หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 33 ตอนที่ 984 โรคระบาดที่เจียงหนาน
เล่มที่ 33 ตอนที่ 984 โรคระบาดที่เจียงหนาน
ไม่นานบุรุษร่างกำยำก็ปรากฏตัวบริเวณประตู มองไปในห้องด้วยความกังวล “เยี่ยนเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง?”
หนานฟางเฟยรีบลุกขึ้นยืน “ท่านพ่อ!”
นายท่านหนานขานรับ เมื่อเห็นว่ายามนี้ดรุณีน้อยบนเตียงกำลังหลับฝันหวานใบหน้าพลันอ่อนโยน สีหน้าเช่นนี้คล้ายจะคงอยู่เนิ่นนาน เขาหันไปมองทางหนานฟางเฟยที่คอยดูแลอยู่ในห้อง เมื่อเห็นใบหน้าเหนื่อยล้าของอีกฝ่าย ในใจจึงรู้สึกทนไม่ไหว
“ที่นี่มอบให้พ่อเถิด เจ้าไปจัดการเรื่องในจวนเสียหน่อย”
หนานฟางเฟยผงกศีรษะ มองไปยังน้องสาวที่นอนอยู่บนเตียงเงียบๆ จากนั้นจึงเดินออกไปอย่างวางใจ
ไม่นานพ่อบ้านชราก็เดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ “นายท่าน!”
“เรื่องที่สั่งเจ้า จัดการดีแล้วหรือไม่?” นายท่านหนานดึงผ้าห่มมาคลุมให้หนานฟางเยี่ยนแล้วเอ่ยปากถาม
“เรียบร้อยแล้วขอรับนายท่าน! ขอเพียงอาการป่วยของคุณหนูมั่นคงก็ให้แขกหลายท่านนั้นเดินทางได้ทันที”
นายท่านหนานไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงพยักหน้าเงียบๆ
แต่ในขณะนั้นเอง หนานฟางเยี่ยนที่หลับลึกมาตลอดกลับตื่นขึ้นกะทันหัน นางคงได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่นี้จึงเอ่ยปากถามด้วยความร้อนใจ “ท่านพ่อ เหตุใดต้องให้พวกพี่ซูออกไปด้วย?”
นายท่านหนานขมวดคิ้ว พี่ซูหรือ? ความสัมพันธ์ของเด็กคนนี้กับพระชายาองค์ชายใหญ่ดีเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
“ท่านพ่อ! ตกลงเพราะอะไรกันแน่?”
นายท่านหนานทอดถอนใจเบาๆ สีหน้าเย็นชาเคร่งขรึม “เด็กอย่างเจ้าพักผ่อนให้ดีก็พอ เรื่องอื่นไม่จำเป็นต้องกังวล!”
“สิ่งใดเรียกว่าเรื่องอื่น? เรื่องของพี่ซู เยี่ยนเอ๋อร์ไม่สนใจไม่ได้!” หนานฟางเยี่ยนไม่ฟัง คิ้วขมวดแน่น รู้สึกร้อนใจยิ่งขึ้น “ท่านพ่อ ท่านทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง พี่ซูช่วยข้าทั้งยังช่วยตระกูลหนาน นับเป็นผู้มีพระคุณของพวกเรา ท่านจะไล่พวกเขาไปได้อย่างไร? ท่านพ่อ!”
นายท่านหนานรู้ตัวว่าทำเช่นนี้ดูไร้คุณธรรม กระทั่งผิดต่อมิตรภาพหลายปีของเขาและแม่ทัพกงซุน แต่เขาเป็นเจ้าบ้านตระกูลหนาน จำเป็นต้องรับผิดชอบอนาคตของทุกคน เขาลูบเส้นผมบนศีรษะของหนานฟางเยี่ยน ในดวงตาเกิดประกายจนใจและเมตตา “เจ้ายังเด็ก มีหลายเรื่อง หลังจากโตขึ้นเจ้าจะเข้าใจเอง พ่อทำเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลของพ่อ เข้าใจหรือไม่?”
“แต่ท่านพ่อ…พวกพี่ซูเขา…”
“เยี่ยนเอ๋อร์!” นายท่านหนานกล่าวเสียงขรึมขัดเยี่ยนเอ๋อร์ที่ยังคิดจะกล่าวขอร้อง “ตอนนี้เจ้าสนใจเพียงดูแลสุขภาพของตัวเองก็พอแล้ว เรื่องอื่นอย่าได้กล่าวถึง!”
หนานฟางเยี่ยนอดไม่ได้ที่จะเบ้ปาก ไม่ว่าจะเป็นท่านพ่อหรือพี่ใหญ่ก็มักจะเห็นนางเป็นเด็กอยู่เสมอ แต่ระยะนี้นางเข้าใจเรื่องมากมาย ไม่ทำอะไรไม่คิดถึงเหตุผลเช่นก่อนหน้านี้แล้ว!
แต่สีหน้าของนายท่านหนานตอนนี้ทำให้นางไม่กล้ากล่าวถึงเรื่องนี้ต่อไปจริงๆ ในใจรู้สึกเป็นห่วงแทนอวิ๋นซูเงียบๆ
อีกด้านหนึ่ง ฟ้าเพิ่งจะสว่าง อวิ๋นซูก็ได้สติกลับมา นางค่อยๆ ลืมตาทั้งสองขึ้นอย่างเหนื่อยล้า ทัศนวิสัยเริ่มกระจ่างชัด
นางเบนศีรษะเล็กน้อย เห็นเฟิ่งหลิงที่นอนฟุบอยู่ข้างเตียง เขายังกุมมือนางไว้แน่น อาภรณ์บนร่างยังคงเป็นอาภรณ์ของเมื่อวาน ดูท่าทางคงเฝ้าตนมาทั้งคืน…
ในใจพลันเกิดคลื่นความอบอุ่นถาโถม ใบหน้าเล็กๆ อันงดงามของอวิ๋นซูมีประกายรักใคร่อบอุ่นที่ทำให้ผู้พบเห็นหวั่นไหวปรากฏ ไม่ทราบว่าตั้งแต่ยามใดที่นางชอบชื่นชมภาพที่เขาเฝ้าตนเช่นนี้ ดวงตาของเขา รูปร่างของเขา ลมหายใจของเขา…
ผ่านไปครู่หนึ่งอวิ๋นซูจึงค่อยสังเกตสภาพรอบๆ นางจำได้ว่าตนอยู่ในห้องของหนานฟางเยี่ยน เหตุใดตอนนี้จึงอยู่ที่นี่ได้?
นางหลุบตามองไปยังบุรุษข้างกายอย่างละเอียดอีกครั้ง พบว่าใบหน้าอันปราณีตเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า คิ้วขมวดแน่นราวกับเต็มไปด้วยความกังวลอันเข้มข้นมิอาจคลาย
หรือว่าเมื่อวานอาการป่วยของตนกำเริบอีกแล้ว?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ อวิ๋นซูก็ขยับมือที่ถูกกุมเล็กน้อย เฟิ่งหลิงที่เดิมทีอยู่ในการหลับใหลจึงตื่นขึ้นมา
“ซูเอ๋อร์เจ้าตื่นแล้วหรือ? รู้สึกไม่สบายที่ใดหรือไม่?” เขารีบหยัดตัวขึ้นตรง ความกังวลในดวงตาเข้มข้นเพียงนั้น อวิ๋นซูที่ได้เห็นพลันรู้สึกหัวใจสั่นไหว
สตรีบนเตียงค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม “หลับไปคืนหนึ่งทำให้รู้สึกแจ่มใสขึ้นมากทีเดียว” บางทีคงเป็นเพราะมีเขาอยู่ข้างกายทำให้รู้สึกสงบ
แต่เฟิ่งหลิงกลับหยุดการเคลื่อนไหวของนางไว้ “ซูเอ๋อร์อย่าขยับ ร่างกายเจ้ายังอ่อนแอ พักผ่อนให้มากอีกหน่อยเถิด!”
“ไม่จำเป็นต้องกังวล” อวิ๋นซูเผยรอยยิ้มให้เขาวางใจ “ตอนนี้อาการของคุณหนูหนานยังไม่มั่นคง ไม่อาจสะเพร่า ข้าจะไปดูเสียหน่อย!”
“นายท่านหนานและคุณชายหนานดูแลนางอยู่ คงไม่มีปัญหาอะไร ที่นี่คนที่สมควรถูกดูแลที่สุดก็คือเจ้า ซูเอ๋อร์…”
อวิ๋นซูรู้ความคิดของเฟิ่งหลิงดี เมื่อย้อนคิดไปถึงอาการของหนานฟางเยี่ยนเมื่อวานจึงไม่ได้ดื้อรั้นอีก ถึงอย่างไรก็เป็นอย่างที่เขาพูด สุขภาพของตนในตอนนี้ทำให้หลายคนเป็นห่วง
เฟิ่งหลิงเห็นอวิ๋นซูไม่ดื้อรั้นอีกก็ผ่อนคลายลงได้ในที่สุด ขยับผ้าห่มให้นางอย่างใส่ใจ
ขณะนั้นเอง ด้านนอกมีเสียงเคาะประตูเบาๆ ดังแว่วมา หลานอวิ๋นกลับมาในสภาพตัวเปื้อนฝุ่น เขารออยู่หน้าประตูเนิ่นนาน เมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากด้านในจึงเดินเข้ามา
“ศิษย์พี่กลับมาแล้วหรือ?”
สีหน้าของหลานอวิ๋นหนักอึ้ง มองไปยังอวิ๋นซูและเฟิ่งหลิงด้วยสายตาลึกล้ำ “เป็นดังที่องค์ชายใหญ่คาดเดาจริงๆ เจียงหนานเกิดโรคระบาดปะทุ น่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง ประชาชนจำนวนมากสูญเสียพลัดพราก แต่ไท่ซ่างหวงกลับสั่งให้ปิดประตูเมืองไม่ยอมรับผู้ประสบภัยที่หนีมาจากพื้นที่ประสบภัยเหล่านี้ ส่วนหมู่บ้านและเมืองเล็กๆ ที่ติดโรคระบาดก็ไม่มีผู้ใดถามไถ่ มีแต่ความตาย ความตายและความตาย หลายพื้นที่กลายเป็นที่วางศพไปแล้ว!”
“อะไรนะ?” เฟิ่งหลิงได้ยินดังนั้นพลันหน้าเปลี่ยนสี คิดไม่ถึงว่าเรื่องจะพัฒนาไปในสภาพที่เลวร้ายที่สุด “ไท่ซ่างหวงไม่ได้ส่งคนไปรักษาผู้ป่วยเหล่านั้นหรือ?”
หลานอวิ๋นส่ายหน้า “ไท่ซ่างหวงจะใส่ใจความเป็นความตายของราษฎรเหล่านั้นได้อย่างไร ตอนนี้สิ่งที่เขาคิดจะปกป้องก็คือขุนนางและผู้ร่ำรวยในเมืองหรูหราเหล่านั้น สำหรับไท่ซ่างหวง ประชาชนรากหญ้าคิดจะโยนทิ้งก็โยน!”
ประโยคนี้เต็มไปด้วยความไม่พอใจที่ไม่คิดปกติแม้แต่น้อย เมื่อย้อนถึงสิ่งที่ตนได้เห็นด้วยตาในหลายวันมานี้ หลานอวิ๋นยิ่งรู้สึกได้ถึงความเย็นชาไร้น้ำใจของไท่ซ่างหวง
เฟิ่งหลิงขมวดคิ้วแน่น ไม่นานก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ หากไท่ซ่างหวงมีความคิดเช่นนี้ อีกไม่นานเขาต้องส่งทหารไปกดดันผู้ประสบภัยเป็นแน่ มิแน่ว่าอาจใช้วิธีการรุนแรงจัดการกับผู้ติดโรคเหล่านั้น เมื่อถึงตอนนั้นจะต้องเป็นวิกฤตการณ์ของชาวประชาแน่นอน จักรพรรดิไร้น้ำใจเช่นนี้ เกรงว่าคงไม่เคยคิดช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นแน่!
“ทางเสด็จพ่อมีการเคลื่อนไหวหรือไม่?” เสียงของเฟิ่งหลิงเย็นชายิ่งขึ้น
“กระหม่อมสืบมาได้ว่าตอนนี้ฝ่าบาทส่งหมอหลวงกลุ่มหนึ่งไปยังพื้นที่ประสบภัยโดยเร็วแล้ว แต่ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างทาง ยิ่งไปกว่านั้นคราวนี้โรคระบาดปะทุอย่างกะทันหันและรุนแรง เกรงว่าหมอหลวงยังไม่ทันถึงคงเกิดความวุ่นวายแล้ว”
ผลกระทบที่โรคระบาดนำมามิได้ง่ายดายเพียงนั้น ไม่นานก็จะเกิดความอดอยาก ทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกเป็นระลอก
เฟิ่งหลิงหลุบตามองไปยังสีหน้าของอวิ๋นซูที่อยู่บนเตียง เห็นว่านางนอนอยู่ที่นั่นอย่างสงบ บนใบหน้ามิได้มีอารมณ์มากมายนัก แต่เขากลับรู้ว่าตอนนี้นางกำลังคิดอะไรอยู่
“ซูเอ๋อร์ไม่ต้องคิดมาก ดูแลตัวเองให้ดีก่อน มิเช่นนั้นสุขภาพเช่นนี้ของเจ้าจะไปยังพื้นที่ประสบภัยเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านได้อย่างไร?”
อวิ๋นซูได้ฟังก็แย้มยิ้ม ใบหน้าอ่อนโยนเจือไปด้วยความลึกล้ำ “หรือท่านไม่คิดว่านี่เป็นโอกาส?”
โอกาสหรือ? เฟิ่งหลิงมองไปเงียบๆ สตรีบนเตียงคิดนำไปอย่างลึกล้ำแล้ว
“เกรงว่าตอนนี้สายของไท่ซ่างหวงที่อยู่ในเจียงหนานคงหนีเอาตัวรอดกันไปหมดแล้ว ข้าเชื่อว่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่นั่นจะต้องกล่าวโทษในพฤติกรรมนี้ของไท่ซ่างหวงเป็นแน่ ดังนั้นหากตอนนี้พวกเราลงมือช่วยเหลือ ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างชื่อเสียงให้ฝ่าบาท ทั้งยังสามารถใช้โอกาสนี้เคลื่อนไหวแสดงให้เห็นว่าผู้ใดกันแน่จึงจะเป็นผู้ปกป้องชาวประชาแห่งแคว้นเหลียน ผู้ใดกันแน่ที่มีคุณสมบัติเป็นจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียน! น้ำช่วยผลักเรือได้ก็จมเรือได้ ท่านย่อมเข้าใจเป็นอย่างดี!”
เฟิ่งหลิงทอดถอนใจเบาๆ เหตุผลนี้เขาย่อมเข้าใจ เพียงแต่…
“ซูเอ๋อร์ เมื่อเทียบกับแผ่นดินของเสด็จพ่อ ข้าเป็นห่วงเจ้ามากกว่า สุขภาพของเจ้าในตอนนี้อ่อนแอยิ่งนัก เจ้าจะให้ข้าทำเช่นไร…” เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาลึกล้ำปรากฏว่าแววมืดมนขึ้นหลายส่วน “ซูเอ๋อร์ คราวนี้ไม่ว่าเจ้าจะพูดเช่นไรก็ต้องฟังข้า! รักษาสุขภาพให้ดีก่อน เรื่องอื่นพวกเราค่อยคุยกันภายหลัง”
อวิ๋นซูเข้าใจความกังวลของเขาดี แต่นางก็มีความกังวลเป็นของตนเองเช่นกัน
นางค่อยๆ หลับตาลง ต้องการตัดสินใจให้ดีว่าก้าวต่อไปควรจะเดินเช่นไร
หลานอวิ๋นเดินออกมาจากห้องของอวิ๋นซู เขาได้ยินเรื่องของคุณหนูหนานแล้ว รู้ว่าตอนนี้นางดีขึ้นมาก ในใจจึงผ่อนคลายลง เมื่อมองท้องฟ้าพบว่ายังเช้าอยู่จึงคิดจะไปเยี่ยมเสียหน่อย
ตอนนี้บุรุษผู้นั้นเดินออกมาจากในห้องพอดี
“คุณชายหนาน!”
หนานฟางเฟยเงยหน้าขึ้น เห็นบุรุษหล่อเหลาเดินเข้ามาจึงยิ้มให้ “แม่ทัพหลานกลับมาแล้วหรือ!”
หลานอวิ๋นยิ้ม ในใจเกิดประกายบางอย่างราวกับคิดอะไรขึ้นมาได้ “คุณชายหนานรู้เรื่องที่เจียงหนานหรือไม่?”
เจียงหนาน?
หนานฟางเฟยขมวดคิ้ว ช่วงนี้เขาขาดแคลนผู้สืบข่าวจริงๆ แต่เพราะต้องดูแลเยี่ยนเอ๋อร์ เขาจึงมิอาจลงไปสนใจมากนัก “โรคระบาดที่เจียงหนานย่ำแย่มากหรือ?”
หลานอวิ๋นพยักหน้า จากนั้นจึงเล่าสถานการณ์ในเจียงหนานตอนนี้ให้อีกฝ่ายฟังอย่างละเอียด รวมไปถึงเรื่องที่ไท่ซ่างหวงเห็นคนจะตายไม่ช่วยเหลือตลอดจนเรื่องที่จักรพรรดิเหลียนส่งหมอหลวงไปด้วย
หนานฟางเฟยฟังถึงตรงนี้ใบหน้าพลันเคร่งขรึมลง “หากเป็นเช่นนี้จริงๆ ชาวบ้านที่เจียงหนานคงแย่แน่!”
“เจียงหนานตอนนี้นับเป็นนรกบนดินจริงๆ ชาวบ้านไม่มีบ้านให้กลับ หิวตายตามถนนรายทางจนนับไม่ถ้วน ไม่ง่ายเลยกว่าจะรอดชีวิตมาได้ ทว่าคงไร้ซึ่งความหวัง เพราะตอนนี้ขาดแคลนอาหารเป็นอย่างยิ่ง! เฮ้อ…”
ในขณะที่เขากล่าวคำนี้ยังสังเกตท่าทีของหนานฟางเฟยเป็นพิเศษ
“หากเป็นเช่นนี้ตระกูลหนานของข้ายินดีช่วยเต็มกำลัง!” ไม่ผิดจากที่คาด ในที่สุดหลานอวิ๋นก็บรรลุจุดประสงค์
“ความหมายของคุณชายหนานก็คือ…”
“แม่ทัพหลานโปรดวางใจ ผู้แซ่หนานจะไปโน้มน้าวท่านพ่อเอง ให้ท่านพ่อสั่งคนไปส่งเสบียง ประสานงานกับคนของฝ่าบาท ร่วมส่งอาหารและเสื้อผ้าให้ชาวบ้านจนสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ ไม่ให้เหตุการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น”
ในใจหลานอวิ๋นยินดียิ่งนัก คิดไม่ถึงว่าหนานฟางเฟยจะตัดสินใจรวดเร็วเพียงนี้! ตระกูลหนานร่ำรวยจนสามารถล่มแคว้นได้ หากมีความช่วยเหลือจากพวกเขา ชาวบ้านจะต้องมีความหวังขึ้นมาก! เขารีบก้มตัวคารวะเต็มพิธีการ “หลานอวิ๋นขอขอบคุณคุณชายหนานในบุญคุณช่วยชีวิตครั้งนี้แทนชาวบ้านเจียงหนานจริงๆ”
“แม่ทัพหลานไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ รีบลุกขึ้นเถิด!”
ขณะนั้นเอง ภายในห้อง หนานฟางเยี่ยนที่ตื่นขึ้นมาแล้วได้ยินบทสนทนาของหลานอวิ๋นและพี่ใหญ่ของตนเข้าพอดี พาลให้คิดไปถึงความเสียมารยาทของตนก่อนหน้านี้ คิดถึงเจียงหนานในตอนนี้ ในใจพลันเกิดความรู้สึกผิด
“คนผู้นั้น…กลับมาแล้วหรือ?” หนานฟางเยี่ยนกระแอม ตะโกนไปที่ประตู
หลานอวิ๋นะงักไป หนานฟางเฟยที่อยู่ด้านข้างก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว เด็กคนนี้ เหตุใดจึงไร้มารยาทเพียงนี้
“แม่ทัพหลานโปรดอย่าตำหนิ น้องสาวข้าซุกซนเช่นนี้ มิได้ตั้งใจล่วงเกินท่านแม่ทัพ”
หลานอวิ๋นแย้มยิ้ม กล่าวปลอบใจหนานฟางเฟย “ไม่เป็นไร! น้องสาวท่านนิสัยตรงไปตรงมาเช่นนี้ช่างน่ารัก ผู้แซ่หลานจะคิดเล็กคิดน้อยได้อย่างไร?”
เดิมทีเขาก็คิดมาเยี่ยมหนานฟางเยี่ยนอยู่แล้ว จึงหมุนตัวไป ยื่นมือผลักประตูเบาๆ
Malii123
แม่ทัพหลานนี่ไม่ใช่ว่าชอบพอกับลูกสาวหมอหลวง มาชมคนอื่นน่ารักไปอยู่นั่นล่ะ เริ่มคลำไม่มีหางแล้วสินะเจ้าชู้ไม่รู้ตัวรึ