ชาย แม่ทัพหลานส่งจดหมายมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
บนใบหน้าของเฟิ่งหลิงเปี่ยมไปด้วยความยินดี รีบรับจดหมายมาจากมือของอีกฝ่าย ทว่าไม่นานแววตาคาดหวังกลับแปรเปลี่ยนไป อวิ๋นมู่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “จัดเตรียมสถานที่พักผ่อนให้ซูเอ๋อร์ได้หรือไม่?”
จู่ๆ อวิ๋นซูก็หลับลึกไปหลายวัน เกรงว่าคงเกี่ยวพันกับสถานการณ์ของพวกเขา ตอนนี้ทำได้เพียงกลับเมืองหลวง หาสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมดีๆ พักอาศัย เช่นนี้ย่อมมีส่วนช่วยในอาการป่วยของอวิ๋นซู
“ในจดหมายกล่าวว่าตอนนี้เมืองหลวงถูกไท่ซ่างหวงควบคุมไว้ทุกด้าน รอพวกเราเข้าไปติดกับด้วยตนเอง แต่ว่า…เขาหาสถานที่พักเท้าให้พวกเราได้ชั่วคราวแล้ว” เฟิ่งหลิงมองไปยังอวิ๋นซูด้วยสายตาลึกล้ำ “ตระกูลหนาน”