หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 33 ตอนที่ 974 ทำให้แย่ลง
เล่มที่ 33 ตอนที่ 974 ทำให้แย่ลง
รถม้าค่อยๆ หยุดลง เคหาสน์ตระกูลหนานอยู่เบื้องหน้า
หนานฟางเยี่ยนลงจากรถม้าคันหน้า วิ่งเหยาะๆ ไปต่อหน้าทุกคน หนานฟางเฟยเห็นท่าทีแปลกประหลาดเช่นนี้ของนางก็ไม่ได้พูดอะไรมากมาย ทำเพียงหยุดฝีเท้าลงแล้วหันกลับไปมอง
สตรีอ่อนแอถูกประคองลงจากรถม้า บนใบหน้าเจือไปด้วยรอยยิ้มจางๆ
ในใจของหนานฟางเฟยรู้สึกกังวลยิ่งนัก เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของอวิ๋นซูกันแน่ เมื่อวานเขาก็ไม่ได้พบนาง ทางแม่ทัพหลานเองก็ไม่ได้กล่าวอะไรมาก กล่าวเพียงว่าพระชายาสุขภาพไม่ดี จำต้องพักผ่อนอยู่ในรถ ด้วยฐานะของนาง ต่อให้ในใจจะกังวลเพียงไรเขาก็ไม่กล้าเอ่ยถามตามใจ วันนี้เมื่อเห็นอวิ๋นซูปลอดภัยไร้อันตรายจึงวางใจลงได้ในที่สุด
พวกอวิ๋นซูถูกพาไปยังเรือนตะวันตก ห้องในเรือนนั้นถูกเก็บกวาดจนสะอาดเรียบร้อย
ยามนี้ภายในห้องครัวกำลังยุ่งวุ่นวาย
“นายน้อยกล่าวว่ามีแขกมาที่จวน อาหารเย็นวันนี้จะต้องปราณีตเลิศรส”
หนานฟางเยี่ยนเดินเข้ามา ได้กลิ่นหอมที่ทำให้ผู้คนน้ำลายสอลอยมาตามอากาศ “อา อาหารวันนี้แตกต่างไปจากเดิมจริงๆ”
ดรุณีน้อยงดงามยืนอยู่บริเวณประตูห้องครัว ทุกคนพากันคารวะ “คุณหนู”
“ทำงานของพวกเจ้าไปเถิด ข้าเพียงผ่านมาดูเท่านั้น”
ไม่มีผู้ใดสังเกตเลยว่าในดวงตาของหนานฟางเยี่ยนมีประกายบางอย่างไหลผ่าน นางค่อยๆ เหยียบย่างเข้ามา ราวกับมาเดินเล่นตามใจจริงๆ
“อาหารจานนี้…พ่อครัวเจียงลืมแล้วหรือว่าข้าไม่กินแตงกวา?”
พ่อครัวเบื้องหน้าหัวเราะ “วันนี้บ่าวรับผิดชอบทำอาหารให้แขกขอรับ อาหารของคุณหนู เสี่ยวอู่เป็นผู้รับผิดชอบ”
ถึงกับ…ให้พ่อครัวที่ดีที่สุดในจวนทำอาหารให้พระชายาอะไรนั้นเชียวหรือ พี่ใหญ่ช่างดื้อรั้นจริงๆ! ผู้อื่นเขาไร้ความรู้สึกไร้คุณธรรม เหตุใดจึงต้องทำถึงขั้นนี้ด้วย! โชคดีที่ตนฉลาด มิเช่นนั้นพี่ใหญ่คงทำเรื่องโง่งมเสียเปล่าแล้ว!
“อา พ่อครัวเจียงไม่รู้หรือ? ในหมู่แขกหลายท่านนั้น มีท่านหนึ่งกินเจ เนื้อเอยน้ำแกงเอยของเจ้า รีบเปลี่ยนให้หมดเสีย”
“นี่…เช่น เช่นนั้นหรือขอรับ?” พ่อครัวเจียงจะรู้ที่ไหนกัน เขาเพียงทำตามคำสั่งของนายน้อยเท่านั้น นายน้อยบอกว่าต้องทำอาหารเลิศรสโอชาโต๊ะหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นหลายวันนี้ยังต้องเปลี่ยนรูปแบบอาหารด้วย ท่าทางราวกับต้องการดูแลแขกให้อ้วนท้วนสมบูรณ์อย่างไรอย่างนั้น
“ใช่แล้ว เปลี่ยนเสีย!”
“ขอรับ ผู้น้อยเข้าใจแล้ว”
หนานฟางเยี่ยนแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ “จำไว้ วันหลังอาหารทุกจานจะต้องเน้นเรียบง่ายและรสอ่อนเป็นสำคัญ อาหารจานเนื้อไม่จำเป็นต้องยกไปให้!”
ในเมื่อสตรีนางนั้นยึดติดกับอำนาจเกียรติยศจะต้องทนรับอาหารรสอ่อนชาหยาบกร้านเช่นนี้ไม่ได้เป็นแน่ เมื่อเป็นเช่นนี้นางคงทราบว่าตระกูลหนานไม่ต้อนรับนางและคงออกไปเพราะเรื่องนี้กระมัง?
ช่างหน้าหนาเสียนี่กระไร ทั้งๆ ที่ทรยศพี่ใหญ่แล้ว ตอนนี้เมื่อพบความลําบากกลับมาขอให้ผู้อื่นช่วยเหลือ หากนำความยุ่งยากมาที่จวนจนทำให้ตระกูลหนานถูกลากเข้าไปพัวพันด้วยจะทำเช่นไร?
บนใบหน้าของหนานฟางเยี่ยนเต็มไปด้วยความลำพองใจ โชคดีที่พี่ใหญ่มีน้องสาวผู้ฉลาดเฉลียวและรู้งานเช่นนาง ความผิดพลาดของเขา นางจะชดเชยทั้งหมดเอง!
“องค์ชาย พวกท่านทานอาหารเย็นแล้วหรือไม่?”
หลานอวิ๋นเดินเข้ามาจากด้านนอก พบกับคนทั้งสองที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะพอดี “เหตุใดจึงได้…อา นี่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
เนื่องจากอาหารของพวกอวิ๋นซูถูกสั่งให้เปลี่ยนกะทันหันจึงเพิ่งนำมาส่งตอนนี้ ทว่าสิ่งที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้าหลานอวิ๋นกลับเป็นอาหารจำพวกน้ำและผัก ผัดเต้าหู้เอยผัดผักเอย กระทั่งน้ำแกงก็ยังเป็นน้ำแกงใส ไม่เห็นน้ำมันแม้แต่น้อย
เพียงดูก็ทำให้ผู้คนไร้ซึ่งความอยากอาหารแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นถึงกับแตกต่างจากอาหารที่ตนเคยกินมาอย่างสิ้นเชิง
นายน้อยตระกูลหนานคิดจะทำอะไรกันแน่?
เฟิ่งหลิงและอวิ๋นซูย่อมคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร พลันนั้นจึงแย้มยิ้มออกมา “นายน้อยตระกูลหนานมีความคิดละเอียดอ่อน รู้ว่าซูเอ๋อร์ชอบกินอาหารรสอ่อน รสชาติของอาหารเหล่านี้ดียิ่งนัก ศิษย์พี่อยากลองหรือไม่?”
“ไม่ๆๆ พวกท่านค่อยๆ กินก่อนเถิด ค่อยๆ กิน!” ต้องทราบว่าคืนนี้เขากินไก่ย่างทั้งตัว หมูย่างเอยปลานึ่งเอย เลิศรสโอชาเป็นอย่างมาก “พ่อครัวตระกูลหนานไม่เลวจริงๆ”
เพียงแต่น่าเสียดาย ต่อให้เป็นพ่อครัวที่มีฝีมือเพียงใด เพียงแค่เห็นอาหารเช่นนี้คงยากจะกลืนแล้วกระมัง?
ภายในห้องมีเสียงหัวเราะดังแว่วมาเป็นระยะ ไม่มีผู้ใดสังเกตเลยว่าบริเวณประตูโค้งมีเงาร่างลับๆ ล่อๆ อยู่ร่างหนึ่ง
น่าหัวเราะเพียงนั้นเชียวหรือ? กินอาหารรสอ่อนชาหยาบกร้าก็ยังเบิกบานใจได้อีกหรือ?
เดิมทีวันนี้หนานฟางเยี่ยนคิดจะมาดูความครึกครื้น คิดไม่ถึงว่าเมื่อย่างกรายเข้ามากลับได้ยินเสียงหัวเราะอันเบิกบานใจดังมาจากด้านใน ในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวัง
คิดว่าจะได้ยินเสียงบ่นว่าของสตรีนางนั้นเสียอีก หรือไม่ก็ไปจากจวนด้วยความโกรธเกรี้ยวทันที เช่นนี้จึงจะสำเร็จตามเป้าประสงค์ของตน
เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ได้? ดูท่าทางพรุ่งนี้จะต้องโหดเหี้ยมขึ้นเสียหน่อย
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
ตอนนี้เอง เหนือศีรษะมีเสียงเปี่ยมความสงสัยดังแว่วมา หนานฟางเยี่ยนตกใจ รีบเบนสายตาขึ้นมอง พบหลานอวิ๋นกำลังแย้มยิ้มจางๆ
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด จู่ๆ หนานฟางเยี่ยนพลันรู้สึกว่ารอยยิ้มนี้ช่างเสียดแทงนัยน์ตายิ่งนัก รีบลุกขึ้นยืนโดยพลัน
“ไม่ได้ทำอะไร”
“กำลังนับดาวอยู่หรือไร?”
“…” เดิมทีหนานฟางเยี่ยนคิดจะเดินจากไป แต่กลับหยุดฝีเท้าลง “เหตุใดเจ้าจึงได้น่ารำคาญเพียงนี้?!”
ใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ไม่คิดปกปิดแม้แต่น้อย หลานอวิ๋นชะงักไป นี่ตนไปล่วงเกินแม่นางท่านนี้อีกเมื่อใดกัน? มิใช่ว่าก่อนหน้านี้ยังดีๆ อยู่หรือ?
ตอนนี้เอง ภายในห้องหนังสือของหนานฟางเฟยมีเสียงทอดถอนใจดังแว่วมาเป็นระยะ
บนใบหน้าของบุรุษรูปงามประดับไปด้วยรอยยิ้มขมขื่น ก่อนหน้านี้ยามที่ยังไม่พบนางก็อดรนทนไม่ไหวอยากไปอยู่ข้างกายนาง อยากถามความเป็นมาเป็นไปในระยะนี้ของนาง แต่ตอนนี้ตัวคนอยู่ในเคหาสน์แล้วเขากลับไม่กล้าไปพบ หรือควรกล่าวว่าไม่มีเหตุผลไปพบนางเสียมากกว่า
คืนนี้ได้กินอาหารดีๆ หรือไม่? อาหารที่พ่อครัวในเคหาสน์ทำ นางจะคุ้นชินหรือไม่? เปลี่ยนที่แล้วอยู่จะส่งผลกระทบกับการพักผ่อนของนางหรือไม่?
คำถามมากมายที่เขาต้องการทราบ แต่หนานฟางเฟยเข้าใจดี ฐานะของตนในตอนนี้เป็นเพียงเจ้านายในเคหาสน์หลังนี้เท่านั้น
การถามไถ่เรื่องเหล่านี้ยังไม่ถึงเวลาให้เขาสอดมือเข้ายุ่ง ข้างกายนางมีองค์ชายใหญ่ผู้โดดเด่นคอยอยู่เป็นเพื่อนและดูแลแล้ว
ไม่กล่าวไม่ได้ว่าหนานฟางเฟยรู้สึกอิจฉาจริงๆ
ทั้งๆ ที่คนข้างกายนางควรเป็นตน แต่จากการสังเกตในสองวันมานี้เขากลับพบว่าหากเป็นตนคงไม่อาจดูแลนางได้อย่างพิถีพิถันเท่ากับที่องค์ชายใหญ่กระทำ
บุรุษสูงศักดิ์ผู้นั้น ดูแล้วทุ่มเทความรักความรู้สึกทั้งหมดไปกับคุณหนูกงซุนจริงๆ เมื่อเห็นแววตาของนางเต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน ส่วนตนทำได้เพียงยืนมองอยู่ด้านข้าง ทำให้รู้สึกว่าพวกเขาเกี่ยวพันกันอย่างมิอาจแยกจาก
“เฮ้อ…”
มีเสียงทอดถอนใจดังแว่วมาอีกครั้ง ภาพบุรุษโศกเศร้าที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างล้วนอยู่ในสายตาของหนานฟางเยี่ยนที่แอบอยู่ด้านนอก
พี่ใหญ่ที่กระฉับกระเฉงและมีชีวิตชีวาเปลี่ยนไปมีสภาพเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ล้วนเป็นเพราะสตรีนางนั้น! หนานฟางเยี่ยนหลบอยู่ในมุมมืด มองดูพี่ใหญ่ของตน รู้สึกปวดใจหาใดเปรียบ อย่างไรก็ตามนางยิ่งมั่นใจในความคิดที่ว่าจะต้องไล่อวิ๋นซูออกไปยิ่งขึ้น
พี่ใหญ่ของนางควรค่ากับคนที่ดีกว่านี้ ทั้งหมดเป็นอุปสรรคขัดขวางความสุขของพี่ใหญ่ หนานฟางเยี่ยนคิดว่าตนมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำจัดอุปสรรคแทนพี่ใหญ่!
เป็นพระชายาแล้วอย่างไรเล่า? ในสายตาของหนานฟางเยี่ยน อีกฝ่ายไม่นับเป็นอะไรได้!
เช้าวันต่อมา
“คุณชาย คุณหนู เชิญทานอาหารเจ้าค่ะ”
สาวใช้ถืออาหารเช้าในวันนี้เข้ามา อย่างไรก็ตามเมื่อเฟิ่งหลิงรับมาดู พบว่าเป็นนมถั่วเหลืองจืดจางถ้วยหนึ่งและหมั่นโถวแข็งๆ ก้อนหนึ่ง
เขาชะงักไปเล็กน้อย มองไปยังสาวใช้ด้วยความสงสัย แต่อีกฝ่ายกลับทำเพียงคารวะแล้วถอยออกไป
“เฟิ่งหลิง?”
ด้านหลังมีเสียงเจือความสงสัยของอวิ๋นซูดังขึ้น นางสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าบุรุษที่อยู่บริเวณประตูร่างกายชะงักไปเล็กน้อย
“ซูเอ๋อร์ กินข้าวเถิด” เฟิ่งหลิงมีสีหน้าเคร่งขรึมลง เผยรอยยิ้มเรียบเฉยออกมา จากนั้นจึงยกอาหารเช้ามาที่โต๊ะ “รอข้าสักครู่”
เขาถือหมั่นโถวแข็งๆ เดินออกไป สายตาของอวิ๋นซูหยุดอยู่บนนมถั่วเหลืองที่เพียงมองก็รู้ว่าเย็นหมดแล้ว ไม่นานก็เข้าใจว่าสายตาผิดปกติเมื่อครู่นี้ของเฟิ่งหลิงเกิดขึ้นได้อย่างไร
เมื่อคิดถึงอาหารเย็นเมื่อวานแล้วมองอาหารเช้าที่เลวร้ายยิ่งกว่าอีกครั้ง ดูเหมือนนางจะได้รับข้อความอะไรบางอย่างเสียแล้ว
ไม่นานเฟิ่งหลิงก็เดินกลับมาจากข้างนอก “ซูเอ๋อร์ กินเถิด”
ในมือของเขาปรากฏหมั่นโถวร้อนๆ ขึ้นก้อนหนึ่ง บนใบหน้าของบุรุษรูปงามประดับไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นราวแสงอาทิตย์ ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวานล้ำในใจ
“ข้าจะกินมากมายเพียงนี้ได้อย่างไร” อวิ๋นซูแบ่งหมั้นโถวเป็นสองส่วนแล้วส่งไปให้ เฟิ่งหลิงยิ้มพลางส่ายหน้า “เมื่อครู่ตอนออกไป ข้ากินมาแล้ว”
กินมาแล้ว? คำโกหกเช่นนี้จะแย่เกินไปหรือไม่
ในดวงตาของอวิ๋นซูเผยแววตาเย้ยหยันออกมา “หรือนี่คือสิ่งที่เรียกว่ากินลมดื่มลมเล่า?”
“…” เฟิ่งหลิงรู้ว่าไม่อาจปิดบังอวิ๋นซูได้ หากตนไม่ยอมขยับปาก เกรงว่านางคงไม่ยอมกินข้าวเช้าเพียงลำพังเป็นแน่ ดังนั้นจึงรับหมั่นโถวครึ่งหนึ่งมาจากมือของอีกฝ่ายแล้วแบ่งออกเป็นสองส่วนอีกครั้ง ก่อนส่งกลับไปครึ่งหนึ่ง
“หมั่นโถวนี้เหมาะกับน้ำชายิ่งนัก นับเป็นของชั้นเลิศในโลกมนุษย์จริงๆ”
“ให้ความรู้สึกขมและหวานใช่หรือไม่?”
ทั้งสองสบตากันพลางแย้มยิ้ม ในดวงตาเต็มไปด้วยความสุข
“พวกเราก็ถือโอกาสนี้สัมผัสอาหารเช้าของชาวบ้านธรรมดาทั่วไปดูเสียหน่อยแล้วกัน มิใช่ว่าซูเอ๋อร์วาดหวังมาตลอดหรือ?” จู่ๆ เฟิ่งหลิงก็คิดไปถึงตอนที่ตนถูกลอบโจมตีก่อนหน้านี้ เขาต้องซ่อนตัวอยู่ในบ้านชาวนาตลอดคืน เมื่อตื่นมาตอนเช้า พบว่าสตรีชาวบ้านใจดีเตรียมอาหารไว้ให้เขาแล้ว
อาหารก็เป็นนมถั่วเหลืองจืดจางและหมั่นโถวแข็งๆ เช่นนี้ แต่เวลานั้นเฟิ่งหลิงกลับรู้สึกเลิศรสโอชาที่สุดในใต้หล้า
ไม่ใช่เพราะรสชาติของมัน แต่เป็นเพราะน้ำใจที่แฝงอยู่ในนั้น
“ใช่แล้ว กินอาหารล้ำค่าราคาแพงจนคุ้นชิน พาลให้คิดไปว่าของธรรมดาเช่นนี้ให้รสแตกต่าง ควรกล่าวว่านี่เป็นรสชาติของการคืนสู่สามัญกระมัง”
บางทีหลายคนอาจไม่เข้าใจว่าความยากจนตามปกติมีข้อดีอันใด แต่เมื่อผ่านลมผ่านฝนมามากมายเพียงนี้ คงมีเพียงคนอย่างพวกอวิ๋นซูที่ต้องสัมผัสกับแผนชั่วร้ายของผู้อื่นและผ่านความเป็นความตายมาหลายครั้งหลายคราเท่านั้นถึงจะรู้ ธรรมดาก็ธรรมดาเถิด มิใช่อะไรที่ทุกคนจะทำได้เสียหน่อย
หากต้องการละทิ้งอำนาจ ความหวังและความทะเยอทะยาน จะง่ายดายเพียงนั้นที่ไหนกัน หากต้องการพานพบผู้ที่จะร่วมเดินไปด้วยกันตราบชั่วชีวิต จะง่ายดายเพียงนั้นที่ไหนกัน หากต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบตราบจนสิ้นชีวิต จะง่ายดายเพียงนั้นที่ไหนกัน
ในมุมมืด ดรุณีน้อยที่หลบอยู่ภายใต้เงาดำมองผ่านหน้าต่างไปยังคนทั้งสองที่มีรอยยิ้มประดับใบหน้า โกรธเกรี้ยวเสียจนขบฟันแน่น
ยิ้มอะไรกัน มีอะไรน่ายิ้ม? ของเช่นนั้นพวกนางกินลงไปได้อย่างไร? สุนัขที่ตนเลี้ยงไว้ในจวนยังไม่กินเลย!
ช่างน่าโมโหจริงๆ ดูแล้วพวกนางคงคิดจะอยู่อย่างเกียจคร้านในจวนตระกูลหนานไม่ยอมไปไหน เช่นนี้จะได้อย่างไร?
เมื่อคิดถึงตรงนี้หนานฟางเยี่ยนพลันกระทืบเท้า หมุนตัวเดินจากไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
“เป็นอะไรหรือ?” อวิ๋นซูมองไปยังเฟิ่งหลิงที่จู่ๆ ก็หันมองไปนอกหน้าต่าง บุรุษรูปงามเบื้องหน้าหันกลับมา “ไม่มีอะไร”
ไม่นานก็มีสาวใช้มายืนอยู่นอกประตู
“คุณชายเฟิ่ง ระยะนี้ในเคหาสน์อากาศหนาว นายน้อยสั่งให้บ่าวมาเปลี่ยนเครื่องนอนให้พวกท่านทั้งสองเจ้าค่ะ”