หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 33 ตอนที่ 990 ต้นตอโรคระบาด
เล่มที่ 33 ตอนที่ 990 ต้นตอโรคระบาด
ภาพเบื้องหน้ายังน่าเวทนายิ่งกว่าการระบาดในแคว้นเฉินเมื่อปีนั้นเสียอีก
อวิ๋นซูสูดหายใจลึก “ท่านพ่อ ใกล้ๆ เมืองนี้มีแม่น้ำสายหนึ่ง พวกเราต้องแบ่งออกเป็นสองทาง รวบรวมผู้รอดชีวิตในเมืองไว้ด้วยกันก่อน จากนั้นข้าและเฟิ่งหลิงจะไปตรวจสอบแม่น้ำใกล้ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าต้นน้ำจะยังไม่ติดเชื้อ”
อวิ๋นมู่รู้สึกว่าคำพูดของนางมีเหตุผล “แต่ว่าซูเอ๋อร์ พวกเจ้าต้องระวังความปลอดภัยให้ดี ตอนนี้ในเมือง…”
อวิ๋นซูรับปาก นางเข้าใจความหมายในคำพูดของบิดาตนดี ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตจะมีภัยพิบัติจากมนุษย์ตามมา ผู้ใดก็ไม่ทราบว่าจะมีคนคิดเป็นเศรษฐียามวิกฤตหรือไม่
ทุกคนดื่มยาที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ลงไปเพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองติดเชื้อ จากนั้นจึงแบ่งคนออกเป็นสองทาง เริ่มทำงาน
ท่าทีของอวิ๋นซูเคร่งขรึมลง ภาพที่พบระหว่างทางทำให้ในใจของนางมั่นใจว่าจะต้องมีแหล่งน้ำติดเชื้อเป็นแน่ มิเช่นนั้นจะระบาดกว้างขวางรวดเร็วเพียงนี้ได้อย่างไร สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือหมู่บ้านที่แม่น้ำสายนี้ไหลผ่านไม่อาจหลีกเลี่ยงวิกฤตได้
เฟิ่งหลิงเห็นอวิ๋นซูมีท่าทางครุ่นคิดจนเลื่อนลอยในใจจึงรู้สึกดำดิ่ง เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่พวกเขากังวลที่สุดเกิดขึ้นแล้ว ต้องทราบว่าการโปรยยาแก้พิษจำนวนมากลงในแม่น้ำเพื่อสลายเชื้อเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย แต่สถานการณ์ในตอนนี้คงทำได้เพียงพยายามเต็มที่
จากนั้นพวกอวิ๋นมู่แยกกันนำข้ารับใช้ที่นายท่านหนานแบ่งมาให้พวกเขาเป็นพิเศษ ซึ่งล้วนเป็นผู้ติดเชื้อที่ถูกรักษาหายแล้วก่อนหน้านี้ ร่างกายจึงมีภูมิต้านทาน ด้วยเหตุนี้ในยามที่เผชิญกับโรคระบาดอีกครั้งอันตรายจึงลดลงไม่น้อย
ทุกคนออกตามหาทีละบ้าน พาผู้รอดชีวิตในเมืองออกมาจากกองซากศพคนตาย ไปรวมกันในลานบ้านแห่งหนึ่งที่ไร้ซึ่งผู้คน
ฮูหยินอวิ๋นจับชีพจรให้พวกเขาทีละคน ซูฉินคอยช่วยเหลืออยู่ด้านข้าง แต่คนที่ถูกส่งมาเหล่านี้ส่วนใหญ่ติดเชื้อจนถึงกระดูกแล้ว มีเพียงส่วนน้อยที่ยังพอมีหวังรอดชีวิต ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นรู้สึกโศกเศร้าหาใดเปรียบ
ตอนนี้เอง สตรีในอาภรณ์มอมแมมปรากฏตัวนอกลานเรือน ฝีเท้าโซซัดโซเซ ยังไม่ทันก้าวเข้าประตูลานก็ล้มลงกับพื้น ฮูหยินอวิ๋นรีบเดินไปประคองนางขึ้น พบว่าในอ้อมกอดของอีกฝ่ายอุ้มเด็กหญิงลมหายใจรวยระรินไว้คนหนึ่ง
“ฮูหยิน ขอร้องเถิด ช่วยบุตรีข้าด้วย ขอร้องเถิดฮูหยิน…” สตรีนางนั้นจับแขนฮูหยินอวิ๋นแน่น ราวกับใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี
ฮูหยินอวิ๋นรีบเอ่ยปลอบใจ “เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจ ให้ข้าดูอาการลูกเจ้าก่อน”
สตรีรีบส่งเด็กในอ้อมกอดไปให้ฮูหยินอวิ๋น ทว่าในชั่วขณะที่ฮูหยินอวิ๋นจับชีพจรให้เด็กน้อยกลับต้องปวดใจ
เด็กหญิงคนนี้เหลือเพียงลมหายใจสุดท้าย ผิวหนังทั่วทั้งร่างเน่าเปื่อยจนไม่มีจุดดี ร่างกายเช่นนี้ต่อให้ใช้ยาก็ไร้ประโยชน์
สตรีคล้ายจะมองความอับจนหนทางในดวงตาของฮูหยินอวิ๋นออกจึงส่งเสียงร้องไห้อย่างเจ็บปวด “ขอร้อง ฮูหยินโปรดเมตตาด้วยเถิด จะต้องช่วยนางให้ได้ นางยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง…ฮูหยิน ขอร้องท่านเถิด จะต้องช่วยนางนะเจ้าคะ!”
ใบหน้าของฮูหยินอวิ๋นเต็มไปด้วยความลำบากใจ ไม่ใช่ว่านางไม่อยากช่วย เพียงแต่เด็กคนนี้ช่วยไม่ได้จริงๆ…
หากเป็นไปได้ ฮูหยินอวิ๋นไม่อยากบอกความจริงกับคนเป็นแม่นัก แต่นางเข้าใจดีว่ายิ่งหวังมากก็ยิ่งผิดหวังมาก “ข้าจะพยายามเต็มที่ แต่สภาพของเด็กนั้น…ดังนั้นขอให้เตรียมใจไว้เถิด เดินเป็นเพื่อนนางจนสุดทาง”
สตรีได้ยินดังนั้นพลันทรุดลงกับพื้น เสียงร้องไห้แทบขาดใจดังก้องอยู่ในลานเรือนอันกว้างใหญ่ไม่หยุด เสียงโศกเศร้าน่าเวทนาทำให้ในลานคล้ายถูกบรรยากาศสีเทาหนักอึ้งปกคลุม ในใจของทุกคนกดดันหาใดเปรียบ
ราวกับแสดงให้เห็นว่าเมื่อเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติเช่นนี้ ยิ่งชัดเจนว่าโลกมนุษย์เล็กจ้อยเพียงใด มิอาจต่อต้าน
อีกด้านหนึ่ง พวกอวิ๋นซูเดินทางมายังป่าแห่งหนึ่ง ไม่นานก็หาแม่น้ำสายนั้นพบ
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเบื้องหน้าทำให้ตั้งตัวไม่ทันจริงๆ
ในอากาศฟุ้งกระจายไปด้วยกลิ่นเน่าอันเข้มข้น เสียดแทงจมูกยิ่งนัก ในแม่น้ำมีสิ่งที่คล้ายน้ำมันสีน้ำตาลเหนียวข้นลอยอยู่เต็ม รอบด้านอึมครึมหาใดเปรียบ หมอกหนาทึบลอยปกคลุมอยู่บนต้นหลิวที่เหลือแต่กิ่งก้านเหล่านั้น ราวกับเป็นเส้นทางอันน่าหวาดกลัวที่มิอาจหวนกลับ
กระทั่งหญ้าที่เท้าเหยียบย่ำลงไปก็สูญเสียลักษณะของชีวิตไปแล้ว ใบสีเขียวคล้ำม้วนหดทั้งหมด เพียงสัมผัสเล็กน้อยก็จะแหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผง
อวิ๋นซูเดินมาข้างแม่น้ำ ตักน้ำขึ้นมาดมเล็กน้อย เดิมทียังมีความสงสัยอยู่หลายส่วน แต่ตอนนี้กลับมั่นใจจนหมดสิ้น
แม่น้ำปนเปื้อนเชื้อโรคระบาดแล้ว แม้ยามนี้น้ำจะยังดูใส แต่น้ำสะอาดควรมีกลิ่นหอมหวาน ขณะที่น้ำนี้กลับมีกลิ่นเหม็นอันเข้มข้นโชยออกมา
เฟิ่งหลิงที่อยู่ด้านข้างมีสีหน้าจริงจังหนักอึ้ง เขาสำรวจรอบด้านอย่างละเอียด พบว่ามีกลิ่นเหม็นเน่าพัดโชยมาจากทิศทางหนึ่งรุนแรงเป็นพิเศษ
“ซูเอ๋อร์รออยู่ที่นี่สักครู่ ข้าจะไปดูเสียหน่อยเดี๋ยวกลับมา” เขาเอ่ยเสียงเบา จากนั้นจึงยกชายอาภรณ์เดินมุ่งไปทางนั้นอย่างรวดเร็ว
ภาพเบื้องหน้าทำให้สีหน้าเฟิ่งหลิงแปรเปลี่ยนไปครั้งใหญ่ ถึงกับมีศพหมูป่าจำนวนมากกองระเกะระกะอยู่ริมแม่น้ำ อวัยวะและกระดูกล้วนปรากฏให้เห็นต่อสายตา ดูท่าทางคงเน่าไปนานแล้ว แมลงวันบินเหนือศพเหล่านั้นจนมิด มีลมพัดมาเป็นบางครั้งพาเสียงบินดังหึ่งๆ แว่วมา พวกมันคล้ายเมฆหมอกสีดำอึมครึม
อวิ๋นซูหันไปมอง พบว่าเฟิ่งหลิงกำลังมองไปยังทิศทางหนึ่งด้วยอาการเหม่อลอย หรือจะเกิดอะไรขึ้น?
นางค่อยๆ เดินไปเบื้องหน้า กลิ่นเน่าที่ปกคลุมอยู่ทั่วทำให้คนทั้งสองทนไม่ได้จนต้องปิดจมูก ความรู้สึกไม่ดีกำลังเบ่งบานในใจ
พบว่าท่ามกลางกองศพ มีหมูป่าตัวใหญ่ที่เพิ่งตายได้ไม่นานอยู่ตัวหนึ่ง ผิวหนังทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยฝีหนอง ดูจากสภาพเน่าเปื่อยคล้ายผู้ติดเชื้ออยู่หลายส่วน ยิ่งไปกว่านั้นบริเวณปากและจมูกยังมีน้ำหนองไหลออกมา!
โรคห่าหมู!
ในสมองของอวิ๋นซูคล้ายกับมีประกายไหลผ่าน บางทีนี่คงเป็นต้นตอของการระบาดของโรคในครั้งนี้ ในป่ามีหมูป่าที่เป็นโรคห่าหมูตายอยู่ริมแม่น้ำ ศพไม่ได้ถูกจัดการให้ดี เมื่อชาวบ้านดื่มน้ำที่ติดเชื้อเหล่านั้นเข้าไปจึงทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรค กลายเป็นโรคติดต่อ
“ความหมายของซูเอ๋อร์คือ?” เฟิ่งหลิงฟังอวิ๋นซูอธิบายจบพลันเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา จะอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าโรคระบาดจะมีสาเหตุมาจากหมูป่าเหล่านี้
อวิ๋นซูเงยหน้าขึ้นมองไปยังป่ารอบๆ ในใจคิดคำนวณแผนการ “ดูท่าทางโรคห่าหมูคงระบาดจนไม่สามารถควบคุมได้แล้ว จะต้องใช้คนจำนวนหนึ่งไปฆ่าหมูป่าที่ติดเชื้อทั้งหมดในภูเขาแห่งนี้จึงจะมีโอกาสควบคุมโรคระบาดได้ เพียงแต่ในป่าเขาเต็มไปด้วยอันตราย เกรงว่าคงทำได้ยาก”
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่ใกล้ๆ จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญพื้นที่อยู่แน่ หากพวกเราไปขอความช่วยเหลือจากพวกเขา และวางกับดักเพื่อจับหมูป่าติดโรคเหล่านั้นคงมิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย”
อวิ๋นซูพยักหน้าเล็กน้อย ตอนนี้เมื่อดูแล้วคงมีเพียงเผาสังหารหมูป่าติดโรคเหล่านี้ให้หมดเพื่อทำลายต้นตอของโรคจึงจะป้องกันไม่ให้โรคระบาดแพร่กระจายไปในทางเลวร้ายยิ่งขึ้น
ทั้งสองทอดถอนใจออกมาพร้อมกัน ในใจรู้สึกหดหู่ หากชาวบ้านพบหมูป่าที่เป็นโรคห่าหมูเหล่านี้และจัดการได้ทันเวลาคงไม่เกิดภัยพิบัติอันใหญ่หลวงเช่นนี้แน่ คนและธรรมชาติพึ่งพากัน หากไม่รักษาสมดุลซึ่งกันและกันจะต้องเกิดความเสียหายต่อเนื่อง
อวิ๋นซูและเฟิ่งหลิงเดินทางกลับไปในเมืองตามเส้นทางเดิมพร้อมด้วยความหนักอึ้งในใจ สถานการณ์ในครั้งนี้โหดร้ายยิ่งกว่าในแคว้นเฉินมากนัก หากจัดการได้ไม่เหมาะสม ผลในภายหลังย่อมมิอาจจินตนาการ
ไม่นานพวกเขาก็มายังหน้าบ้านที่ใช้รวบรวมผู้รอดชีวิต ยังไม่ทันเดินเข้าไปก็ได้ยินเสียงร้องไห้อันน่าอนาถดังลั่นฟ้าแว่วมาจากด้านใน ทำให้รู้สึกราวกับถูกมีดกรีด
อวิ๋นซูเร่งฝีเท้าเดินเข้าไป พบสตรีนางหนึ่งในลานเรือนกอดเด็กหญิงผู้หนึ่งเอาไว้แน่น อยู่ในสภาพเศร้าโศกปานจะขาดใจ
ไม่จำเป็นต้องถามก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ภาพการพลัดพรากเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจทำอะไรได้
ฮูหยินอวิ๋นที่ยืนอยู่ข้างกายสตรีมีสีหน้าปวดร้าว นางอยากช่วยเด็กคนนั้นจริงๆ แต่จะอย่างไรก็ยังคงไร้ซึ่งพลัง…
ในแววตาของสตรีนางนั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง มือผอมแห้งลูบใบหน้าเล็กๆ ที่เปื่อยเน่าและเต็มไปด้วยคราบสกปรกของเด็กน้อยไม่หยุด ไม่อยากจะเชื่อทุกสิ่งทุกอย่างนี้ คอยพร่ำเรียกชื่อของนางอยู่ด้านข้าง กระทั่งจุมพิตบนศีรษะของนางเบาๆ คิดเรียกให้นางได้สติกลับมา แต่เด็กในอ้อมกอดกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ แขนทั้งสองร่วงหล่นตามแรงโน้มถ่วงราวกับตุ๊กตาพังๆ ตัวหนึ่ง
ทุกคนรู้สึกปวดใจ ข้ารับใช้บางคนทนไม่ไหวจนต้องหลั่งน้ำตา บางคนคิดอยากเข้าไปปลอบใจนาง แต่ฮูหยินอวิ๋นที่อยู่ด้านข้างกลับหยุดการกระทำของพวกเขาเอาไว้
นางรู้ว่าตอนนี้การปล่อยให้สตรีนางนั้นระบายออกมาจึงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด นางต้องการเวลา
ช่วงเวลาเช่นนี้ทำให้ฮูหยินอวิ๋นคิดถึงตนเองเมื่อปีนั้น ยามที่นางทราบข่าวร้ายของอวิ๋นซู รู้สึกราวกับยืนอยู่บนริมฝั่งเหวอันสิ้นหวัง คำปลอบใจใดๆ ก็ไร้ประโยชน์ ในฐานะที่เป็นมารดา นางก็เป็นเช่นเดียวกับสตรีเบื้องหน้า เพียงอยากให้บุตรีของตนกลับมา ความรู้สึกราวกับหัวใจถูกควักทั้งเป็นเช่นนั้น ความหวาดกลัวในอนาคตอันสิ้นหวังเช่นนั้น ทำให้นางอยากจะตายแทนบุตรีของตนเอง…
ความเจ็บปวดของสตรีเบื้องหน้า ฮูหยินอวิ๋นเข้าใจเป็นที่สุด นางเบนสายตาขึ้นมองไปยังอวิ๋นซูและเฟิ่งหลิงที่กลับมาถึงแล้ว น้ำตาคลอกระทั่งไหลออกมาจากดวงตา
ตนเองยังโชคดีที่ได้กลับมารวมตัวกับบุตรีอีกครั้ง
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ทุกคนจึงมารวมตัวกันในห้องอีกห้องหนึ่ง อวิ๋นซูนำเรื่องที่ได้เห็นริมแม่น้ำเมื่อครู่นี้มาบอกทุกคนอย่างละเอียด ทุกคนพลันชะงักไป
“คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้” อวิ๋นมู่มีท่าทีหนักอึ้ง กำมือที่อยู่ในแขนเสื้อแน่น
อวิ๋นซูถอนใจเบาๆ “ตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือจัดการกับศพหมูป่าเหล่านั้น จากนั้นจึงค่อยส่งเสบียงช่วยเหลือจึงจะรับประกันได้ว่าเหตุการณ์จะไม่แย่ลง ทางท่านพ่อพบสิ่งใดหรือไม่?”
“ชาวบ้านที่เหลืออยู่ในเมืองล้วนป่วยจนถึงกระดูกแล้ว หากลงแรงช่วยเหลือสุดกำลังอาจมีโอกาสอยู่บ้าง แต่ว่า…” อวิ๋นมู่หันไปมองนอกประตู “แต่หากเราอยู่ที่นี่จะเป็นการถ่วงเวลาช่วยเหลือผู้ติดเชื้อคนอื่นๆ พวกเราจำเป็นต้องพาพวกเขาไปด้วยกันทันที ไปรวมตัวกันที่ที่แม่ทัพหลานอยู่!”
พวกเขาไม่เคยคิดละทิ้งชีวิตของผู้ใด ขอเพียงมีความหวังก็จะช่วยเหลือเต็มที่
อวิ๋นซูเข้าใจความหมายของอวิ๋นมู่ดี “ชาวบ้านที่ติดโรคตายในเมืองจำเป็นต้องเผา ใช้การเผาเพื่อทำลายต้นตอของโรคระบาดเหล่านี้ให้สิ้นซาก”
บนใบหน้าของทุกคนปรากฏความรู้สึกย่ำแย่ นี่เป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างหนัก อาศัยเพียงพวกเขาเกรงว่าจะต้องใช้เวลานานกว่าจะจัดการที่นี่ได้อย่างเหมาะสม เกรงว่าจะเสียเวลามาก
ตอนนี้เอง ข้ารับใช้ตระกูลหนานหลายคนที่อยู่บริเวณประตูลุกขึ้นยืน “พระชายาโปรดวางพระทัย พวกเราไม่กลัวโรคระบาด หากทำงานทั้งคืน ร่วมแรงกันโดยไม่หลับไม่นอน พวกเราเชื่อว่าจะจัดการศพเหล่านั้นในเวลาไม่กี่วันได้แน่”
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่กระทบหัวใจของทุกคนอย่างลึกล้ำ ก่อนหน้านี้พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ที่จวนหนานอย่างสงบสุข ตอนนี้คิดดูแล้วช่างโชคดีจริงๆ ขณะนี้ทุกคนอยากทำบางอย่างเพื่อชาวบ้านที่น่าสงสารเหล่านี้บ้าง ในเมื่อเป็นภัยพิบัติธรรมชาติก็จำเป็นต้องร่วมแรงร่วมใจ ความหวังคงอยู่ไม่ไกลจากพวกเขานัก