หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 33 ตอนที่ 982 อาการดีขึ้น
เล่มที่ 33 ตอนที่ 982 อาการดีขึ้น
อวิ๋นมู่ป้อนยาให้ผู้ป่วยคนหนึ่ง เมื่อดูจากอาการป่วยของแล้วพบว่ายาเทียบนี้ให้ผลชัดเจนยิ่ง “ซูเอ๋อร์ ยาเทียบนี้เจ้าปรุงออกมาได้อย่างไร? นี่เพิ่งผ่านไปไม่นานก็สามารถขับพิษออกจากร่างกายพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว เริ่มมีฝีงอกออกมาจากร่างกายแล้ว”
อวิ๋นซูเดินเข้ามาดู พบว่าเป็นอย่างที่บิดาของตนกล่าวจริงๆ จึงผ่อนคลายลงได้บ้าง “ตอนนี้แค่รอให้ฝีแตกแล้วโป๊ะยาผง กินยาตามเทียบ หลังจากอาการไข้หายก็จะไม่มีอันตรายถึงชีวิต”
อวิ๋นมู่สูดหายใจลึก ผงกศีรษะเล็กน้อย สีหน้าเต็มไปด้วยความชื่นชม “ใช่แล้ว! นับว่าควบคุมไว้ได้!”
อวิ๋นซูเบนสายตามองไปยังบุรุษที่กำลังยุ่งอยู่ไม่ไกล น้ำเสียงอบอุ่นเพียงนั้น สายตาเต็มไปด้วยความคิดถึง “ท่านพ่อ ความจริงยาเทียบนี้ ตอนนั้นเฟิ่งหลิงต้องการช่วยลูกให้ผ่านความยากลำบากไปได้จึงยอมติดโรคด้วยตัวเองเพื่อให้ข้าลองยา เสี่ยงอันตรายถึงชีวิตกว่าจะรอดมาได้”
อะไรนะ? ยาเทียบนี้ถึงกับ…
อวิ๋นมู่และฮูหยินอวิ๋นตื่นตะลึง คิดไม่ถึงว่าองค์ชายจะทำถึงขั้นนี้เพื่อบุตรีของพวกเขา เกรงว่าคนเช่นนี้คงหาไม่ได้อีก ถึงกับยอมทิ้งชีวิตตนเพื่อช่วยนาง
เฟิ่งหลิงคล้ายจะได้ยินบทสนทนาของพวกเขาจึงหันมามองทางอวิ๋นซู ใบหน้าหล่อเหลาเป็นเอกปรากฏรอยยิ้มอบอุ่น “บางทีนี่อาจเป็นลิขิตสวรรค์ หากมิใช่ว่าตอนนั้นอยู่ด้วยกันทั้งวันคืน เกรงว่าข้าพยายามแทบตายก็คงมิอาจครอบครองซูเอ๋อร์ ตอนนี้ชาวประชาแคว้นเหลียนต้องการยาเทียบนี้เช่นกัน นับเป็นความลึกลับ เป็นสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตากำหนด!”
คำพูดนี้นับว่าเป็นจริง ทำให้ผู้อื่นมีสีหน้าซาบซึ้งใจ
ในใจของอวิ๋นซูเต็มไปด้วยความอบอุ่น ในใจของซูฉินก็เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง บุตรชายและลูกสะใภ้อายุยังน้อย กว่าจะผ่านลมฝนมากมายเพียงนี้มาได้นับว่าไม่ง่ายเลยจริงๆ เกรงว่าบนโลกใบนี้คงมีไม่กี่คนที่ข้ามผ่านอุปสรรคมากมายมาแล้วยังอยู่ด้วยกัน จับมือกันเดินอย่างพวกเขา…
ความรู้สึกที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเช่นนี้ บางทีอาจเหมาะกับประโยคที่ว่า อิจฉาเพียงคู่ยวนยาง มิได้อิจฉาเทพเซียน!
ตอนนี้เอง จู่ๆ พ่อบ้านชราก็วิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “พระชายา ลำบากพระชายาตามบ่าวไปดูหน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?” อวิ๋นซูส่งยาในมือไปให้คนด้านข้าง จากนั้นจึงเดินตามพ่อบ้านชราออกไปนอกห้อง
พ่อบ้านชราเดินนำทางพลางยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก “คุณหนูสลบอยู่ตลอดยังไม่ฟื้น นายท่านร้อนใจยิ่งนัก ดังนั้นจึงให้บ่าวมาเชิญพระชายาไปตรวจดูเสียหน่อย”
สลบอยู่ตลอดยังไม่ฟื้น?
อวิ๋นซูมีสีหน้าเคร่งขรึม เร่งฝีเท้าเร็วยิ่งขึ้น
“เยี่ยนเอ๋อร์? เยี่ยนเอ๋อร์…พ่อเอง เยี่ยนเอ๋อร์? เจ้าได้ยินหรือไม่?” ยังไม่ทันเข้ามาในห้อง อวิ๋นซูก็ได้ยินเสียงเรียกอันร้อนรนของนายท่านหนานดังมาจากในห้อง
“พระชายาเชิญด้านนี้พ่ะย่ะค่ะ” พ่อบ้านชราผลักประตูอย่างกระวนกระวาย สีหน้าดูร้อนรนขึ้นหลายส่วน
อวิ๋นซูพยักหน้า จากนั้นจึงก้าวเข้าไป ตอนนี้นายท่านหนานกำลังจับมือของหนานฟางเยี่ยน เรียกชื่อนางครั้งแล้วครั้งเล่า
ในห้อง เมื่อหนานฟางเฟยเห็นอวิ๋นซูเดินเข้ามาจึงเดินมาเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง องคาพยพอันหล่อเหลาปรากฏความกังวล “พระชายา เยี่ยนเอ๋อร์เป็นอะไรกันแน่? เหตุใดกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่ฟื้น?”
“คุณชายหนานไม่จำเป็นต้องกังวล ให้ซูเอ๋อร์ตรวจดูก่อนเถิด” อวิ๋นซูตอบกลับอย่างเรียบเฉย บนใบหน้าเต็มไปด้วยความสงบนิ่ง
นายท่านหนานปล่อยมือบุตรี ถอยมายืนด้านข้าง
อวิ๋นซูจับชีพจรเบาๆ จากนั้นจึงตรวจดวงตาทั้งสองของหนานฟางเยี่ยนแล้วลุกขึ้นยืน “คุณหนูหนานเป็นคนแรกที่ติดโรคระบาดในเคหาสน์หลังนี้ แต่อาการป่วยกลับกำเริบขึ้นหลังจากผ่านมาหลายวันแล้ว พิษในร่างสะสมอยู่นาน ดังนั้นคราวนี้จู่ๆ ก็ปะทุออกมาราวน้ำป่าไหลหลากจึงไม่อาจรับไหว กระทั่งผลของยาก็ยังลดลง”
“อะไรนะ? เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ได้?” บุรุษทั้งสองที่อยู่ด้านข้างร่างกายแข็งทื่อ สีหน้าหนักอึ้งหาใดเปรียบ สายตาหยุดอยู่บนใบหน้าเล็กๆ อันขาวซีดของสตรีบนเตียง รู้สึกกดดันจนพูดไม่ออก
“พระชายาโปรดหาวิธีช่วยเยี่ยนเอ๋อร์ด้วยเถิด!” แม้นายท่านหนานจะผ่านสนามการค้ามามาก แต่ก็ยังรับไม่ได้กับความเจ็บปวดที่ต้องเห็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตนทรมานเช่นนี้ เขาในยามนี้เป็นเพียงบิดาคนหนึ่ง!
“พระชายา…” ในใจของหนานฟางเฟยก็โศกเศร้าไม่แพ้ผู้ใด ทว่าไม่รอให้เขากล่าวอันใด อวิ๋นซูก็เดินผ่านเขาไปยังโต๊ะหนังสือ หยิบเครื่องเขียนขึ้นมาเขียนเทียบยาใหม่อีกครั้ง แล้วส่งเทียบยาให้พ่อบ้านชราที่ยืนเฝ้าอยู่ตรงประตู
“จัดยาตามสมุนไพรที่เขียนด้านในใหม่อีกครั้ง!”
พ่อบ้านชรารับเทียบยามาแล้ววิ่งออกไปทันที
นางเดินกลับมาที่เตียง ตรวจสอบร่างกายของหนานฟางเยี่ยนอีกครั้ง พบว่าไม่มีฝีใหม่งอกออกมาจริงๆ คิ้วงามขมวดเล็กน้อย ดูท่าทางจำเป็นต้องใช้สมุนไพรขับพิษในร่างกายของนาง มิเช่นนั้นคงไม่ดีแน่
นอกจากนี้อวิ๋นซูพบว่าไข้ของหนานฟางเยี่ยนไม่ลดลงเลย ร่างกายมีเหงื่อผุดออกมาไม่หยุด คิดไปคิดมา พิษเหล่านั้นคงถูกขับออกมาจากทางเหงื่อ ดังนั้นจึงรีบเช็ดให้แห้ง ไม่ให้พิษย้อนกลับไปในร่างกาย
อวิ๋นซูคอยดูแลหนานฟางเยี่ยนอยู่ในห้องทั้งวัน คล้ายจะไม่ได้ข่มตานอน คนทั้งหลายที่อยู่ในห้องไม่ได้สังเกตเลยว่าสีหน้าของนางเริ่มขาวซีด…
อวิ๋นซูยกมือขึ้นนวดขมับที่รู้สึกปวดเล็กน้อย หลับตาลงเพื่อบรรเทาอาการตาพร่าที่เริ่มปรากฏ ทว่าตอนนี้เอง ความง่วงพลันโจมตีเข้ามาในสมองของนาง ทำให้นางเกือบจะหมดสติไปหลายครั้ง
สูดหายใจเข้าลึกๆ เดินไปใช้น้ำเย็นล้างหน้า คิดจะทำให้ตนเองสติแจ่มชัดขึ้นเสียหน่อย แต่ในขณะเดียวกัน หนานฟางเฟยที่อยู่ห่างไปไม่ไกลก็สังเกตเห็นความผิดปกติของนางในที่สุด
“พระชายารู้สึกไม่สบายที่ใดหรือไม่?”
อวิ๋นซูส่ายศีรษะเล็กน้อย เช็ดหยดน้ำบนมือให้แห้ง “ไม่เป็นไร พักสักครู่ก็ดีขึ้นแล้ว”
ในใจของหนานฟางเฟยเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เมื่อเห็นสีหน้าซูบเซียวของนาง ในใจพลันรู้สึกไร้รสชาติ คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายเป็นตระกูลหนานที่นำพาความยุ่งยากอันใหญ่หลวงเช่นนี้มาให้นาง
มิใช่ว่าพระชายาก็ถูกพิษหรือ? นางดูแลน้องสาวตนเช่นนี้ แล้วสุขภาพของนางจะทำเช่นไร? เมื่อเห็นสีหน้าของนาง เกรงว่าคงไม่ดีเท่าใดนัก!
หนานฟางเฟยเดินมาหยุดการเคลื่อนไหวของอวิ๋นซู “พระชายาเสด็จกลับไปพักผ่อนก่อนเถิด ที่นี่มอบให้ฟางเฟยก็ได้”
การเคลื่อนไหวในมืออวิ๋นซูชะงักไป จากนั้นจึงส่ายศีรษะ “คุณชายหนานไม่มีประสบการณ์รับมือกับโรคระบาดทำให้ติดโรคได้ง่าย หากคุณชายหนานล้มไปอีกคนคงแย่ยิ่งแล้ว ให้ซูเอ๋อร์ทำเองเถิด!”
“แต่ตอนนี้พระชายา…”
“ไม่เป็นไร!” อวิ๋นซูมีท่าทีแน่วแน่ ทำให้หนานฟางเฟยไม่ทราบว่าควรจะทำเช่นไรดี
นายท่านหนานที่ร้อนอกร้อนใจอยู่ด้านข้างมองสายตาของบุตรชายตน ลอบทอดถอนใจ เดินมาเบื้องหน้า มองไปยังอวิ๋นซูด้วยความซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง “คราวนี้ต้องขอบพระทัยพระชายาแล้วจริงๆ!”
“นายท่านหนานเกรงใจเกินไปแล้ว” อวิ๋นซูแย้มยิ้ม เช็คใบหน้าให้หนานฟางเยี่ยนอย่างระมัดระวัง
นายท่านหนานมองบุตรีที่ยังคงมีท่าทางทรมานบนเตียง มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำแน่น เหลือบตามองบุตรชายที่ยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน กล่าวเสียงเรียบ “ฟางเฟย ตามพ่อออกไป!”
ยอมนี้เคหาสน์ตระกูลหนานเงียบสงบหาใดเปรียบ แสงจันทร์สีขาวนวลสาดส่องคล้ายระลอกคลื่น
ยามนี้ในสวนบุปผาไม่มีผู้อื่น นายท่านหนานยืนเอามือไพล่หลัง กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ในใจเจ้าเห็นพระชายาสำคัญกว่าน้องสาวของเจ้าหรือ?”
หนานฟางเฟยได้ยินดังนี้จึงตกตะลึงเล็กน้อย คิดว่าเรื่องเมื่อครู่คงทำให้บิดาเข้าใจผิด “ท่านพ่อคงไม่ทราบ ความจริงพระชายาถูกพิษนานแล้ว สุขภาพจึงอ่อนแอ แต่ลูกมองออกว่าเพื่อตระกูลหนานนางจึงยืนหยัดมานานเพียงนี้ มิใช่ว่าลูกคิดว่าผู้ใดสำคัญกว่า เพียงแต่ตอนนี้ตระกูลหนานของพวกเรารบกวนนางมากแล้วจริงๆ!”
แววตานายท่านหนานสั่นไหวเล็กน้อย เขาไม่รู้เรื่องสภาพร่างกายของพระชายา หากเป็นเช่นนี้จริงๆ นับว่าเขาเข้าใจผิดแล้ว
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง นายท่านหนานราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงถอนใจ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าก็รีบสงบใจของตนหน่อยเถิด เจ้ากับพระชายาเป็นไปไม่ได้แล้ว อย่าทำให้พ่อผิดหวัง คราวนี้ตระกูลหนานของพวกเราติดหนี้น้ำใจราชวงศ์จริงๆ แต่รอให้โรคระบาดในจวนหายเสียก่อน พ่อจะส่งพวกเขาออกไป ตระกูลหนานมิอาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ มิเช่นนั้นจะถูกลากเข้าไปพัวพันกับปัญหา”
เขาทำราวกับไม่เห็นสีหน้าตื่นตะลึงของหนานฟางเฟย เอ่ยปากพูดต่อไป “ตอนนี้ไท่ซ่างหวงและฝ่าบาทกำลังต่อสู้กันภายใน ตระกูลหนานของพวกเรารักษาจุดยืนเป็นกลางมาได้หลายปี ไม่อาจเข้าไปเปื้อนดินโคลนในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้”
“ความหมายของท่านพ่อก็คือต้องการข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพานหรือ?” หนานฟางเฟยรู้สึกตื่นตะลึงยิ่งนัก จะอย่างไรเขาก็คิดไม่ถึงว่าบิดาจะมีความคิดเช่นนี้
ใบหน้าของนายท่านหนานคละเคล้าไปด้วยความรู้สึกย่ำแย่และเด็ดเดี่ยว “เรื่องนี้ก็ตัดสินใจตามนี้ ยิ่งไปกว่านั้นตอนแรกในใจของเจ้าก็รู้ถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ดี แต่กลับพาพวกองค์ชายใหญ่เข้ามาโดยไม่หารือกับพ่อก่อน เจ้าไม่ได้ฟังคำแนะนำของพ่อ ตอนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องพูดโน้มน้าวพ่อให้มากความ พ่อย่อมมีแผนของพ่อเอง”
หนานฟางเฟยรู้ดีว่าบิดาโกรธที่เขาปิดบัง ดังนั้นจึงเงียบไป ไม่ทราบว่าควรจะพูดอะไรดี ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดเช่นไรจึงจะทำให้ท่านพ่อเปลี่ยนใจ
นายท่านหนานจับจ้องมาที่เขาราวกับมองความคิดในยามนี้ของบุตรชายออก ทอดถอนใจครั้งหนึ่ง “หนี้น้ำใจในคราวนี้พ่อย่อมเข้าใจชัดเจนยิ่งกว่าเจ้า วันหน้าตระกูลหนานของพวกเราจะต้องตอบแทนหนี้น้ำใจนี้แน่นอน แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เจ้าก็พยายามสงบความคิดในใจของตนเองเสีย ทำเรื่องของตนไปให้ดี ส่วนเรื่องอื่นไม่จำเป็นต้องวุ่นวาย!”
กล่าวจบเขาก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป แต่ในยามที่เดินผ่านข้างกายหนานฟางเฟยกลับมองไปที่เขาด้วยความผิดหวังอีกครั้ง “เดิมทีพ่อคิดว่าเจ้าได้สติแล้ว รู้ว่าควรจะรับช่วงดูแลตระกูลหนาน คิดไม่ถึงว่ากระทั่งตอนนี้เจ้าก็ยังทำเพื่อสตรีเพียงผู้เดียว…”
คำพูดของนายท่านหนานราวกับม่านเมฆที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นบดบังรัศมีแวววาวของดวงจันทร์ เหลือไว้เพียงความมืดมิด
ภายในสวนบุปผา หนานฟางเฟยยืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบงัน มือที่อยู่ในแขนเสื้อค่อยๆ กำขึ้น จะอย่างไรก็ไม่อาจคลายออก ลมพัดมา เกิดเสียงดังเสียดสีของใบไม้ แผ่นหลังของบุรุษเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว…
จะอย่างไรนายท่านหนานก็เป็นพ่อค้า ไม่เคยทำการค้าขาดทุน ในเมื่อรั้งอยู่นานเพียงนี้แล้ว คราวนี้ให้พระชายาองค์ชายใหญ่ช่วยตระกูลหนานของพวกเขาข้ามผ่านอุปสรรคก็นับว่าได้ทุนคืน แต่ต่อไปเขาไม่สามารถรับได้อีก
กลางดึก หนานฟางเยี่ยนที่สลบมาหนึ่งวันหนึ่งคืนค่อยๆ ได้สติกลับมาในที่สุด เสียงอันอ่อนแรงดังแว่วมาจากเตียง
“น้ำ…น้ำ…ข้าอยากดื่มน้ำ…” นางกล่าวประโยคนี้ออกมาจากลำคออย่างยากลำบาก
มืออบอุ่นคู่หนึ่งยื่นถ้วยชามาให้ หนานฟางเยี่ยนรับมาด้วยสติพร่าเลือน ดื่มลงไปอึกใหญ่
ทัศนวิสัยเบื้องหน้าค่อยๆ ชัดเจน นางเงยหน้าขึ้น พบว่าผู้ที่เฝ้าอยู่ข้างกายตนถึงกับเป็นอวิ๋นซู
สตรีสุขุมเยือกเย็นกำลังใช้สายตาอ่อนโยนหาใดเปรียบมองมาที่ตน หนานฟางเยี่ยนรู้สึกลำคอแห้งผาก ในใจทั้งซับซ้อนและซาบซึ้ง “พระชายา…ดูแลเยี่ยนเอ๋อร์มาตลอดหรือ?”