หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 33 ตอนที่ 983 เช่นนั้นจะดีเพียงใดกัน
เล่มที่ 33 ตอนที่ 983 เช่นนั้นจะดีเพียงใดกัน
อวิ๋นซูทำเพียงแย้มยิ้มบางเบา “คุณหนูหนานรู้สึกอย่างไรบ้าง?”
ดรุณีน้อยขยับแขนขาของตน เนื่องจากการดูแลอย่างใส่ใจของอวิ๋นซู หนานฟางเยี่ยนจึงรู้สึกดีขึ้นมาก บนใบหน้า…ถึงกับมีความรู้สึกแปลกๆ จนผิดปกติ?
นางอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปคลำ สัมผัสบริเวณปลายนิ้วทำให้นางขมวดคิ้วโดยพลัน นี่…รอยแข็งๆ เหล่านี้คืออะไร?
นางถือโอกาสที่อวิ๋นซูหมุนตัวไป แอบเดินไปหน้าโต๊ะเครื่องแป้งด้วยร่างกายโอนเอน หยิบกระจกบนนั้นขึ้นมา ทว่าเมื่อนางมองไปถึงกับตกใจจนต้องกรีดร้อง กระจกในมือหล่นแตก
สวรรค์…เมื่อครู่นี้…ใบหน้าที่เต็มไปด้วยฝีเมื่อครู่นี้…
อวิ๋นซูได้ยินเสียงร้องจึงหันกลับมา เห็นหนานฟางเยี่ยนและเศษกระจกพวกนั้น บนใบหน้าพลันเกิดความรู้สึกจนใจ สตรีอายุสิบกว่าจะไม่ใส่ใจความงามของตนได้อย่างไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคุณหนูใหญ่อย่างหนานฟางเยี่ยนเลย
ขณะนั้นเอง หนานฟางเยี่ยนมองไปยังอวิ๋นซูด้วยความหวาดกลัว “หะ เหตุใดใบหน้าข้าจึง…ข้าจะอัปลักษณ์เช่นนี้ไปตลอดชีวิตหรือไม่? ไม่ เยี่ยนเอ๋อร์ไม่อยาก…”
อวิ๋นซูประคองนางกลับไปนอนที่เตียง กล่าวปลอบใจด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่หรอก นี่เป็นเพียงชั่วคราว คุณหนูหนานไม่จำเป็นต้องกังวล!”
หนานฟางเยี่ยนไม่เชื่อ จับมืออวิ๋นซูแน่นไม่ยอมปล่อย เมื่อคิดถึงใบหน้าอัปลักษณ์เมื่อครู่นี้ทำให้นางแทบบ้า ยามปกตินางแต่งกายพิถีพิถัน ใช้เครื่องประดับที่งดงามที่สุด หากภายหน้าต้องมีใบหน้าเช่นนี้ ให้นางตายตอนนี้เสียยังจะดีกว่า!
“เจ้า…ฮือๆ…เจ้าหลอกข้า…เจ้าหลอกข้าอีกแล้ว…เมื่อครู่ข้าเห็นชัดเจน!” ความหวาดกลัวจากก้นบึ้งของหัวใจทำให้หนานฟางเยี่ยนร้อนใจจนร้องไห้สะอึกสะอื้น
อวิ๋นซูดึงมือที่กุมหน้าของนางออกอย่างอ่อนโยน “สภาพที่เห็น มิได้แสดงให้เห็นถึงสิ่งใด ก่อนหน้านี้ตอนองค์ชายใหญ่ติดโรคระบาดยังร้ายแรงกว่าเจ้ามาก!”
ยามนี้ไหนเลยหนานฟางเยี่ยนยังจะฟังเข้าหู ได้แต่ดำดิ่งลงสู่จินตนาการอันน่าหวาดกลัวของตน
อวิ๋นซูเห็นดังนั้นจึงตบมือนางเบาๆ เสียงกระจ่างชัดหาใดเปรียบดังขึ้นข้างหู “คุณหนูหนานคงเคยเห็นองค์ชายใหญ่แล้วกระมัง? เจ้าคิดว่าองค์ชายใหญ่รูปโฉมเป็นอย่างไร?”
คราวนี้ ในที่สุดหนานฟางเยี่ยนก็มีปฏิกิริยา ความคิดค่อยๆ กระจ่างชัดตามมา ไม่นานพลันใบหน้าแดงก่ำ หลุบตาลงด้วยความเขินอาย “ปะ…เป็นบุรุษที่รูปโฉมงดงามอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน! ผิวก็ค่อนข้างดี ดีกว่าข้ามาก เหมือน…เหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ!”
อวิ๋นซูหัวเราะเบาๆ “แต่องค์ชายใหญ่ในตอนนี้ก็เคยติดโรคระบาดเช่นกัน ตอนนั้นใบหน้าของเขายัง…ยังน่ากลัวกว่าคุณหนูหนานมากเลยทีเดียว!”
“นี่…จะเป็นไปได้อย่างไร?” หนานฟางเยี่ยนไม่เชื่อ บนใบหน้าขององค์ชายใหญ่ตอนนี้ไม่มีร่องรอยใดๆ ทำให้ยากจะจินตนาการถึงภาพเช่นนั้น นี่จะเป็นไปได้อย่างไร?
เมื่อกล่าวถึงเฟิ่งหลิง รอยยิ้มที่มุมปากของอวิ๋นซูพลันลึกล้ำขึ้นหลายส่วน “เกรงว่าตอนนั้นคงเป็นตอนที่องค์ชายใหญ่อัปลักษณ์ที่สุดในชีวิตแล้ว…”
แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่นางซาบซึ้งใจที่สุด…
ในใจของอวิ๋นซูเกิดขึ้นคลื่นกระเพื่อม คล้ายน้ำในทะเลสาบที่สายลมพัดผ่าน
หนานฟางเยี่ยนเอียงคอจ้องมองอวิ๋นซูในยามนี้ ท่าทีเช่นนั้น…ไม่เหมือนกำลังหลอกตน แต่ว่า…
หนานฟางเยี่ยนหลุบตาลงราวกับกำลังย้อนคิดไปถึงใบหน้าหล่อเหลาเป็นเอกของเฟิ่งหลิง เนิ่นนานผ่านไปจึงเอ่ยขึ้นเสียงอ่อน “เช่นนั้น…เป็นพระชายารักษาองค์ชายใหญ่จนหายดี ทำให้มีพระพักตร์หล่อเหลาเหมือนปกติใช่หรือไม่?”
อวิ๋นซูพยักหน้าเล็กน้อย หยิบยาข้นสีขาวกล่องหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ เปิดออกดู มีกลิ่นหอมของบุปผาโชยมาจางๆ เป็นกลิ่นที่หอมติดจมูก “ทายานี้จะช่วยรักษาไม่ให้เหลือรอยแผลเป็นไว้! ดังนั้นคุณหนูหนานไม่จำเป็นต้องกังวล รักษาสุขภาพให้ดีจึงจะเป็นเรื่องสำคัญ!”
ความกังวลในใจของหนานฟางเยี่ยนเลือนหายไปไม่เหลือร่องรอย เมื่อคิดถึงองค์ชายใหญ่ที่ตอนนี้มีรูปโฉมงดงามดังหยกเนื้ออ่อนปานนั้นจึงเชื่อคำพูดของอวิ๋นซูมากขึ้นหลายส่วน
นางกำกล่องยาที่อวิ๋นซูมอบให้ไว้ในฝ่ามืออย่างระมัดระวังราวกับนี่เป็นยาช่วยชีวิตของนาง จะอย่างไรก็ไม่ยอมปล่อย อวิ๋นซูจับชีพจรให้นาง “ตอนนี้รู้สึกว่าเรี่ยวแรงฟื้นกลับมาบ้างแล้วหรือไม่?”
หนานฟางเยี่ยนกระพริบตา คล้ายเพิ่งสังเกตสภาพของตนในตอนนี้ ทันใดนั้นจึงยกแขนขึ้น อา…รู้สึกว่าแขนไม่ได้หนักเช่นก่อนหน้านี้แล้ว!
นางมองอวิ๋นซูด้วยความซาบซึ้งใจ สีหน้าไม่ค่อยดีนัก “เช่นนั้น…ตอนนี้คนอื่นๆ ในจวนเป็นอย่างไรบ้าง? พวกเขาดีขึ้นบ้างแล้วหรือไม่?”
อวิ๋นซูกล่าวตอบ “คุณหนูหนานไม่จำเป็นต้องกังวล ตอนนี้พวกเขาทั้งหมดถูกแยกตัวไปดูแลแล้ว อาการป่วยนับได้ว่ามั่นคงมาก ไม่มีอันตรายถึงชีวิต”
หนานฟางเยี่ยนได้ยินก็รู้สึกผ่อนคลาย แต่เมื่อคิดว่าคนในจวนมากมายต้องมารับความลำบากกับตนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตำหนิตนเอง “ล้วนต้องตำหนิข้า หากมิใช่ว่าข้าจะไปท่องเที่ยวที่เจียงหนานให้ได้คงไม่ติดโรคระบาด และคงไม่ทำให้ทุกคนต้องทนรับความลำบากเพราะข้า…ล้วนเป็นข้าทำร้ายพวกเขา…”
อวิ๋นซูลูบเส้นผมอ่อนนุ่มบนศีรษะของนาง น้ำเสียงอ่อนโยนดุจขนนก “เรื่องนี้ล้วนเป็นสวรรค์ลิขิต กล่าวว่าเป็นความผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจก็ไม่เกินไป! ข้าเชื่อว่าคุณหนูหนานต้องไม่อยากเห็นเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเช่นกัน ความจริงท่านเป็นคนจิตใจดีคนหนึ่ง รู้จักใส่ใจผู้อื่นและรู้จักเหตุผล!”
หนานฟางเยี่ยนถูกชมกะทันหันเช่นนี้ ใบหน้าพลันปรากฏริ้วแดงสองสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดว่าก่อนหน้านี้ตนกลั่นแกล้งอวิ๋นซูเพียงนั้น ตอนนี้นางเกิดเรื่องยังต้องให้อวิ๋นซูมาดูแล ในใจยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้น!
“ข้า…ความจริงข้าไม่ใช่คนดี ก่อนหน้านี้ที่ท่านได้กินอาหารย่ำแย่เหล่านั้น ความจริง…เป็นข้าที่บอกให้โรงครัวสับเปลี่ยน แล้วยังมีหนูเหล่านั้น ข้าสั่งให้คนจับมา แล้วยังมี…”
หนานฟางเยี่ยนกัดริมฝีปาก รู้สึกโศกเศร้ายิ่งนัก นางไม่รู้ว่าตอนนั้นตนเป็นอะไรกันแน่ เหตุใดจึงกระทำเรื่องเกินเหตุครั้งแล้วครั้งเล่า
อวิ๋นซูมองดวงตาทั้งสองที่เปล่งประกายแวววาวของอีกฝ่าย จากนั้นจึงยื่นมือออกไปปัดผมหน้าม้าให้นาง “ขอบอกคุณหนูหนานตามตรง ข้าเป็นคนใจกล้า ไม่กลัวของพวกนั้นแม้แต่น้อย!”
หนานฟางเยี่ยนรู้สึกแสบจมูก ในใจเกิดความรู้สึกอบอุ่น รอยยิ้มของอวิ๋นซูทำให้นางรู้สึกซาบซึ้งใจหาใดเปรียบ “พระชายา…”
“หากคุณหนูหนานไม่รังเกียจ เรียกข้าว่าพี่ซูเถิด”
“จริงหรือ? พะ พี่ซู…”
บรรยากาศในห้องแปรเปลี่ยนไปอบอุ่นและผ่อนคลาย กำแพงที่เคยขวางกั้นระหว่างคนทั้งสอง ยามนี้กลับหายไปโดยไม่เหลือร่องรอย
แม้ในยามฝันหนานฟางเยี่ยนก็คิดไม่ถึงว่าที่แท้อวิ๋นซูจะเป็นสตรีดีงามเพียงนี้ ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะนับถือนาง ชอบนาง พี่ใหญ่เป็นคนมีสายตาดีจริงๆ เพียงแต่น่าเสียดาย ดังเช่นที่พี่ใหญ่กล่าว เรื่องของวาสนาไม่อาจฝืน
ดรุณีน้อยเข้าสู่การหลับใหลอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว อวิ๋นซูเดินออกมาจากในห้อง ยังไม่ทันนั่งลงก็เห็นหนานฟางเฟยเดินเข้ามาสำรวจพอดี
“พระชายา?” หนานฟางเฟยเห็นสีหน้าขาวซีดของอวิ๋นซูจึงรีบเดินเร็วยิ่งขึ้น แต่เพิ่งจะเดินได้สองก้าวก็คิดว่าไม่ค่อยเหมาะสมนัก จึงรักษาระยะห่างอย่างไม่เป็นธรรมชาติ “ขอบพระทัยพระชายาที่หลายวันมานี้คอยดูแล กระหม่อมผิดต่อพระชายาและองค์ชายใหญ่จริงๆ”
“คุณชายหนานไม่จำเป็นต้องใส่ใจ…” อวิ๋นซูตอบกลับอย่างเรียบเฉย ขณะนั้นเอง ทัศนวิสัยเบื้องหน้าพลันพร่ามัว ความรู้สึกเหนื่อยล้าถาโถมเข้าสู่สมองอีกครั้ง นางกุมหน้าผากตนเองเบาๆ เดิมทีคิดจะยืนหยัดอีกสักครู่ แต่น่าเสียดายที่ร่างกายไม่ฟังคำสั่ง ถึงกับล้มลงไปด้านหลัง
“พระชายา?!” หนานฟางเฟยปฏิกิริยาว่องไว รีบรับร่างสุขุมเยือกเย็นนั้นไว้ ใบหน้าหล่อเหลาถูกอวิ๋นซูที่สลบไปกะทันหันทำเอาตกใจจนหน้าขาวซีด “เด็กๆ! เร็ว ใครก็ได้!”
ไม่นานอวิ๋นมู่และเฟิ่งหลิงก็ตามมาอย่างเร่งร้อน สายตาของพวกเขาหยุดอยู่บนใบหน้าซูบเซียวของอวิ๋นซู ใบหน้ามืดครึ้มลงโดยพลัน
เมื่ออวิ๋นมู่ตรวจอาการของอวิ๋นซูจึงผ่อนลมหายใจได้ในที่สุด “เพียงแค่เหนื่อยเกินไปเท่านั้น พักผ่อนให้มากก็จะดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องกังวล!”
ดวงตาลึกล้ำของเฟิ่งหลิงหยุดอยู่บนใบหน้าของสตรีที่กำลังหลับลึก หัวใจบีบรัดจนเจ็บปวด ยื่นมือออกไปช่วยคลุมผ้าห่มให้นาง จากนั้นจึงมองไปทางหนานฟางเฟยอย่างขออภัย “ระยะนี้ซูเอ๋อร์ไม่ได้พักผ่อนให้ดี ให้นางพักผ่อนสักหลายวันได้หรือไม่? ทางด้านคุณหนูหนาน…”
หนานฟางเฟยเป็นคนเข้าใจอะไรง่าย รีบรับคำของเฟิ่งหลิงทันที “กระหม่อมเข้าใจแล้ว ทางด้านเยี่ยนเอ๋อร์กระหม่อมจะดูแลเอง จะอย่างไรพระวรกายของพระชายาย่อมสำคัญ!”
“ขอบคุณคุณชายหนานที่เข้าใจ!”
ทั้งๆ ที่ตระกูลหนานของพวกเขาทำให้พระชายาเป็นเช่นนี้แต่องค์ชายกลับไม่ตำหนิแม้เพียงคำเดียว จู่ๆ หนานฟางเฟยพลันรู้สึกว่าตนเองช่างเห็นแก่ตัวยิ่งนัก
อีกด้านหนึ่ง นายท่านหนานได้ยินเรื่องที่อวิ๋นซูหมดสติไปแล้วเช่นกัน ท่าทางของเขาเคร่งขรึมจนผิดปกติ ในใจเข้าใจกระจ่างเป็นอย่างดี แต่ว่า…เขาทำได้เพียงทอดถอนใจ บอกกับตนเองว่าอย่าใจอ่อนเด็ดขาด แต่ละคนล้วนมีชะตาชีวิตของตนเอง เขาไม่อาจฝืนชะตาฟ้า รอให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตระกูลหนานสงบเสียก่อน เขายังต้องให้พวกเขาออกไปจากจวน
เช้าวันต่อมา หนานฟางเยี่ยนตื่นขึ้น นางร่างกายเพิ่งจะฟื้นฟูทำให้สีหน้าไม่สู้ดีนัก นางเบิกตากว้างด้วยความแปลกใจ ยามนี้ผู้ที่เฝ้าอยู่ข้างกายนางไม่ใช่อวิ๋นซู แต่เป็นพี่ใหญ่ของตน
“พี่ใหญ่?” นางเอ่ยเรียกอย่างระมัดระวัง คิดไปถึงคืนนั้นที่ตนทะเลาะกับเขา ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
หนานฟางเฟยกลับไม่ได้เก็บเรื่องเหล่านี้ไปใส่ใจ เขาตอบรับเสียงเบา ประคองนางขึ้นนั่งอย่างอ่อนโยน “ตื่นแล้วหรือ? อยากกินอะไรหรือไม่?”
หนานฟางเยี่ยนจ้องมองบุรุษข้างกายที่ดูแลตนอย่างใส่ใจ คิดไปถึงอวิ๋นซูเมื่อคืนนี้ ในใจพลันมีความอบอุ่นถาโถม เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยปากขึ้นว่า “พี่ใหญ่…ข้าขอโทษ! ก่อนหน้านี้เยี่ยนเอ๋อร์ทำเกินไป เยี่ยนเอ๋อร์ผิดไปแล้ว ต่อไปนี้เยี่ยนเอ๋อร์จะไม่ทำเรื่องพวกนั้นอีก พี่ใหญ่…ท่านให้อภัยเยี่ยนเอ๋อร์ได้หรือไม่?”
หนานฟางเฟยถูกคำพูดนี้ของหนานฟางเยี่ยนทำเอาแย้มยิ้ม ลูบศีรษะนางอย่างอ่อนโยน “เด็กโง่ คนที่ต้องขอโทษควรเป็นพี่ใหญ่! พี่ใหญ่ความคิดหยาบกร้านเกินไป ไม่สังเกตเห็นอาการของเจ้า ทำให้เจ้าต้องลำบากเพียงนี้!”
“ไม่..ไม่…เรื่องนี้ไม่อาจตำหนิพี่ใหญ่ เป็นเยี่ยนเอ๋อร์ทำผิดก่อน ทำให้พี่ใหญ่โกรธก่อน!” หนานฟางเยี่ยนกล่าวตะกุกตะกัก
หนานฟางเฟยแย้มยิ้ม ไม่นานสองพี่น้องก็คืนดีกันเช่นวันวาน ภาพความอบอุ่นดังปกติกลับมาอีกครั้ง
“พี่ใหญ่…พี่ซูเล่า? เหตุใดพี่ซูไม่อยู่?”
หนานฟางเฟยเกาหัวด้วยความรู้สึกแปลกใจ “พี่ซู?” คำเรียกขานจะเปลี่ยนเร็วเกินไปหรือไม่!
หนานฟางเยี่ยนอมยิ้ม “ใช่แล้ว เมื่อวานเยี่ยนเอ๋อร์คุยกับพี่ซูแล้ว ต่อไปจะไม่เรียกนางว่าพระชายาอีก จะเรียกนางว่าพี่ซู! จริงสิพี่ใหญ่ ท่านยังไม่บอกข้าเลย เหตุใดวันนี้พี่ซูจึงไม่มาดูเยี่ยนเอ๋อร์?”
เมื่อได้ยินน้องสาวกล่าวเช่นนี้ หนานฟางเฟยจึงรู้สึกยินดีอยู่ในใจ คิดไม่ถึงว่าคนทั้งสองคนจะแก้ไขความเข้าใจผิดกันได้เร็วเพียงนี้ แต่เมื่อกล่าวถึงอวิ๋นซู ใบหน้าของเขาพลันปรากฎความรู้สึกลำบากใจ เงียบไปครู่หนึ่งจึงค่อยเอ่ยขึ้น “พี่ซูของเจ้าไม่สบาย!”
“อะไรนะ? พี่ซูไม่สบาย?” หนานฟางเยี่ยนตกใจยิ่งนัก รู้สึกเคร่งเครียดขึ้นหลายส่วน คิดจะลงจากเตียงไปเยี่ยมอวิ๋นซู
หนานฟางเฟยรีบหยุดนางไว้ “นี่เจ้าจะทำอะไร? อาการป่วยของเจ้ายังไม่หายดี หากไปตอนนี้จะต้องทำให้วุ่นวายเป็นแน่ หรือเจ้าอยากรบกวนพระชายา ปล่อยให้นางพักผ่อนเถิด!”
“แต่ว่า…” ในใจของหนานฟางเยี่ยนรู้สึกกังวล นางรู้ดีว่าคำพูดของใหญ่พี่ใหญ่ใช่จะไม่มีเหตุผล จึงทำได้เพียงกลับไปนั่งที่เดิมด้วยความจนใจ “เช่นนั้นหาพี่ซูดีขึ้นท่านจะต้องรีบบอกข้า!”
หนานฟางเฟยพยักหน้า ปล่อยให้ดรุณีน้อยนอนหนุนตักตน
ท่ามกลางสติอันพร่าเลือน หนานฟางเยี่ยนพึมพำออกมาประโยคหนึ่ง “หากพี่ซูได้เป็นพี่สะใภ้ของเยี่ยนเอ๋อร์จะดีเพียงใดกัน?”
“…” บุรุษร่างกายแข็งทื่อ ดวงตาปรากฏความโศกเศร้าปกคลุม ใช่แล้ว จะดีเพียงใดกัน