หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 33 ตอนที่ 968 คุณหนูตระกูลหนาน
เล่มที่ 33 ตอนที่ 968 คุณหนูตระกูลหนาน
ตระกูลหนาน? อวิ๋นซูรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ต้องทราบว่าด้วยฐานะและสภาพของตระกูลหนานย่อมไม่ยินยอมถูกม้วนตลบเข้ามาอยู่ท่ามกลางการแย่งชิงของราชวงศ์เช่นนี้แน่ ไม่รู้ว่าหลานอวิ๋นโน้วน้าวนายท่านตระกูลหนานเช่นไร
เฟิ่งหลิงและอวิ๋นมู่หารือกันอยู่ด้านข้าง หากตระกูลหนานสามารถเป็นที่หลบภัยให้พวกเขาได้ชั่วคราวจริงๆ นั่นย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องสงสัยเลย
เฟิ่งหลิงปัดความเกี่ยวพันระหว่างหนานฟางเฟยและอวิ๋นซูออกไปก่อน เขาคิดว่าเรื่องเร่งด่วนที่สุดก็คือการหาสถานที่ปลอดภัยให้อวิ๋นซูพักรักษาตัว ส่วนเรื่องอื่นล้วนไม่สำคัญ
…
ขณะเดียวกัน ที่เคหาสน์ตระกูลหนาน
“พ่อบ้าน เก็บกวาดเรียบร้อยแล้วหรือไม่?”
ภายในห้องหนังสือ พ่อบ้านชรายืนอยู่ด้านในด้วยท่าทีนอบน้อม “ตอบนายน้อย เรือนปีกตะวันตกที่ท่านต้องการให้บ่าวจัดเตรียม บ่าวทำความสะอาดอย่างเหมาะสมแล้ว ไม่ทราบว่าแขกสูงส่งจะมาเยือนเมื่อใดหรือขอรับ?”
เมื่อใด? หนานฟางเฟยขมวดคิ้ว ตอนนี้รอบด้านเต็มไปด้วยสายตาของไท่ซ่างหวง เขาเองก็กังวล ไม่รู้ว่าพวกอวิ๋นซูจะมาถึงเคหาสน์เมื่อใด
“นายน้อย มีแขกมาขอรับ”
ขณะนั้นมีข้ารับใช้เดินมาแจ้งข่าวด้านนอก ดวงตาของหนานฟางเฟยเปล่งประกาย รีบก้าวเดินออกไปทันที
รถม้าคันหนึ่งหยุดอยู่นอกเคหาสน์ตระกูลหนาน บุรุษรูปงามกระโดดลงจากรถม้า เงยหน้าขึ้นมองประตูใหญ่อันงดงาม ความสั่นสะท้านในใจมิอาจบรรยายเป็นคำพูด
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเหยียบย่างเข้ามาในถิ่นของตระกูลหนาน ที่ผ่านมาเขารู้ว่าพวกเขาคือตระกูลร่ำรวยอันดับหนึ่งในแคว้นเหลียน อำนาจและทรัพย์สินค่อนข้างมาก ตอนนี้จึงค่อยมีโอกาสเห็นเคหาสน์ที่มีขนาดราวภูเขาเบื้องหน้า งดงามดุจพระราชวัง ทุกที่เต็มไปด้วยหินอ่อนสีขาว การป้องกันก็นับว่าดีเยี่ยม
หากพวกองค์ชายพักอยู่ที่นี่ชั่วคราว เชื่อว่าจะต้องปลอดภัยเป็นแน่
บุรุษรูปงามผู้หนึ่งเดินออกมาจากประตูใหญ่ ความยินดีบนใบหน้าค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปหลังจากเห็นหลานอวิ๋น
ความผิดหวังนี้มิอาจรอดพ้นสายตาหลานอวิ๋นไปได้ เขาแย้มยิ้มอย่างจนใจ “นายน้อยตระกูลหนาน ไม่ต้อนรับข้าหรือ?”
“มิใช่ เพียงแค่…” เขาคิดว่าพวกอวิ๋นซูมาถึงแล้ว
หลานอวิ๋นเก็บสีหน้าพลางก้าวไปข้างหน้า “ขอบคุณนายน้อยที่ออกหน้าช่วยเหลือในช่วงเวลาอันตรายเช่นนี้ ที่นี่ไม่อาจพูดคุยได้นาน เข้าไปสนทนากันในเคหาสน์ได้หรือไม่?”
ภายในห้องหนังสือที่ไร้ซึ่งผู้คน ท่าทีของหนานฟางเฟยดูหนักอึ้ง
“ในเมื่อสถานการณ์อันตรายเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่กลับเมืองหลวง?” เมื่อได้ยินหลานอวิ๋นเล่าว่าระยะนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง หนานฟางเฟยพลันใจเต้นแรงจนแทบหลุดจากอก
ที่แท้ไม่ได้ไปพเนจรสุดหล้าฟ้าเขียว แต่เพราะสถานการณ์บีบบังคับ ไท่ซ่างหวงต้องการทำให้อำนาจของตนมั่นคงจึงไม่ยอมปล่อยแม้กระทั่งหลานและหลานสะใภ้ของตน!
กล่าวกันว่าครอบครัวราชวงศ์ไร้ใจ ตอนนี้คงจะเป็นจริงดังที่กล่าว จู่ๆ หนานฟางเฟยพลันรู้สึกเสียใจยิ่งนัก หากตอนแรกตนไม่ใจเสาะ หากตนยืนหยัดต่อไป จะไม่ทำให้คุณหนูกงซุนต้องตกลงสู่สถานการณ์อันตรายเช่นนี้ใช่หรือไม่? แม้มิอาจมอบตำแหน่งพระชายาให้ได้ แต่อย่างน้อยตระกูลหนานในตอนนี้ก็มิใช่อะไรที่จะถูกผู้อื่นสั่นคลอนได้ง่ายๆ
“ตอนนี้เป็นเวลาที่ฝ่าบาทต้องการพลังของพวกเรามากที่สุด องค์ชายและพระชายาเข้าใจดี นี่เป็นช่วงเวลาตัดสิน”
“เหตุใดพวกท่าน…ต้องลากผู้บริสุทธิ์เข้ามาพัวพันด้วย?” หนานฟางเฟยรู้สึกว่าความโศกเศร้าและความโกรธเกรี้ยวของตนไร้ที่ระบาย หากเป็นเขา จะต้องไม่ปล่อยให้สตรีที่ตนรักพบเจอความอันตรายแน่นอน
เมื่อเห็นท่าทางข่มกลั้นอารมณ์ของอีกฝ่าย หลานอวิ๋นจึงเข้าใจความหมายในคำพูดของหนานฟางเฟยได้โดยพลัน
แต่ว่า…แม้จะกล่าวว่าตระกูลหนานและตระกูลกงซุนมีสัญญาหมั้นหมายต่อกัน แต่คุณหนูกงซุนตัวจริงไม่อยู่บนโลกนี้นานแล้ว นายน้อยตระกูลหนานไม่รู้ความจริงนี้จึงนำความรู้สึกทั้งหมดเข้าพัวพันกับพระชายาองค์ชายใหญ่ เดิมทีหลานอวิ๋นคิดเอ่ยปาก แต่เมื่อคิดดูอีกครั้ง หากตอนนี้เขาทำให้นายน้อยตระกูลหนานรู้ว่าพระชายามิใช่บุคคลในสัญญาหมั้นหมาย เกรงว่าพวกเขาคงมิได้อยู่หลบภัยภายใต้ปีกของตระกูลหนานอย่างราบรื่นแน่นอน
แม้นี่จะมิใช่ทางออกเพียงหนึ่งเดียว แต่หลานอวิ๋นคิดว่าทั่วทั้งเมืองหลวงคงไม่มีตัวเลือกใดเหมาะสมกว่าตระกูลหนานอีกแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ความจริงข้อนี้ยังไม่ถึงเวลาให้คนนอกอย่างเขาสอดปาก
ภายในห้องหนังสือจมลงสู่ความเงียบงัน หลานอวิ๋นทอดถอนใจเบาๆ “นายน้อย ทุกคนล้วนมีทางเลือกเป็นของตนเอง ในเมื่อเลือกเส้นทางนี้แล้วก็ต้องเผชิญกับทุกสิ่งบนเส้นทางที่เลือกเดิน”
เหตุใดหนานฟางเฟยจะไม่รู้ว่านี่คือทางที่อวิ๋นซูเลือกด้วยตนเอง แต่เขายังคงปวดใจ…หรือบางทีสิ่งที่มีมากกว่าอาจเป็นความเสียใจและความตำหนิตนเองที่ยอมถอยในตอนแรก
อาจเป็นเขาเห็นแก่ตัวเกินไปจริงๆ ถึงกับคิดว่าหากตอนแรกตนยืนหยัดต่อไปในฐานะคู่หมั้นหมาย บางทีตอนนี้อวิ๋นซูคงไม่ต้องพบกับความลำบากเช่นนี้ แต่หากให้เลือกใหม่อีกครั้ง เขาจะมีความกล้าคว้าสตรีนางนั้นมาไว้ในมือหรือ? หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ มิแน่ว่าตอนนี้ตนอาจต้องพบความลำบากที่ไปขัดวาสนาระหว่างนางกับองค์ชายใหญ่ก็เป็นได้
ต่อให้อยู่ด้วยกันกับตน นางคงไม่ดีใจกระมัง? ทั้งๆ ที่รู้จักกันไม่ลึกซึ้งเท่าใด แต่หนานฟางเฟยรู้ดี สิ่งที่อวิ๋นซูตัดสินใจไปแล้ว เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงได้ชั่วชีวิต
“ตอนนี้องค์ชายใหญ่กับพระชายา…อยู่ที่ใดหรือ?” เมื่อกล่าวถึงคำว่าพระชายา ในใจของหนานฟางเฟยยังคงรู้สึกเจ็บปวด
“ตอนนี้พวกองค์ชายกำลังพักอยู่ในเมืองอำเภออันห่างไกลแห่งหนึ่ง ข้าส่งจดหมายไปแจ้งพวกเขาแล้ว อีกสองวันจะมารวมตัวกันที่สถานที่นัดพบ ไม่ว่าจะอย่างไรคราวนี้ก็ต้องขอบคุณจริงๆ ที่นายน้อยยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ไม่รู้ว่านายท่านหนานอยู่จวนหรือไม่? ข้าอยากขอบคุณเขาด้วยตัวเอง”
“…” ในดวงตาหนานฟางเฟยเกิดประกายแปลกประหลาด จากนั้นจึงแสดงท่าทีอ่อนลง “ท่านพ่อออกไปจัดการกิจการด้านนอกคงไม่กลับมาในเวลาสั้นๆ แม่ทัพหลานไม่จำเป็นต้องเกรงใจ หากมีความต้องการใดให้รีบบอกบ่าวไพร่ในจวนได้ทันที แต่ฟางเฟยมีเรื่องหนึ่งจะขอ”
“นายน้อยหนานรีบพูดมาเถิด” หลานอวิ๋นถอยหลังไปก้าวหนึ่ง คำพูดแฝงไปด้วยความถ่อมตัวและระมัดระวัง
“หลายปีมานี้ตระกูลหนานไม่เคยเกี่ยวข้องกับอำนาจในราชสำนัก ด้วยเหตุนี้ทุกคนในจวนจึงไม่รู้ฐานะแม่ทัพหลานรวมไปถึงองค์ชายใหญ่และพระชายาด้วย คนในจวนไม่รู้จักใบหน้าที่แท้จริงของพวกท่าน หวังว่าท่านแม่ทัพจะไม่เปิดเผยออกไป เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความยุ่งยากที่ไม่จำเป็น”
ที่แท้ก็เรื่องนี้ หลานอวิ๋นเข้าใจได้ ที่ผ่านมาตระกูลหนานปฏิเสธหนักแน่น ไม่ไปมาหาสู่กับขุนนางในราชสำนัก ดังนั้นไม่รู้จักพวกเขาย่อมเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขากลับรู้สึกว่าหนานฟางเฟยคล้ายจะมีเรื่องปิดบังเขาอยู่
“ข้าจะจดจำไว้ ขอบคุณนายน้อยที่กล่าวเตือน”
หนานฟางเฟยแย้มยิ้ม “อีกอย่างฟางเฟยยังมีเรื่องหนึ่งต้องการขอร้อง หากแม่ทัพหลานจะไปรวมตัวกับองค์ชายใหญ่ จะ…พาฟางเฟยไปด้วยกันได้หรือไม่?”
เขาเป็นห่วงสถานการณ์ของอวิ๋นซูจริงๆ อยากรู้เร็วๆ ว่านางเป็นอย่างไรบ้าง
“นี่…” ต้องทราบว่านายน้อยตระกูลหนานนับเป็นศัตรูความรักขององค์ชายใหญ่ ในเมื่อพวกเขาแต่งงานกันแล้ว ย่อมไม่ควรปล่อยให้เขากอดความฝันลมๆ แล้งๆ อันใดไว้อีก
“ฟางเฟยเพียงกังวล มิได้มีความหมายอื่นใด แม่ทัพหลานโปรดวางใจ ฟางเฟยรู้ฐานะของตนเองดี”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้…ข้าจะเตรียมตัวอีกครั้ง เพียงแต่การเดินทางนี้อาจมีอันตราย” ทุกครั้งที่พวกเขาเผยตัวย่อมดึงดูดมือสังหารของไท่ซ่างหวงเข้ามาแน่นอน
“ฟางเฟยไม่กลัวอันตราย ยิ่งไปกว่านั้น แม่ทัพหลานสามรถใช้งานทุกคนในจวนได้เลย!”
…
“คุณหนู เหตุใดจึงกลับจวนก่อนเวลาหรือขอรับ?”
ขณะนั้นเอง ดรุณีน้อยทรงเสน่ห์ผู้หนึ่งเหยียบย่างเข้าสู่ประตูใหญ่แห่งจวนตระกูลหนานท่ามกลางการปกป้องของทุกคน
นางสวมใส่อาภรณ์จากผ้าหนีเฉิง[1]สีเขียวอ่อน บนศีรษะประดับไปด้วยปิ่นมุกอัญมณีล้ำค่านานาชนิด บริเวณเอวแขวนสร้อยอิงลั่ว ส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊งตามการก้าวเดินของนาง ใบหน้าที่ประทินโฉมมาอย่างปราณีตงามวิไลประหนึ่งบุปผาเบ่งบานยามวสันตฤดู ให้ความรู้สึกสูงค่า
“ที่เจียงหนานไม่สนุกเลย อีกไม่นานข้าคิดจะไปริมน้ำเสียหน่อย ได้ยินว่าผ้าปักของที่นั่นไม่เลวเลย ช่วงนี้ในเคหาสน์มีเรื่องน่าสนุกอันใดหรือไม่?”
นางเป็นดั่งไข่มุกในฝ่ามือของนายท่านตระกูลหนาน มีนิสัยแปลกประหลาด ได้รับความโปรดปรานจากนายท่านหนานเป็นอย่างยิ่ง เป็นน้องสาวเพียงหนึ่งเดียวของหนานฟางเฟย
“เรื่องน่าสนุกหรือขอรับ…นายท่านออกไปจัดการกิจการด้านนอก คุณหนูมาไม่ทันพบนายท่านแล้ว” พ่อบ้านชรายิ้มยิ้ม หนานฟางเยี่ยนหยุดฝีเท้าโดยพลัน “อะไรนะ? เหตุใดจึงไม่บอกให้เร็วกว่านี้ ข้าอยากไปดูโลกกับท่านพ่อเสียหน่อย!”
นางเคยพูดกับบิดานานแล้วว่าหากภายหลังมีการค้าใดต้องจัดการจะต้องพานางไปด้วย เช่นนี้จะต้องน่าจะสนุกกว่าการท่องเที่ยวไร้จุดหมายเป็นแน่ อย่ากล่าวว่าสตรีห้ามเผยหน้าอันใดนั่นเลย พี่ใหญ่ไม่สนใจกิจการของตระกูลหนานแม้แต่น้อย แต่นางสน!
“หึ ท่านพ่อโกหก!”
“ฮ่าๆๆ คุณหนู ตอนนี้เรื่องในเคหาสน์ล้วนมอบหมายให้นายน้อยจัดการแล้วขอรับ”
“อะไรนะ? พี่ใหญ่คิดตกแล้วหรือ? ไม่ได้ เช่นนี้ไม่สนุกแม้แต่น้อย วันหน้าข้าเตรียมทำงานใหญ่แล้ว จะทำให้ท่านพ่อเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อข้าให้ได้!” คำพูดราวเด็กน้อยไม่มีการอ้อมค้อมสักนิด หากคำพูดเช่นนี้ออกมาจากปากของคุณหนูตระกูลใหญ่คนอื่นเกรงว่าคงทำให้ผู้คนคิดว่าสตรีนางนี้มีจิตใจทะเยอทะยานไร้ซึ่งคุณธรรมของสตรีไปแล้ว แต่ทั่วทั้งจวนตระกูลหนานต่างรู้ดี หนานฟางเยี่ยนเพียงชอบเรื่องสนุกเท่านั้น ยิ่งเป็นความท้าทายอันยากลำบากก็ยิ่งทำให้นางมีชีวิตชีวาไร้ขีดจำกัด
ไม่แน่ว่าเมื่อถึงเวลาอาจให้องค์หญิงน้อยท่านนี้รับช่วงต่อกิจการของตระกูลหนานจริงๆ ก็เป็นได้ เชื่อว่าในเวลาไม่กี่วัน นางอาจถูกภารกิจอันน่าเบื่อรัดตัวจนต้องร้องโอดครวญเป็นแน่
“พี่ใหญ่เล่า? ข้าซื้อของมาให้เขามากทีเดียว”
“อา คุณหนูขอรับ นายน้อยกำลังต้อนรับแขกอยู่…” หนานฟางเยี่ยนไม่ฟังคำพูดของพ่อบ้านชราแม้แต่น้อย ต้องทราบว่าทั่วทั้งเคหาสน์ตระกูลหนานนางใหญ่ที่สุด แขกหรือ? แขกย่อมไม่อาจเทียบได้กับของขวัญที่นางซื้อมาให้พี่ใหญ่!
ดรุณีน้อยยกชายกระโปรงวิ่งไป ปรากฏเสียงกระดิ่งเงินดังแว่วมา พ่อบ้านชราทำได้เพียงตามเก็บเครื่องประดับที่นางทำตกตามทาง “อา คุณหนู ตุ้มหูของท่านตกแล้ว…”
ในเวลาเพียงชั่วพริบตา ดรุณีน้อยก็หายไปไม่เห็นแม้แต่เงา
“มิใช่กล่าวว่าอยู่ในห้องหนังสือหรือ? เหตุใดจึงไม่พบผู้ใด…”
หนานฟางเยี่ยนมองไปรอบด้าน ทันใดนั้นเอง นางสังเกตเห็นเงาร่างไม่คุ้นเคยที่ดูน่าสงสัย ทำท่าทางลับๆ ล่อๆ อยู่บนต้นไม้ ดวงตานางพลันสว่างวาบ
มีขโมยหรือ?! เป็นไปไม่ได้กระมัง การป้องกันของตระกูลหนานหนาแน่น ขโมยเช่นไรจะมีความสามารถเพียงนี้ ถึงกับบุกเข้ามาได้เชียวหรือ?
นางเดินย่องมายังซุ้มประตูโค้ง มองเข้าไปด้านใน พบว่าบุรุษบนต้นไม้คล้ายกำลังหาอะไรบางอย่าง ไม่ได้สังเกตเลยว่าดรุณีน้อยในมุมหยิบหนังสติ๊กออกมาจากแขนเสื้อเงียบๆ เล็งไปยังศีรษะของเขา…
เสียงฟิ้วดังขึ้น ประกายสีทองถูกยิงออกไป ทว่าหลานอวิ๋นใช้ฝ่ามือรับไว้ได้อย่างคล่องแคล่วปราดเปรียว “ผู้ใด?!”
เขาแบมือออกดู ถั่วทองคำหรือ? ฮ่าๆ ไม่เสียทีที่เป็นตระกูลหนาน กระทั่งลอบโจมตีผู้อื่นยังมือเติบเพียงนี้
“ประโยคนี้ควรเป็นคุณหนูเช่นข้ากล่าวถึงจะถูก เจ้าคือผู้ใด? เหตุใดมาทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่บนต้นไม้ของตระกูลหนานของพวกเรา?”
ยามนี้เอง มีเสียงใสดังแว่วมา หลานอวิ๋นก้มหน้าลง พบว่าดรุณีน้อยผู้สวมใส่อาภรณ์ปักลายสีทองกำลังยืนเท้าสะเอว จ้องมองมาที่เขาด้วยสีหน้าระแวง
———————————-
คำอธิบายเพิ่มเติม
[1] ผ้าหนีเฉิง ผ้าที่มีลักษณะบางเบาคล้ายขนนกหรือปุยเมฆ มักใช้เป็นอาภรณ์ของเทพเซียนหรือนักพรต ทำให้ดูสูงส่งสง่างาม