หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 34 ตอนที่ 1010 ทางเลือกของเขา
เล่มที่ 34 ตอนที่ 1010 ทางเลือกของเขา
“รุ่ยเอ๋อร์…” น้ำเสียงของเฟิ่งหลิงอ่อนโยนยิ่ง หวงฝู่รุ่ยดวงตาเปล่งประกาย เงยหน้าขึ้นสบกับแววตาที่คล้ายจะมองทุกสิ่งทะลุปรุโปร่งของเฟิ่งหลิง ไม่รู้ว่าควรจะกล่าวเช่นไรดี
“เรื่องบางเรื่อง คิดว่าเจ้าคงสัมผัสได้ด้วยตัวเองแล้ว”
หวงฝู่รุ่ยก้มหน้าลงอีกครั้ง รู้สึกลมหายใจหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ
“ในฐานะที่เป็นคนของราชวงศ์ย่อมมีความจนใจมากมาย หากต้องการความสัมพันธ์พี่น้องเช่นคนธรรมดาสามัญ มิใช่เรื่องง่ายดายเพียงนั้น”
มือที่อยู่ในแขนเสื้อของหวงฝู่รุ่ยค่อยๆ กำแน่น เขาได้สัมผัสกับความหมายในคำพูดของเฟิ่งหลิงมาแล้ว ผ่านเรื่องราวมากมายเพียงนั้น หวงฝู่รุ่ยเห็นด้วยตาว่าหมู่เฟยของเขาทอดทิ้งเขาเช่นไร วางแผนร้ายใส่เขาเช่นไร พี่น้องแท้ๆ หลอกใช้ประโยชน์จากเขาเช่นไร เขารู้ดีว่าความสัมพันธ์พี่น้องที่แท้จริงล้ำค่าเพียงใดในครอบครัวราชวงศ์
แต่เบื้องหน้ามีคนผู้นี้อยู่ ทำให้เขาอยากเชื่อใจ
หวงฝู่รุ่ยค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มองใบหน้างดงามหล่อเหล่าของเฟิ่งหลิง ก่อนหน้านี้เขาได้ยินเสด็จพี่ทั้งหลายกล่าวถึงเรื่องของเสด็จพี่ใหญ่มากมาย หวงฝู่รุ่ยไม่เคยคิดเลยว่าเสด็จพี่ใหญ่ที่ผู้อื่นกล่าวกันว่าเย็นชาไร้หัวใจจะยื่นมือช่วยเหลือตนเช่นนี้
เขาไม่เห็นตนเป็นคนตายไปแล้วเช่นคนอื่นในวังหลวง ไม่เห็นตนเป็นเพียงตัวภาระ
ต่อให้ไม่เคยพูดอะไรมากมาย แต่หวงฝู่รุ่ยสัมผัสได้ว่าเสด็จพี่ใหญ่ให้ความชื่นชมเขาจริงๆ ไม่เคยดูถูกเขา
มือทั้งสองวางลงบนไหล่ของเขาเบาๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร “แต่ว่า หากเป็นเจ้า ข้าชื่อว่าวันหน้าจะต้องมีความสัมพันธ์พี่น้องหลงเหลืออยู่ในพระราชวังแห่งนี้ไปตลอดกาลแน่นอน”
“…” นี่หมายความว่าอย่างไร?
หวงฝู่รุ่ยเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย สบกับแววตาเจือรอยยิ้มของเฟิ่งหลิง ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างพลันถาโถม
พริบตานั้น ผู้เยาว์ที่มีลางสังหรณ์เฉียบคมรีบจับแขนเสื้อเฟิ่งหลิงไว้ “คงมิใช่ว่าเสด็จพี่จะ…ไปอีกแล้วกระมัง?”
คิดไม่ถึงว่าสัญชาตญาณของเขาจะเฉียบแหลมเพียงนี้
เฟิ่งหลิงแย้มยิ้มเล็กน้อย “รุ่ยเอ๋อร์ ข้าดูออก เจ้าชอบศึกษาเรื่องการเมือง ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นผู้มีจิตใจดี ความดีและความใจกว้างของเจ้าจะช่วยให้เจ้าเดินบนเส้นทางนี้ได้ไกลยิ่งขึ้น วันหน้าแคว้นนี้ต้องมอบหมายให้เจ้าแล้ว ข้าเชื่อในตัวเจ้าได้หรือไม่?”
มอบให้เขา?
หวงฝู่รุ่ยพลันมีสีหน้าตื่นตะลึง ถึงกับถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “ไม่ เสด็จพี่ รุ่ยเอ๋อร์ไม่เคยคิดเช่นนี้มาก่อน นี่ นี่จะเป็นไปได้อย่างไร!”
ฟังจากความหมายของเสด็จพี่แล้ว ก็คือ…
เฟิ่งหลิงหัวเราะ “ไม่เคยคิดเช่นนี้มาก่อนหรือ? เช่นนั้นเหตุใดเจ้าจึงชอบศึกษาเรื่องการทหาร บทอภิปรายการเมืองและการปกครองประชาชนเล่า?”
เขาดูออกนานแล้ว ถึงแม้หวงฝู่รุ่ยจะอายุน้อยแต่ก็มีความใฝ่ฝันและทะเยอทะยานดั่งบุรุษ เขามีความสามารถเช่นนั้นย่อมคิดนำออกมาใช้ ความทะเยอทะยานนี้นับเป็นเรื่องดี ขอเพียงทำให้เกิดประโยชน์ เหตุใดจะทำการใหญ่ไม่ได้เล่า?
คิดไม่ถึงว่าความคิดที่ตนเก็บซ่อนไว้ในใจมาโดยตลอดจะถูกเสด็จพี่ใหญ่มองออก
ยามนี้หวงฝู่รุ่ยกระสับกระส่ายหาใดเปรียบ กลัวว่าเสด็จพี่ใหญ่จะคิดว่าตนหลอกใช้เขา คิดว่าตนเข้าใกล้เขาเพราะมีเป้าหมายอื่น
ไม่ ไม่ใช่ เขาชอบเสด็จพี่ใหญ่มากจริงๆ ได้พูดคุยสนทนาเรื่องบทเรียนกับเสด็จพี่ใหญ่ทุกวัน ทำให้เขาได้เรียนรู้เรื่องมากมายแม้แต่สิ่งที่ไม่มีในหนังสือ นี่ทำให้หวงฝู่รุ่ยรู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก
เขาแทบไม่เคยออกไปดูโลกภายนอก หวงฝู่รุ่ยรู้ดี ความรู้ส่วนใหญ่ของตนมีเพียงเรื่องการทหารที่เขียนอยู่บนกระดาษ เสด็จพี่ใหญ่จึงมักจะมอบทรรศนะและคำวิพากษ์วิจารณ์ให้เขา ทำให้เขาเรียนรู้หลักเหตุผลในนั้นได้ลึกซึ้งมากขึ้น
ทุกสิ่งเป็นเพราะมีเสด็จพี่ใหญ่อยู่!
“เสด็จพี่ใหญ่ ระ รุ่ยเอ๋อร์ผิดไปแล้ว…” หวงฝู่รุ่ยก้มหน้าลง เขาไม่อยากสูญเสียเสด็จพี่ไป ไม่อยากสูญเสียคนที่ปฏิบัติต่อเขาอย่างจริงใจ
“ผิดที่ใดกัน? รุ่ยเอ๋อร์ไม่เคยได้ยินประโยคนี้หรือ? ทหารที่ไม่คิดอยากเป็นแม่ทัพย่อมไม่ใช่ทหารที่ดี ในเมื่อเจ้ามีฐานะเป็นองค์ชายแห่งแคว้นเหลียน ทั้งยังมีความสามารถเช่นนี้ และเสด็จพี่ก็สนับสนุนเจ้า เหตุใดจึงไม่ลองดูเสียหน่อยเล่า?”
ในดวงตาของหวงฝู่รุ่ยเต็มไปด้วยความยากจะเชื่อ เขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้หมู่เฟยเคยกล่าวว่าตำแหน่งจักรพรรดิควรเป็นของเสด็จพี่ของเขา ส่วนตนเป็นองค์ชายไปดีๆ ก็พอแล้ว
แต่ไหนแต่ไรไม่เคยมีใครคาดหวังกับเขา กระทั่งบอกเขาว่าอย่าได้มีความคิดเช่นนั้น นั่นเป็นสิ่งชั่วร้าย เป็นการไม่ประมาณตน
“แต่ว่า…แล้วเสด็จพี่เล่า? หรือว่าเสด็จพี่…” หรือว่าเสด็จพี่ไม่อยากเป็นจักรพรรดิแห่งแผ่นดิน?
ในความคิดของหวงฝู่รุ่ย เฟิ่งหลิงมีคุณสมบัติมากกว่าเขา ยิ่งไปกว่านั้นเสด็จพ่อก็คาดหวังกับเสด็จพี่ใหญ่อย่างไร้ขีดจำกัดมาโดยตลอด
เฟิ่งหลิงทอดถอนใจเบาๆ “เจ้าก็ยอมให้เสด็จพี่อย่างข้าผลักภาระให้เจ้าเถิด หวังว่าวันหน้าเจ้าจะไม่ตำหนิเสด็จพี่”
ผู้เยาว์เบื้องหน้าร้อนใจอยู่บ้าง เขาคิดไม่ถึงว่าจู่ๆ เฟิ่งหลิงจะกล่าวคำพูดนี้กับเขา เขาไม่ทันเตรียมรับความตกใจเช่นนี้ ทว่าในที่สุดก็เอ่ยปากอย่างลังเล
“เสด็จพี่ รุ่ยเอ๋อร์ทำได้จริงหรือ? แต่เสด็จพ่อ…” เสด็จพ่อจะคิดเช่นนี้หรือไม่? จะทรงกริ้วที่เขาคิดเพ้อเจ้อหรือไม่?
มือใหญ่ขยี้เส้นผมของเขาเบาๆ “รุ่ยเอ๋อร์ จำไว้ ก่อนจะทำเรื่องใดเจ้าต้องมั่นใจในตนเองเสียก่อน หากกระทั่งเจ้ายังไม่มีความมั่นใจแล้วจะทำให้ผู้อื่นมั่นใจในตัวเจ้าได้อย่างไร?”
สิ่งที่หวงฝู่รุ่ยขาดมากที่สุดก็คือความเชื่อมั่นในตัวเอง ตั้งแต่เด็ก เขาเติบโตมาท่ามกลางการถูกวิจารณ์และถูกมองข้าม ไม่เคยมีผู้ใดชื่นชมเขา ทำให้ความสามารถที่แท้จริงของเขาถูกฝังกลบ
คำพูดนี้คล้ายเป็นพลังอันทรงเสน่ห์ที่ดังก้องอยู่ในหูของหวงฝู่รุ่ยไม่หยุด
“ส่วนเรื่องเสด็จพี่สามของเจ้า…คิดเห็นเช่นไร?”
เฟิ่งหลิงมีน้ำเสียงเคร่งขรึมลง หวงฝู่รุ่ยจึงค่อยได้สติกลับมา “เสด็จพี่สามหรือ?”
“อย่าได้หลอกข้า ระหว่างเจ้ากับน้องสามจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่นอน”
หวงฝู่รุ่ยอ้าปากเล็กน้อย เขาไม่อยากพูดถึงเรื่องที่เสด็จพี่สามทำในตอนนั้น เขาคิดมาตลอดว่าเสด็จพี่สามเป็นคนดี ไม่ได้เลวร้ายเช่นที่คิด
“หากมีวันหนึ่งเขาคิดอยากได้ตำแหน่งจักรพรรดิ เจ้าจะเลือกเช่นไร?”
“นั่นก็…”
“ยอมให้เขาหรือ?” ดวงตาของเฟิ่งหลิงเจือไปด้วยความขบขัน คล้ายจะมองความคิดของหวงฝู่รุ่ยออกนานแล้ว “รุ่ยเอ๋อร์ บางครั้งการมีเมตตาเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี ในตอนที่เจ้าเข้าใจนิสัยของคนผู้หนึ่งอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว ก็ไม่ควรหวังว่าวันหนึ่งเขาจะหันหลังกลับได้ หลายครั้งที่มันเป็นเพียงความฝันอันสวยงามของพวกเรา แต่ภายภาคหน้า คนผู้นั้นจะเลือกเส้นทางของตนโดยไม่หันกลับมา”
ความหมายลึกล้ำในคำพูดของเฟิ่งหลิงปลุกหวงฝู่รุ่ยให้ตื่นโดยพลัน
ดั่งคำโบราณที่กล่าวว่าแผ่นดินแปรเปลี่ยนง่ายแต่นิสัยคนยากเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเก็บซ่อนไว้เพียงใด นานวันไปย่อมย้อนกลับไปเช่นเดิม
“เสด็จพี่ใหญ่” เสียงของหวงฝู่รุ่ยดังแว่วมา เขาสูดหายใจลึก “รุ่ยเอ๋อร์รู้ว่าเสด็จพี่สามไม่ใช่คนเลวอะไร”
เพราะในช่วงเวลาที่ได้ใกล้ชิดกัน เขาเห็นเงาของตนเองบนร่างของหวงฝู่หลิน
เสด็จพี่สามเคยผ่านประสบการณ์คล้ายกับตนมาก่อน เขาพึ่งพิงอยู่ข้างกายเสด็จพี่รองมาโดยตลอด ฟังคำสั่งของอีกฝ่าย แต่นั่นเพราะต้องการอยู่ในวังหลวงให้ดีเท่านั้น
“ก็เหมือนกับที่เสด็จพี่ใหญ่กล่าว หากบุรุษมีความสามารถ จะมีความทะเยอทะยานย่อมเป็นเรื่องเหมาะสม ดังนั้นรุ่ยเอ๋อร์คิดว่าหากเสด็จพี่สามอยากนั่งในตำแหน่งจักรพรรดิ รุ่ยเอ๋อร์จะ…แข่งกับเขาอย่างยุติธรรม”
แข่งอย่างยุติธรรม?
เฟิ่งหลิงมองไปยังใบหน้าเล็กๆ อันจริงจังอย่างลึกล้ำ จากนั้นจึงยิ้มออกมาคล้ายแฝงความหมายบางอย่าง
“ดี ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เสด็จพี่หวังว่าเจ้าจะทำเรื่องนี้ได้ตลอดรอดฝั่ง อย่าได้จิตใจอ่อนแอดั่งสตรี จักรพรรดิที่ดีสำคัญต่อแว่นแคว้นมากเพียงไร เจ้าย่อมเข้าใจกระจ่าง! หากเจ้ามีความเชื่อมั่นว่าจะทำให้ชาวบ้านใช้ชีวิตอย่างสงบร่มเย็นได้ เช่นนั้นก็อย่าได้ยอมแพ้ง่ายๆ เพราะว่าอาจไม่มีใครทำได้ดีกว่าเจ้าแล้ว”
ในดวงตาของหวงฝู่รุ่ยเกิดประกายสว่างวาบ รู้สึกว่าคำพูดของเฟิ่งหลิงค่อยๆ เติมเต็มความเชื่อมั่นที่ขาดหายไปในใจเขาอย่างเชื่องช้า
“เสด็จพี่…จะไปที่ใดหรือ?” ในน้ำเสียงเจือไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
เฟิ่งหลิงยิ้ม “วางใจเถิด ช่วงนี้ยังอยู่ในวังเพียง แต่วันหน้า บางทีอาจหาสถานที่งดงาม มีเขาเขียวมีสายธาร ใช้ชีวิตสามัญกับพี่สะใภ้ของเจ้า แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ข้าจะมองดูเจ้าอยู่ตลอด จะคอยดูว่าเจ้าจะทำให้ข้าผิดหวังหรือไม่”
คำพูดนี้เต็มไปด้วยการกล่าวเตือน และคละเคล้าไปด้วยความหวัง
หวงฝู่รุ่ยไม่เคยรู้สึกเบิกบานใจเพียงนี้มาก่อน ในดวงตาของเสด็จพี่ใหญ่มีความชื่นชมพุ่งตรงมาที่เขา เขามิใช่ส่วนเกินในวังหลวงแห่งนี้อีกต่อไป เขาเองก็มีเรื่องที่ต้องทำ
“รุ่ยเอ๋อร์สัญญา วันหน้า…จะไม่ทรยศต่อความหวังของเสด็จพี่เป็นอันขาด”
…
ตอนนี้หวงฝู่หลินกลับมาที่ตำหนักของตนเองแล้ว
อารมณ์ของเขาหนักอึ้งเป็นพิเศษ ในสมองเต็มไปด้วยภาพที่เฟิ่งหลิงเดินเคียงข้างหวงฝู่รุ่ยเมื่อครู่นี้
หลังจากเสด็จพี่ใหญ่กลับมา สถานการณ์ของเขาก็เปลี่ยนไปย่ำแย่มากขึ้น ไม่ต้องคิดก็รู้ หากเสด็จพี่ใหญ่กล่าวอะไรเบื้องพระพักตร์เสด็จพ่อ อาจทำให้ความพยายามที่ผ่านมาของตนกลายเป็นเพียงสายน้ำ แต่หวงฝู่หลินรู้ตัวว่าตนมิอาจเป็นคู่ต่อสู้กับเสด็จพี่ใหญ่ได้เลย
ตอนนี้เอง ขันทีผู้หนึ่งปรากฏตัวเบื้องหน้าหวงฝู่หลิน
“องค์ชาย! มีแขกมาพ่ะย่ะค่ะ…”
น้ำเสียงลึกลับเช่นนั้นทำให้หวงฝู่หลินดวงตาสว่างวาบ หรือจะกล่าวว่า…
ไม่ผิดจากที่คาด ภายในลานเรือน ชานกงกงยืนรอเขาอยู่ที่นั่น
หวงฝู่หลินรีบเก็บสีหน้าลง ต้องทราบว่าเขาไม่ได้พบชานกงกงมาระยะหนึ่งแล้ว ภายใต้สถานการณ์เคร่งเครียดเช่นนี้ ชานกงกงกลับปรากฏตัวในวังระวัง นับว่าอันตรายเป็นอย่างมาก
“องค์ชายสาม ไม่พบกันนาน”
“ชานกงกง พระอัยการมีรับสั่งใดหรือ?” หวงฝู่หลินคิดว่าบางทีสวรรค์อาจมอบโอกาสให้เขาแล้ว แม้น้องแปดจะมีเสด็จพี่ใหญ่สนับสนุน แต่เขายังมีไพ่ตายเป็นพระอัยกา!
ชานกงกงแย้มยิ้ม “องค์ชายสามฉลาดเฉลียวยิ่งนัก ครั้งนี้ไท่ซ่างหวงให้บ่าวมาจริงๆ”
หวงฝู่หลินกลั้นใจ ชานกงกงหันมามองแว่บหนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงลึกลับแฝงความหมาย “ตอนนี้องค์ชายใหญ่และพระชายากลับมาที่ตำหนักแล้ว นับว่าไม่เป็นผลดีต่อสถานการณ์ขององค์ชายสามยิ่งนัก พอดีที่ตอนนี้ไท่ซ่างหวงมีบางเรื่อง หวังว่าองค์ชายสามจะทำให้สำเร็จ”
ในมือของเขาปรากฏห่อยาสีขาวห่อหนึ่ง
“นี่คือ…” ในใจของหวงฝู่หลินพลันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี