หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 34 ตอนที่ 1014 เริ่มเคลื่อนไหว
เล่มที่ 34 ตอนที่ 1014 เริ่มเคลื่อนไหว
ชานกงกงมองบุรุษเบื้องหน้า รู้สึกราวกับย้อนเวลาไปหลายสิบปี ตอนนั้นตนยังเป็นเพียงขันทีน้อยผู้ไม่มีประสบการณ์ในวังหลวง กระทั่งได้เป็นขันทีข้างกายไท่ซ่างหวง ตอนนี้เมื่อคิดดูแล้ว ตนปรนนิบัติไท่ซ่างหวงมาหลายสิบปีแล้วกระมัง
เขาเดินไปเบื้องหน้าอย่างซาบซึ้งใจ ในดวงตาของชายชราเต็มไปด้วยความยินดีและทอดถอนใจ “ในเมื่อฝ่าบาทได้ย้อนเวลากลับคืนสู่วัยหนุ่มแล้ว เหตุใดต้องยึดติดกับพระชายาองค์ชายใหญ่ด้วย ตอนนี้ขอเพียงทวงคืนแผ่นดินมาได้ แผนยิ่งใหญ่ของพระองค์ก็จะเป็นจริงแล้ว!”
อย่างไรก็ตาม บุรุษโดดเด่นที่อยู่ในวัยรุ่งโรจน์กลับหัวเราะเสียงเย็น “ไม่ เจิ้นต้องการให้เด็กนั้นเห็นว่าไม่มีนางเจิ้นก็ทำเรื่องที่เจิ้นต้องการได้ แผนการยังไม่เปลี่ยนแปลง ให้หวงฝู่หลินนำคนมาให้เจิ้นเสีย มีกงซุนซูอยู่ในมือ เมื่อถึงเวลาหวงฝู่หลิงย่อมต้องเชื่อฟัง!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นชานกงกงจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทอดถอนใจ ตอนนี้เอง ไท่ซ่างหวงผู้ฟื้นคืนสู่ความแกร่งกล้าเช่นวันวานกลับรู้สึกเบื้องหน้าวูบไหว ทัศนวิสัยพร่าเลือน ร่างกายโอนเอน รู้สึกราวกับพื้นดินพลิกคว่ำ
ชานกงกงที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งเข้ามาประคอง “ไท่ซ่างหวง พระองค์ไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
ไท่ซ่างหวงจับมือชานกงกงแน่น ดวงตาคมกริบพลันหยุดนิ่ง ค่อยๆ ยกมือขึ้นมองฝ่ามือของตนด้วยความสงสัย ถึงกับคิดไปเองว่ามันกลับไปอยู่ในสภาพแห้งเหี่ยวในพริบตา จากนั้นจึงย้อนกลับมาเป็นเช่นเดิม…
ผู้อาวุโสตระกูลอู่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของไท่ซ่างหวงเช่นกัน พลันนั้นจึงรีบอธิบาย “ฝ่าบาท ยาอายุวัฒนยังไม่มั่นคง ต้องรอให้พระองค์คุ้นชินเสียก่อน เมื่อรวมกับการใช้โลหิตของเด็กชายเด็กหญิงจะทำให้ได้ผลดียิ่งขึ้น!”
ไท่ซ่างหวงขมวดคิ้วแน่น องคาพยัพอันหล่อเหล่าขึงตึง นิ้วทั้งห้ากำเข้าด้วยกันจนกลายเป็นหมัด
ผู้อาวุโสตระกูลอู่เงยหน้าขึ้นมองไท่ซ่างหวงผู้ไม่กล่าวคำใด เข้าใจได้โดยพลัน รีบสั่งให้คนนำโลหิตเข้ามาถ้วยหนึ่ง
“ไท่ซ่างหวง เชิญเสวยพ่ะย่ะค่ะ!”
อย่างไรก็ตาม ในยามที่ชานกงกงเห็นโลหิตในถ้วยกระเบื้องกลับต้องขมวดคิ้วแน่น จะให้ไท่ซ่างหวงเสวยของเช่นนี้หรือ? ไร้สาระจริงๆ!
เขามีใบหน้าเย็นยะเยือก กำลังคิดจะตำหนิแต่กลับถูกไท่ซ่างหวงหยุดไว้เสียก่อน ใบหน้าของชานกงกงคละเคล้าไปด้วยความกังวล “ฝ่าบาท ของสิ่งนี้…”
“ใจเจิ้นกระจ่างแจ้งดี!” ไท่ซ่างหวงหรี่ตาลงเล็กน้อย ประกายคมกริบรวมอยู่บนโลหิตเบื้องหน้า เขาสูดหายใจลึก ประคองถ้วยโลหิตขึ้นดื่มโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย สำหรับเขาแล้ว ขอเพียงมีชีวิตเป็นอมตะ ไม่ว่าต้องทำอะไรก็ได้ทั้งสิ้น
เลือดสีแดงไหลล้นออกมาทางมุมปากเล็กน้อย หยดลงสู่อาภรณ์สีขาว กลายเป็นดอกไม้สีโลหิตเบ่งบาน
ไม่นานไท่ซ่างหวงก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น สีหน้าดูดีกว่าเมื่อครู่นี้มากนัก เขาหลุบตาลงมองถ้วยในมือ กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ระยะนี้ตระกูลมหาราชครูมีการเคลื่อนไหวใดบ้าง?”
เขาจะลืมศัตรูเก่าของตนไปได้อย่างไร ยิ่งเป็นตอนที่เขาฟื้นคืนสู่วัยหนุ่มเฉกเช่นตอนนี้แล้วด้วย
เพิ่งจะกล่าวจบ พลันมีบุรุษอาภรณ์ดำผู้หนึ่งเดินมาเบื้องหน้า “ทูลไท่ซ่างหวง ก่อนหน้านี้ตระกูลมหาราชครูตามหาฮองเฮาพระองค์ก่อนมาโดยตลอด ตอนนี้ฮองเฮากลับไปที่วังหลวงแล้ว แต่กองกำลังของพวกเขากลับออกตามหาบางอย่างไปทุกที่ กระหม่อมไม่ทราบว่าเป้าหมายของพวกเขาคืออะไรพ่ะย่ะค่ะ! ”
ไท่ซ่างหวงหัวเราะเสียงเย็น วางถ้วยในมือลง จากนั้นจึงมองไปนอกหน้าต่าง แววตามีประกายล้ำลึกวนเวียน ตอนนี้ซูฉินกลับไปที่วังหลวงแล้วอย่างไรเล่า? ปีนั้นสังหารนางไม่ได้ แต่ตอนนี้จะสังหารหรือไม่ก็ไม่มีความหมายใดอีก
“ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ให้ลอบติดตามคนของตระกูลมหาราชครูอย่างลับๆ พวกเขา…อาจกำลังตามหาที่อยู่ของชีพจรแห่งแคว้น” เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา
บุรุษอาภรณ์ดำรับคำสั่ง จากนั้นจึงออกไปจากเรือนกลางหุบเขา คนอื่นๆ ในห้องก็พากันถอยออกไป
ไท่ซ่างหวงค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงนุ่ม เอามือไพล่หลังเดินไปข้างหน้าต่าง ความคิดที่ปรากฏในแววตาสลับซับซ้อนเป็นพิเศษ จิ้งจอกเฒ่าอย่างมหาราชครูเห็นบุตรีของตนกลับวังหลวงไปแล้วแต่ไม่คิดช่วยเหลือจักรพรรดิเหลียน เห็นได้ว่าเขาต้องการนั่งอยู่บนภูดูเสือกัดกัน ดังนั้นคราวนี้ตนจะต้องทำให้เขารู้ว่าผู้ใดคือเจ้าแห่งแผ่นดินนี้กันแน่ ยิ่งไปกว่านั้นจะต้องกำจัดตระกูลมหาราชครูให้สิ้นซากด้วย
ขณะเดียวกัน คนกลุ่มหนึ่งกำลังค้นหาบางอย่างอยู่ในป่าทึบ ต้นไม้ที่ขึ้นหนาแน่นเป็นอุปสรรคการทำงานของพวกเขา หมอกหนาในป่าก็กลายเป็นข้อจำกัดของพวกเขา ไม่เพียงจะทำให้เห็นสถานการณ์รอบด้านไม่ชัดเจน ทั้งยังทำให้แยกทิศทางไม่ออกด้วย จนกระทั่งพวกเขาได้สติกลับมาจึงค่อยรู้ตัวว่าตนเองถูกขังอยู่ในค่ายกลแล้ว ไม่ต้องพูดถึงหาของเลย ตอนนี้พวกเขาอยากออกไปจากที่นี่ยังยาก
คนของตระกูลมหาราชครูล้วนเชี่ยวชาญในเรื่องค่ายกลกลไก ด้วยเหตุนี้ในใจของพวกเขาจึงมั่นใจยิ่งขึ้น เมื่อดูจากสถานการณ์ในปัจจุบัน อีกฝ่ายสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจขัดขวางการเดินทางของพวกเขาเพียงนี้ เบื้องหน้าจะต้องมีอะไรอยู่เป็นแน่ มิแน่ว่าท่านไป๋และราชครูอาจมาที่นี่ก็เป็นได้
ชั่วขณะนั้นเส้นประสาทของทุกคนพลันขึงตึง เริ่มตามหาเส้นทางต่อไปและเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
ทันใดนั้นคนผู้หนึ่งไปแตะถูกกลไกของค่ายกลเข้า ทุกคนพากันตกใจ รู้สึกว่าต้นไม้ข้างกายที่เดิมทีดูไม่มีสิ่งใดผิดปกติค่อยๆ เคลื่อนไหว
“แย่แล้ว! ทุกคนรีบหมอบลง!”
เพียงแต่เสียงเตือนนี้สายเกินไป อาวุธลับอันเย็นยะเยือกที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางหมอกลวงตาถูกยิงเข้ามาจากทั่วทุกสารทิศ ในเวลาเพียงพริบตาเดียวก็ปักลงบนร่างของผู้ที่หลบไม่ทันจนกลายเป็นเม่น ตกตายอย่างน่าอนาจ
ผู้โชคดีรอดชีวิตมีสีหน้าขาวซีด กลไกทำงานเร็วเกินไปแล้ว หากเมื่อครู่พวกเขาชะงักไปเพียงชั่วขณะ เกรงว่าคงหลบไม่ทันเช่นเหล่าสหายแล้ว ทว่าขณะเดียวกัน ในใจของทุกคนก็ยิ่งมั่นใจว่าภายในหมอกหนาจะต้องมีความลึกลับอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่แน่นอน
“ทุกคนฟังให้ดี อย่าแตะต้องอะไรมั่วซั่ว รีบค้นหาต่อไป จะต้องหาทางออกให้เจอ!” หลังจากบุรุษอาภรณ์ดำผู้เป็นหัวหน้าสงบสติได้จึงรีบลุกขึ้นยืน แววตาแน่วแน่เจือความระมัดระวัง มองสังเกตต้นไม้ทุกต้นใบหญ้าทุกใบที่อยู่รอบด้าน
วิชากลไกของตระกูลมหาราชครูยอดเยี่ยมมาโดยตลอด แต่พวกเขาไม่คิดว่ากลไกที่ถูกจัดวางอยู่ที่นี่จะยอดเยี่ยมถึงขั้นที่พวกเขาไม่อาจสังเกตเห็น นี่เป็นการบอกพวกเขาว่าความจริงซ่อนอยู่หลังหมอกลวงตาแห่งนี้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย
ตอนนี้คนอื่นๆ พากันลุกขึ้นยืน กระจายตัวกันออกค้นหาอีกครั้งอย่างมีระเบียบตามที่ได้รับฝึกฝนมา เพียงแต่ท่ามกลางหมอกลวงตา ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดทราบ อีกทั้งกลไกเหล่านั้นก็อยู่ในระดับที่อำพรางไว้ได้โดยไม่มีผู้ใดสังเกตุเห็น ต่อให้พวกเขาจะระมัดระวังเพียงใดก็ยังไม่อาจป้องกันรอบด้าน
เพิ่งจะเดินไปได้เพียงสิบก้าว คนผู้หนึ่งก็รู้สึกว่าเท้าของตนเหยียบลงไปในความว่างเปล่า ร่วงหล่นลงไปในหลุมลึกไร้ก้น ยังไม่ทันกรีดร้องก็ตกตายไปเสียแล้ว สหายที่อยู่ห่างจากเขาไปหลายก้าวมีปฏิกิริยารวดเร็ว กำลังคิดจะวิ่งเข้าไปดึงเขาไว้ ไม่นึกว่าเหนือศีรษะจะมีดาบเหล็กสิบกว่าเล่มร่วงลงมาฟันแขนเขาขาดออกเป็นหลายท่อน
ความเจ็บปวดทำให้เขากรีดร้องออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ พยายามใช้แรงกดบาดแผลที่แขนเอาไว้ สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดทรมาน ขาทั้งสองอ่อนแรงกระทั่งคุกเข่าลงกับพื้น แต่การคุกเข่านี้ทำให้มีแท่งเหล็กพุ่งออกมาจากพื้นถี่ยิบ ทุกคนที่อยู่ในระยะยี่สิบก้าวตายไปโดยพลัน
กลิ่นคาวเลือดโชยมาตามสายลม คนที่เหลือรอดอีกสิบกว่าคนกลั้นหายใจ ทุกคนหยุดยืนอยู่กับที่ราวถูกพันธนาการ ไม่กล้าเคลื่อนไหวบุ่มบ่าม ตอนนี้หมอกในป่าเขาคล้ายจะหนาแน่นยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ ทำให้รู้สึกราวกับมีสัตว์ร้ายเคลื่อนไหวอยู่ด้านใน กำลังใช้ดวงตากวาดมองมาที่พวกเขา
ทุกคนตกตะลึงยิ่งนัก แต่ตอนนี้หากคิดจะหยุดยืนอยู่ที่นี่ต่อไปจะต้องตายโดยไม่ต้องสงสัยเลย พวกเขาทำได้เพียงกัดฟันเดินไปเบื้องหน้าต่อไป ทุกย่างก้าวจะต้องมีเสียงกรีดร้องอย่างหวาดกลัวหรือไม่ก็กลิ่นคาวเลือดลอยมา ประหนึ่งมีปีศาจจากขุมนรกที่ร่างกายเต็มไปด้วยโลหิตกำลังย่างกรายตามหลังมาติดๆ
เนิ่นนานผ่านไป ในที่สุดพวกเขาก็ออกมาจากหมอกลวงตาได้ในที่สุด แต่พวกเขาล้มตายไปกว่าครึ่ง และมีคนไม่น้อยบาดเจ็บสาหัส
ค่ายกลนี้ร้ายกาจมากจริงๆ!
ตอนนี้เอง จู่ๆ มีคนตะโกนขึ้นด้วยความยินดี “พวกเจ้าดูนั่นเร็ว มีถ้ำอยู่!”
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกยินดียิ่ง พากันเดินเข้าไปโดยพลัน เชื่อว่านี่คงเป็นของที่ตระกูลมหาราชครูสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจเพื่อซ่อนเอาไว้กระมัง จะมีชีพจรแห่งแคว้นอยู่ด้านในหรือไม่?
ทุกคนสบตากัน แม้ในใจจะยังคงหวาดระแวงกับวิชาค่ายกลกลไล แต่สำหรับพวกเขาความเป็นความตายถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ชั่วขณะที่พวกเขาตัดสินใจเข้ามาแล้ว พวกเขาในตอนนี้เพียงต้องการตามหาชีพจรแห่งแคว้นให้พบ เพื่อช่วยเป็นแรงให้ตระกูลมหาราชครูเท่านั้น
หลังจากทุกคนเตรียมตัวเล็กน้อยก็พากันเข้าไปในถ้ำทีละคน
แต่สิ่งที่แปลกประหลาดก็คือเมื่อพวกเขาทั้งหมดเข้าไปในถ้ำแล้วกลับไม่มีร่องรอยของค่ายกลกลไกลแม้แต่น้อย หรือว่าพวกเขาจะเดาผิด? หรือจะกล่าวว่าผู้วางกลไกด้านนอกเชื่อมั่นในตนเองเกินไป คิดว่าพวกเขาคงผ่านมาไม่ได้แน่นอน?
ในขณะที่ทุกคนกำลังคาดเดาด้วยความสงสัยนั้นเอง จู่ๆ ในถ้ำอันมืดมิดพลันมีแสงสีเงินสว่างวาบ คนผู้หนึ่งที่กำลังเดินไปเบื้องหน้าด้วยความระมัดระวังรู้สึกได้ถึงแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามา เขาถึงกับยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ขยับเขยื้อน
“เจ้าหยุดทำไม?” คนที่ตามอยู่ด้านหลังเขาเอ่ยถามอย่างเคร่งเครียด
คนผู้นั้นแข็งทื่อไปทั้งตัว ขณะที่เขาค่อยๆ หันหัวมา อาศัยแสงสว่างอันน้อยนิดทำให้เห็นว่าเขากำลังเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง ขณะนั้นศีรษะของเขาพลันพองตัวจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จากนั้นก็ระเบิดออก
สมองและเลือดสดๆ กระจายไปทั่ว ทำให้ดวงตาของคนทั้งหมดพร่ามัว
“แย่แล้ว! พวกเราติดกับแล้ว รีบถอยออกไปเร็ว!” คนด้านหน้าตะโกนขึ้นทันที อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างสายเกินไปแล้ว ขณะที่พวกเขาคิดจะออกไปด้วยความรวดเร็ว กลไกลที่ซ่อนอยู่ในความมืดก็เริ่มทำงาน
รอบด้านมีเข็มอาบยาพิษยิงเข้ามาไม่ขาดสาย เส้นทางที่เพิ่งเดินผ่านมาเมื่อครู่นี้ จากที่เห็นได้ชัดว่าเป็นเส้นทางปลอดภัยไม่มีอะไรผิดปกติ ตอนนี้ถึงกับลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิงอันร้อนแรง โหมกระหน่ำกลืนกินทุกคนเข้าไป เสียงกรีดร้องดังไม่ขาดหู ที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัวที่สุดก็คือ ในขณะที่พวกเขาพยายามวิ่งไปรอบด้านเพื่อหนีไฟที่กำลังเผาไหม้ ทางเข้าถ้ำทั้งสองด้านถึงกับมีตาข่ายเหล็กที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมคลุมปากทางเอาไว้ เมื่อพวกเขาวิ่งไปชนจึงถูกทิ่มแทงจนกลายเป็นก้อนเนื้อเละๆ…
ชั่วขณะนี้ทุกคนจึงเข้าใจกระจ่าง ที่แท้มิใช่พวกเขาเดาผิด แต่ทุกความคิดและการเคลื่อนไหวของพวกเขาล้วนเป็นไปตามแผนการของอีกฝ่าย
จากนั้นในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป คนสิบกว่าคนที่เข้าไปในถ้ำก็ถูกเปลวเพลิงเผาไหม้จนกลายเป็นถ่าน กระทั่งเปลวเพลิงดับมอด ในถ้ำก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดหลงเหลืออยู่อีก กระทั่งเศษชิ้นส่วนร่างกายก็ยังไม่มี