หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 33 ตอนที่ 970 อย่ายุ่งกับเขา
เล่มที่ 33 ตอนที่ 970 อย่ายุ่งกับเขา
หนานฟางเยี่ยนยิ่งคิดก็ยิ่งตกใจ นางพลันย้อนคิดไปถึงบุรุษที่ได้พบวันนี้
ต้องทราบว่าแต่ไหนแต่ไรพี่ใหญ่ไม่เคยพาสหายมาเป็นแขกที่เคหาสน์ แต่คราวนี้ท่านพ่อออกไปข้างนอก บุรุษผู้นั้นกลับปรากฏตัว! นี่เป็นเพียงเรื่องบังเอิญจริงหรือ? หรือจะกล่าวว่าเขาเป็นคนที่พี่ใหญ่ต้องใจ…
หน้าตาหล่อเหลา แต่ไม่ได้มีความอ่อนนุ่มเช่นบุรุษที่มีรสนิยมเช่นนั้น พี่ใหญ่ชอบคนเช่นนี้หรือ?
หนานฟางเยี่ยนเรียกพ่อบ้านเข้ามาด้วยความร้อนใจ
“ไม่ทราบว่าคุณหนูมีอะไรจะสั่งหรือขอรับ?”
“รีบหาสาวงามสักหลายคนมาที่เคหาสน์เสีย! ไม่ว่าหน้าตาหรือรูปร่างจะต้องชั้นหนึ่ง คืนนี้เลย!”
เมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายที่ดูราวฟ้าจะถล่มพ่อบ้านชราจึงเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย “สาวงาม? ไม่ทราบว่าคุณหนู…”
“ไม่ต้องถามอะไรทั้งสิ้น คุณหนูเช่นข้ากำลังทำเพื่ออนาคตตระกูลหนานของพวกเรา!”
ท่าทางจริงจังเช่นนี้ทำให้พ่อบ้านชราอดไม่ได้ที่จะเคร่งเครียดขึ้นมา “บ่าวจะไปหาเดี๋ยวนี้ขอรับ”
หนานฟางเฟยที่อยู่ในห้องไม่รู้เลยว่าน้องสาวของตนเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว อารมณ์ของเขาซับซ้อนจนพูดไม่ออก ยามเมื่อพบหน้านางอีกครั้งควรกล่าวเช่นไรดี หนานฟางเฟยถึงกับคิดไม่ออก
เชื่อว่าองค์ชายใหญ่คงอยู่ข้างกายนางตลอดกระมัง?
ตอนนี้หนานฟางเฟยไม่สนใจแล้วว่าองค์ชายใหญ่จะเข้าใจผิดหรือไม่ ทั้งๆ ที่เป็นอีกฝ่ายดูแลคุณหนูกงซุนได้ไม่ดี ปล่อยให้นางตกลงสู่สถานการณ์อันตรายเช่นนี้ ในฐานะที่ตนเป็น…เป็นสหาย จะใส่ใจนางย่อมเป็นเรื่องปกติ
ตอนนี้เรื่องที่เขาทำได้มีไม่มาก คิดเพียงว่าจะอาศัยกำลังของตน ช่วยได้เท่าใดก็เท่านั้น
แต่หนานฟางเฟยกลับรู้สึกสับสนยิ่งนัก เขาไม่ทราบว่าตนจะควบคุมอารมณ์รักใคร่ของตนได้หรือไม่ เมื่อคิดว่าอวิ๋นซูเป็นคู่หมั้นหมายที่มีสัญญาหมั้นกันมาตั้งแต่เด็ก หนานฟางเฟยจึงรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างบอกไม่ถูก มีความรู้สึกคล้ายกับของที่สมควรเป็นของเขาถูกผู้อื่นแย่งชิงไป
ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ล้วนเป็นเขาหาเรื่องใส่ตัว…
กลางดึก รถม้าคันหนึ่งแล่นมาจอดบริเวณประตูหลังของเคหาสน์
“เบาๆ หน่อย แม่นางทุกท่านโปรดระวัง”
พ่อบ้านชรากล่าวเตือน บนรถม้ามีเงาร่างงดงามย่างกรายลงมา
แม่นางเหล่านี้ล้วนหามาตามคำกำชับของหนานฟางเยี่ยน ล้วนเป็นคนงามขายศิลปะไม่ขายร่างกายในหอนางโลมบริเวณร้อยลี้รอบๆ เพราะหากเป็นแม่นางปกติทั่วไปคงไม่ยอมมาที่จวนผู้อื่นตามลำพังเช่นนี้แน่ ดังนั้นคนงามเหล่านี้ทราบเพียงว่ามีตระกูลใหญ่ต้องการให้พวกนางมาแสดงศิลปะให้ดูชม
ช่างเป็นเคหาสน์ที่งดงามยิ่งนัก! ในใจของสาวงามทุกคนปรากฏความคิดนี้เช่นเดียวกัน วิธีการลึกลับเพียงนี้ เชื่อว่าคงเป็นขุนนางยิ่งใหญ่ที่ยามปกติพวกนางไม่มีโอกาสได้พบกระมัง?
ทุกคนรู้สึกลิงโลดอยู่ในใจ คิดว่าอีกสักครู่จะต้องแสดงความสามารถของตนให้ดี ต้องทราบว่าแม้พวกนางจะเป็นนางโลมขายศิลปะทั้งยังมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่หากถูกตาต้องใจผู้สูงศักดิ์ที่มีอำนาจและร่ำรวย ได้เป็นอนุภรรยาย่อมดีกว่าขายศิลปะชั่วชีวิตแน่นอน
“คุณหนู บ่าวหาแม่นางที่ท่านต้องการมาแล้วขอรับ”
พบว่าในลานเรือนมีคนงามโดดเด่นยืนอยู่แปดนาง
งดงามแพรวพราว งดงามหยาดเยิ้ม อบอุ่นอ่อนโยน น่ารักน่าชัง ล้วนมีครบครัน แต่ละคนล้วนเป็นผู้โดดเด่น
หนานฟางเยี่ยนมองสำรวจสตรีเหล่านี้ จากนั้นจึงมองไปยังร่างกายของพวกนาง อืม หากพี่ใหญ่เป็นบุรุษปกติจะต้องได้รับความโปรดปรานจากเขาเป็นแน่! วันนี้นางจะต้องตรวจสอบให้ชัดเจนให้ได้!
“คุณชายใหญ่ คุณหนูเรียกท่านไปสนทนาที่สวนบุปผาขอรับ”
ด้านนอกมีเสียงข้ารับใช้ดังแว่วมา หนานฟางเฟยวางตำราในมือลง เด็กคนนั้นจะเล่นสนุกอันใดอีก?
สวนบุปผาของเคหาสน์ในวันนี้แขวนโคมไฟสลัวสลัวเอาไว้ แสงจันทร์สาดส่องลงมายังกลีบบุปผาแย้มบาน ภายในลานเรือน ภายใต้ม่านราตรีมอมเมาผู้คน บรรยากาศคละเคล้าไปด้วยกลิ่นหอมของมวลบุปผา
ทางเดินเล็กๆ ปูด้วยหินทอดยาวไปยังศาลากลางน้ำ หนานฟางเฟยทอดมองไปไกล พบว่าในศาลามีเปลวเทียนส่องสว่างเป็นดวง ประดับประดาด้วยผ้าแพรที่ไม่ได้ทำมานาน สร้างคลื่นกระเพื่อมให้เกิดขึ้นในใจ ก่อให้เกิดความรู้สึกแตกต่างออกไป
“คุณชาย คุณหนูอยู่ในศาลาขอรับ”
หนานฟางเฟยถอนใจเบาๆ ทุกครั้งเด็กคนนี้ล้วนมีวิธีต่างๆ นานาโผล่ออกมาไม่ขาดสาย วันนี้จัดการใหญ่โตเช่นนี้ หรือคิดจะขอร้องอะไรเขา?
เช่นนั้น…จะต้องเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากแน่นอน
หนานฟางเฟยคิดว่าตนเองเตรียมใจดีแล้วจึงยกชายอาภรณ์เดินเข้าไป
“เยี่ยนเอ๋อร์?”
เขายื่นมือไปเลิกผ้าม่านออก พลันมีกลิ่นเครื่องประทินโฉมถาโถมเข้าสู่ใบหน้า
หนานฟางเฟยขมวดคิ้ว เสียงอันอ่อนโยนดุจสายน้ำดังแว่วมา “คุณชาย มากมารยาทแล้ว”
“…”
นี่ นี่มันสถานการณ์อันใดกัน?
พบว่าภายในศาลากลางน้ำมีสตรีหลายนางสวมใส่อาภรณ์เบาบางนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น พวกนางก้มหน้าหลุบตา ใบหน้าเล็กๆ ภายใต้แสงเทียนรางเลือนดูราวตุ๊กตากระเบื้องเคลือบอันปราณีต
ชายกระโปรงหลากสีสยายเต็มพื้นดั่งบุปผาสดใหม่กำลังเบ่งบาน กระดูกไหปลาร้าอันงดงามปรากฏเบื้องสายตา ประหนึ่งกำลังจัดงานเฉลิมฉลองให้แก่ดวงตาของเขา
ยามนั้นเองมีเสียงฉินอันไพเราะดังขึ้น ด้านหลังมีสตรีอาภรณ์ขาวขยับนิ้วชดช้อยดั่งธาราไหล นิ้วมือทั้งสิบพรมลงบนสายฉิน ทุกจังหวะที่ผ่านไปนางจะเบนสายตาขึ้นสบตากับหนานฟางเฟยด้วยแววตาแฝงความรักใคร่
ทุกคนยากจะปกปิดความตื่นเต้นในใจตน คิดไม่ถึงว่าคนที่พวกนางต้องปรนนิบัติจะเป็นคุณชายหนุ่มรูปงามเช่นนี้!
บนแก้มของพวกนางปรากฏรอยแดงระเรื่อ แต่ละนางเกิดความกระตือรือร้นขึ้นมาแล้ว
เสียงขลุ่ยเสนาะหูดังแว่วมา ผสานไปกับเสียงบรรเลงฉินและเครื่องดนตรีนานาชนิด สตรีเหล่านี้เข้าใจกันยิ่งนัก ทุกคนต่างทุ่มสุดตัวไม่มีใครลงให้ใคร ในเวลาเพียงชั่วพริบตาศาลากลางน้ำที่เดิมทีเงียบสงบกลับแปรเปลี่ยนไปครึกครื้นงดงาม มีเพียงบุรุษตรงกลางที่อยู่ในสภาพมึนงงคล้ายยืนอยู่ท่ามกลางม่านหมอก
“พี่ใหญ่ ชอบหรือไม่?”
ในที่สุดด้านหลังก็มีเสียงหนานฟางเยี่ยนดังขึ้น นางยกชายกระโปรงเดินเข้ามา บนใบหน้าแฝงไปด้วยท่าทีลำพองใจ
“นี่เป็นสาวงามอันดับต้นๆ ภายในบริเวณร้อยลี้ วันนี้ขอเพียงพี่ใหญ่ต้องการก็สามารถ…”
“เหลวไหล!”
ไหนเลยจะรู้ว่าจู่ๆ หนานฟางเฟยกลับกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา สีหน้าและน้ำเสียงที่แปรเปลี่ยนไปเช่นนี้ทำให้เสียงดนตรีค่อยๆ หยุดลง
เหล่าสาวงามไม่รู้ว่าพวกนางทำสิ่งใดผิด เหตุใดจู่ๆ คุณชายผู้สง่างามจึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเพียงนี้
“คนเหล่านี้เป็นเจ้าเรียกมา ส่งกลับออกไปให้หมด!”
“พี่ใหญ่! สาวงามมากมายเพียงนี้ ท่านไม่ชอบสักคนเชียวหรือ? ไม่ได้กล่าวว่าจะต้องแต่งพวกนางเสียหน่อย รับเป็นนางบำเรอข้างห้องก็ได้!” หนานฟางเยี่ยนยังคงไม่ยอมแพ้ ในฐานะที่เป็นสตรีนางยังใจเต้น เหตุใดพี่ใหญ่จึงไม่มีท่าทีอันใดเล่า
มุมปากของหนานฟางเฟยแข็งค้าง เขารู้สึกปวดหัวยิ่งนัก อดไม่ได้ที่จะใช้มือยันเสาด้านข้าง “อย่าต้องให้ข้าพูดซ้ำซาก ส่งพวกนางกลับออกไปให้หมด”
“เพราะเหตุใดเล่า? พี่ใหญ่ ท่านควรบอกเยี่ยนเอ๋อร์ว่าท่านชอบแม่นางเช่นไรกันแน่ เยี่ยนเอ๋อร์จะได้หามาให้ท่าน…”
เมื่อเผชิญหน้ากับการพัวพันไม่เลิกราของดรุณีน้อย หนานฟางเฟยพลันหน้าเปลี่ยนสี อดไม่ได้ที่จะก่นด่าน้องสาวเลอะเลือนของตนในใจ เขาถอนใจเบาๆ จากนั้นจึงสะบัดชายอาภรณ์แล้วหมุนตัวเดินจากไป ไม่สนใจเสียงตะโกนของดรุณีน้อยด้านหลังอีก
“พี่ใหญ่! พี่ใหญ่! ต่อให้หลับตาท่านก็เลือกมาสักคนเถิด!”
การเคลื่อนไหวทางด้านนี้ดึงดูดพ่อบ้านชราที่ถูกกันออกไปเมื่อครู่ เขาเห็นหนานฟางเฟยเดินมาด้วยสีหน้ามืดครึ้ม ในใจพลันรู้สึกตื่นตะลึง แย่แล้ว คิดไม่ถึงว่าแม่นางเหล่านี้จะเป็นแม่นางที่คุณหนูหามาให้คุณชายใหญ่ ก่อเรื่องใหญ่เข้าแล้ว!
เขาหลบอยู่ในมุมมืดไม่กล้าส่งเสียง กลัวว่าจะถูกหนานฟางเฟยตำหนิ หากคุณชายรู้ว่าตนมีส่วนช่วย เกรงว่าอีกฝ่ายคงสงสัยในประสบการณ์การเป็นพ่อบ้านหลายปีของตนแน่นอน
“คุณหนู เช่นนั้นพวกเรา…”
แม่นางทั้งหลายเดินล้อมเข้ามาด้วยความสงสัย ทว่าตอนนี้อารมณ์ของหนานฟางเยี่ยนหงุดหงิดยิ่งนัก ไม่นานพ่อบ้านชราก็เดินเข้ามาจากด้านนอก
“โธ่ คุณหนู ตกลงนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ขอรับ? ดูท่าทางคุณชายใหญ่โกรธเกรี้ยวยิ่งนัก แม่นางเหล่านี้ ท่าน ท่านไม่ได้บอกบ่าวว่าจะเตรียมมาให้คุณชายใหญ่!”
“ไหนเลยคุณหนูเช่นข้าจะรู้ว่าพี่ใหญ่จะไม่มองพวกนางแม้เพียงสายตา!” หนานฟางเยี่ยนรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมจริงๆ นางสิ้นเปลืองความคิดมากมายมิใช่เพื่อพี่ใหญ่ของตนหรือไร “ไปๆๆ ให้พวกนางออกไปให้หมด! อย่ามายืนให้ข้าหงุดหงิด!”
หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้หนานฟางเยี่ยนก็กระทืบเท้าก่อนหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงเหล่าสาวงามในศาลากลางน้ำที่สบตากันด้วยความสงสัยเต็มใบหน้า
แย่แล้ว พี่ใหญ่มีปัญหาจริงๆ!
หนานฟางเยี่ยนยากจะบรรยายอารมณ์ของตนในยามนี้ นางเคารพเทิดทูนพี่ใหญ่เป็นที่สุด เหตุใดเขาจึงชมชอบบุรุษได้เล่า? ไม่ นางไม่อนุญาตเด็ดขาด!
มิแน่ว่า…
หนานฟางเยี่ยนถึงกับเดินไปยังเรือนพักของหลานอวิ๋นโดยไม่รู้ตัว นางคิดถึงการคาดเดาของตน ใช่แล้ว จะต้องเป็นคนผู้นี้เข้ามาพัวพันพี่ใหญ่แน่นอน มิเช่นนั้นพี่ใหญ่คงไม่เป็นเช่นนี้!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หนานฟางเยี่ยนพลันหน้าเปลี่ยนสี เดินเข้าไปด้วยบรรยากาศคุกกรุ่น
ปังๆๆ!
ด้านนอกมีเสียงเคาะประตูอันรุนแรงดังแว่วมา จากนั้นบุรุษผู้หนึ่งจึงเปิดประตูออกด้วยความสงสัย กระบี่เย็นยะเยือกในมือทำให้หนานฟางเยี่ยนตกใจ
“คุณหนูหนาน ดึกดื่นเพียงนี้มีธุระสำคัญใดหรือ?”
“เจ้าๆๆ วางกระบี่ลงเสีย!”
หลานอวิ๋นก้มหน้าลงมอง จากนั้นจึงแย้มยิ้มเดินไปด้านข้าง เก็บกระบี่ล้ำค่าคมกริบกลับเข้าฝัก
ยามนี้หนานฟางเยี่ยนจึงค่อยผ่อนคลายลง จากนั้นจึงเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงออกคำสั่ง “เจ้า พรุ่งนี้เจ้าไปจากตระกูลหนานของข้าเสีย! ไม่อนุญาตให้วุ่นวายกับพี่ใหญ่ข้าอีก!”
“…นี่เป็นเจตนาของนายน้อยหนานหรือเป็นเจตนาของคุณหนู?”
“คุณหนูเช่นข้าสั่งให้เจ้าไปพรุ่งนี้! มิเช่นนั้นอย่ามาตำหนิที่คุณหนูเช่นข้าไม่เกรงใจ!” ท่าทางยโสโอหังไร้ซึ่งเหตุผลทำให้หลานอวิ๋นมีสีหน้าเคร่งขรึมลง “ผู้แซ่หลานควรทราบเหตุผลเสียหน่อยกระมัง?”
หนานฟางเยี่ยนคิดว่าตนไม่มีหน้าพูดออกไปว่าเขาและพี่ใหญ่ของตนมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกัน จึงทำได้เพียงถลึงตาใส่หลานอวิ๋น
“พี่ใหญ่ของข้าเป็นความหวังของตระกูลหนานของพวกเรา เจ้าอย่าได้ถ่วงเวลาแต่งงานสร้างครอบครัวของเขา มิเช่นนั้นบิดาข้าจะเป็นคนแรกที่ไม่ปล่อยเจ้าไป! อำนาจตระกูลหนานของพวกเรายิ่งใหญ่ทั่วแคว้นเหลียน เจ้าล่วงเกินไม่ได้ ต่อให้หนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว พวกเราก็จะจับเจ้ากลับมาแล้วตีให้ขาหัก! ดูสิว่าเจ้ายังจะวุ่นวายกับพี่ใหญ่ข้าได้อีกหรือไม่!”
“…” หลานอวิ๋นยิ่งฟังยิ่งตื่นตะลึง คำพูดเช่นนี้ราวกับคำพูดที่ฮูหยินเอกใช้ไล่นางบำเรออย่างไรอย่างนั้น
“คุณหนูหนานเข้าใจสิ่งใดผิดไปหรือไม่?”
“เข้าใจผิด? เจ้าอย่ามาแสร้งทำเป็นบริสุทธิ์ไร้เดียงสาต่อหน้าคุณหนูเช่นข้า หากไม่ใช่เพราะเจ้า เหตุใดที่ใหญ่จึงไม่ชอบสาวงามเหล่านั้นเล่า? เจ้า เจ้าจะต้องมอมยาเสน่ห์พี่ใหญ่จนลุ่มหลงเป็นแน่!”
ในที่สุดหลานอวิ๋นก็ฟังเข้าใจ ใบหน้าหล่อเหลาชะงักไป จากนั้นจึงมีเสียงหัวเราะดังลั่นออกมาจากในห้อง
“ฮ่าๆๆๆ…เจ้า เด็กอย่างเจ้าช่างน่าสนใจจริงๆ! นายน้อยตระกูลหนานมีน้องสาวเช่นเจ้า ดียิ่ง! ดียิ่ง! ฮ่าๆๆๆ…”