หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 33 ตอนที่ 971 เดินทางไปรวมตัว
เล่มที่ 33 ตอนที่ 971 เดินทางไปรวมตัว
“เจ้า เจ้าหัวเราะอันใด? เจ้าคนไร้ยางอาย!”
หนานฟางเยี่ยนคิดว่าหลานอวิ๋นหัวเราะที่นางไร้เดียงสา หรือบางทีอาจดูถูกนางก็เป็นได้ ดังนั้นจึงเกิดโทสะขึ้นมา
ไหนเลยจะรู้ว่ายิ่งใบหน้าเล็กๆ นั้นเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวยิ่งทำให้หลานอวิ๋นรู้สึกมีความสุขบางอย่าง จะอย่างไรก็หยุดเสียงหัวเราะนี้ไม่ได้ กระทั่งหางตามีน้ำตาคลอออกมา
“ฮ่าๆๆ เจ้านี่จริงๆ เลย…จะน่ารักเกินไปแล้ว! ถึงกับกล่าวว่าข้ากับนายน้อยตระกูลหนาน…ฮ่าๆๆๆ…”
ไม่ทราบว่าเสียงหัวเราะของหลานอวิ๋นเสียดหูเกินไปหรือเพราะไปทำร้ายถูกความภาคภูมิใจในตนเองของหนานฟางเยี่ยนเข้าจริงๆ ดรุณีน้อยถึงกับสูดจมูกด้วยความรู้สึกอยุติธรรม น้ำตาคลออยู่ในดวงตา “เจ้า ห้ามมาพัวพันกับพี่ใหญ่ข้าอีก ไม่อนุญาต ไม่อนุญาต…”
“อา! บรรพชนน้อยของบ่าว เหตุใดจึงอยู่ที่นี่เล่า?” พ่อบ้านชราที่อยู่ด้านนอกได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจึงรีบวิ่งเข้ามา
ดึกๆ ดื่นๆ เช่นนี้ เหตุใดคุณหนูจึงบุกเข้ามาในห้องบุรุษได้ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อครู่ยังทำให้นายน้อยโกรธเกรี้ยว ตอนนี้ก็มาล่วงเกินแขกอีกแล้ว!
“อย่าห้ามข้า! ข้าจะไล่เขาออกไปจากเคหาสน์ ดูสิว่าเขายังมาพัวพันกับพี่ใหญ่ข้าได้อีกหรือไม่!”
“คุณหนู ท่านกล่าวอันใด? ท่านผู้นี้เป็นแขกของนายน้อยนะขอรับ!”
“ก็ใช่น่ะสิ! เป็นเพราะเขา พี่ใหญ่จึงไม่แต่งงานจนกระทั่งวันนี้! ข้าหาสาวงามมามากมายเพียงนั้นก็ไม่มีประโยชน์ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปตระกูลหนานของพวกเราจะสืบทอดตระกูลต่อไปได้อย่างไร?”
“…” สีหน้าของพ่อบ้านชราแข็งค้างอยู่บ้าง ไม่นานก็เขาก็เข้าใจความหมายในคำพูดของหนานฟางเยี่ยน นี่ นี่จะเกินไปแล้ว เหตุใดคุณหนูจึงเข้าใจนายน้อยผิดไปเช่นนี้ได้? เขารีบมองไปยังบุรุษที่ไม่ง่ายเลยกว่าจะหยุดหัวเราะได้อย่างขออภัย “คุณชายหลาน ขออภัยจริงๆ ขอรับ บ่าวจะพาคุณหนูออกไปเดี๋ยวนี้”
กล่าวจบ พ่อบ้านชราก็ไม่สนใจว่าหนานฟางเยี่ยนจะยอมหรือไม่ รีบดึงสตรีที่ขยันก่อเรื่องผู้นี้ออกไปทันที
“อย่าลากข้า พ่อบ้าน เจ้าเองก็เห็นพี่ใหญ่เติบโตมาตั้งแต่เด็ก เหตุใดจึงมองดูเขาเดินทางผิดโดยไม่ทำอะไรเช่นนี้? ให้ข้าไล่สุนัขจิ้งจอกหนุ่มตัวนั้นออกไปดีกว่า…”
“คุณหนู! อา ท่านเข้าใจผิดแล้ว! คุณชายใหญ่ไม่ได้มีรสนิยมเช่นนั้น!”
พ่อบ้านชราไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดคุณหนูของตนจึงได้มีพลังจินตนาการสูงเพียงนี้ คุณชายใหญ่รูปงามมากคุณธรรมทั้งยังองอาจห้าวหาญ จะมีรสนิยมตัดแขนเสื้อ [1] เช่นนั้นได้อย่างไร? หากนายท่านทราบว่าคุณหนูมีความคิดเลอะเลือนเช่นนี้ เกรงว่าคงโกรธจนกระทืบเท้าเลยกระมัง?
หนานฟางเยี่ยนค่อยๆ สงบลง “แต่พี่ใหญ่ไม่สนใจสาวงามเหล่านั้น นี่ไม่ปกติ…”
“จะไม่ปกติได้อย่างไรขอรับ นั่นเป็นเพราะหัวใจคุณชายใหญ่มีเจ้าของแล้ว…” แย่แล้ว! เขาไม่ทันระวังถึงกับกล่าวออกไปจนได้ ต้องทราบว่านายท่านเคยกำชับไว้แล้วว่าไม่ให้กล่าวเรื่องคุณหนูกงซุนกับผู้อื่น
หัวใจมีเจ้าของแล้ว? หนานฟางเยี่ยนหรี่ตาลงเล็กน้อย มองไปยังพ่อบ้านชราที่หลุดปากออกมา “พ่อบ้าน ความหมายของเจ้าก็คือพี่ใหญ่มีคนในใจแล้วหรือ?”
เมื่อเห็นดรุณีน้อยค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ด้วยท่าทางคาดคั้น พ่อบ้านชราจึงอดไม่ได้ที่จะถอยหลังไป
“ดะ ดึกแล้ว คุณหนูรีบกลับไปพักผ่อนที่ห้องเถิดขอรับ…”
“รอก่อน! เจ้าบอกข้ามา สตรีที่พี่ใหญ่ชอบคือผู้ใด? ในเมื่อชอบแล้วเหตุใดจึงไม่ไปสู่ขอ? หรือจะกล่าวว่าผู้อื่นไม่ถูกใจพี่ใหญ่? ไม่สิ ต้องไม่มีสถานการณ์เช่นนี้แน่ หรือจะกล่าวว่า…พี่ใหญ่ชอบสตรีที่มีสามีแล้ว?!”
คำถามต่างๆ นานาถาโถมเข้ามา ทว่าประโยคสุดท้ายกลับทำให้พ่อบ้านชราสีหน้าแปรเปลี่ยนไปครั้งใหญ่ เขาคารวะหนานฟางเยี่ยนอย่างร้องขอ “คุณหนูเดินดีๆ นะขอรับ ปล่อยผู้น้อยไปเถิด บ่าวจะสั่งให้คนส่งท่านกลับไปนะขอรับ เด็กๆ! รีบพาคุณหนูกลับไปส่งที่ห้องเร็วเข้า…”
“พ่อบ้านอย่าเพิ่งไป กลับมาก่อน…เจ้ายังไม่บอกข้าว่าเป็นผู้ใดกันแน่…”
…
ความเอะอะวุ่นวายเมื่อคืนถูกพ่อบ้านปกปิดไว้อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังกำชับข้ารับใช้ที่รู้เรื่องรู้ราวทุกคนไม่ให้ป่าวประกาศออกไป
“อะไรนะ? เยี่ยนเอ๋อร์นาง…จะเลอะเลือนเกินไปแล้ว!” เมื่อหนานฟางเฟยได้ฟังเรื่องที่เกิดขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาพลันเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวขาว ถึงกับพูดจาเลอะเทอะต่อหน้าแม่ทัพหลานเชียว ดูท่าน้องสาวคนนี้จะขาดแคลนการศึกษาจริงๆ
กำลังคิดจะลุุกขึ้นเพื่อไปขออภัยแม่ทัพหลาน แต่จู่ๆ หนานฟางเฟยก็รู้สึกอับจนหนทางเป็นอย่างยิ่ง นี่มันเรื่องอะไรกัน เหตุใดจึงถูกเข้าใจผิดเพียงนี้ ไม่ทราบว่าในใจของแม่ทัพหลานจะรู้สึกแย่เพียงใด
“อา…”
“นายน้อยไม่จำเป็นต้องลำบากใจ เมื่อวานบ่าวเห็นคุณชายหลานดูอารมณ์ดียิ่งนัก ไม่ได้มีโทสะอันใด กลับเป็นคุณหนูที่ถูกทำให้โกรธจนร้องไห้…”
“นางยังกล้าร้องไห้อีกหรือ? ข้าต่างหากที่อยากจะร้องไห้!” หนานฟางเฟยส่ายหน้าอย่างจนใจ เขาเดินไปเดินมาในห้องหลายรอบ จากนั้นจึงตัดสินใจได้ว่าเรื่องเสียมารยาทเช่นนี้ควรไปขออภัยแม่ทัพหลานด้วยตนเองถึงจะถูก
ขณะนั้นเอง บุรุษร่างกำยำหล่อเหลากลับมาปรากฏตัวนอกเรือน
“คุณชายใหญ่ ข้าเข้าไปได้หรือไม่?”
พ่อบ้านชรารีบถอยออกไปด้วยท่าทีเคารพนอบน้อม หนานฟางเฟยเดินเข้ามา ในยามที่เห็นสายตาแฝงรอยยิ้มของหลานอวิ๋น คำพูดที่อยากจะพูดพลันถูกกลืนกลับไปอีกครั้ง ไม่ทราบว่าควรจะเริ่มอธิบายเช่นไรดี
“ติดต่อนัดหมายสถานที่รวมตัวกับองค์ชายใหญ่เรียบร้อยแล้ว ก่อนหน้านี้นายน้อยกล่าวว่าจะไปด้วยกัน ดังนั้นผู้แซ่หลานจึงมาแจ้งโดยเฉพาะ”
หนานฟางเฟยใจสั่น สายตาหยุดอยู่บนจดหมายในมือของหลานอวิ๋น กล่าวเช่นนี้…พวกเขากำลังเดินทางมาหรือ?
“ได้ ข้าจะเตรียมตัวไปด้วยกัน”
หลานอวิ๋นผงกหัว หนานฟางเฟยไอออกมาอย่างกระอักกระอ่วน “เมื่อวาน…”
“เมื่อวานเป็นเพียงความเข้าใจผิดเท่านั้น น้องสาวของท่านเป็นแม่นางที่น่ารักที่สุดที่ผู้แซ่หลานเคยพบ นายน้อยหนานไม่จำเป็นต้องคิดเล็กคิดน้อย” เขาพยายามอดกลั้นไม่ให้ตนเองหลุดหัวเราะออกมา แต่เมื่อคิดดูยังอดไม่ได้ที่จะไหล่สั่น
หนานฟางเฟยกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก เขาแย้มยิ้มอย่างจนใจ “น้องสาวข้าไร้การอบรม ฟางเฟยจะต้องสั่งสอนนางให้ดีเป็นแน่ จะไม่ให้นางรบกวนแม่ทัพหลานอีก”
“ไม่เป็นไร ข้าทำให้นางโกรธจนร้องไห้ไปสองครั้งแล้ว เชื่อว่าคงเกลียดชังผู้แซ่หลานเป็นอย่างยิ่งแล้วกระมัง” ความหมายของหลานอวิ๋นก็คือหนานฟางเยี่ยนอาจไม่อยากเห็นหน้าเขาอีกก็เป็นได้
“เด็กคนนั้น…หาเรื่องใส่ตัวเอง เรื่องราวไม่อาจรั้งรอ ฟางเฟยจะไปเตรียมสัมภาระ”
เช้าวันต่อมา รถม้าคันหนึ่งจอดรออยู่นอกเคหาสน์นานแล้ว
ข้ารับใช้ร่างเล็กเพรียวผู้หนึ่งเดินตามขบวนไปเงียบๆ ดวงหน้าเล็กๆ ก้มลง เหลือบมองไปทางประตูใหญ่เป็นระยะ
“…ใช้เวลาเดินทางประมาณสองวัน”
เสียงของหลานอวิ๋นดังมาจากด้านใน ข้ารับใช้ผู้นั้นรีบเดินเลี่ยงออกไป หลงเหลือเพียงแผ่นหลังเล็กๆ อย่างไรก็ตามบุรุษทั้งสองที่เดินเคียงคู่กันมากลับไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกตินี้ จนขบวนเริ่มออกเดินทางในที่สุด
เลิกผ้าม่านออก มองไปยังทิวเขาเรียงรายด้านนอก ในใจของหนานฟางเฟยรู้สึกเคร่งเครียดระคนตื่นเต้น
ไม่พบกันนาน ไม่รู้ว่านางจะจำตนได้หรือไม่? ไม่รู้จริงๆ ว่าเหตุใดเขาจึงคิดเช่นนี้ เหตุใดจะจำไม่ได้เล่า คุณหนูกงซุน…ไม่สิ พระชายาเป็นสตรีที่ฉลาดเฉลียวและมากไหวพริบที่สุดเท่าที่เขาเคยพบ
หลานอวิ๋นที่อยู่ด้านข้างสัมผัสได้ถึงอารมณ์อึดอัดของหนานฟางเฟยอย่างชัดเจนจึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองใบหน้าด้านข้างที่คล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ยังไม่ได้พบคนก็เคร่งเครียดเพียงนี้แล้ว หากว่าพบจริงๆ…หลานอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงขึ้นมา เกรงว่าหลังจากนี้คงเป็นช่วงเวลาที่นายน้อยหนุ่มโศกเศร้า
“อา…”
ขณะนั้นเอง หลังรถม้ามีเสียงอุทานดังแว่วมา
“อา คุณหนู?! เหตุใดคุณหนูจึงอยู่ที่นี่ได้?”
คุณหนู? หนานฟางเฟยได้สติกลับมาจึงรีบยื่นตัวมองไปด้านหลังขบวน พบว่าหลังขบวนมีข้ารับใช้ยืนรวมตัวกันอยู่
“เกิดอะไรขึ้น?”
“คุณชายใหญ่…คุณหนู คุณหนูตามมาขอรับ…”
อะไรนะ? เด็กนั่น…
หนานฟางเฟยรีบลงจากรถม้าเดินไปยังหลังขบวน ดรุณีน้อยที่หกล้มเมื่อครู่นี้ลุกขึ้นยืนด้วยความรู้สึกอัดอั้นตันใจ เส้นผมดำขลับแผ่สยายอยู่บนไหล่ มองหนานฟางเฟยด้วยท่าทียากจะเชื่อ อดไม่ได้ที่จะหัวเราะแห้งๆ ออกมา
“พี่ พี่ใหญ่…”
“เยี่ยนเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้?!” หนานฟางเฟยมองไปยังหัวเข่าถลอกของอีกฝ่าย ในใจทั้งโกรธทั้งเป็นห่วง
หนานฟางเยี่ยนเบะปาก ความจริงนางแอบได้ยินมาว่าวันนี้พี่ใหญ่จะออกไปรับแขก ดังนั้นจึงแอบตามมา แขกสูงส่งอันใดจึงต้องให้พี่ใหญ่ไปรับด้วยตนเอง? หนานฟางเยี่ยนผู้ฉลาดเฉลียวอดไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงเข้ากับคนในใจพี่ใหญ่ผู้ลึกลับคนนั้น
หากตนขอร้องจะตามไป พี่ใหญ่ต้องไม่ยอมเป็นแน่ ดังนั้นจึงปลอมตัวเป็นข้ารับใช้ตามมา
หนานฟางเฟยพาดรุณีน้อยขึ้นรถม้า ทำแผลที่หัวเข่าให้นางอย่างระมัดระวัง ไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะสั่งสอนเด็กคนนี้เช่นไร
หนานฟางเยี่ยนนั่งอย่างสงบ มองไปยังบรุษตรงข้ามเป็นระยะ
หลานอวิ๋นเบนสายตาออกไปนอกหน้าต่าง จะอย่างไรหนานฟางเยี่ยนก็เป็นสตรีในห้องหอ มารยาทเหล่านี้เขายังพอเข้าใจอยู่บ้าง แต่ท่าทางเย็นชาเช่นนี้กลับทำให้หนานฟางเยี่ยนรู้สึกว่าเขาโกรธในความบุ่มบ่ามของนาง
หรือต้องการให้คุณหนูแห่งตระกูลหนานผู้สง่างามอย่างนางกล่าวขออภัยเขา? ความจริงตนก็ไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงแค่ใส่ใจพี่ใหญ่เกินไปเท่านั้น อีกทั้งบุรุษผู้นี้ก็ท่าทางน่าสงสัย ดังนั้นจึงเข้าใจผิดไป
“เด็กคนนี้นี่ ยังกล้าตามมาอีกหรือ?”
เมื่อหนานฟางเฟยทำแผลเสร็จก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปตบลงบนบาดแผลของนางเบาๆ
ดรุณีน้อยร้องโอดครวญ เบะปากอย่างรู้สึกอยุติธรรม “ผู้ใดให้พี่ใหญ่ไม่ยอมบอกข้าว่าคนที่ท่านชอบเป็นแม่นางบ้านใดกันเล่า”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา หลานอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะมองไปยังหนานฟางเฟย อีกฝ่ายมีแววตาอึดอัด จากนั้นจึงลอบถลึงตาใส่หนานฟางเยี่ยน
จะกล่าวเรื่องนี้ต่อหน้าแม่ทัพหลานได้อย่างไร ไม่แน่ว่าเขาอาจเข้าใจผิดคิดว่าตนมีความคิดแอบแฝงกับพระชายาก็เป็นได้ อีกทั้งตอนนี้จะมาพักอยู่ในตระกูลหนาน ต้องสร้างความยุ่งยากให้พวกเขาเป็นแน่
“พี่ใหญ่เคยกล่าวแล้วว่าเจ้าอย่าได้มาวุ่นวายเรื่องนี้”
“เยี่ยนเอ๋อร์เพียงเป็นห่วงพี่ใหญ่…”
“เจ้าอย่าได้ทำให้พี่ใหญ่ลำบากใจก็พอแล้ว หากทิ้งรอยแผลไว้ที่หัวเข่าชั่วชีวิต ถึงตอนนั้นคงน่าเกลียดยิ่ง”
การล้มเมื่อครู่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย หัวเข่าถลอกจนมีเลือดไหลออกมา หนานฟางเยี่ยนถูกเลี้ยงอย่างดีมาตั้งแต่เด็ก พบเจอเรื่องเจ็บตัวน้อยมาก คราวนี้นับว่าลำบากแล้วจริงๆ
“พี่ใหญ่ ข้า…ปวดขา…”
นางตามมาตลอดทางทว่าไม่ได้มีร่างกายแข็งแรงเช่นข้ารับใช้เหล่านั้น แต่เพื่อพี่ใหญ่ที่ตนเคารพรักจึงยอมทุ่มเทมากเพียงนี้
หนานฟางเฟยทอดถอนใจอย่างอับจนหนทาง ยื่นมือออกไปนวดขาให้นางเบาๆ “ตอนนี้เพิ่งรู้สึกเจ็บหรือ?”
หลานอวิ๋นมองภาพพี่น้องที่รักกันอย่างลึกซึ้งคู่นี้พาลให้คิดไปถึงหลานหลิง เด็กคนนั้นติดเขามาตั้งแต่เล็กๆ แล้ว แม้บิดาแท้ๆ ของนางจะตายไปแล้ว แต่ตนก็เห็นนางเป็นดั่งน้องสาวแท้ๆ หากเด็กสองคนนี้อยู่ด้วยกัน ไม่แน่ว่าอาจทำเรื่องพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินอันใดขึ้นมาก็เป็นได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้หลานอวิ๋นก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา
รอยยิ้มนี้บังเอิญตกอยู่ในสายตาของหนานฟางเยี่ยนพอดี นางยกมือขึ้นชี้จมูกหลานอวิ๋น “เจ้า เจ้ายิ้มเยาะข้าอีกแล้ว!”
“เยี่ยนเอ๋อร์ อย่าได้เสียมารยาท!” หนานฟางเฟยรีบกล่าวเดือน
—————————-
คำอธิบายเพิ่มเติม
[1] ตัดแขนเสื้อ หมายถึง บุรุษผู้มีรสนิยมรักเพศเดียวกัน