หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 33 ตอนที่ 977 รู้สึกผิดในใจ
เล่มที่ 33 ตอนที่ 977 รู้สึกผิดในใจ
หนานฟางเยี่ยนดวงตาเปล่งประกาย ความหวาดกลัวในใจปรากฏชัดเจน แต่ในสถานการณ์สำคัญเช่นนี้นางย่อมยอมตายไม่ยอมรับผิด กัดฟันแน่นแสดงอารมณ์ดั่งคุณหนูใหญ่ออกมา “คุณหนูเช่นข้าออกมาดูทิวทัศน์ ส่วนเรื่องที่เจ้าพูดข้าไม่รู้”
“ในเมื่อคุณหนูไม่ทราบ เหตุใดต้องหนีด้วยเล่า?” หลานอวิ๋นมองนางด้วยความสงสัย
“เจ้า…จู่ๆ เจ้าก็ไล่ตามมา คุณหนูเช่นข้าย่อมต้องหนีเป็นธรรมดา!” เสียงของหนานฟางเยี่ยนสูงผิดปกติ “นี่…หากเมื่อครู่เป็นมือสังหารอันใด มิใช่ว่าจะให้คุณหนูเช่นข้ายืนรอความตายหรือ?”
“คุณหนูหนาน ท่าน…”
“ท่านอันใดกัน…เห็นแก่ที่วันนี้ดวงจันทร์งดงาม คุณหนูเช่นข้าจะไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องเมื่อครู่นี้ของเจ้า หลีกไปเสีย คุณหนูเช่นข้าจะกลับเรือน!” กล่าวจบหนานฟางเยี่ยนก็ยกชายกระโปรงวิ่งเหยาะๆ ผ่านข้างกายหลานอวิ๋นไป ไม่กล้าอยู่นาน
หลานอวิ๋นขมวดคิ้วมองสตรีที่วิ่งอยู่เบื้องหน้า เมื่อดูเช่นนี้ เรื่องจะต้องเกี่ยวกับนางอย่างหนีไม่พ้นแน่นอน เพียงแต่จะอย่างไรหนานฟางเยี่ยนก็เป็นคุณหนูแห่งตระกูลหนาน หากต้องการสืบให้ลึกลงไปเกรงว่าคงไม่เหมาะสม แต่เรื่องนี้ไม่อาจปล่อยให้จบแค่นี้แน่!
หลานอวิ๋นสงบอารมณ์ จากนั้นจึงหมุนตัวเดินไปที่ห้อง
ตอนนี้เฟิ่งหลิงทำความสะอาดบาดแผลให้อวิ๋นซูแล้ว กำลังจะเก็บกวาดห้องให้เรียบร้อย หลานอวิ๋นพลันเดินเข้ามา เดิมทีคิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ยามนี้เฟิ่งหลิงกลับไม่ได้กล่าวถึงเรื่องเมื่อครู่ หลานอวิ๋นชะงักไป จากนั้นจึงช่วยเฟิ่งหลิงเก็บกวาดห้องจนกระทั่งซากงูทั้งหมดในห้องถูกทำความจัดการเรียบร้อย
“องค์ชายคิดจะทำเช่นไรหรือ?” หลานอวิ๋นปลายตามองไปทางอวิ๋นซู ในใจรู้สึกกังวลอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินพวกเขากล่าวถึงอาการของพระชายา ไม่เคยคิดเลยว่าจะเป็นเช่นนี้ เมื่อครู่มีงูอยู่เต็มห้อง กระทั่งตอนนี้นางยังไม่สังเกตด้วยซ้ำว่าในห้องมีคนอยู่
เฟิ่งหลิงปรายตามองไปนอกหน้าต่างด้วยสายตาลึกล้ำ “เรื่องนี้อย่าได้บอกผู้อื่นชั่วคราว”
หลานอวิ๋นตอบรับ จากนั้นจึงเดินจากไปด้วยความกังวลที่อัดแน่นเต็มหัวใจ
เฟิ่งหลิงเดินไปข้างเตียง องคาพยพอันหล่อเหลาแปรเปลี่ยนดุจสายน้ำ ในดวงตาปรากฏความผันผวนทางอารมณ์ ทั้งโกรธทั้งเคียดแค้น
เมื่อย้อนคิดถึงภาพเมื่อครู่นี้ เขาถึงกับร่างกายสั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุม ซูเอ๋อร์ของเขา…
หากไม่ใช่ว่าตนปกป้องนางไม่ได้ นางจะต้องเผชิญอันตรายโดยไร้เรี่ยวแรงจะตอบโต้เช่นนี้ได้อย่างไร หากตนมาช้าก็อีกเล็กน้อย หากงูเหล่านั้นเป็นงูพิษ จะทำให้เกิดความผิดพลาดครั้งใหญ่อีกหรือไม่
ขณะนั้นเขายื่นมือออกไปปลดผ้าคลุมบนร่างออก ดึงสตรีที่ยังคงหลับฝันหวานอยู่ในผ้าห่มเข้าสู่อ้อมกอด ถอนใจเบาๆ บอกกับตนเองว่าห้ามสะเพร่าและลำพองใจเช่นนี้อีก
วันต่อมาในที่สุดอวิ๋นซูก็ได้สติจากการหลับลึก ได้นอนหลับดีๆ ทั้งคืนทำให้นางไม่สังเกตเห็นความผิดปกติในห้อง กลับเป็นบุรุษที่กำลังโอบกอดตนทำให้เหม่อลอยไปชั่วขณะ
นางรู้มาตลอดว่าเขาดูดี แต่ตอนนี้ ใบหน้าคมสันที่ปรากฏชัดเบื้องหน้า โค้งมนดุดสรรค์สร้างจากสวรรค์ ทำให้นางไม่รู้ว่าควรจะบรรยายเช่นไรดี เขาที่เป็นเช่นนี้ ทั้งๆ ที่ได้เห็นบ่อยแล้วแต่ทุกครั้งยังทำให้นางเกิดความหวั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก เพียงแต่เขาในตอนนี้ดูท่าทางเหนื่อยล้า ทำให้นางรู้สึกปวดใจจากก้นบึ้งของหัวใจ
บุรุษผู้นี้เม้มริมฝีปากบาง อวิ๋นซูยื่นมือไปจับเส้นผมที่ปรกอยู่บนแก้มของเขาไปทัดหลังหูอย่างอ่อนโยน ในดวงตากลมโตสะท้อนภาพของเขาในยามนี้ รูปงามดั่งเซียน ยื่นมือไปลูบคิ้วของเขาเบาๆ อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ มีสามีเช่นนี้ ชีวิตนี้จะต้องการสิ่งใดอีก…
จู่ๆ เอวกลับถูกโอบรัดแน่น บุรุษที่กำลังถูกจับจ้องเอ่ยออกมาด้วยเสียงแหบพร่า “ซูเอ๋อร์ ตื่นตั้งแต่เมื่อใด?”
อวิ๋นซูไม่ได้ดิ้น ทว่าในใจยังคงรู้สึกเขินอาย ดึงมือกลับมาอย่างแนบเนียน “เพิ่งตื่น”
“เมื่อคืนหลับสบายดีหรือไม่?” เฟิ่งหลิงมองไปยังสตรีในอ้อมกอดด้วยแววตาลึกลับ องคาพยพอันหล่อเหลาแฝงความเย่อหยิ่งตามธรรมชาติ ทว่ายามนี้กลับดูอ่อนโยนลงไม่น้อย
อวิ๋นซูมองเขาอย่างเรียบเฉย ในใจเกิดความรู้สึกอบอุ่น ตอบรับเสียงเบาพลางซุกใบหน้าของตนเพื่อซ่อนไว้ในอ้อมอกอีกฝ่าย “ท่านกลับมาตั้งแต่เมื่อใด?”
เฟิ่งหลิงจุมพิตลงบนกลุ่มผมอ่อนนุ่มของนาง “ตอนกลางคืน!”
เขาชะงักไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยต่อ “ตอนนั้นเจ้าหลับแล้ว!”
นิ้วมือของอวิ๋นซูที่จับอยู่บริเวณคอเสื้ออีกฝ่ายกำแน่นขึ้นเล็กน้อย ทุกครั้งที่ตนเข้าสู่การหลับใหล ดูเหมือนจะไม่มีเรื่องใดปลุกนางได้
“เวลาไม่เช้าแล้ว ซูเอ๋อร์อยากลุกหรือไม่?” เฟิ่งหลิงย่อมสัมผัสได้ถึงความกังวลของอวิ๋นซู แต่เขาไม่อยากให้นางคิดมากเกินไป เรื่องเหล่านั้นให้เขาคิดเองก็พอแล้ว!
อวิ๋นซูที่ยังอยู่ในอ้อมกอดของเฟิ่งหลิงพยักหน้า ท่าทางอ่อนโยนเช่นนั้นทำให้เฟิ่งหลิงมีแววตาเข้มขึ้นเล็กน้อย จุมพิตลงบนแก้มของนางเบาๆ ไล่เรียงไปราวกำลังตามหาริมฝีปากของนาง
อวิ๋นซูใจเต้น รับรู้ได้ถึงสัมผัสอ่อนนุ่มบนริมฝีปาก ราวกำลังเหยียบย่ำบนปุยเมฆ…
ความอ่อนโยนเช่นนี้ทำให้นางมีความสุขจริงๆ!
แม้เฟิ่งหลิงจะทำเช่นนี้ แต่ความคิดในใจของเขากลับมีมากมาย ดังนั้นสุดท้ายเขาจึงผละออกจากนางอย่างอ่อนโยน “ข้าจะช่วยตักน้ำให้เจ้า!”
ยามนี้เขามีลมหายใจอุ่นร้อน ดวงตาปรากฏแววลุ่มหลงชัดเจน แต่ไม่นานก็แปรเปลี่ยนไปกระจ่างใส เตือนตนเองไม่หยุดว่าซูเอ๋อร์ถูกพิษ ตนไม่อาจเห็นแก่ตัวเช่นนั้น
อวิ๋นซูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ได้!”
เฟิ่งหลิงตอบรับครั้งหนึ่งแต่ยังคงกอดนางอย่างอาลัยอาวรณ์อยู่นาน สุดท้ายถึงค่อยลุกมาสวมเสื้อ
อวิ๋นซูมองดูเงาร่างนั้นเดินออกไปราวสายลมพัด ในใจเกิดความรู้สึกอบอุ่นราวทะเลสาบในฤดูใบไม้ผลิ ไม่นานนางก็ลุกเก็บกวาดห้อง ขึ้นคิดไม่ถึงว่าชั่วขณะต่อมากลับเห็นรอยเลือดอันคลุมเครือปรากฏอยู่ในมุมหนึ่ง
เหตุใดในห้องของนางจึงมีรอยเลือดได้เล่า?
คิ้วงามขมวดแน่น เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น?
อย่างไรก็ตามอวิ๋นซูไม่ทันคิดให้มากความเฟิ่งหลิงก็ยกอ่างน้ำเข้ามาแล้ว เขาผลักประตูให้เปิดออก แสงสีทองสาดส่องลงบนไหล่ของเขา ดูราวกับภาพวาด
อวิ๋นซูเบนสายตาขึ้นมอง ในใจเกิดระลอกคลื่นบางอย่าง จากนั้นจึงเดินไปข้างกายเขา ไม่ได้พูดถึงเรื่องรอยเลือดอันใด รับผ้ามาจากมือของเฟิ่งหลิงอย่างเป็นธรรมชาติ จากนั้นจึงล้างหน้าอย่างสงบนิ่ง
ทั้งสองมีความเข้าใจกันในระดับที่ไม่ธรรมดา
แต่บางครั้งอวิ๋นซูกลับรู้สึกว่าบนร่างเกิดความรู้สึกเจ็บปวดเป็นจุดๆ ตอนแรกนางไม่ได้ใส่ใจ ทว่านางพบว่าบนแขนของตนมีรอยแดงอยู่สองรอยโดยบังเอิญ คล้ายถูกอะไรบางอย่างกัด?
เฟิ่งหลิงสังเกตเห็นความสงสัยบนใบหน้าของอวิ๋นซูในยามนี้ จึงยื่นมือไปดึงแขนเสื้อของนางมาปกปิดบาดแผล “เมื่อคืนมียุงมาก ข้าทายาให้เจ้าแล้ว วางใจเถิด”
อวิ๋นซูดวงตาสั่นไหวเล็กน้อยคล้ายกำลังพิจารณาความจริงเท็จในคำพูดของเขา แต่นางกลับไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงผงกหัวไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก อย่างไรก็ตามเฟิ่งหลิงที่อยู่ด้านข้างมองออกว่านางจะต้องสงสัยอันใดแล้วเป็นแน่!
ในมุมหนึ่ง บริเวณสวนบุปผาตระกูลหนานที่อยู่ด้านข้าง
หนานฟางเยี่ยนหน้านิ่วคิ้วขมวด ใช้มือดึงดอกเสาเย่า [1] เบื้องหน้าดอกแล้วดอกเล่า ไม่นานดอกเสาเย่าที่น่าสงสารก็ถูกเด็ดออกจนเหลือใบเพียงไม่กี่ใบ
ไกลออกไป สาวใช้ตัวน้อยวิ่งมาข้างกายนางด้วยท่าทีร้อนรน วิ่งไปพลางตะโกนไปพลาง “คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ!”
หนานฟางเยี่ยนหมุนตัวมา ดึงสาวใช้ไปด้านหลังต้นไม้ใหญ่ด้านข้าง กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “เจ้าตะโกนโหวกเหวกอันใดกัน?”
สาวใช้หดคอ หอบหายใจเล็กน้อย “ขออภัยเจ้าค่ะคุณหนู เมื่อครู่บ่าว…บ่าวร้อนรนเล็กน้อย!”
“พอแล้ว! เรื่องที่ข้าให้เจ้าไปสืบเล่า?” บนใบหน้าของหนานฟางเยี่ยนปรากฏความร้อนใจชัดเจน เมื่อคิดถึงสภาพเมื่อวานของอวิ๋นซูทำให้นางไม่อาจข่มตานอนทั้งคืน แม้นางจะเกลียดอวิ๋นซูจริงๆ แต่นางไม่เคยคิดจะเอาชีวิตอีกฝ่าย เช้ามานางจึงส่งสาวใช้ข้างกายไปตรวจสอบอย่างร้อนตัว กลัวว่าทางนั้นจะเกิดการตายขึ้นจริงๆ
สาวใช้นางนั้นสูดหายใจลึกๆ สองครั้ง “คุณหนูเจ้าคะ เมื่อครู่บ่าวไปสอบถามจนรู้ชัดเจนแล้ว ทั้งยังไปดูด้วยตนเองอีกด้วย คนทางนั้นทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นแม่นางผู้นั้นยังอารมณ์ไม่เลวเลยทีเดียว!”
หนานฟางเยี่ยนขมวดคิ้ว เมื่อวานเกิดเรื่องใหญ่เพียงนั้นแต่กลับลงเอยเช่นนี้หรือ? ยิ่งไปกว่านั้นหลานอวิ๋นเจอนางแล้ว นางเตรียมคำพูดยามต้องเผชิญหน้ากับคำถามในวันนี้ไว้ดีแล้ว คิดไม่ถึงว่ากลับสงบนิ่งเสียได้
“เจ้าดูชัดเจนแล้วจริงหรือ?”
สาวใช้ผงกศีรษะอย่างแรง “ดูชัดเจนแล้วเจ้าค่ะคุณหนู ยิ่งไปกว่านั้นทุกคนในจวนก็ไม่มีใครกล่าวถึงเรื่องนี้”
หนานฟางเยี่ยนรู้สึกยากจะเชื่อ ตอนนี้สาวใช้ยังคงรู้สึกหวาดกลัวในใจ กลืนน้ำลายอึกหนึ่ง มองไปยังหนานฟางเยี่ยนอย่างลังเลก่อนจะกล่าวว่า “คุณหนูเจ้าคะ มิเช่นนั้น…อย่ารังแกคุณหนูท่านนั้นอีกเลย นางน่าสงสารจริงๆ”
ดรุณีน้อยทรงเสน่ห์มีใบหน้าอึมครึม หากจะกล่าวถึงเรื่องเมื่อคืนนางรู้สึกผิดเล็กน้อยจริงๆ แต่เมื่อคิดถึงพี่ใหญ่ตน นางยังอดไม่ได้ที่จะโกรธเกรี้ยว ถลึงตาใส่สาวใช้เบื้องหน้าอย่างดุดัน “เจ้าจะเข้าใจอันใด? นางน่าสงสารที่ใดกัน? หึ! คุณหนูเช่นข้าจะต้องไล่สตรีที่โลภในเกียรติยศชื่อเสียงผู้นั้นออกไปให้ได้!”
“แต่ว่าคุณหนู…”
“หุบปาก! ไม่มีแต่อะไรทั้งสิ้น จำไว้ อย่าได้หลุดปากเป็นอันขาด โดยเฉพาะกับพี่ใหญ่”
หลังจากกำชับแล้วหนานฟางเยี่ยนก็แค่นเสียงเย็นก่อนจะหมุนตัวเดินก้าวใหญ่ๆ ออกมาจากหลังต้นไม้ ทว่าเดินไปไม่กี่ก้าวก็พบกับซูฉินในอาภรณ์สีเรียบ
ภายใต้ร่มเงาเขียวขจี ซูฉินมิได้กล่าวคำใด บนใบหน้ามีผ้าแพรบางเบาปกปิดทำให้ผู้คนมองไม่เห็นสีหน้าของนางในยามนี้ ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับชัดเจนเป็นพิเศษ ดวงตาขุ่นมัวสะท้อนถึงจิตวิญญาณอย่างเข้มข้น ต่อให้ยามนี้ไม่พูดอะไร แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความคิดทั้งหมดออกมาจนสิ้น สายลมเย็นพัดมา เงาร่างเบื้องหน้างดงามประหนึ่งดอกกล้วยไม้
หนานฟางเยี่ยนคิดไม่ถึงว่าจะพบนางในเวลาเช่นนี้จึงชะงักไปเล็กน้อย เมื่อคิดว่าก่อนหน้านี้ตนเข้าใจผิดเรื่องของนางและเฟิ่งหลิง ผลกลับกลายเป็นว่านางเป็นมารดาผู้หนึ่งจึงเกิดความรู้สึกอับอาย
ไม่ทันไรนางก็แข็งทื่อไปทั้งร่าง ฐานะของเฟิ่งหลิงนางทราบดี หากคนเบื้องหน้าคือมารดาของเขา หรือว่านางจะเป็นฮองเฮา? แต่ฮองเฮาหายตัวไปแล้วหลายปี หรือจะเป็นนางสนม?
ประเดี๋ยวก่อน…
ในใจของหนานฟางเยี่ยนคล้ายมีอะไรกดทับ สีหน้าแตกต่างจากเมื่อครู่นี้อย่างสิ้นเชิง อีกฝ่ายมานานเพียงใดแล้ว? คำพูดของตนกับสาวใช้เมื่อครู่ นางได้ยินหมดแล้วหรือ?
“อา…วันนี้อากาศดีจริงๆ …” หนานฟางเยี่ยนอดไม่ได้ที่จะแย้มยิ้มกระอักกระอ่วน “อ้อ…ฮูหยิน ท่านก็มาชมบุปผาหรือ? ฮ่าๆ …ดูเหมือนดอกไม้ทางนั้นจะเบ่งบานนไม่น้อย ข้าจะไปดูเสียหน่อย…ขอตัว ขอตัว!”
กล่าวจบหนานฟางเยี่ยนก็เดินผละไปจากซูฉินราวหลบหนีอะไรบางอย่าง
ซูฉินค่อยๆ ดึงสายตากลับมา ในดวงตากระจ่างใสไม่พบระลอกอันใด ทว่าบทสนทนาภายใต้ต้นไม้เมื่อครู่นี้นางได้ยินไปว่าครึ่ง คุณหนูใหญ่ตระกูลหนานท่านนี้ นางไม่ได้เกลียดชังอันใด แต่เมื่อได้ยินความคิดเมื่อครู่นี้ของอีกฝ่ายแล้ว…
ซูฉินรู้สึกกังวลใจ หมุนตัวเดินไปยังเรือนของเฟิ่งหลิงและอวิ๋นซู
————————-
คำอธิบายเพิ่มเติม
[1] ดอกเสาเย่า ดอกไม้ชนิดหนึ่งของจีนมีลักษณะคล้ายโบตั๋น มีสรรพคุณในการระงับปวดและทำให้เลือดลมเดินสะดวก