หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 33 ตอนที่ 972 พบหน้าอีกครั้ง
เล่มที่ 33 ตอนที่ 972 พบหน้าอีกครั้ง
หนานฟางเยี่ยนเงียบลง ย้อนคิดไปถึงเรื่องที่ตนเข้าใจผิดจนก่อเรื่องวุ่นวาย กล่าวเสียงอ่อยประโยคหนึ่ง “ ข้าเข้าใจเจ้าผิดครั้งหนึ่ง เจ้าหัวเราะเยาะข้าครั้งหนึ่ง นับว่าเสมอกัน”
นี่…เสมอกันเช่นนี้ก็ได้หรือ? หลานอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากขึ้นว่า “ในเมื่อคุณหนูใหญ่ขออภัยอย่างจริงใจ ผู้น้อยจะฝืนใจรับไว้แล้วกัน”
“เจ้า…”
“เยี่ยนเอ๋อร์ อย่าทำอะไรเหลวไหล!” หนานฟางเฟยรู้ว่าเด็กคนนี้กำลังจะโกรธขึ้นมาอีกแล้วจึงรีบเอ่ยหยุดไว้ก่อน
“พี่ใหญ่!”
“ความผิดที่เจ้าแอบตามมาในครั้งนี้ยังไม่ได้คิดบัญชีให้ดี” เมื่ออีกฝ่ายกล่าวมาเช่นนี้ หนานฟางเยี่ยนจึงเงียบลง จากนั้นจึงไปขดตัวอยู่ที่มุมด้านข้าง ท่าทางเช่นนี้ราวกับต้องการแสดงให้เห็นว่าตลอดการเดินทางนางจะเชื่อฟังแน่นอน
แต่หนานฟางเฟยกลับไม่คิดให้นางตามไป
“เด็กๆ พาคุณหนูกลับจวน”
อะไรนะ?! “พี่ใหญ่ เดินทางมาครึ่งวันแล้ว ให้เยี่ยนเอ๋อร์ตามไปเถิด”
แต่สิ่งที่นางได้รับคือท่าทางเคร่งเครียดจริงจังของหนานฟางเฟย ด้วยนิสัยของเด็กคนนี้ หนานฟางเฟยคิดว่านางต้องก่อเรื่องอันใดขึ้นมาอีกแน่นอน ตอนนี้องค์ชายใหญ่และพระชายาจะมาหลบภัยที่ตระกูลหนาน เขาจะไม่ปล่อยให้เด็กคนนี้ทำเสียเรื่องเป็นอันขาด
“ต่อให้ใกล้ถึงที่หมายแล้ว ข้าก็จะให้คนพาเจ้ากลับไป”
“เพราะเหตุใด?!” หนานฟางเยี่ยนคิดไม่ถึงว่าพี่ใหญ่ของตนจะโหดเหี้ยมเพียงนี้ เพื่อจะไปดูว่าบุคคลที่เขาต้องใจมีลักษณะเช่นไรตนถึงกับยอมเจ็บหัวเข่า ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้อยู่ต่อหน้าผู้อื่น แต่กลับไม่รู้จักไว้หน้านางแม้แต่น้อย
“วันนี้จะไปรับแขกสูงศักดิ์ ไม่อนุญาตให้เจ้าก่อเรื่อง”
แขกสูงศักดิ์? แขกสูงศักดิ์อันใดกัน มิใช่ผู้ที่เขาต้องใจหรือไร? แต่ประโยคนี้หนานฟางเยี่ยนกลับไม่กล้ากล่าวออกมา
“เยี่ยนเอ๋อร์รับประกันว่าจะไม่ก่อเรื่องแน่นอน! หากให้เยี่ยนเอ๋อร์กลับไปตอนนี้ ฟ้ามืดแล้วคงไม่ปลอดภัย!”
หนานฟางเฟยขมวดคิ้ว แม้นางจะกล่าวได้มีเหตุผล แต่สำหรับน้องสาวคนนี้เขาวางใจไม่ลงจริงๆ
“คุณชายหนาน คุณหนูหนานกล่าวได้ถูกต้อง ยิ่งไปกว่านั้นนางได้รับบาดเจ็บ หากกลับไปตอนนี้คงไม่สะดวก” แม้หลานอวิ๋นจะกังวลว่าหนานฟางเยี่ยนจะก่อเรื่องเช่นกัน แต่เขาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากกว่า
คิดไม่ถึงว่าบุรุษผู้นี้จะพูดแทนตน หนานฟางเยี่ยนส่งรอยยิ้มหวานให้เขาโดยพลัน จากนั้นจึงยกมือขึ้นเหนือศีรษะ “พี่ใหญ่ เยี่ยนเอ๋อร์ผิดไปแล้ว! เยี่ยนเอ๋อร์รับประกันว่าจะไม่ก่อเรื่องต่อหน้าแขกสูงศักดิ์เป็นอันขาด จะให้พวกเขารู้ว่าตระกูลหนานของพวกเราเป็นครอบครัวใหญ่มีมารยาท ทำให้พวกเขาทั้งเบิกบานและวางใจ!”
คำพูดทุกคนเช่นนี้กลับไม่อาจทำให้หนานฟางเฟยเผยสายตาอบอุ่นขึ้นมาได้แม้แต่ครึ่งส่วน กลับเป็นหลานอวิ๋นที่อดไม่ได้จนหัวเราะออกมา
“จำคำสัญญาของเจ้าให้ดี หากคราวนี้เจ้าก่อเรื่องอีก วันหน้า…หากเจ้าทำผิดอีก พี่ใหญ่จะไม่ช่วยเจ้าแล้ว”
หนานฟางเยี่ยนเผยรอยยิ้มเบิกบานใจหาใดเปรียบขึ้นมาโดยพลัน ราวกับลืมความเจ็บปวดไปแล้วจนสิ้น ไม่นานในรถม้าก็มีเสียงพูดคุยดังแว่วมา
…
“ซูเอ๋อร์รู้สึกอย่างไรบ้าง? รู้สึกไม่สบายที่ใดหรือไม่?”
ริมลำธารแห่งหนึ่ง เฟิ่งหลิงยืนเฝ้าอยู่ข้างกายอวิ๋นซู เมื่อครู่ตอนอยู่บนรถม้านางกินยาไปแล้ว พ่อตาบอกกับเขาก่อนแล้วว่าอาจรู้สึกไม่สบายอยู่บ้าง
อวิ๋นซูส่ายศีรษะเล็กน้อย นางสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าบริเวณไม่ไกลฮูหยินอวิ๋นกำลังมองมาที่นางด้วยสายตากังวล
อดไม่ได้ที่จะคิดไปถึงก่อนหน้านี้ ท่านแม่เองก็เคยใช้ชีวิตอยู่กับการกินยามาหลายปี เชื่อว่านางจะต้องเป็นห่วงกลัวว่าตนจะเดินตามรอยนางแน่นอน
“ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคราวที่แล้วหลับไปสองวันหรือไม่ ทำให้ตอนนี้รู้สึกสมองปลอดโปร่งยิ่งนัก เมื่อคืนท่านอยู่คุยเป็นเพื่อนข้าทั้งวันจนไม่ได้พักผ่อน ไม่เหนื่อยหรือ?”
“จะเหนื่อยได้อย่างไร ซูเอ๋อร์ไม่นอน ข้าก็ไม่นอน” เฟิ่งหลิงแย้มยิ้ม จากนั้นกลางฝ่ามือของเขาพลันมีดอกไม้สีม่วงเล็กๆ ปรากฏขึ้น ดวงตาของอวิ๋นซูมีประกายไหลผ่าน บุรุษรูปงามเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนหาใดเปรียบ “ข้าจะช่วยประดับให้เจ้า”
เขานำดอกไม้เล็กๆ ดอกนั้นไปประดับบนผมของอวิ๋นซูอย่างระมัดระวัง สตรีสุขุมดูซุกซนขึ้นหลายส่วน
ภาพนี้ตกอยู่ในสายตาของคนทั้งสามที่อยู่ไกลออกไป พวกเขารู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็เจือไปด้วยความรู้สึกขมฝาด
“พวกเขาดูเหมือนคู่สามีภรรยาทั่วไป” ฮูหยินอวิ๋นคิดถึงเมื่อก่อน อวิ๋นซูเคยพูดถึงชีวิตเช่นนั้นกับนาง
ทว่าตอนนั้นเซียวอี้เชินรับปากนางแล้วแต่กลับทำลายคำมั่นสัญญาทั้งหมด คิดไม่ถึงว่าวันนี้กลับมีบุรุษเช่นนี้ปรากฏตัว บุรุษที่สามารถมอบความสุขที่นางต้องการให้ได้อย่างแท้จริง
ฮูหยินอวิ๋นมิอาจบรรยายอารมณ์ของตนได้ เมื่อเห็นรอยยิ้มของอวิ๋นซูที่ออกมาจากใจ จึงอดคิดไม่ได้ว่าหากพิษในร่างกายของนางถูกรักษาได้แล้วจะดีเพียงใด? เหตุใดสวรรค์จึงได้โหดร้ายเพียงนี้ ไม่ง่ายเลยกว่านางจะได้กลับมารวมตัวกับบุตรีอีกครั้ง เหตุใดจึงจะพรากนางไปเร็วเพียงนี้?
“ฮูหยิน” อวิ๋นมู่รับรู้ได้ถึงอารมณ์อันพลุ่งพล่านของฮูหยินอวิ๋นจึงยื่นมือออกไปจับไหล่นางอย่างปลอบโยน
“ข้าอยาก…รับความทุกข์ยากนี้แทนซูเอ๋อร์จริงๆ”
เหตุใดเขาจะไม่คิดเช่นนั้นเล่า? บุรุษแกร่งกร้าวดูแก่ขึ้นหลายปี ในดวงตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอันไร้ก้นบึ้ง
“ท่านทั้งสองอย่าได้โศกเศร้าเกินไป แม้เทียบยาของนายท่านอวิ๋นจะยังไม่เห็นผล แต่ก็ไม่เห็นร่องรอยของความล้มเหลวเช่นกัน มิแน่ว่าพิษในร่างซูเอ๋อร์อาจถูกกำจัดไปนานแล้ว เพียงต้องการเวลาฟื้นตัวสักระยะหนึ่งเท่านั้น” ซูฉินที่อยู่ด้านข้างเอ่ยปากปลอบใจ เพียงแต่สิ่งที่นางพูดคือสถานการณ์ที่ดีที่สุดที่อาจเป็นไปได้
ความไม่รู้เช่นนี้คล้ายถูกสวรรค์บิดเบือนโชคชะตา ให้ความรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจ
ตอนนี้เอง บนเส้นทางภูเขาฝั่งตรงข้ามมีขบวนเดินทางกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นดึงดูดความสนใจของทุกคน เฟิ่งหลิงลุกขึ้นยืนโดยพลัน ปกป้องอวิ๋นซูไว้ด้านหลัง
ที่นี่คือสถานที่นัดพบกับหลานอวิ๋น แต่ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะปลอดภัยจริงหรือไม่
เมื่อรถม้าหยุดอยู่เบื้องหน้าพวกเขา บุรุษหล่อเหลาพลันลงจากรถม้า ในที่สุดเฟิ่งหลิงจึงเผยรอยยิ้มวางใจออกมาได้
“ศิษย์พี่”
หลานอวิ๋นเดินเข้ามาด้วยความยินดี สองศิษย์พี่น้องตบไหล่อีกฝ่าย เข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
“พี่ใหญ่ เหตุใดท่านไม่ลงเล่า?”
หนานฟางเยี่ยนที่นั่งอยู่ด้านข้างมองไปยังบุรุษข้างกายตนด้วยความสงสัย หนานฟางเฟยเงียบลงโดยพลัน เขานั่งอยู่ข้างหน้าต่างทำให้มองเห็นสตรีริมลำธารได้อย่างชัดเจน
เหตุใด…จึงผอมลงเพียงนี้?
“คุณชายตระกูลหนานก็มาด้วย”
ดวงตาของเฟิ่งหลิงไหววูบเล็กน้อย “เหตุใดจึงรบกวนผู้อื่นเพียงนี้?”
“คุณชายหนานวางใจไม่ลง ดื้อดึงจะตามมาให้ได้” หลานอวิ๋นอธิบาย แต่คำพูดนี้คล้ายกำลังพูดให้อวิ๋นซูฟัง
ในที่สุดบุรุษในอาภรณ์สีเขียวก็ปรากฏตัวต่อสายตาทุกคน หนานฟางเฟยพยายามบังคับให้ตนแสดงท่าทีเป็นธรรมชาติออกไป แต่รอยยิ้มของเขากลับดูแข็งค้างชัดเจน
“ท่านนี้คือนายน้อยตระกูลหนาน”
เพื่อคลายความกระอักกระอ่วน หลานอวิ๋นจึงผายมือไปแนะนำบุรุษผู้นั้นให้ทุกคนรู้จัก
“เคยพบกันก่อนแล้ว คราวนี้ต้องขอบคุณนายน้อยหนานที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ” เฟิ่งหลิงย่อมรู้ความสัมพันธ์ระหว่างหนานฟางเฟยและอวิ๋นซูดี แต่ยังคงเอ่ยปากได้อย่างเป็นธรรมชาติยิ่งนัก ไม่แสดงอารมณ์ผิดปกติอันใดแม้แต่น้อย
เขามองบุรุษรูปงามเป็นเอก ต่อให้สวมใส่ชุดผ้าป่านธรรมดาก็ยังยากจะปกปิดรัศมีบนร่าง
ในใจของหนานฟางเฟยรู้สึกหดหู่เล็กน้อย เมื่อตนยืนอยู่ต่อหน้าองค์ชายใหญ่ ความโกรธเกรี้ยวก่อนหน้านี้พลันหายไปจนว่างเปล่า กลับเกิดเป็นความรู้สึกต่ำต้อยจางๆ
มีเพียงบุรุษเช่นนี้จึงจะทำให้นางชายตามองหรือ?
“พี่ใหญ่!”
บนรถม้ามีเสียงสตรีผู้หนึ่งดังแว่วมา ปรับเปลี่ยนอารมณ์ของหนานฟางเฟยได้โดยพลัน จนกระทั่งเขาได้สติกลับมา พบว่าอวิ๋นซูกำลังเดินเข้ามาภายใต้การประคองของเฟิ่งหลิง
“คุณชายหนาน ไม่ได้พบกันนาน”
เสียงนี้ราวกับดังออกมาจากห้วงฝัน หากมิใช่ว่าดวงตาคู่นี้มีประกายลึกล้ำเช่นเคย หนานฟางเฟยคงคิดว่าตนเห็นผู้อื่น
“เจ้า…”
“พี่ใหญ่! เหตุใดท่านไม่ตอบเยี่ยนเอ๋อร์?” หนานฟางเยี่ยนเดินกระเผลกมาข้างกายบุรุษ ดึงแขนเสื้อของเขาด้วยท่าทีไม่พอใจ
เฟิ่งหลิงมองไปทางหลานอวิ๋นด้วยความสงสัย อีกฝ่ายยิ้ม “ท่านนี้คือคุณหนูแห่งตระกูลหนาน เพราะเกิดเรื่องเล็กน้อย…จึงตามมาด้วย”
ในตอนนี้หนานฟางเยี่ยนกลับไม่มีท่าทางเหมือนตอนที่กล่าวคำสัญญาบนรถม้าก่อนหน้านี้เลย นางมองสำรวจคนทั้งหลายอย่างใจกล้า สตรีใดที่เป็นคนในใจของพี่ใหญ่กันแน่? คิดไม่ถึงว่ายามที่สายตาของนางหยุดอยู่บนใบหน้าของเฟิ่งหลิงจะเผยท่าทีตื่นตะลึงออกมาโดยพลัน
นี่ๆๆ บุรุษผู้นี้จะหน้าตาดีเกินไปหรือไม่? ดูดียิ่งกว่าพี่ใหญ่ตนเสียอีก!
หัวใจของหนานฟางเยี่ยนเต้นผิดไปสองจังหวะอย่างไม่อาจควบคุม ท่าทางไม่เจียมตัวเช่นนั้นทำให้หนานฟางเฟยที่อยู่ด้านข้างรู้สึกจนใจ
“น้องสาวข้าเสียมารยาทแล้ว ขอให้องค์…คุณชายเฟิ่งโปรดอภัย” ก่อนหน้านี้หลานอวิ๋นกำชับมาแล้ว เมื่ออยู่ด้านนอกให้เรียกองค์ชายใหญ่ว่าคุณชายเฟิ่ง เนื่องจากแซ่หวงฝู่มีเพียงราชวงศ์ที่ใช้ได้ เช่นนั้นจะเป็นการเปิดเผยเกินไป
เฟิ่งหลิงยิ้ม รอยยิ้มนี้ทำให้ท่าทีของหนานฟางเยี่ยนนิ่งงั้นยิ่งขึ้น แต่ไม่นานนางก็พบว่าบุรุษที่งามจนราวภาพฝันผู้นี้กำลังประคองสตรีอีกนางหนึ่งอย่างสนิทสนม
สตรีนางนั้นมีร่างกายซูบผอม ใบหน้าดาษดื่นแฝงรอยยิ้มจางๆ ดูแล้วสุขภาพไม่ค่อยดีนัก
หรือพวกเขาจะเป็นคู่กัน? หนานฟางเยี่ยนรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง ไม่นานก็ตัดอวิ๋นซูออกจากความเป็นไปได้ สุดท้ายสายตาจึงหยุดอยู่บนร่างของซูฉินที่สวมผ้าแพรปิดหน้าเอาไว้
ดวงตาคู่นั้นงดงามยิ่งนัก แม้จะเห็นใบหน้าทั้งหมดไม่ชัดเจน แต่ผ้าแพรเบาบางย่อมไม่สามารถปิดบังความงามของใบหน้าไว้ได้ ไม่ต้องคิดก็ทราบว่าภายใต้ผ้าแพรจะมีความงามล่มแคว้นเช่นไรอยู่
หรือนางก็คือสตรีที่พี่ใหญ่ต้องใจ? เมื่อเห็นบรรยากาศของนาง ไม่ใช่อะไรที่แม่นางที่ตนหามาเหล่านั้นจะเทียบได้แม้แต่น้อย
เมื่อเห็นว่าจู่ๆ ดรุณีน้อยข้างกายตนก็เงียบลง หนานฟางเฟยจึงผ่อนคลายได้เปลาะหนึ่ง ทุกคนพากันขึ้นรถม้า ออกเดินทางสู่ตัวเมือง
จากที่นี่ไปยังเคหาสน์ตระกูลหนานต้องใช้เวลาสองวัน ทว่าเมื่อคิดถึงสุขภาพของอวิ๋นซูคงไม่สะดวกเดินทางไกลต่อเนื่อง ระหว่างทางจึงต้องพักคืนหนึ่ง
หนานฟางเยี่ยนคล้ายกับนกตัวน้อยที่ถูกปล่อยออกจากกรง เอ่ยปากไม่หยุดมาตลอดทาง
ในโรงเตี๊ยม ดรุณีน้อยจงใจเดินมาข้างกายซูฉิน มองสำรวจใบหน้าด้านข้างอันงดงามมีหนึ่งไม่มีสองนั้นเป็นระยะ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดพี่ชายของตนจึงได้สงบเสงี่ยมเพียงนั้น หรือร่างกายของแม่นางผู้นี้มีปัญหา?
“คุณหนูหนานได้รับบาดเจ็บหรือ?”
ไม่รอให้หนานฟางเยี่ยนเอ่ยปาก ซูฉินก็สังเกตเห็นขาที่เดินไม่สะดวกของนางก่อนแล้ว
“ใช่! แม่นางเพียงเห็นก็รู้เลยหรือว่าข้าได้รับบาดเจ็บ?” เสียงของนางไพเราะยิ่งนัก หนานฟางเยี่ยนรู้สึกราวกับได้รับความโปรดปรานจนตื่นตะลึง สตรีอ่อนโยนเช่นนี้ หากเป็นพี่สะใภ้ของตนได้จริงๆ จะดีเพียงใด
“หากแม่นางยินยอม ให้ข้าดูแผลให้เจ้าเถิด”
“ได้ๆ เช่นนั้น…ข้าจะพักอยู่ห้องติดกับเจ้าแล้วกัน!”
หนานฟางเยี่ยนที่มีท่าทีกระตือรือร้นเพียงนี้ทำให้หนานฟางเฟยที่อยู่ไม่ไกลต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เด็กคนนั้นกำลังคุยอะไรกับผู้อื่นอยู่? ตั้งแต่เมื่อครู่เหมือนว่าเด็กคนนี้กำลังวางแผนอะไรบางอย่าง
ขอเพียงนางไม่พูดจาเลอะเทอะข้างกายคุณหนูกงซุน หนานฟางเฟยก็คิดว่าตามใจนางเถิด
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ในห้อง หนานฟางเยี่ยนนั่งอยู่บนเตียงด้วยความเบิกบาน เปิดหัวเข่าที่ถูกพันแผลเอาไว้ออกมา
ดวงตาอันงดงามของสตรีเบื้องหน้ากำลังมองแผลด้วยท่าทีจริงจัง บนร่างของนางเจือไปด้วยกลิ่นหอมจางๆ หนานฟางเยี่ยนเลือกเอ่ยปากขึ้นในตอนนี้ “ไม่ทราบว่าแม่นาง…แต่งงานแล้วหรือไม่?”