หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 34 ตอนที่ 1012 ตัดสินใจแล้ว
เล่มที่ 34 ตอนที่ 1012 ตัดสินใจแล้ว
แววตาของหวงฝู่หลินค่อยๆ เย็นยะเยือก ในใจไร้ความสุข
เหตุใดได้ยินคำพูดโหดร้ายเช่นนี้แล้ว เขา เขายังยิ้มออกมาได้อีก? รอยยิ้มเช่นนี้ ในสายตาของหวงฝู่หลินช่างดูเสียดแทงยิ่งนัก
เขายากจะควบคุมความริษยาที่กำลังทะลักออกมาใจ น้องแปดปิดซ่อนตัวตนได้ดียิ่งนัก! มิแน่ว่าตอนนี้เขาคงเป็นเหมือนกับตนเองเมื่อก่อน ตัดสินใจให้ตนร่างกายแหลกสลายไปในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต!
มือใหญ่ยื่นออกไปดึงคอเสื้อของหวงฝู่รุ่ย กระชากมาอยู่เบื้องหน้าตน “พูดมา! พูดความในใจของเจ้าออกมาเสีย! จริงๆ เจ้าเกลียดข้าใช่หรือไม่? ข้าก็เป็นเหมือนเสด็จพี่คนอื่นๆ มิได้ชื่นชมเจ้า! เห็นเจ้าเป็นเพียงสุนัขตัวหนึ่งเท่านั้น! ตอนที่เจ้ามีค่าให้ใช้ประโยชน์ก็เรียกเจ้ามา ยามไม่มีประโยชน์ก็จะเหยียบย่ำเจ้า! เช่นนี้เจ้ายังพูดว่าไม่เกลียดชังข้าอีกหรือ! หรือจะกล่าวว่าเจ้าเห็นแก่ความสัมพันธ์พี่น้อง?”
หวงฝู่หลินคล้ายขาดสติไปแล้วก็มิปาน ตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง ในดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีแดง
คิดไม่ถึงว่าบนใบหน้าของผู้เยาว์กลับไม่ปรากฏความโกรธเกรี้ยวแม้แต่น้อย ในดวงตาของเขาถึงกับมีน้ำตาแห่งความปวดใจไหลคลอ
“เสด็จพี่สาม…ที่แท้ ท่านคิดเช่นนี้มาตลอดหรือ?”
หวงฝู่รุ่ยคิดไม่ถึงว่า เสด็จพี่สามที่แสดงท่าทีเรียบเฉยมาตลอดจะเก็บซ่อนความอยุติธรรมและไม่ยินยอมพร้อมใจเช่นนี้เอาไว้ พวกเขาเหมือนกันมากจริงๆ แต่หวงฝู่รุ่ยรู้ว่าเรื่องที่ตนพบคงไม่อาจเทียบได้กับเสด็จที่สาม มิเช่นนั้นเขาจะมีท่าทีเคียดแค้นชิงชังเพียงนี้ได้อย่างไร?
“อะไร?” หวงฝู่หลินดวงตาเปล่งประกาย เงาของตนที่สะท้อนอยู่ในแววตาผู้เยาว์ทำให้เขาถึงกับจดจำไม่ได้
นี่เขากำลังพูดอะไรกันแน่…หวงฝู่หลินร่างกายโอนเอน คลายมือของตนออก ทรุดลงนั่งด้านข้าง
“เหตุใดเสด็จพี่สามจึงไม่ปล่อยวางอดีต? เหมือนกับรุ่ยเอ๋อร์เช่นไรเล่า รุ่ยเอ๋อร์ไม่คิดโกรธแค้นเสด็จพี่ทั้งหลายอีกแล้ว และไม่ชิงชังหมู่เฟยด้วย หากติดอยู่ในอดีตคงจะเจ็บปวดเกินไป ความจริงเสด็จที่สามก็อยากมีชีวิตที่ดีมิใช่หรือ?”
“เจ้า…” หวงฝู่หลินเงยหน้าขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว คิดไม่ถึงว่ากลับเห็นน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างยากจะควบคุมของอีกฝ่าย
เขาถึงกับ…
“รุ่ยเอ๋อร์เข้าใจความเจ็บปวดของเสด็จพี่สาม ความจริงรุ่ยเอ๋อร์เข้าใจทั้งหมด เพียงแต่รุ่ยเอ๋อร์ไม่อยากสูญเสียเสด็จพี่คนใดไปอีก…”
“เจ้า…เจ้าไม่กลัวข้าสังหารเจ้าหรือ?”
หวงฝู่รุ่ยมองไปยังบุรุษผู้มีท่าทางมืดมนเบื้องหน้า น้ำเสียงเจือไปด้วยมั่นใจ “เสด็จพี่ไม่ทำแน่”
ไม่ทำแน่? ดวงตาของหวงฝู่หลินเปล่งประกาย กระทั่งเขายังไม่แน่ใจว่าตนจะลงมือหรือไม่ แต่อีกฝ่ายกลับมั่นใจเพียงนี้เชียวหรือ? “เช่นนั้นวันที่เจ้าตายก็อย่าได้มาตำหนิเสด็จพี่เช่นข้า”
“เสด็จพี่จะไม่ทำแน่นอน! รุ่ยเอ๋อร์รู้ดี หากเสด็จพี่อยากสังหารุ่ยเอ๋อร์ ก่อนหน้านี้ก็มีโอกาสนานแล้ว”
อ่านตำราทางการทหารมามากเพียงนั้น ตอนนี้ความคิดของหวงฝู่รุ่ยมิได้ไร้เดียงสาเช่นก่อนหน้านี้อีกต่อไป เขาค่อยๆ รู้จักวิเคราะห์พิจารณาบ้างแล้ว หากตนเป็นคู่ต่อสู้ที่ต้องแย่งชิงกับอีกฝ่ายเฉกเช่นที่หวงฝู่หลินกล่าว เช่นนั้นตอนแรกเขาไม่จำเป็นต้องเข้ามาปะทะกับตนซึ่งหน้า ควรทำให้ตนเชื่อใจแล้วหาโอกาสที่เหมาะสมสังหารตนเสีย
หวงฝู่รุ่ยเข้าใจดี เป็นเพราะเสด็จพี่สามมิอาจทำใจลงมือ ภายหลังจึงพูดจาโหดเหี้ยมกับตนเพื่อให้ตนเว้นระยะห่างจากเขา
หวงฝู่หลินไม่โหดเหี้ยมมากพอ เขาไม่ได้เย็นชาไร้ใจเช่นที่กล่าว! เพียงปล่อยวางความทะเยอทะยานในใจไม่ได้เท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงทรมาณตนเองอยู่เช่นนั้น
“รุ่ยเอ๋อร์รู้ดีว่าเสด็จพี่สามต้องการสิ่งใด แต่รุ่ยเอ๋อร์ไม่อาจไม่ยอมรับว่าตนเองก็ต้องการเช่นกัน”
อะไรนะ? หวงฝู่หลินเบนสายตาขึ้นมอง ความหมายของเขาก็คือ…เขาก็อยากเป็นจักรพรรดิหรือ?
“รุ่ยเอ๋อร์คิดจะสู้กับเสด็จพี่สามอย่างตรงไปตรงมา ผู้ใดเหมาะสม แผ่นดินสมควรเป็นของคนผู้นั้น นี่จึงจะเป็นเรื่องที่พี่น้องสมควรกระทำอย่างแท้จริง ถ้าเพื่อตำแหน่งนั้นทำให้ต้องลงมือโหดเหี้ยมกับพี่น้องด้วยกันเอง เช่นนั้นรุ่ยเอ๋อร์ขอยอมแพ้ หากพี่สามต้องทำถึงขั้นฆ่ากันให้ตาย เช่นนั้นรุ่ยเอ๋อร์ยอมเป็นองค์ชายแปดไปตลอดกาล!”
เมื่อเห็นใบหน้าแน่วแน่เด็ดเดี่ยวของผู้เยาว์ ใบหน้าของหวงฝู่หลินจึงค่อยๆ สงบลง
“ดึกแล้ว เสด็จพี่สามพักผ่อนให้ดีเถิด คำพูดที่รุ่ยเอ๋อร์พูดวันนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง รุ่ยเอ๋อร์หวังเพียงจะได้มีชีวิตอยู่ด้วยกันกับเสด็จที่สามต่อไป!”
หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งหวงฝู่รุ่ยก็ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง สบดวงตาเจือประกายตื่นตะลึงของอีกฝ่าย ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปก้าวใหญ่
เนิ่นนานผ่านไป หวงฝู่หลินจึงค่อยได้สติกลับมา
ทว่าเมื่อย้อนคิดไปถึงคำพูดเมื่อครู่นี้ของหวงฝู่รุ่ยอย่างละเอียดอีกครั้ง ในใจกลับไม่รู้สึกยินดีนัก คิดไม่ถึงว่าเด็กคนนั้นจะรู้จักใช้กลยุทธ์ทางจิตใจเช่นนี้
เขารู้นิสัยชอบเอาชนะของตน แต่ถึงกับแสดงท่าทียอมถอยเช่นนี้ออกมา หวงฝู่หลินรู้ดีว่าความยิ่งทนงของตนไม่อนุญาตให้ยอมรับชัยชนะเช่นนี้เป็นอันขาด! เขาคิดว่าตนเองมีความสามารถเหนือหวงฝู่รุ่ย สู้อย่างยุติธรรมหรือ? กระทั่งอีกฝ่ายยังมีความมั่นใจเช่นนี้ หากตนยังใช้ทางลัด มิใช่เป็นการแสดงให้เห็นว่าตนไม่มีความมั่นใจแม้เพียงครึ่งส่วนหรือไร?
ตรงไปตรงมา? หวงฝู่หลินคล้ายจะลืมความคิดจริงจังเช่นนี้ไปแล้ว
ปล่อยวางอดีตหรือ? เพราะเหตุใดน้องแปดจึงได้คิดอะไรง่ายๆ เช่นนี้ แต่หากเป็นเรื่องที่เขาทำได้ ตนเองจะทำไม่ได้หรือไร?
สายลมเย็นพัดมา เจือไปด้วยกลิ่นสุราเข้มข้น ทว่าในใจหวงฝู่หลินกลับกระจ่างชัดขึ้นหลายส่วน
ภายในตำหนักองค์ชายใหญ่
“องค์ชาย องค์ชายสามขอเข้าพบพ่ะย่ะค่ะ” ภายในห้องหนังสือ บุรุษอาภรณ์ดำผู้หนึ่งปรากฏตัวเบื้องหน้าเฟิ่งหลิงอย่างไร้เสียง บุรุษหน้าโต๊ะดวงตาเปล่งประกาย จากนั้นจึงส่งสายตาเป็นสัญญาณ ไม่นานหวงฝู่หลินที่สวมชุดคลุมก็มาปรากฏตัวเบื้องหน้าเฟิ่งหลิง
เมื่อเห็นท่าทางผิดปกติของบุรุษเบื้องหน้า เฟิ่งหลิงจึงเริ่มคาดเดาเจตนาในการมาเยือนของอีกฝ่าย
ท่าทีของหวงฝู่หลินเคร่งขรึมลง มองใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษเบื้องหน้าที่ดูราวกับมิใช่มนุษย์ ถึงกับรู้สึกตื่นตะลึงไปชั่วขณะ
เพียงแค่ยืนอยู่ต่อหน้าเสด็จพี่ใหญ่ ตนก็รู้สึกกดดันแล้ว
“วันนี้น้องสามมาเยือน มีสิ่งใดจะหารือหรือ?” เมื่อเห็นสีหน้าลังเลของอีกฝ่าย เฟิ่งหลิงจึงเอ่ยปากขึ้นก่อน
ในที่สุดบุรุษเบื้องหน้าก็เคลื่อนไหว หยิบห่อยาสีขาวออกมาจากแขนเสื้อ ส่งไปให้เฟิ่งหลิง จากนั้นจึงเอ่ยปากอย่างหนักแน่น “นี่คือของที่พระอัยกาเตรียมไว้ให้พี่สะใภ้ใหญ่”
อะไรนะ?
เฟิ่งหลิงดวงตาเปล่งประกาย ขมวดคิ้วมองไปยังห่อกระดาษที่นอนนิ่งอยู่กลางฝ่ามือตน
“พระอัยกาให้เจ้าวางยาซูเอ๋อร์หรือ?”
หวงฝู่หลินสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายที่แผ่ออกมาจากร่างของบุรุษเบื้องหน้าอย่างชัดเจน ทว่าคราวนี้เขากลับมิได้หลบเลี่ยง “ใช่แล้ว”
“เหตุใดจึงบอกข้า?”
กล่าวเช่นนี้แสดงว่าไท่ซ่างหวงต้องการให้น้องสามวางยาซูเอ๋อร์ เชื่อว่าคงต้องการให้เขาพาซูเอ๋อร์ออกจากวังกระมัง
“ก่อนหน้านี้ข้าคิดจะทำเช่นนั้นจริงๆ แต่ตอนนี้ข้าเปลี่ยนความคิดแล้ว”
กระทั่งหวงฝู่หลินเองยังคิดว่าตนบ้าไปแล้วหรือไม่ ถึงกับกระทำการทรยศพระอัยกาเช่นนี้ออกมาได้ เท่ากับเป็นการเผาไผ่ตายสุดท้ายในมือตน! แต่เมื่อวานเขาคิดได้ชัดเจนแล้ว
ก่อนหน้านี้หวงฝู่หลินรู้นานแล้วว่าไท่ซ่างหวงใจคอโหดเหี้ยม ไม่สนใจความสัมพันธ์ปู่หลานโดยสิ้นเชิง
เขาก็เหมือนกับเสด็จพี่รอง ทำให้ตัวเองเป็นสุนัขที่ควรค่าแก่การหลอกใช้!
คำพูดของหวงฝู่รุ่ยเมื่อคืนดังก้องอยู่ในสมองเขาเนิ่นนาน ทำให้หวงฝู่หลินรู้สึกความคิดเปิดกว้าง
ใช่แล้ว เขาไม่อยากมีชีวิตเช่นนั้นอีกต่อไป เขาก็อยากเป็นเหมือนกับน้องแปด ทำเรื่องที่ตัวเองอยากทำ ตำแหน่งนั้น หากเขาต้องการย่อมใช้สองมือนี้แย่งมาเอง! ยิ่งไปกว่านั้น ที่สำคัญก็คือหวงฝู่หลินไม่มั่นใจว่าตนเองจะเอาชนะเฟิ่งหลิงได้
นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เขาเปลี่ยนใจ หากพาพี่สะใภ้ใหญ่ไปส่งถึงมือไท่ซ่างหวงจริงๆ เสด็จพี่ใหญ่จะยอมจบง่ายๆ หรือ? หวงฝู่หลินคิดว่าตนจะหนีได้หรือ? ยังไม่ทันได้นั่งในตำแหน่งนั้น มิแน่ว่าอาจกลายเป็นเครื่องสังเวยในสงครามไปแล้วก็เป็นได้
เขาไม่ใช่คนอ่อนไหว คำพูดของน้องแปดเมื่อคืนเป็นเพียงจุดเปลี่ยนเท่านั้น ทำให้เขาได้สติขึ้นไม่น้อย
อยู่ข้างกายหวงฝู่อวี้มานาน เขาย่อมรู้ว่าคนเหล่านี้ปฏิบัติต่อหมากที่ไม่มีประโยชน์ให้ใช้งานเช่นไร
ในมือของพระอัยกามีอำนาจมากมายเพียงนั้น แสดงให้เห็นว่าเขาไม่คิดจะปล่อยแผ่นดินนี้ไป! หากตนได้รับความน้ำใจจากเขาจะเป็นการดีที่สุด แต่หากวันหน้าเขามีความคิดอื่นใด หวงฝู่หลินคิดว่าสุดท้ายตนคงเป็นเพียงหมากที่ถูกละทิ้งตัวหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ มิสู้ตนร่วมมือกับเสด็จพี่ใหญ่เสียยังจะดีกว่า เหมือนที่น้องแปดกล่าว รอให้ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านไปก่อน ผู้ใดเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าแห่งแผ่นดินก็ให้ผู้นั้นเป็นไปเสีย!
เขาเองก็ต้องการต่อสู้อย่างสง่าผ่าเผยเช่นกัน!
เมื่อเห็นประกายเด็ดเดี่ยวในดวงตาของอีกฝ่าย เฟิ่งหลิงจึงค่อยมีสีหน้าสงบลง
“เสด็จพี่ใหญ่ไม่จำเป็นต้องสงสัย ข้าเพียงไม่อยากทำงานให้พระอัยกาอีกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นข้ายังได้ยินข่าวมาอย่างหนึ่ง ดูเหมือนพระอัยกาจะประชวรหนัก การที่พระอัยการีบร้อนอยากพบพี่สะใภ้ใหญ่เช่นนี้เพราะต้องการให้รักษาอาการป่วยของพระองค์ ยาห่อนี้ข้าขอมอบให้เสด็จพี่ใหญ่ ส่วนจะจัดการเช่นไร มอบให้เสด็จพี่ใหญ่ตัดสินใจเอง”
ในดวงตาของเขามีประกายไหลผ่าน สังเกตท่าทีพิจารณาของเฟิ่งหลิง จากนั้นจึงแย้มยิ้ม
“ความจริง ในเมื่อพระอัยกาอยากพบคน เหตุใดเสด็จพี่ใหญ่ไม่ให้เขาพบคนเล่า?”
เฟิ่งหลิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “น้องสามหมายความว่าอย่างไร?”
“หรือพี่ใหญ่ไม่อยากให้สงครามนี้จบในเร็ววัน?” น้ำเสียงของหวงฝู่หลินลึกล้ำ ความหมายของเขาชัดเจนยิ่งนัก
ไท่ซ่างหวงควบคุมแคว้นเหลียนอยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด หากเขาไม่ล้ม พระราชวังแห่งนี้ย่อมไม่อาจเป็นอิสระ หากวันหน้าเขาได้นั่งในตำแหน่งนั้นจริงๆ ไท่ซ่างหวงก็จะเป็นศัตรูตัวฉกาจของหวงฝู่หลิน!
ศัตรูทั้งหมด จะช้าจะเร็วก็ต้องคิดหาวิธีกำจัด หวงฝู่หลินรู้ว่าตนไม่มีความสามารถนั้น ทว่า…
“ชานกงกงนัดเวลามาแล้ว ส่วนจะทำเช่นไร ข้าจะรอคำสั่งของเสด็จพี่”
สิ่งที่หวงฝู่หลินเชี่ยวชาญที่สุดก็คือการนั่งอยู่บนภูดูเสือกัดกัน ยืมมือเสด็จพี่ใหญ่กำจัดพระอัยกา วันหน้าเขาย่อมไร้ความกังวล
เมื่อคิดถึงความโหดเหี้ยมของไท่ซ่างหวงในกาลก่อน จิตใจของหวงฝู่หลินยิ่งเย็นชา ยิ่งไปกว่านั้นเขาเชื่อว่าเสด็จพี่ใหญ่และเสด็จพ่อต้องไม่ยอมปล่อยโอกาสดีๆ เช่นนี้ไปแน่ ขอเพียงหาตัวปลอมแต่งกายเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ก็สามารถแฝงตัวไปข้างกายพระอัยกาได้แล้ว เผชิญหน้ากับชายชราป่วยกระเสาะกระแสะผู้หนึ่ง หากยังทำอะไรไม่ได้ เช่นนั้นสงครามนี้อีกฝ่ายคงมีหวังที่จะชนะแล้ว
สงครามครั้งนี้จะจบในเร็ววัน