หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 33 ตอนที่ 989 ภาพอันน่าเศร้า
เล่มที่ 33 ตอนที่ 989 ภาพอันน่าเศร้า
หนานฟางเฟยพยักหน้า สายตาลึกล้ำยิ่งขึ้น “ท่านพ่อโปรดวางใจ ลูกจะไม่ทำให้พ่อผิดหวังแน่นอน ตระกูลหนานของพวกเราสมควรทำบางอย่างเพื่อแคว้นเหลียนบ้างแล้ว”
…
รถม้าเคลื่อนตัวเข้าใกล้เจียงหนาน หลานอวิ๋นที่อยู่ระหว่างเดินทางส่งจดหมายมาฉบับหนึ่ง บอกพวกเขาว่าตนเลือกพักในเมืองปลอดภัยแห่งหนึ่ง กำลังรอพวกเขามารวมตัวกัน
ในรถม้า อวิ๋นซูมองฝ่ามือของตน กำขึ้นช้าๆ สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าชีพจรของตนแข็งแรงขึ้นมากจริงๆ
การเคลื่อนไหวเล็กๆ ของนางกลับเป็นจุดรวมสายตาของเฟิ่งหลิง ดวงตาอันลึกล้ำอ่อนโยนมีประกายพาดผ่าน ทั้งสองคล้ายกับมองเห็นแสงแห่งความหวัง
การเดินทางหลายวันทำให้ผู้คนเหนื่อยล้า โชคดีที่ร่างกายของอวิ๋นซูไม่เป็นอะไรมาก พวกเขามองออกไปยังทิวทัศน์อึมครึมนอกหน้าต่าง แต่ละเมืองที่ผ่านทางรกร้างขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังมีเมืองที่ตายไปแล้วไม่น้อย ทำให้อดไม่ได้ที่จะโศกเศร้า
อารมณ์ของทุกคนหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ซูฉินยากจะจินตนาการจริงๆ ว่าจะมีวันที่ตนเห็นแคว้นเหลียนในสภาพนี้ด้วย
ไม่ไกลจากเส้นทาง มีแม่น้ำสายหนึ่ง
บริเวณริมฝั่งน้ำดูเหมือนจะเป็นสถานที่ที่ผู้ประสบภัยใช้พักอาศัย เมื่อมองไปไกลๆ เห็นรถม้าของพวกอวิ๋นซูจึงพากันลุกขึ้นยืน
เฟิ่งหลิงขมวดคิ้ว ยื่นมือออกไปจับกระบี่บริเวณเอว เพิ่มความระมัดระวังขึ้นมาก อย่างไรก็ตามในตอนที่รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้กลับพบว่าผู้ประสบภัยเหล่านี้มิได้ต้องการก่อเรื่องวุ่นวาย แต่ใช้สายตาหวาดกลัวมองมาที่พวกเขา
ทันใดนั้น ท่ามกลางกลุ่มคนมีเสียงร้องไห้ของเด็กดังขึ้น สตรีผมเผ้ายุ่งเหยิงอาภรณ์ทั้งขาดและเก่าผู้หนึ่งรีบปลอบ ทว่าเด็กน้อยผู้มีใบหน้าเหลืองซูบเซียวกลับจับมือนางแน่น “…ข้าหิว…ฮือๆ …”
สตรีหลุบตาลง น้ำเสียงสั่นเครือ มือผอมจนติดกระดูกลูบใบหน้าของเด็ก “เด็กดี ทนอีกหน่อยเถิด…”
เฟิ่งหลิงลงจากรถม้า เดินมาเบื้องหน้าสตรีนางนั้น วางหมั่นโถวลูกหนึ่งลงบนมือของเด็กชายเบาๆ การกระทำนี้ทำให้เส้นประสาทอันขึงตึงของผู้ประสบภัยผ่อนคลายขึ้นไม่น้อย บนใบหน้าเกิดความหวังขึ้นหลายส่วน
ไม่นานสตรีที่กอดเด็กน้อยเอาไว้ก็ได้สติกลับมา ถึงกับคุกเข่าลงต่อหน้าเฟิ่งหลิง “ขอบคุณคุณชายเจ้าค่ะ ขอบคุณคุณชาย!”
“รีบลุกขึ้นเถิด!” เฟิ่งหลิงยื่นมือออกไปประคองสตรีนางนั้น มิได้เผยท่าทีรังเกียจเพราะความสกปรกบนร่างของนางแม้แต่น้อย “เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดพวกเจ้าจึงมารวมตัวกันอยู่ที่นี่?”
สตรีปกป้องเด็กไว้ข้างกาย สำรวจบุรุษรูปงามราวเทพเซียนเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงมองไปทางรถม้า “ขบวนเดินทางของคุณชายมาจากภายนอกหรือ? เช่นนั้นรีบย้อนกลับไปเถิด เบื้องหน้าเป็นเขตโรคระบาดรุนแรง ผู้ที่เหลืออยู่ล้วนเป็นผู้ที่ติดโรคระบาดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นได้ยินว่าก่อนหน้านี้ไม่นานหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลถูกสังหารหมู่ ด้วยเหตุนี้เมื่อพวกเราเห็นรถม้าแปลกๆ จึงหวาดกลัวเพียงนี้”
เฟิ่งหลิงขมวดคิ้ว เหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ได้?
“ท่านรู้หรือไม่ว่าเหตุใดจึงถูกสังหารหมู่? ผู้ใดเป็นผู้กระทำหรือ?”
“นี่…” บนใบหน้าของสตรีเผยความลำบากใจออกมา คล้ายต้องการพูดแต่มิกล้า
ขณะนั้นเอง บุรุษวัยกลางคนใจกล้าผู้หนึ่งเดินออกมาจากกลุ่มคน ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและไม่พอใจ “ยังจะมีผู้ใดอีกที่กล้าระทำการบุ่มบ่ามในแคว้นเหลียน มิใช่ขุนนางและผู้สูงศักดิ์เหล่านั้นหรือ พวกเขาแต่ละคนล้วนกลัวตาย กลัวว่าโรคระบาดจะแพร่กระจายออกไปจนไปติดพวกเขาจึงสมรู้ร่วมคิดกันสังหารชาวบ้านที่ติดโรคทั้งหมด!”
ความหมายในคำพูดของบุรุษก็คือ สาเหตุที่เกิดเรื่องทุกอย่างนี้จะต้องเป็นคำสั่งของจักรพรรดิเหลียนแน่นอน!
ตอนนี้ผู้ประสบภัยคนอื่นๆ คล้ายถูกกระตุ้นให้โกรธ พากันส่งเสียงดังสนับสนุน
สีหน้าของเฟิ่งหลิงหนักอึ้ง “ฝ่าบาทส่งหมอหลวงกลุ่มหนึ่งมาช่วยแก้ปัญหาแล้ว เรื่องนี้ข้าคิดว่ามิใช่คำสั่งของฝ่าบาท ทุกคนเข้าใจผิดแล้ว!”
บุรุษวัยกลางคนจ้องมองเฟิ่งหลิง จากนั้นจึงหัวเราะเสียงเย็น “คุณชายทราบได้อย่างไรว่ามิใช่คำสั่งของจักรพรรดิ? ท่านกล่าวว่ามีหมอหลวงมา แต่กระทั่งตอนนี้พวกเรายังไม่เห็นแม้แต่เงา! ผู้ใดบ้างไม่มีลูกมีหลาน แต่กลับต้องกระจัดกระจายกันเพราะโรคระบาดครั้งนี้ หากจักรพรรดิเคลื่อนไหวบางอย่าง พวกเราจะกลายเป็นเช่นนี้หรือ?”
ความจริงโหดร้ายถึงเพียงนี้ ทำให้ผู้อื่นยากจะเชื่อ!
เฟิ่งหลิงรู้ดีว่าต่อให้อธิบายไปก็ไร้ประโยชน์ เขาหยิบแผนที่ฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อมอบให้พวกเขา “ทุกท่านโปรดวางใจ หมอหลวงอยู่ระหว่างทางไปเจียงหนาน รวมไปถึงเสบียงจำเป็นที่จะถูกส่งไปไม่ขาดสายด้วย ขอให้ทุกท่านไปยังเมืองที่ทำสัญลักษณ์ไว้บนแผนที่นี้แล้วรออย่างสงบใจเถิด!”
ทุกคนมองไปยังแผนที่ฉบับนั้น เอ่ยถามด้วยความสงสัย “พวกท่านคือผู้ใดกันแน่ พวกท่านให้ไป พวกเราก็ต้องไปหรือ? เกรงว่าจะสมรู้ร่วมคิดกับเหล่าขุนนางและผู้สูงศักดิ์ จงใจหลอกพวกเราไปตายกระมัง?”
เมื่อเผชิญหน้ากับความสงสัยของพวกเขา น้ำเสียงของเฟิ่งหลิงกลับมีเพียงความจริงจังไม่ปรากฏความขุ่นเคืองแม้แต่น้อย “ในเมื่อไม่มีที่ให้ไป เหตุใดทุกท่านจึงไม่ลองดูเสียหน่อยเล่า?”
เพียงประโยคเดียวทำให้ผู้ประสบภัยทั้งหลายสบตากัน เนิ่นนานผ่านไปพวกเขาจึงเอ่ยปากด้วยความสงสัย “ท่านคือผู้ใดกันแน่ เหตุใดพวกเราต้องเชื่อท่าน!”
เฟิ่งหลิงหาข้ออ้างกล่าวออกไปตามใจ “ข้ามีญาติห่างๆ อยู่ในสำนักหมอหลวง ตอนนี้มีหมอหลวงกลุ่มหนึ่งกำลังมาจริงๆ เมืองนี้จะเป็นที่พักเท้าของหมอหลวง ดังนั้นย่อมไม่ปฏิเสธให้ผู้ประสบภัยเข้าไปแน่นอน ขอให้ทุกท่านเชื่อสักครั้งเถิด”
ความจริงเมืองแห่งนี้เป็นเมืองที่อยู่ภายใต้อำนาจของจักรพรรดิเหลียนอย่างแท้จริง ไท่ซ่างหวงยื่นมือมาไม่ถึงที่นี่ ดังนั้นเฟิ่งหลิงจึงรับประกันความปลอดภัยของผู้ประสบภัยเหล่านี้ได้
ชาวบ้านทั้งหลายสบตากัน คล้ายยังใคร่ครวญความจริงเท็จในคำพูดของเขา ตอนนี้เอง สตรีที่ได้รับบุญคุณจากเฟิ่งหลิงเมื่อครู่นี้อุ้มลูกของตนก้าวออกมาเป็นคนแรก “ขอบพระคุณคุณชายท่านนี้มากเจ้าค่ะ พวกเราแม่ลูกเชื่อคำพูดคุณชาย จะรีบไปทันที”
กล่าวจบนางก็มองไปยังชาวบ้านทุกคน จากนั้นจึงกล่าวออกไป “ทุกท่านโปรดฟังข้าสักคำเถิด ในเมื่อพวกเราไม่มีเส้นทางให้ก้าวเดิน เหตุใดจึงไม่ลองดูเสียหน่อยเล่า? หากพักอยู่ที่นี่ เมื่อพวกโจรภูเขามาถึงคงมีเพียงความตายที่รออยู่ มิสู้เชื่อคุณชายท่านนี้สักครั้ง จักรพรรดิคงไม่ทอดทิ้งพวกเราง่ายๆ เช่นนั้นแน่”
ทว่าชายวัยกลางคนผู้นั้นยังคงไม่เชื่อ “เช่นนั้นหมู่บ้านที่ถูกสังหารหมู่เพราะโรคระบาดเกิดขึ้นได้อย่างไรเล่า? คงจะมีคำอธิบายกระมัง?”
เฟิ่งหลิงเข้าใจในความสงสัยของพวกเขา ดวงตาสีดำดุจหมึกเคร่งขรึมลง “เชื่อว่าทุกท่านคงเคยได้ยินเรื่องที่ว่าตอนนี้ในราชวงศ์แคว้นเหลียนเกิดการต่อสู้ภายในกันอยู่กระมัง ความเกี่ยวพันของเรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อน มีบางเรื่องที่ไม่สามารถอธิบายได้เพียงแค่สองสามประโยค ถึงแม้ฝ่าบาทจะมีใจแต่กลับถูกกลุ่มอำนาจบางกลุ่มขัดขวาง ดังนั้นจึงทำให้ทุกท่านเข้าใจเจตนาของฝ่าบาทผิดไป แต่อย่างไรทุกท่านเชื่อได้ว่าฝ่าบาทไม่ยอมมองชาวบ้านตกอยู่ในอันตรายโดยไม่ช่วยเหลือเป็นแน่ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสังหารหมู่ในหมู่บ้านเหล่านั้นจะต้องได้รับการลงโทษที่สมควรแน่นอน! ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือรักษาความปลอดภัยของทุกคน!”
คำพูดนี้กล่าวได้อย่างมีเหตุผล ชาวบ้านพากันเผยสีหน้าลังเลออกมา หากเป็นเช่นที่คนผู้นี้กล่าวจริงๆ เช่นนั้นสมควรลองดูเสียหน่อย
จากนั้นจึงมีคนเดินล้อมเข้าไปหาสตรีนางนั้น พากันดูแผนที่เพื่อศึกษา
“หากเริ่มเดินตั้งแต่ตอนนี้ สามวันก็คงถึง!” คนผู้หนึ่งเอ่ย ลูบคางมองไปรอบด้าน จากนั้นจึงหมุนตัวพูดกับคนอื่นว่า “ใช่แล้ว ทุกคนลองดูเสียหน่อยเถิด เชื่อคำพูดของคุณชายท่านนี้เป็นอย่างไร? ยังดีกว่ารอความตายอยู่ที่นี่!”
“่เช่นนั้น…เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถิด!”
“ขอบพระคุณคุณชายท่านนี้ที่ช่วยชีวิต…”
ทุกคนบนรถม้ามองดูสถานการณ์ริมแม่น้ำที่เริ่มเปลี่ยนไป ในที่สุดก็วางใจลงได้
หลังจากปลอบประโลมผู้ประสบภัยแล้วเฟิ่งหลิงจึงกลับมายังรถม้าอย่างรวดเร็ว ทว่าคำพูดเมื่อครู่ของชาวบ้านทำให้เขารู้สึกไร้รสชาติ
เนิ่นนานผ่านไปเขาจึงเอ่ยปากขึ้นด้วยอารมณ์หนักอึ้ง “เดิมทีชาวบ้านมีความคิดบริสุทธิ์มาโดยตลอด แต่วันนี้กลับเกิดความสงสัยมากมายปานนั้น เห็นได้ว่าจะต้องพบกับเรื่องน่ากลัวมากมายจริงๆ บางทีพวกเราควรเตรียมตัวให้ดี เบื้องหน้าอาจยากลำบากกว่าที่พวกเราจินตนาการ”
รถม้าจมลงสู่ความเงียบ สีหน้าของทุกคนเคร่งขรึมจนผิดปกติ
รถม้าแล่นไปเบื้องหน้าต่อไป ผ่านไปนานซูฉินที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่างจึงค่อยดึงสายตากลับมาจากริมแม่น้ำ เด็กหิวโซคนนั้นทำให้นางรู้สึกกดดันในใจยิ่งนัก นางคิดไม่ถึงเลยว่าผ่านไปหลายปีเพียงนี้ นิสัยของไท่ซ่างหวงจะแปรเปลี่ยนไปเป็นเช่นนี้ได้ คิดว่าตนเองเป็นผู้สูงศักดิ์ มองเห็นชีวิตผู้คนเป็นดั่งวัชพืช!
ผู้เป็นจักรพรรดิ หากไม่ทำเพื่อความเป็นอยู่ของประชาชน เหตุใดจะต้องหมกมุ่นอยู่กับอำนาจจนทำให้ชาวบ้านจมอยู่ในวิกฤตการณ์ด้วยเล่า
ในใจของซูฉินรู้สึกโศกเศร้า เงาร่างของชาวบ้านริมฝั่งน้ำวนเวียนอยู่ในสมองของนางอย่างไม่อาจสลัดทิ้ง สงครามในคราวนี้นางจะไม่หลีกหนีอีกต่อไป นางจะต้องร่วมมือกับฝ่าบาทเพื่อต่อสู้กับไท่ซ่างหวง นี่จึงจะไม่ผิดต่อชาวบ้านบริสุทธิ์ ไม่ผิดต่อตนเอง!
ยิ่งเดินทางไปเบื้องหน้า ทิวทัศน์ที่ได้เห็นก็ยิ่งย่ำแย่ ในอากาศฟุ้งกระจายไปด้วยบรรยากาศโหดร้ายรกร้าง ทุกที่เต็มไปด้วยซากศพ หิวตาย ป่วยตาย ล้วนมีทั้งสิ้น
เมื่อทอดสายตามองไป ถึงกับเห็นการเคลื่อนไหวของคนเป็นน้อยมาก!
สภาพวังเวงว่างเปล่าจนผิดปกติ…
ทุกคนในรถม้าไร้ซึ่งคำพูดใด สถานการณ์อันน่าเศร้าเช่นนี้ หากไม่ได้เห็นด้วยตาคงยากจะเชื่อจริงๆ ว่านี่คือสถานที่ที่อยู่ในแคว้นเหลียนอันยิ่งใหญ่
เมืองด้านหน้ามีธงสีดำแขวนเอาไว้ คล้ายกับต้องการกล่าวเตือนคนภายนอกว่าห้ามเข้ามา
“ดูเหมือนที่นี่จะเป็นแหล่งปะทุของโรคระบาด” ดวงตาเย็นยะเยือกของเฟิ่งหลิงทอดมองไปยังบรรยากาศอึมครึมรอบด้าน
ที่ผ่านมาเจียงหนานเป็นพื้นที่ร่ำรวย แต่ตอนนี้กลับกลายไปมีสภาพรกร้างผุพัง เบื้องพวกหน้าของพวกเขาไม่เห็นเค้าความหรูหราในวันวาน ยามนี้ทุกที่ล้วนฟุ้งกระจายไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย
เงยหน้ามองไป กระทั่งท้องฟ้ายังมีสีเทาปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง มีควันสีเขียวที่ไม่สลายไป คดเคี้ยว หมุนวนอยู่เช่นนั้น…
เมื่อเข้าไปในเมือง ฝูงอีกาที่ถูกทำให้ตกใจบินว่อน ทำให้เกิดเป็นบรรยากาศกดดันจนแทบขนลุก
คนที่ตายไปนานแล้ว แขนขาร่างกายกลายเป็นอาหาร กระดูกขาวโพลน รอยเลือด คราบต่างๆ อวัยวะภายใน สิ่งเหล่านี้ล้วนกระจายอยู่เต็มถนนอิฐที่แตกระแหง บรรยากาศอันโหดร้ายทำให้ทุกคนต้องเงียบปาก ผู้ที่ยังมีลมหายใจรวยระรินก็ปรากฏบาดแผลทั่วร่าง ฝีบนตัวพองเต็มที่ มีหนอนชอนไชไปทั่ว ที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวที่สุดก็คือมี “ศพ” หนึ่งถูกจิกกินจนเหลือใบหน้าเพียงครึ่งเดียว อยู่ๆ ก็ยื่นมือออกมา กระอักเลือดสีดำอันน่ารังเกียจออกมาจากปาก ในขณะเดียวกันก็ส่งเสียงกรีดร้องโอดครวญ…
หากมิใช่ว่าคนกลุ่มนี้เคยพบเห็นเหตุการณ์เลวร้ายมาก่อนแล้ว เกรงว่าคงตกใจจนกรีดร้อง
เสียงร้องรอบด้านชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนขมวดคิ้วแน่น เมืองนี้คล้ายจะมีเพียงพวกเขาที่ยังมีชีวิตอยู่!