หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 34 ตอนที่ 1013 อมตะ
เล่มที่ 34 ตอนที่ 1013 อมตะ
ภายในห้องหลอมยาที่ปิดสนิท บรรยากาศอบอ้าว กลิ่นคาวเลือดอันเข้มข้นทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับถูกกักขังอยู่ในบ่อโลหิต สามารถเห็นกลุ่มควันได้ด้วยตาเปล่า มันเจือประกายสีแดงจางๆ บนกำแพงรอบด้านมีคบเพลิงปักเอาไว้ ภายใต้เปลวเพลิงเต็มไปด้วยภาพโหดร้ายที่ทำให้ผู้คนไม่กล้าเชื่อสายตา
บนแท่นมีเด็กชายเด็กหญิงหลายสิบคนถูกแขวนเอาไว้ พวกเขาถูกเปลื้องผ้าออกจนหมดสิ้น เหลือเพียงลมหายใจรวยระริน ร่างกายเล็กๆ เต็มไปด้วยรอยแผล ไม่มีส่วนใดสมบูรณ์ มีทั้งแผลใหม่แผลเก่า ข้างใต้ของพวกเขามีอ่างใบใหญ่เรียงราย ใช้เพื่อรองรับโลหิตที่ไหลออกมาจากบาดแผล เกิดเสียงโลหิตไหลรินหยดดังติ๋งๆ
กลางห้องลับมีหม้อหลอมวางอยู่สามใบ ก้นหม้อมีถ่านลุกโชน อุณหภูมิสูงเป็นอย่างยิ่ง ทำให้หม้อส่งเสียงดังชี่ๆ ออกมาตลอดเวลา คล้ายกับเสียงคำรามของสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง ประดุจมันกำลังเตรียมล่าเหยื่อในห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวโลหิตแห่งนี้ สายตาโหดเหี้ยมจ้องมองไปยังเด็กๆ บนแท่น เตรียมอ้าปากที่เต็มไปด้วยโลหิต กลืนกลินพวกเขาลงไปได้ทุกเมื่อ
ตอนนี้เอง ผู้อาวุโสตระกูลอู่คนหนึ่งเดินมาเบื้องหน้าเด็กชาย มือเล็กลีบดูไร้เรี่ยวแรง แต่ในตอนที่มือของเขาตวัดดาบไปที่คอของเด็กชายผู้นั้นกลับรุนแรงจนผิดปกติ ตวัดครั้งเดียวก็เกิดแผลลึกจนเห็นกระดูกขาว
ผู้อาวุโสขมวดคิ้ว แผลลึกเพียงนี้แต่กลับไม่มีเลือดหรือ?
เขาก้มตัวลงยื่นมือออกไปอังจมูกของเด็กชายก่อนจะแค่นเสียงเย็นออกมา ดวงตาขุ่นมัวเต็มไปด้วยความดูแคลน “ไร้ประโยชน์จริงๆ ตายเร็วเพียงนี้เชียว! เด็กๆ!”
ประตูเหล็กลึกลับบานหนึ่งถูกเปิดออกจนเกิดเสียงดัง “ผู้อาวุโส!”
“โยนเด็กคนนี้ออกไปแล้วนำเด็กเป็นๆ เข้ามาอีกคน!”
“ขอรับ!”
ขณะเดียวกัน ในคุกใต้ดินอีกแห่งหนึ่ง เด็กเกือบร้อยคนนั่งตัวสั่นอยู่ในมุม พวกเขาแต่ละคนขดตัวเข้าหากัน บนใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ส่งเสียงร้องออกมาไม่หยุด ทว่าในแววตาของพวกเขา นอกจากความหวาดกลัวแล้วยังเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
พวกเขามายังคุกใต้ดินที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้นานแล้ว ทุกวันจะมีสหายถูกลากออกไปไม่หยุดและไม่เคยได้กลับมาอีก พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ และยิ่งไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองจึงถูกขังอยู่ในสถานที่ไม่เห็นฟ้าเห็นเดือนเช่นนี้ สำหรับพวกเขา เพียงกินอิ่มท้องหรือนอนหลับอย่างสงบสุขได้ก็นับว่าหรูหรามากแล้ว
ตอนนี้เองมีศิษย์ตระกูลอู่เดินเข้ามา โยนหมั่นโถวถุงหนึ่งเข้าไปในคุกใต้ดิน
เด็กๆ เห็นดังนั้นจึงพุ่งเข้าไปแย่งชิงกัน สถานการณ์สับสนวุ่นวาย ไม่เห็นแม้กระทั่งเงาของหมั่นโถว พวกเขาจึงทําได้เพียงแย่งชิงหมั่นโถวจากมือของผู้อื่น จากนั้นเด็กหลายคนหรือหลายสิบคนก็พากันต่อยตีเพื่อแย่งชิงหมั่นโถวลูกเดียว
ตอนนี้เอง ศิษย์ตระกูลอู่คนหนึ่งเดินเข้ามาเปิดกรงเหล็กออก
เด็กๆ ที่เดิมทียังคงแย่งชิงหมั่นโถวกันอยู่พลันกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง รีบแย่งกันวิ่งเข้าไปในมุมคุก พวกเขารู้ว่าถ้าหากถูกจับไปจะไม่ได้กลับมาอีก!
แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่ในสถานการณ์นี้พวกเขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะตอบโต้ เพียงพริบตาเดียว ศิษย์ตระกูลอู่ก็จับเด็กชายผู้หนึ่งออกไป แบกเขาขึ้นบ่า
“ไม่…อย่า! ข้าไม่อยากออกไป! ปล่อยข้า!” เด็กชายร้องไห้ พยายามดิ้นสุดชีวิต แต่เรี่ยวแรงของเขาเปรียบดังมดที่คิดจะล้มต้นไม้ ไม่มีประโยชน์อันใดแม้แต่น้อย สุดท้ายยังคงถูกพาตัวออกไปท่ามกลางสายตาหวาดกลัวของทุกคน
ไม่นานก็ถูกพาตัวไปที่ห้องหลอมยา ภาพเด็กๆ เลือดท่วมตัวบนแท่นหลายสิบคนทำให้เขาตกใจจนหน้าถอดสี รีบดึงมือใหญ่ที่จับตนเอาไว้ด้วยความสิ้นหวัง “ยะ อย่า…อย่า…ขอร้องเถิด อย่าทำอะไรข้าเลย…”
ไม่ว่าเขาจะขอร้องเช่นไรก็ไม่มีผู้ใดสนใจเขาแม้แต่คนเดียว ไม่นานเขาก็ถูกเปลื้องผ้าจนหมดและจับมัดไว้บนแท่น ท่ามกลางสายตาพร่าเลือน เด็กคนอื่นๆ บนแท่นลืมตาขึ้น เลือดที่ไหลรินทำเอาตาพร่า พากันมองมาที่เขาด้วยดวงตาแดงก่ำ ราวกับกำลังบอกเขาว่า ไม่มีประโยชน์ ไม่มีประโยชน์…
ตอนนี้เอง จู่ๆ ในหม้อต้มยาก็เกิดแสงสว่างรุนแรง ทุกคนหยุดการเคลื่อนไหวในมือ สายตาจับจ้องไปยังเตาหลอมที่มีไอร้อนระอุพวยพุ่งด้วยความตื่นตะลึง
ผู้อาวุโสตระกูลอู่มีปฏิกิริยากลับมาเป็นคนแรก ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี นี่…หรือว่าจะ…สำเร็จแล้ว?
“เร็ว! รีบเปิดเตาหลอมออก!” ผู้อาวุโสตะโกนด้วยความยินดีอันบ้าคลั่ง
ทุกคนรีบเดินเข้าไปช่วยกันออกแรงเปิดฝาเตาหลอมอันหนักอึ้ง ชั่วขณะที่ควันสีแดงพวยพุ่งออกมา บนใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความยินดีหาใดเปรียบ!
ขณะนี้ภายในเรือนกลางเขาอันเงียบสงบ ชายชราอิดโรยนอนอยู่บนเตียง ไอออกมาอย่างรุนแรง ทุกครั้งที่ขยับทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก เขาขมวดคิ้วมุ่นคล้ายกำลังดิ้นรนยื้อชีวิตของตนอยู่ก็มิปาน
ในเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วัน ไท่ซ่างหวงซูบผอมลงมากจนคล้ายจะจากไปได้ทุกเมื่อ เขาจมจ่ออยู่ในความฝันของตนเองจนไม่อยากตื่น เพราะที่นี่เขาเห็นทิวทัศน์อันยิ่งใหญ่เกรียงไกรภายใต้ดินแดนของแคว้นเหลียนที่ถูกหลอมรวมเป็นหนึ่ง ส่วนตนนั่งอยู่บนตำแหน่งสูงศักดิ์ที่คนนับหมื่นต้องเงยหน้ามอง รอบด้านเต็มไปด้วยเสียงสรรเสริญบารมีเปี่ยมความเคารพนอบน้อม ทำให้เขารู้สึกยินดีหาใดเปรียบ
ในที่สุดเขาก็ทำได้ ในที่สุดก็ทำแผนการใหญ่สำเร็จ ในที่สุดใต้หล้านี้ก็เป็นของเขาเพียงผู้เดียว!
เพียงแต่ทันใดนั้นเองกลับมีแสงสีเงินเปล่งประกาย ข้างหูได้ยินเสียงหัวเราะอันเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “พระอัยกา วาระสุดท้ายของพระองค์มาถึงแล้ว!”
“อะไรนะ?!” ไท่ซ่างหวงดวงตาหดเกร็ง อาภรณ์มังกรบนร่างคล้ายจะสูญเสียบารมีอันสมควรไปจนสิ้น ขณะเดียวกันเขาเห็นเฟิ่งหลิงนำกองทัพทะยานเข้ามา ถาโถมมายังพระราชวังสูงศักดิ์ของเขา กระบี่ยาวถาโถมมาทางเขาราวกับงูตัวใหญ่ กำลังอ้าปากอวดเขี้ยวแหลมคมของมัน กลืนกินเขาลงไปในคำเดียว…
ไท่ซ่างหวงที่อยู่บนเตียงสะดุ้งตื่นโดยพลัน อ้าปากหอบหายใจครั้งใหญ่ ในดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกอกสั่นขวัญหาย ข้างหูคล้ายมีเสียงอื้ออึง
รอบด้านเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงของตน เนิ่นนานผ่านไปเขาจึงพบว่าเมื่อครู่นี้เป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น ขณะเดียวกัน ความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนกลับโจมตีเขาอย่างรุนแรง…
วาระสุดท้ายของเขามาถึงแล้วหรือ? ไม่ เป็นไปไม่ได้!
เขาก้มมองมือลีบเล็กของตน จากนั้นจึงหันไปปัดถ้วยชาที่วางอยู่ด้านข้างจนร่วงสู่พื้น
ชานกงกงที่อยู่นอกห้องได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจึงรีบเดินเข้ามา พบว่าไท่ซ่างหวงกำลังพยายามลุกขึ้นจึงรีบเข้าไปประคอง “ไท่ซ่างหวง พระองค์ทรงรู้สึกไม่สบายที่ใดหรือไม่? บ่าวจะไปตามหมอหลวงตระกูลอู่มาเดี๋ยวนี้!”
“ไม่! เจิ้น เจิ้นต้องการยาอายุวัฒนะ!” ไท่ซ่างหวงตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว ใบหน้าเหี่ยวย่นซูบผอมจนน่ากลัวเกินไป ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหวาดผวาเป็นพิเศษ
ขณะนี้เอง ด้านนอกมีเสียงฝีเท้ากระชั้นถี่ดังแว่วมา เสียงเปี่ยมความยินดีดังขึ้น “ทูลไท่ซ่างหวง ยาอายุวัฒนะสำเร็จแล้ว!”
“สำเร็จแล้วหรือ?!” ไท่ซ่างหวงมีความยินดีเต็มใบหน้า ลุกขึ้นนั่งโดยไม่สนใจร่างกาย ใบหน้าซูบเซียวราวกับมีประกายบางอย่างปกคลุม น้ำเสียงเจือไปด้วยความสั่นระริกจากความยินดี “เร็ว รีบเอามา!”
“พ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมจะให้พวกเขาเอาเข้ามาเดี๋ยวนี้!”
ไม่นานผู้อาวุโสตระกูลอู่สองคนก็ปรากฏตัวเบื้องหน้าไท่ซ่างหวงด้วยความเคารพนอบน้อม ในมือถือกล่องเหล็กเอาไว้กล่องหนึ่ง ลายเส้นละเอียดปราณีตด้านบนดูแปลกตา ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกถึงความลึกลับ ขณะเดียวกัน ยังไม่รอให้พวกเขาเอ่ยปาก มือแห้งเหี่ยวข้างหนึ่งก็แย่งกล่องเหล็กไปจากมือพวกเขาก่อน
ในดวงตาของไท่ซ่างหวงเจือไปด้วยประกายที่ผู้อื่นไม่เข้าใจ เขาหยิบยาลูกกลอนสีแดงออกมาด้วยอาการสั่นเทา ชั่วขณะนั้นกลิ่นหอมหวานพลันโชยออกมา เพียงได้กลิ่นก็รู้สึกคล้ายพลังชีวิตถูกเติมเต็มจนไร้ขีดจำกัด
แต่ขณะนั้นเอง ชานกงกงที่ยืนอยู่ด้านข้างกลับรู้สึกลังเล กระทั่งขวางไท่ซ่างหวงที่กำลังจะกลืนยาเข้าไป “ไท่ซ่างหวงยา อายุวัฒนะนี่…ได้ผลจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ดวงตาแวววาวของไท่ซ่างหวงมีประกายบางอย่างไหลผ่าน เสียงหัวเราะแหบแห้งดังขึ้น กำยาลูกกลอนเม็ดนั้นแน่นราวคว้าฟางเส้นสุดท้ายของชีวิต!
จะตายไม่ได้ ไม่ว่าจะอย่างไร เจิ้นจะตายไม่ได้เป็นอันขาด!
จากนั้นจึงหลับตาลง กลืนยาลูกกลอนเม็ดนั้นลงไป…
ทุกคนกลั้นใจ สายตาทั้งหมดรวมอยู่บนร่างของชายชราผมขาวโพลนเบื้องหน้า โดยเฉพาะผู้อาวุโสตระกูลอู่ ฝ่ามือถึงกับมีเหงื่อบางๆ ปกคลุมชั้นหนึ่ง
ขณะที่ไท่ซ่างหวงค่อยๆ ลืมตาขึ้น ทุกคนพลันสูดหายใจลึก “ทะ…ไท่ซ่างหวง พระ…พระเกศาของพระองค์…พระพักตร์ของพระองค์…”
ไท่ซ่างหวงสัมผัสได้ถึงหัวใจที่ค่อยๆ เต้นอย่างหนักหน่วงทรงพลังของตน ยื่นมือไปจับผมที่ปรกอยู่ข้างใบหน้าขึ้นมาช้าๆ เส้นผมที่เดิมทีเป็นสีขาวราวหิมะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดำในระดับความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ เส้นผมขาวโพลนของเขากลายเป็นสีดำดุจเส้นไหมชั้นดี ทำให้ทุกคนยากจะเชื่อ
นี่คือ…ผมของเขาจริงๆ หรือ?
ขณะเดียวกันเขาเห็นมือแห้งเหี่ยวทั้งสองของตนค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปเนียนนุ่มละเอียด ร่องรอยแห่งวัยที่ปรากฏหลังมือค่อยๆ เลือนหาย มือทั้งสองราวกับเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิตชีวาดั่งช่วงวัยยี่สิบปี
ความยินดีอันบ้าคลั่งถาโถมเข้าสู่สมอง บุรุษบนเตียงคลำใบหน้าของตน ความรู้สึกเนียนนุ่มใต้ฝ่ามือทำให้เขาตื่นเต้นยิ่งนัก จากนั้นจึงลุกขึ้นยืนอย่างอดไม่อยู่ ตอนนี้เขาพบว่าจุดตันเถียนที่เดิมทีไร้พลังค่อยๆ ปรากฏพลังแห่งวัยหนุ่มถาโถมเข้าไป ความรู้สึกนั้นช่างงดงามเกินไปจริงๆ ทำให้เขาควบคุมตนเองไม่อยู่จนสั่นระริก กำมือทั้งสองที่อยู่ในแขนเสื้อแน่น
พละกำลังของเขา ความมีชีวิตชีวาที่ถูกเวลาแย่งชิงไปของเขา ยามนี้กลับมาหมดแล้ว…
ทุกคนมองไปยังบุรุษรูปงามเบื้องหน้าด้วยความสั่นสะท้าน บรรยากาศแห่งจักรพรรดิถาโถมออกมาอย่างไม่อาจปิดซ่อน ชั่วขณะนี้ทุกคนรู้สึกยินดีหาใดเปรียบ
นี่คืออำนาจแห่งยาอายุวัฒนะ…
ตอนนี้เอง ไท่ซ่างหวงค่อยๆ เก็บรอยยิ้มบนใบหน้าของตน “ชานกงกง นำกระจกมาให้เจิ้น!”
ชานกงกงที่คุกเข่าอยู่กับพื้นรีบลุกขึ้นยืน เดินไปนำกระจกมาให้ด้วยท่าทีเคารพ
ในกระจกปรากฎใบหน้าเยาว์วัยหล่อเหลาเฉกเช่นกาลก่อน ดวงตาลึกล้ำมิอาจบดบังความเฉลียวฉลาด มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม “…เจิ้น ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว…ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว!”
“ยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะ ขอไท่ซ่างหวงจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี…”
“ฮ่าๆๆ…” เนิ่นนานผ่านไปบุรุษสูงศักดิ์จึงค่อยๆ เก็บงำสีหน้า มองไปยังทุกคนที่หมอบอยู่เบื้องหน้าตน ดวงตาดำขลับมีประกายความมั่นใจที่ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งได้ ทั้งยังคละเคล้าไปด้วยความโหดเหี้ยมที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัว