หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 34 ตอนที่ 1009 ความสัมพันธ์พี่น้องอันลึกล้ำ
เล่มที่ 34 ตอนที่ 1009 ความสัมพันธ์พี่น้องอันลึกล้ำ
บุรุษรูปงามปรากฏตัวในห้องทรงอักษร จักรพรรดิเหลียนค่อยๆ เงยพระพักตร์ขึ้น ทอดพระเนตรไปยังใบหน้าที่ดูคล้ายฮองเฮา อดไม่ได้ที่จะรู้สึกทอดถอนใจ
เมื่อคืนพระองค์สนทนากับสตรีที่พระองค์รักในยามค่ำคืนใต้แสงเทียน จับมือกันและกัน บอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาในหลายปีนี้ ต้องการเติมเต็มความว่างเปล่าของตน
ต่อให้ก่อนหน้านี้จะรู้สึกกล่าวโทษ แต่หลังจากได้สบตากันบริเวณแท่นบวงสรวง ความรู้สึกเหล่านั้นพลันสลายหายไปจนสิ้น
ในพระทัยของจักรพรรดิเหลียนรู้สึกผิดยิ่งนัก ด้านหนึ่งก็คิดว่าตนทำติดค้างซูฉินมากเหลือเกิน อีกด้านหนึ่งก็คิดว่าโชคดีที่เมื่อปีนั้นนางเลือกจากไป
ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาสตรีที่พระองค์รักไม่น้อย แม้จะไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนนาง แต่อย่างน้อยนางก็มีชีวิตสงบสุขมาได้ยี่สิบปี
ซูฉินกล่าวถึงหมู่บ้านอันสงบสุขแห่งนั้น นางใช้ชีวิตเฉกเช่นคนธรรมดาสามัญ ทุกวันนอกจากคิดถึงตนและโอรส ชีวิตของนางก็นับว่าสมบูรณ์แบบ จักรพรรดิเหลียนอดไม่ได้ที่จะตัดพ้อ จะอย่างไรตนก็นั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ จะไปใช้ชีวิตดั่งเซียนในโลกภายนอกกับนางได้อย่างไร
กล่าวไปแล้ว ผู้ที่ติดค้างนางที่สุดก็คือตน
เมื่อวานพระองค์ถามซูฉินว่าเสียใจหรือไม่ที่กลับมา? คิดไม่ถึงว่าสตรีนางนั้นกลับกล่าวว่าเสียใจที่เมื่อปีนั้นนางไม่แข็งแกร่งมากพอ ปล่อยให้พระองค์ทนความกดดันมาตลอดยี่สิบปีเพียงลำพัง
นาง…คิดถึงตนมาตลอด
จู่ๆ จักรพรรดิเหลียนก็มีความคิดเช่นนี้ ไปได้ดี เมื่อปีนั้นนางไปได้ดียิ่งนัก อย่างน้อยก็ทำให้นางได้ใช้ชีวิตดั่งคนธรรมดาสมปรารถนา
แต่จักรพรรดิเหลียนตัดสินพระทัยแล้ว พระองค์ไม่อยากใช้ช่วงเวลาที่เหลือโดยคลาดกับสตรีที่พระองค์รักที่สุดอีกต่อไป ถ้าเป็นไปได้ พวกเขาก็อยากมีอนาคตที่สงบสุข
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พ่อจะค่อยๆ มอบงานในราชสำนักให้เจ้า วันหน้า…แคว้นเหลียนก็…”
อย่างไรก็ตาม ไม่รอให้พระองค์ตรัสจบเฟิ่งหลิงก็เอ่ยปากอย่างเรียบเฉย “เสด็จพ่อ ลูกไม่เคยรับปากว่าจะรับช่วงต่อแผ่นดินแคว้นเหลียน”
จักรพรรดิเหลียนชะงักไป จากนั้นจึงถอนปัสสาสะอย่างจนพระทัย “พ่อรู้ว่าเจ้าจะกล่าวเช่นนี้ แต่โลกใบนี้ผู้ใดบ้างที่ได้ทุกอย่างตามปรารถนา? เห็นพระอัยกาของเจ้าหรือไม่? จักรพรรดิที่ดีสำคัญกับชาวบ้านมากเพียงใด พ่อชราแล้ว นอกจากเจ้าพ่อก็ไม่มีผู้ใดที่จะวางใจมอบประชาชนให้ดูแล…”
“มิสู้มอบให้น้องแปดเป็นอย่างไร?”
เมื่อกล่าวถึงหวงฝู่รุ่ย จักรพรรดิเหลียนก็อดไม่ได้ที่จะขมวดขนง “จะอย่างไรรุ่ยเอ๋อร์ก็ยังเด็ก จะรับผิดชอบภารกิจนี้ได้อย่างไร?”
จักรพรรดิเหลียนดูออกนานแล้วว่าองค์ชายแปดหวงฝู่รุ่ยมีความสามารถมากจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นผู้มีจิตใจเมตตามากคุณธรรม หากเขาเติบโตมีความรับผิดชอบย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพียงแต่น่าเสียดาย เขาอายุน้อยเกินไป ประสบการณ์ยังไม่มากพอ
“เสด็จพ่อ ที่ลูกกลับมายังแคว้นเหลียนมิใช่เพื่อมารับช่วงต่อแผ่นดิน แต่ต้องการตามหาเสด็จแม่เพื่อให้ครอบครัวพร้อมหน้าเท่านั้น ตอนนั้นลูกเคยบอกกับเสด็จพ่อแล้ว ชีวิตนี้ของลูกมีเพียงซูเอ๋อร์ที่ลูกหวงแหนใส่ใจที่สุด ลูกติดค้างนางมากเหลือเกิน ลูกไม่อาจปล่อยให้ครึ่งชีวิตของนางถูกพันธนาการอยู่ในกรงทองแห่งนี้”
ในฐานะที่เป็นโอรสของพระองค์ จุดนี้เหมือนพระองค์ทุกกระเบียดนิ้ว ทำให้จักรพรรดิเหลียนตรัสแย้งไม่ออกแม้แต่ครึ่งประโยค ตอนแรกเฟิ่งหลิงเคยพูดไว้จริงๆ ว่าหลังจากหาฮองเฮาพบแล้วเขาจะไปจากแคว้นเหลียน ตอนนั้นจักรพรรดิเหลียนคิดเพียงต้องการรั้งโอรสที่คลาดกันหลายปีผู้นี้ไว้ข้างพระวรกายจึงสัญญากับเขา เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าเวลาผ่านมาจนถึงบัดนี้แล้ว ความคิดของเขาจะยังมิเปลี่ยนแปลง
“แต่ว่า…เจ้าอยากเห็นประชาชนตกอยู่ในความยากลำบากหรือ?”
เฟิ่งหลิงจ้องไปยังพระพักตร์ของจักรพรรดิเหลียนเขม็ง “เสด็จพ่อ หรือเสด็จพ่อคิดว่าจะวางมือไม่สนใจอีกเลย?”
ฟังดูแล้วเสด็จพ่อของเขาคล้ายจะมีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง คล้ายกับว่าหลังจบสงครามคราวนี้จะบินทะยานไปไกลกับเสด็จแม่อย่างไรอย่างนั้น แต่เฟิ่งหลิงฟังออก จักรพรรดิเหลียนยังคงมีความกังวลอยู่ เกรงว่าพระองค์กับเสด็จแม่คงเตรียมใจสู้ตายกับไท่ซ่างหวงแล้วกระมัง
ดังนั้นตนยิ่งไม่อาจมอบคำสัญญาใดให้แก่อีกฝ่าย เพื่อไม่ให้พระองค์วางมือจากแผ่นดินนี้ ต้องให้พระองค์เป็นห่วงเป็นใยประชาชนเหล่านั้นต่อไปจึงจะทำให้อีกฝ่ายพยายามเอาชนะสงครามนี้และมีชีวิตอยู่ต่อ
“เจ้า…พ่อเพียงกังวลว่าหากพ่อเป็นอะไรไป…”
“ไม่มีเรื่องเช่นนั้นหรอก เสด็จพ่อกับเสด็จแม่จะต้องมีชีวิตยืนยาวนับร้อยปีแน่นอน ส่วนเรื่องอันตรายเหล่านั้นมอบให้ลูกเถิด”
อะไรนะ?! จักรพรรดิเหลียนดวงเนตรเปล่งประกาย “หลิงเอ๋อร์ คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร?”
ในดวงตาของเฟิ่งหลิงมีประกายลึกล้ำ “ลูกจะนำทหารทำสงครามด้วยตัวเอง เสด็จพ่อเพียงแค่อยู่ในวังจัดการเรื่องทหารให้ลูกก็พอ ไม่จำเป็นต้องลำบากกับเรื่องหยาบกร้านเช่นนี้ จุดประสงค์ของพระอัยกาก็คือซูเอ๋อร์ ซูเอ๋อร์ได้รับความลำบากเพียงนั้น ความแค้นนี้ลูกจะต้องคิดบัญชีให้ชัดเจน!”
หลายปีมานี้เสด็จพ่อและเสด็จแม่ของเขาได้รับความลำบากมากมาย เฟิ่งหลิงคิดว่าไม่ควรทิ้งเรื่องให้พวกเขาจัดการอีก ชีวิตนี้พวกเขามอบให้ตน มีเพียงทำเช่นนี้จึงจะแสดงความกตัญญูได้ จึงจะไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นคน
“เสด็จพ่อเพียงทอดพระเนตรก็พอแล้ว สงครามนี้พวกเราจะต้องชนะแน่ เมื่อถึงตอนนั้น…เสด็จพ่อก็อยู่กับเสด็จแม่ได้แล้ว”
บนใบหน้าของเฟิ่งหลิงปรากฏรอยยิ้มบางๆ จากนั้นจึงหมุนตัวเดินจากไป
จักรพรรดิเหลียนที่อยู่หน้าโต๊ะทรงอักษรค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ทอดพระเนตรไปยังแผ่นหลังอันสง่างาม ในดวงเนตรลุกโชนไปด้วยประกายชื่นชม
เหมือนกับที่ซูฉินเคยกล่าวไว้จริงๆ ลูกของพวกเขาเติบโตแล้ว เติบโตเป็นบุรุษโดดเด่นยอดเยี่ยมผู้หนึ่ง ดูเหมือน…พวกเขาไม่ต้องเป็นห่วงแล้ว
แต่จะอย่างไรพวกเขาก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ตอนนี้เหลือเพียงอุปสรรคสุดท้าย ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอันตรายเช่นไรก็จะเผชิญหน้าไปด้วยกัน
เมื่อออกมาจากห้องทรงอักษร เฟิ่งหลิงพลันเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้ากว้าง อีกไม่นานวันเวลาอันมืดมนเช่นนี้จะผ่านไปแล้ว ต่อให้เบื้องหน้าเป็นทะเลเพลิง เขาก็จะไม่ถอย!
“เสด็จพี่ใหญ่”
ตอนนี้เอง เสียงเปี่ยมความระมัดระวังดังขึ้นในมุมหนึ่ง เฟิ่งหลิงหันไปมอง พบผู้เยาว์ที่ยังไม่เติบโตดีแต่ก็มีความหนักแน่นขึ้นหลายส่วนอยู่ตรงนั้น
“น้องแปด”
บนใบหน้าของหวงฝู่รุ่ยปรากฏรอยยิ้มจางๆ เขาสูดหายใจลึกก่อนจะเดินมาหาเฟิ่งหลิง
เขาสูงขึ้นไม่น้อย ตอนนี้สูงถึงช่วงคอของเฟิ่งหลิงแล้ว ชั่วขณะนั้นบุรุษหล่อเหลาพลันมีความรู้สึกหนึ่งปรากฏ ที่แท้ตนจากไปนานเพียงนี้โดยไม่รู้ตัว
“เสด็จพี่ใหญ่…” หวงฝู่รุ่ยรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง หลังจากรู้ว่าเสด็จพี่ใหญ่กลับมาเมื่อวาน เดิมทีเขาคิดจะมาหาทันที แต่กลับได้ยินเรื่องที่พี่สะใภ้ใหญ่ป่วยเสียก่อน
เขาข่มกลั้นอารมณ์ของตนจนกระทั่งวันนี้จึงค่อยปรากฏตัวต่อหน้าเฟิ่งหลิง
ดวงตาของเฟิ่งหลิงหยุดอยู่ที่ตำราในมืออีกฝ่าย ผู้เยาว์ยืนอยู่เช่นนั้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความนับถือ “หนังสือที่เสด็จพี่ใหญ่ให้รุ่ยเอ๋อร์ยืม รุ่ยเอ๋อร์อ่านหมดแล้ว”
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด หวงฝู่รุ่ยรู้สึกว่าตนตื่นเต้นจนกล่าวคำพูดไม่ชัดเจนนัก ทั้งๆ ที่เขาอยากถามเสด็จพี่ว่าช่วงนี้เสด็จพี่ไปที่ใด สุขภาพของพี่สะใภ้เป็นอย่างไรบ้าง? แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่ดูมีชีวิตชีวาของอีกฝ่ายพลันรู้สึกเหมือนร่างกายของเสด็จพี่ใหญ่ยิ่งใหญ่หาใดเปรียบ ราวกับอีกฝ่ายก้าวไปยังสถานที่ที่ตนไม่อาจเอื้อมถึงแล้ว
เขาอ่านหนังสือทางการทหารมากมายเพียงนั้น ท่องเนื้อหาด้านในได้อย่างไหลลื่น เดิมทีคิดว่าจะไล่ตามเสด็จพี่ใหญ่ที่จากไปนานผู้นี้ได้บ้าง คิดไม่ถึงว่าไม่พบกันนาน เขากลับสูญเสียความมั่นใจนี้ไป
เฟิ่งหลิงมองท่าทีนิ่งงันของผู้เยาว์ รีบยื่นมือออกไปลูบผมหวงฝู่รุ่ยเบาๆ
“สูงเพียงนี้แล้ว เสด็จพี่เกือบจำเจ้าไม่ได้ รุ่ยเอ๋อร์โตแล้วจริงๆ”
น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความรักใคร่ดังพี่ชายคนหนึ่ง หวงฝู่รุ่ยคิดว่ามือของเขาอบอุ่นยิ่งนัก ดวงตาอดไม่ได้ที่จะแดงระเรื่อ ท่าทีเช่นนี้ตกอยู่ในสายตาของเฟิ่งหลิงจึงแย้มยิ้มอย่างจนใจ “น้องแปด…บุรุษไม่หลั่งน้ำตาง่ายๆ หรือว่าเจ้าไม่อยากพบข้า?”
จิตใจของเด็กคนนี้บริสุทธิ์เกินไป เพียงมองก็รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
เมื่อคิดว่าวันหน้าจะผลักภาระกิจสำคัญไปไว้บนร่างของเขา เฟิ่งหลิงก็เกิดความรู้สึกผิด แต่เขาดูออก หวงฝู่รุ่ยเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับตำแหน่งนั้นที่สุดจริงๆ
แคว้นเหลียนมีความสามารถแข็งแกร่ง ต่อให้ตอนนี้มีการต่อสู้ภายในก็มิอาจสั่นคลอนรากฐานของแคว้นได้ และความแข็งแกร่งนี้จะช่วยเป็นแรงสนับสนุนให้ความดีงามของหวงฝู่รุ่ย ขอเพียงเขาคิดทำเพื่อประชาชน ใช้เมตตาธรรมปกครองแคว้น แคว้นเหลียนย่อมไม่เดินถอยหลัง
อย่างไรก็ตาม จู่ๆ เฟิ่งหลิงพลันเกิดความคิดบางอย่าง แม้ว่าตนจะไม่อยากเป็นจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียน แต่ก็สามารถเป็นผู้ชี้แนะให้หวงฝู่รุ่ยได้ ไม่ว่าตนจะอยู่ที่ใดก็สามารถช่วยเหลือร่วมมือกับน้องชายคนนี้ได้ เช่นนี้นับว่าสมบูรณ์แบบ
“ไม่…รุ่ยเอ๋อร์เพียงแค่…ถูกฝุ่นพัดเข้าตาเท่านั้น คำสั่งสอนของเสด็จพี่ใหญ่ก่อนหน้านี้ รุ่ยเอ๋อร์ล้วนจำขึ้นใจ…”
ตอนนี้เอง บริเวณไม่ไกลมีเงาร่างร่างหนึ่งดึงดูดความสนใจของเฟิ่งหลิง บุรุษรูปงามดวงตาแวววาว
“ในเมื่ออ่านหนังสือเหล่านี้จบแล้วก็ไปหาเล่มอื่นในห้องหนังสือข้าเถิด ครั้งนี้ข้าเพิ่งกลับมาจากด้านนอก มีหนังสือดีๆ ไม่น้อยเลยทีเดียว”
ดวงตาของหวงฝู่รุ่ยเปล่งประกาย ในมือกลายเป็นความว่างเปล่า เฟิ่งหลิงรับตำราเหล่านั้นกลับไปแล้ว พี่น้องคู่นี้ค่อยๆ เดินหายไปในระเบียงทางเดิน บรรยากาศอบอุ่นกลมเกลียว
แววตามืดครึ้มหยุดอยู่บนแผ่นหลังของผู้เยาว์ หวงฝู่หลินคิดไม่ถึงว่าน้องแปดจะเคลื่อนไหวเร็วเพียงนี้
การต่อสู้ระหว่างเสด็จพ่อและพระอัยกา ใครจะแพ้ใครจะชนะ สำหรับองค์ชายอย่างเขาไม่ได้มีความแตกต่างมากนัก จะอย่างไรแผ่นดินแคว้นเหลียนก็ไม่อาจตกไปอยู่ในมือคนนอก หากตำแหน่งจักรพรรดิไม่เป็นของเสด็จพี่ใหญ่ก็ต้องเป็นของเขาหรือน้องแปด
หากเสด็จพ่อชนะในสงครามคราวนี้จะต้องมอบแผ่นดินให้เสด็จพี่แน่นอน เพียงแต่หวงฝู่หลินลอบสืบท่าทีของเสด็จพี่มาบ้างแล้ว พบว่าอีกฝ่ายไม่มีใจเป็นจักรพรรดิ เช่นนั้นจะต้องเลือกระหว่างตนกับน้องแปดแล้ว
เพียงแต่จุดอ่อนใหญ่ของหวงฝู่รุ่ยก็คือยังเยาว์เกินไป เสด็จพ่อจะวางใจมอบแผ่นดินให้เขาหรือ?
หวงฝู่หลินคิดว่าความสามารถของตนสูงกว่าหวงฝู่รุ่ย เพียงแต่ท่าทีที่เสด็จพี่ใหญ่มีต่อน้องแปดทำให้เขาไม่อาจวางใจ
“รุ่ยเอ๋อร์ ระยะนี้ได้พูดคุยเรื่องการเรียนกับเสด็จพี่สามของเจ้าหรือไม่?” เฟิ่งหลิงจำได้ว่าก่อนเขาไป หวงฝู่หลินจงใจเข้าใกล้หวงฝู่รุ่ย ช่วงที่ตนไม่อยู่อาจเกิดอะไรขึ้นก็เป็นได้
เมื่อคำพูดนี้ถูกกล่าวออกมา ดวงตาของหวงฝู่รุ่ยพลันมีประกายผิดหวังยากปกปิด การเคลื่อนไหวของเขาชะงักไป เงยหน้าขึ้นแย้มยิ้มบางๆ “เสด็จพี่สามยังเป็นเหมือนเมื่อก่อน มาตรวจการเรียนของรุ่ยเอ๋อร์บ่อยๆ”
ทว่าในน้ำเสียงกลับไม่ปรากฏความตื่นเต้นเช่นกาลก่อน ดูท่าทางระหว่างเขากับหวงฝู่หลินจะต้องเกิดอะไรขึ้นเป็นแน่