หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 34 ตอนที่ 1008 คืนเข้าหอ
เล่มที่ 34 ตอนที่ 1008 คืนเข้าหอ
ลมยามค่ำคืนพัดมายังตำหนักอันกว้างใหญ่ สตรีหน้ากระจกมีรอยยิ้มบางประดับบนใบหน้า หวีไม้เล่มหนึ่งกำลังจัดการกับผมยาวถึงเอวด้านหลังนาง
บุรุษหล่อเหลางดงามหวีผมทุกเส้นของนางอย่างตั้งใจ ราวกับนี่เป็นของล้ำค่าอันใดก็มิปาน การเคลื่อนไหวอ่อนโยนแผ่วเบา
อวิ๋นซูสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามือใหญ่อันอบอุ่นของเขากำลังลูบผ่านเส้นผมของตน ในใจถูกความรู้สึกหวานจางๆ เติมเต็ม
ชั่วขณะนี้ระหว่างพวกเขาไม่มีเล่ห์เหลี่ยมแผนการอันใด มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นอย่างสงบของกันและกัน
สายตาของเฟิ่งหลิงหยุดอยู่บนเส้นผมสีขาวเบื้องหน้าดูเสียดแทงนัยน์ตานัก แต่ขณะนี้แววตาของเขากลับปรากฏประกายยินดี เนื่องจากโคนผมเริ่มปรากฏสีดำแล้ว ไม่นานผมขาวคงจะหายไปจากเบื้องหน้าเขาตลอดกาล
“ซูเอ๋อร์ พิษบนร่างเจ้า…”
“ดูท่าทางคงถูกกำจัดออกไปแล้ว” อวิ๋นซูหลุบตาลง มุมปากแขวนไปด้วยรอยยิ้มบางๆ
ท่าทางของบุรุษชะงักไป ดวงตาลุกโชนไปด้วยประกายที่ผู้อื่นไม่เข้าใจ เมื่อย้อนคิดไปถึงความลำบากที่นางได้รับในหลายวันมานี้ ดวงตาของบุรุษพลันแดงระเรื่อ
เขาค่อยๆ วางหวีไม้ในมือลง ยื่นมือออกไปโอบร่างผอมบางของนาง น้ำเสียงสั่นไหวเล็กน้อย
“จริงหรือ…”
เขาไม่กล้าเชื่อว่าพวกตนจะก้าวผ่านด่านนี้มาได้จริงๆ หลายค่ำคืนเพียงใดที่เขาไม่กล้าหลับตาของตนด้วยกลัวว่าเมื่อตื่นขึ้นในวันต่อมา เบื้องหน้าจะไม่มีรอยยิ้มดุจบุปผาของนางอีก
อวิ๋นซูยกมือขึ้น กุมฝ่ามือใหญ่อันอบอุ่นของ “คราวนี้คงจะจริงแล้ว”
นางไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเช่นนั้นมานานแล้ว แม้กลางคืนยังคงหลับลึก แต่อวิ๋นซูเชื่อว่านี่คงเป็นเพราะมีเฟิ่งหลิงคอยเฝ้าอยู่ข้างกายตน
ตอนนี้นางไม่ได้โดดเดี่ยวตัวคนเดียวอีกต่อไป ไม่ได้มีความแค้นอัดแน่นเต็มหัวใจอีกต่อไป เขาทำให้นางเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ ขอเพียงมีเขาอยู่ ย่อมไม่มีเรื่องใดที่นางแก้ไขไม่ได้
บุรุษกอดนางแน่นไม่ยอมปล่อย กลัวว่าคำพูดของนางจะเป็นเพียงความฝัน
อวิ๋นซูอดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดใจแทนเขา “เฟิ่งหลิง…ขอบคุณท่านมาก”
นี่คือสิ่งที่นางอยากพูดกับเขามาโดยตลอด ขอบคุณความระมัดระวังของเขาในช่วงนี้ ขอบคุณในความเสียสละและความอดทนที่ไม่ต้องการการตอบแทนของเขา ขอบคุณที่เขามอบความทรงจำอันงดงามให้นางมากมายเพียงนี้
“พวกเรายังมีอนาคตรออยู่ พวกเราจะมีบุตรเป็นของตนเอง เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างสิ้นสุดลง ไม่ว่าท่านจะไปที่ใด ข้าจะไปที่นั่นด้วย”
นางไม่ดื้อดึงอีกต่อไปว่าจะอยู่ในวังหรือไม่ เฟิ่งหลิงมอบความรู้สึกปลอดภัยให้นางอย่างที่นางไม่เคยรู้สึกมาก่อน ต่อให้ต้องอยู่ในวังหลวงอันเย็นยะเยือกแห่งนี้ เขาก็จะเป็นดั่งฟ้าดินของนาง
ดวงตาของเฟิ่งหลิงเปล่งประกาย ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าเล็กๆ อันจริงจังของอวิ๋นซู ยื่นมือออกไปสัมผัสใบหน้าของคนที่เขารักใคร่
“ข้าติดหนี้เจ้าแล้ว ทำให้เจ้าได้รับความลำบากมากเพียงนี้”
เขาไม่ควรเห็นแก่ตัวคิดอยากรัั้งนางไว้ข้างกาย หากตอนแรกเลือกให้นางซ่อนตัวอยู่ในสถานที่อันปลอดภัยสักแห่งนอกแคว้นเหลียนและดูแลนางให้ดีคงไม่เกิดเรื่องอันตรายมากมายเช่นนี้
“ไม่ หากไม่เคยผ่านประสบการณ์เหล่านี้ วันหน้าจะหวงแหนกันและกันได้อย่างไร? ฝ่าบาทและฮองเฮา…เป็นข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดมิใช่หรือ? ข้าอิจฉาพวกเขายิ่งนัก ผ่านมาหลายปีแล้ว ในใจยังคงมีเพียงความรักใคร่ต่อกัน เชื่อว่าฮองเฮาคงไม่เคยรู้สึกเสียพระทัย ต่อให้พระนางเลือกอีกครั้งก็ยังเลือกอยู่ข้างกายฝ่าบาทเป็นแน่”
คำพูดของนางทำให้หัวใจของเขาอบอุ่น ทำให้ในใจของเฟิ่งหลิงไม่เหลือสิ่งอื่นใดนอกจากความซาบซึ้ง
ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นแประกบริมฝีปากอ่อนนุ่มของนางเบาๆ ดวงตาร้อนผ่าว
เขาจุมพิตนางอย่างหวงแหนหาใดเปรียบ ราวกับนางเป็นผีเสื้อที่โบยบินอย่างอ่อนโยน หากไม่ระวังจะถูกลมพัดไป การเคลื่อนไหวของเขาอ่อนโยนยิ่ง มือใหญ่อันอบอุ่นลูบไล้ไปยังใบหน้าอ่อนนุ่มของนาง จับเส้นผมบริเวณแก้มของนางไปทัดหูเบาๆ ยื่นมือผ่านใบหูไปยังหลังแบบบางของนาง โอบกอดเอวบางดุจต้นหลิวเอาไว้
ลมหายใจระหว่างคนทั้งสองเริ่มแปรเปลี่ยนไปเร่าร้อน ความรู้สึกที่อดกลั้นไว้เนิ่นนานเริ่มถาโถมออกมา
อวิ๋นซูมองไปยังสีหน้าลังเลของบุรุษ แย้มยิ้มอย่างจนใจ
นางรู้ว่าตนยังติดค้างคืนเข้าหอเขาอยู่
“ข้า…อยากได้บุตรคนหนึ่ง”
อะไรนะ? เฟิ่งหลิงดวงตาวาววับ เงยหน้าขึ้นมองสตรีงดงามเบื้องหน้าด้วยความยินดี พบว่าบนแก้มของอีกฝ่ายเจือไปด้วยร่องรอยสีชมพูสองสายที่ทำให้เขาใจสั่น สบตากับเขาด้วยความจริงจังอยู่เช่นนั้น
“ถ้าเป็นไปได้ ข้าอยากมีบุตรสักหลายคน วันหน้าไม่ว่าจะไปที่ใดก็จะได้ยินเสียงหัวเราะอันน่ารักของพวกเขา ครึ่งหนึ่งเหมือนข้า อีกครึ่งเหมือนท่าน เช่นนี้จะดีเพียงใด?”
“ซูเอ๋อร์…เจ้า…” เสียงของเฟิ่งหลิงสั่นระริก จุมพิตลงไปบนเปลือกตาที่ทำให้เขามอมเมาและหลงใหล เหตุใดนางมักกล่าวคำพูดที่ทำให้เขาใจสั่นออกมาเช่นนี้ ทุกคำล้วนพันธนาการหัวใจของเขาจนแน่น
“คำพูดเหล่านี้สมควรเป็นข้าที่พูดถึงจะถูก…”
อวิ๋นซูหัวเราะเบาๆ ขอเพียงพวกเขามีใจตรงกัน จะมีที่ใดให้อับอาย?
“หากหน้าอยู่ในวัง ข้าจะสอนสี่ตำราห้าคัมภีร์ให้พวกนาง ท่านสอนวิชาป้องกันตัวให้พวกเขา หากไปที่อื่น ข้าจะสอนพวกนางทอผ้าปักผ้า ท่านสอนพวกเขาทำนาเลี้ยงสัตว์”
ในสมองของเฟิ่งหลิงคล้ายจะปรากฏภาพที่เต็มไปด้วยความสุข เขาอดไม่ได้ที่จะถอนใจเบาๆ ดึงอวิ๋นซูมากอดไว้ในอ้อมกอด
“อย่าพูดอีกเลย หากยังพูดต่อไป ข้ากลัวว่าข้าจะพาเจ้าไปโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใด ไม่ถามเรื่องบุญคุณความแค้นในวัง ปล่อยให้เสด็จพ่อหาวิธีด้วยตัวเองเป็นแน่”
นางกล่าวถึงอนาคตได้งดงามเกินไป ทำให้เฟิ่งหลิงยากจะควบคุมตนเอง
สตรีในอ้อมกอดส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ เฟิ่งหลิงอดไม่ได้ที่จะก้มหน้าลง จุมพิตลงไปบนริมฝีปากที่ทำให้เขาหลงใหล จากนั้นจึงก้มตัวลง อุ้มนางขึ้นเดินไปยังเตียงกว้างที่อยู่ด้านหลัง
วางนางลงอย่างอ่อนโยนหาใดเปรียบ ดวงตาของสตรีเจือไปด้วยหยาดน้ำ ยื่นมือออกมาคล้องคอเขาด้วยตัวเอง
พวกเขาคุ้นเคยกันเพียงนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้จรรยาสตรีเหล่านั้นมาเติมเต็มความรักซึ่งกันและกัน
แต่ในดวงตาของเฟิ่งหลิงยังมีความลังเลอยู่บ้าง “ได้จริงหรือ? ซูเอ๋อร์ ข้ากังวลเรื่องร่างกายของเจ้า…”
“ข้าจะคิดแทนบุตรของข้าเอง” ความหมายของนางก็คือ หากวันนี้ไม่เหมาะสมนางย่อมไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม และเป็นเพราะนางมั่นใจแล้วว่าพิษในร่างของตนไม่เป็นอันตรายมาก จึงกล้าออดอ้อนใส่บุรุษเช่นนี้
ความรักของเขาทำให้นางซาบซึ้ง อวิ๋นซูต้องการตอบแทน ต้องการเป็นคนของเขา ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือหัวใจก็ตาม
ใบหน้างดงามหล่อเหลาปรากฏรอยยิ้มซาบซึ้ง มือใหญ่สะบัดครั้งหนึ่ง ผ้าม่านรางเลือนพลันร่วงหล่น บดบังทิวทัศน์อบอุ่นในห้องเอาไว้
…
วันต่อมา
แสงอาทิตย์แรกของยามเช้าสาดส่องเข้ามาในตำหนักอบอุ่นสงบเงียบ เฟิ่งหลิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น สัมผัสได้ถึงสตรีในอ้อมกอดที่ซุกกายเข้าหาเขาเล็กน้อย
สิ่งที่สะท้อนเข้าสู่ม่านสายตาคือใบหน้าเจือริ้วแดงของนาง ไหล่ขาวเนียนดุจหิมะทำให้ดวงตาทั้งสองของเขาอดไม่ได้ที่จะหดเกร็ง ลำคอแห้งผาก แย้มยิ้มอย่างจนใจ ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้นาง
สายตาหยุดอยู่บนร่องรอยสีแดงบนลำคอของอวิ๋นซู เฟิ่งหลิงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว หรือเมื่อคืนตนทำร้ายนาง? จะอย่างไรตอนนี้ร่างกายของนางก็ยังไม่ปกติดี ตนเองร้อนใจเกินไปหรือไม่?
บุรุษอดไม่ได้ที่จะจมลงสู่ความเสียใจ มองไปยังสตรีที่หลับสนิทราวลูกแมวน้อยในอ้อมกอดของตนด้วยความเป็นห่วง
ค่อยๆ ยื่นมือออกไปลูบลำคอระหงของนาง เฟิ่งหลิงจำได้ว่าก่อนหน้านี้บริเวณนี้มีผิวเหี่ยวย่นอยู่สองจุด ตอนนี้ฟื้นสภาพไปอ่อนนุ่มเยาว์วัยไม่เห็นร่องรอยเดิมแล้ว หัวใจจึงผ่อนคลายลงได้
มองไปยังลำคอเนียนนุ่มของนาง ดวงตาพลันสั่นไหว ก้มลงจุมพิตเบาๆ
ผ่านเรื่องราวมามากมายเพียงนี้ ตอนนี้เขารู้สึกมีความสุขยิ่งนัก ขอเพียงนางปลอดภัยไร้อันตราย นับว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนจ่ายออกไปคุ้มค่าแล้ว
บางทีสายตาของเขาอาจเร่าร้อนเกินไป ขนตาหนานั้นจึงกระพือไหวเบาๆ สตรีในอ้อมกอดลืมตาขึ้น ในดวงตาของเฟิ่งหลิงปรากฏแววขออภัยอยู่หลายส่วน
“ข้าทำเจ้าตื่นหรือ?” เสียงนี้อ่อนโยนยิ่งนัก ราวขนนกกรีดผ่านทะเลสาบในหัวใจของอวิ๋นซู
มือนางลูบผ่านผมหนาดุจเส้นไหมของเขา บนใบหน้าเผยรอยยิ้มซุกซนออกมา
“ฟู่จวินของข้า…เกรงว่าคงเป็นบุรุษหล่อเหลาที่สุดในใต้หล้าแล้วกระมัง”
“…” เฟิ่งหลิงเห็นนางชมเชยเขาอย่างจริงจังเพียงนี้ ใบหน้าอดไม่ได้ที่จะปรากฏริ้วแดง คิดไม่ถึงว่าซูเอ๋อร์ของเขาจะมีช่วงเวลาที่ทำให้ใจเต้นเช่นนี้ด้วย
“เจ้ารู้หรือไม่ เจอกับคำชื่นชมเช่นนี้ ทำให้สามีอย่างข้าควบคุมตัวเองได้ยากยิ่ง” มือของเขาโอบเอวบาง ดึงเข้ามาทำให้ระยะห่างระหว่างทั้งสองแคบลง
จุมพิตลงไปบนริมฝีปากนางราวกับต้องการลงโทษ แต่มิได้เคลื่อนไหวอื่นใดต่อไปอีก
“เมื่อคืนลำบากเจ้าแล้ว วันหน้า…ข้าจะระวัง”
เขายังกลัวว่าจะทำให้นางเหนื่อย อนาคตยังอีกยาวไกลเหตุใดต้องรีบร้อน?
อวิ๋นซูหัวเราะเบาๆ จัดท่าทางที่รู้สึกสบายที่สุดในอ้อมกอดของเขาแล้วหลับตาลงอย่างเปี่ยมสุขอีกครั้ง
“องค์ชายทรงตื่นบรรทมแล้วหรือไม่?”
ตอนนี้เอง ด้านนอกมีเสียงรายงานดังแว่วมา
เฟิ่งหลิงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว อวิ๋นซูลืมตาขึ้น ส่งสายตาเป็นสัญญาณให้เขา
บุรุษเบื้องหน้ารู้สึกจนใจอยู่บ้าง เขายังอยากให้พระชายาของตนพักผ่อนอีกเสียหน่อย
“มีเรื่องอันใด?”
“ฝ่าบาททรงรอองค์ชายอยู่ที่ห้องทรงอักษรพ่ะย่ะค่ะ”
นี่…ทั้งสองรู้สึกแปลกใจ จะอย่างไรจักรพรรดิเหลียนและฮองเฮาก็มิได้เจอหน้ากันมายี่สิบปีแล้ว เดิมทีช่วงนี้ไม่ควรรบกวนพวกเขา หรือว่า…จะเกิดเรื่องสำคัญใดขึ้น
“ได้ เดี๋ยวข้าไป”
เฟิ่งหลิงเอ่ยปาก จากนั้นจึงยิ้มให้อวิ๋นซูอย่างจนใจ “วันนี้สามีแต่งตัวให้ภรรยาดีหรือไม่?”
เมื่อเห็นแววตาคาดหวังของเขา อวิ๋นซูจึงทำเพียงยิ้มอ่อน “ขอบคุณสามีเจ้าค่ะ เช่นนั้นภรรยาเช่นข้าคงทำได้เพียงเชื่อฟังแล้ว”
ชั่วขณะนี้พวกเขาราวกับเป็นสามีภรรยาธรรมดาคู่หนึ่ง ดื่มด่ำกับความรักและอบอุ่นของกันและกัน
……
ตอนนี้เอง ในห้องทรงอักษร พระพักตร์ของจักรพรรดิเหลียนมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ
พระองค์หันมองไปยังภาพวาดบนกำแพง มุมพระโอษฐ์อดไม่ได้ที่จะยกขึ้นเป็นรอยสรวลยินดี
“เสด็จพ่อ” ด้านนอกมีเสียงเฟิ่งหลิงดังแว่วมา จักรพรรดิเหลียนรีบเก็บสีหน้าของตน “เข้ามาเถิด”
สุรเสียงเจือไปด้วยความเคร่งขรึมอยู่หลายส่วน