หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 34 ตอนที่ 1015 เจ้าตระกูลหวายหวาง
เล่มที่ 34 ตอนที่ 1015 เจ้าตระกูลหวายหวาง
ไม่นานมหาราชครูที่อยู่ไกลออกไปในทิศทางหนึ่งก็ได้รับข่าวนี้ เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ในดวงตาเต็มไปด้วยความชื่นชม ไม่เสียทีที่เป็นลูกศิษย์เขา ทำให้คนที่ตนส่งไปตายทั้งหมดเชียว
ยามนี้เบื้องหน้าเขามีบุรุษอาภรณ์ดำยืนอยู่ผู้หนึ่ง มหาราชครูยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปาก “พาชิงจู๋มานี่”
เขาไม่เชื่อว่าลูกศิษย์ที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ผู้นี้จะไม่ต้องการชีวิตของน้องชายแท้ๆ
เพิ่งจะกล่าวจบพลันมีคนผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างร้อนรน “เรียนท่านมหาราชครู คุณชายชิงจู๋…ถูกคนช่วยออกไปแล้วขอรับ!”
“อะไรนะ?” มหาราชครูพลันหน้าเปลี่ยนสี ถึงกับมีคนกล้าช่วยเขาออกไปใต้ตาตนเชียวหรือ?
มหาราชครูกำหมัดแน่น แค่นเสียงออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว “ตามไป! ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ต้องจับเขากลับมาให้ได้!”
ยามนี้บริเวณไม่ไกลมีรถม้าคันหนึ่งกำลังแล่นออกไปด้วยความเร็วสูง บุรุษในรถม้ามีสีหน้าขาวซีด คิ้วเข้มขมวดแน่นราวกับกำลังทรมานจากอาการป่วย อาภรณ์บนร่างขาดรุ่งริ่ง คอเสื้อแหวกออกเล็กน้อยเผยให้เห็นเนื้อที่แห้งจนเห็นกระดูก ผ่ายผอมเป็นอย่างมาก รถม้าที่โคลงเคลงไปมาทำให้เขาแทบทนไม่ไหว
เขาลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ปรายตามองไปรอบด้าน ทั่วทั้งร่างไร้ซึ่งเรี่ยวแรง
นี่เขา…อยู่ที่ใด? จะถูกพาตัวไปที่ใดอีก?
เขาต้องการรู้สถานการณ์ให้แน่ชัด ทว่าจู่ๆ รถม้ากลับโคลงเคลงอย่างแรงจนเขากลิ้งตกลงมาจากที่นั่ง เบื้องหน้าพลันมืดลง หมดสติไปอีกครั้ง
ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเพียงใด ในที่สุดรถม้าก็ค่อยๆ หยุดลง บุรุษอาภรณ์ดำร่างสูงใหญ่ด้านนอกพาชิงจู๋ที่อยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่นลงไป
เบื้องหน้าเป็นกระท่อมเรียบง่ายหลังหนึ่ง มีคนรอเขาอยู่ด้านในนานแล้ว เมื่อบุรุษชุดดำประคองเขาเข้าไป หมอก็เริ่มตรวจชีพจรให้ชิงจู๋ เพียงไม่นานสีหน้าเคร่งเครียดของท่านหมอก็ผ่อนคลายลง จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบา “ไม่ต้องกังวล คุณชายท่านนี้ได้รับบาดเจ็บภายนอกเท่านั้น อีกทั้งไม่ได้ทานอาหารมาหลายวันจึงทำให้อ่อนแอไปบ้าง อย่างอื่นไม่เป็นปัญหาใหญ่!”
บุรุษอาภรณ์ดำได้ยินดังนั้นจึงปลดเปลื้องความกดดันในใจไปได้บ้าง “ขอบคุณท่านหมอขอรับ!”
“ข้าจะออกเทียบยาบำรุงเลือดลมให้เขาสองเทียบ ค่อยๆ รักษาไป อีกสองวันก็ดีขึ้นแล้ว” ท่านหมอรีบเขียนเทียบยาแล้วส่งให้บุรุษอาภรณ์ดำเบื้องหน้า
บุรุษอาภรณ์ดำขานรับ จากนั้นจึงออกไปส่งท่านหมอ เมื่อเขากลับมาในกระท่อมอีกครั้ง ชิงจู๋ที่อยู่บนเตียงก็ค่อยๆ ได้สติขึ้นมา เมื่อเห็นผู้มาเยือนชิงจู๋จึงเอ่ยปาก “ท่าน ท่านคือผู้ใด?”
“ผู้น้อยคือคนที่องค์ชายใหญ่ส่งมาเพื่อช่วยคุณชายชิงจู๋ออกจากตระกูลมหาราชครูขอรับ” บุรุษอาภรณ์ดำประสานหมัด กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง
อะไรนะ? องค์ชายใหญ่?
ชิงจู๋ได้ยินดังนั้นจึงพยายามดิ้นจะลงจากเตียง ใบหน้าขาวซีดเผยสีหน้าหวาดกลัวออกมา “ไม่ ข้าไปไม่ได้ พี่ชายข้ายังไม่กลับมา…ข้าต้องกลับไป!”
เขาอยู่ที่นี่ไม่ได้ ท่านอาจารย์บอกกับเขาว่าขอเพียงเขาอยู่ที่ตระกูลมหาราชครูอย่างสงบจะไว้ชีวิตพี่ชายเขา มิเช่นนั้น…
บุรุษอาภรณ์ดำขมวดคิ้ว เดินเข้ามาห้ามเขาไว้ “คุณชายยังไม่เข้าใจอีกหรือ? ท่านมหาราชครูคิดจะใช้ท่านเป็นตัวประกันเพื่อจับตัวท่านไป๋เท่านั้น!”
“อะไรนะ?” ชิงจู๋ใบหน้าขาวซีด ดวงตาเต็มไปด้วยความยากจะเชื่อ “นี่ นี่จะเป็นไปได้อย่างไร? พี่ชายข้าทำความผิด ท่านอาจารย์จึงลงโทษข้าไปด้วย นับเป็นเรื่องปกติ เหตุใดจึงได้…”
ชิงจู๋ไม่เชื่อ จะอย่างไรพวกเขาพี่น้องก็ติดตามท่านอาจารย์มานานหลายปี คงไม่ทำเช่นนั้นเป็นอันขาด…
บุรุษอาภรณ์ดำทอดถอนใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความเห็นใจ หันไปประคองชิงจู๋กลับขึ้นเตียง กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “คุณชายชิงจู๋โปรดรักษาตัวอย่างสงบเถิด องค์ชายใหญ่รับปากท่านไป๋ไว้แล้วว่าจะช่วยท่านออกมา หลังจากท่านไป๋เสร็จภารกิจ เขาจะกลับมารับคุณชายเอง”
เมื่อได้ยินดังนั้น ความไม่สงบในใจชิงจู๋จึงสลายไปไม่น้อย ทว่ายังคงเป็นห่วงสถานการณ์ของพี่ชายตน “พี่ชายข้า…ตอนนี้เขาอยู่ที่ใด?”
“ท่านไป๋คารวะท่านราชครูเป็นอาจารย์แล้ว ตอนนี้กำลังทำตามความฝันของพวกเขา”
ชิงจู๋ชะงักไปเล็กน้อย “ท่านราชครูหรือ…”
ใช่แล้ว เขาย่อมจำได้ว่าพี่ชายเคารพท่านราชครูมาก แต่ด้วยอารมณ์ในตอนนี้ของชิงจู๋ทำให้รู้สึกยากจะเชื่อ จะอย่างไรเขาก็คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายตนจะเป็นฝ่ายลากพี่ชายเข้ามาพัวพัน
บุรุษอาภรณ์ดำคล้ายจะมองความคิดของชิงจู๋ออกจึงรีบกล่าวปลอบใจ “เหตุใดคุณชายต้องตำหนิตนเองด้วย ตอนนี้เพียงดูแลร่างกายให้ดีรอท่านไป๋กลับมาก็พอ ภายภาคหน้า พวกท่านสองพี่น้องต้องมีชีวิตที่สงบสุขมั่นคงแน่นอน”
ชิงจู๋ไม่พูดอะไร หลับตาลงอย่างอ่อนล้า เก็บซ่อนความคิดที่อัดแน่นเต็มท้องลงไปในส่วนลึก พยายามย้อนคิดเรื่องที่เกิดขึ้นในหลายวันมานี้ หรือว่านี่คือสิ่งที่ท่านพี่ต้องการ? หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ สาเหตุที่ท่านพี่ไม่มีความสุขก่อนหน้านี้เป็นเพราะท่านอาจารย์หรือ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ชิงจู๋ยิ่งรู้สึกยากจะรับไหว ที่แท้ตนไม่เคยมองความคิดของท่านพี่ออกเลย เหตุใดท่านพี่จึงไม่พูดกับเขาให้ชัดเจนเล่า? หากการอยู่ในตระกูลมหาราชครูทำให้ท่านพี่ไม่มีความสุขเพียงนั้น ไม่ว่าเขาจะตัดสินใจเช่นไร ตนก็จะสนับสนุนเขาแน่นอน
ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงลืมตามองไปยังบุรุษชุดดำ “ท่านพี่จะกลับมาหรือไม่? เรื่องที่เขากำลังทำอันตรายหรือไม่?”
บุรุษชุดดำยิ้ม “องค์ชายใหญ่จะปล่อยให้ท่านไป๋ไปทำเรื่องอันตรายได้อย่างไร? มิสู้คุณชายเป็นห่วงตนเองจะดีกว่า เกรงว่ากองกำลังของมหาราชครูคงไล่ตามมาด้านหลังแล้ว…”
ทว่าชิงจู๋กลับส่ายหน้า แววตาเต็มไปด้วยความแน่วแน่ “ข้าจะเป็นเช่นไรล้วนไม่สำคัญ ข้าเพียงต้องการให้ท่านพี่ปลอดภัย!”
ขณะเดียวกัน ภายในเรือนอันสงบเงียบแห่งหนึ่ง บุรุษแขนด้วนนั่งอยู่ด้านข้าง ไม่นานชายชราผมขาวผู้หนึ่งก็เดินเข้ามา เขาสวมใส่อาภรณ์สีขาวทั้งร่าง เทียบกับเส้นผมขาวโพลนราวหิมะแล้วยังดูสว่างกว่ามาก ฝีเท้ามั่นคงดูเปี่ยมบารมีหาใดเปรียบ ดวงตาภายใต้คิ้วขาวเจือความสงบนิ่ง ทว่าแววตากลับคมกริบเป็นพิเศษ ทุกท่วงท่ากิริยาแฝงไปด้วยกลิ่นอายจักรพรรดิที่ทำให้ผู้คนต้องยำเกรง
นี่คือผู้นำตระกูลหวายหวัง บิดาของหวงฝู่เฉิน ตอนนี้ดวงตาของเขากำลังจับจ้องไปยังบุรุษเบื้องหน้า ก่อนเอ่ยปากอย่างไม่พอใจ “ไม่เจอกันหลายวัน เจ้ากลายเป็นเช่นนี้แล้วหรือ?”
หวงฝู่เฉินหลบุตาลงไม่กล่าวคำใด บริเวณแขนที่ขาดไปเกิดความเจ็บปวดอันเสียดแทง เป็นสิ่งที่คอยย้ำเตือนเขาอยู่ตลอด
ชายชราผมขาวเห็นดังนั้นจึงเกิดโทสะ ตระกูลมหาราชครูร่วมมือกับตระกูลหวายหวังของพวกเขาเช่นนี้หรือ?
เขากล่าวเสียงอึมครึม “ฝูจีเล่า? คิดไม่ถึงว่าพวกเจ้าพ่อลูกจะหลงกลตระกูลมหาราชครูเช่นนี้ เจ้าทำเพื่อซูฉิน ท่องเที่ยวอยู่ด้านนอกหลายสิบปี ส่วนนางทำเพื่อนายน้อยตระกูลมหาราชครู กระทั่งชีวิตก็ไม่สนใจแล้วกระมัง!”
กล่าวถึงตรงนี้ชายชราผมขาวก็แค่นเสียงเย็นออกมา ดวงตาคมกริบมองไปยังหวงฝู่เฉินอย่างเย็นชาก่อนจะหมุนตัวคิดจะเดินออกไป
“ท่านพ่อ ท่านจะไปที่ใด?” เพิ่งจะหมุนตัวไปก็ถูกหวงฝู่เฉินเรียกไว้
ฝีเท้าของชายชราผมขาวชะงักไปเล็กน้อย กล่าวโดยไม่หันกลับมามอง “แน่นอนว่าต้องไปขอคำอธิบายจากมหาราชครู!”
จากนั้นจึงก้าวฉับๆ ออกไป อาภรณ์ขาวโบกสะบัดตามลม แสดงถึงความน่าเกรงขามประหนึ่งจักรพรรดิ
ไม่นานรถม้าลึกลับคันหนึ่งก็มาจอดอยู่เบื้องหน้ากระท่อม เพิ่งจะหยุดดี บุรุษอาภรณ์ดำในกระท่อมก็เดินออกมา กำดาบที่เอวแน่น กล่าวถามเสียงเย็น “ผู้ใด!”
เพิ่งจะกล่าวจบ องครักษ์อาภรณ์ขาวหลายคนก็ปรากฏตัวหน้ากระท่อมอย่างพร้อมเพรียง ชักกระบี่ออกมาโจมตีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง บุรุษอาภรณ์ดำจึงรีบชักกระบี่เข้าสู้ คนชุดดำอีกหลายคนที่คุ้มครองอยู่รอบๆ รีบเข้ามาช่วยเหลือ เสียงกระบี่ปะทะกันดังรุนแรงผิดปกติ คนทั้งสองกลุ่มต่อสู้กันเต็มกำลัง หลายสิบกระบวนท่าผ่านไปก็ยังไม่มีผู้ใดตกเป็นรอง
การเคลื่อนไหวภายนอกทำให้คนด้านในแปลกใจ
มหาราชครูเดินออกมาจากด้านใน เมื่อเห็นผู้มาเยือน แววตาพลันเปลี่ยนไป “วางกระบี่ในมือลงให้หมด!”
ได้ยินดังนั้นบุรุษอาภรณ์ดำจึงพากันถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แต่กระบี่ในมือยังคงถูกกำแน่น รักษาท่วงท่าพร้อมโจมตีทุกเมื่อ
ไม่นานชายชราผมขาวผู้หนึ่งก็มาปรากฏตัวเบื้องหน้ามหาราชครู คนทั้งสองสบตากัน แฝงไปด้วยความหมายลึกล้ำที่ผู้อื่นไม่เข้าใจ บรรยากาศคมกริบคล้ายจะทวีความเข้มข้น
ภายในห้องอันเงียบสงบ บรรยากาศเคร่งเครียดจนผิดปกติ ประหนึ่งมีวัตถุหนักอึ้งปกคลุมอยู่ในอากาศอันกว้างใหญ่ ทำให้ผู้คนแทบจะหายใจไม่ออก บุรุษผู้มีฐานะสูงส่งทั้งสองที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะกลมมีท่าทีลึกล้ำยากคาดเดา บนร่างแผ่กลิ่นอายโหดเหี้ยมเย็นชาที่ทำให้ผู้คนไม่อยากเข้าใกล้ออกมา
มหาราชครูมองไปยังบุรุษผมขาวข้างกายด้วยแววตาลึกล้ำ จากนั้นจึงวางถ้วยชาในมือลงเบาๆ เจ้าตระกูลหวายหวังปรากฏตัวตอนนี้ เกรงว่าคงไม่ง่าย
“ท่านเจ้าตระกูลปรากฏตัวเช่นนี้ คิดจะแทรกแซงการต่อสู้ภายในระหว่างจักรพรรดิเหลียนและไท่ซ่างหวงหรือ?” ดวงตาของมหาราชครูมองสำรวจปฏิกิริยาของบุรุษเบื้องหน้า
อย่างไรก็ตาม เจ้าตระกูลหวายหวังกลับเอ่ยปากอย่างเรียบเฉย “บุตรชายข้าแขนขาดไปหนึ่งข้าง”
ดวงตามหาราชครูเปล่งประกาย เข้าใจจุดประสงค์ของอีกฝ่ายได้โดยพลัน ดูท่าทางคงมาเอาเรื่อง!
มหาราชครูรีบสงบสีหน้าลง แสดงท่าทีรู้สึกผิดออกมา “เป็นบุตรีอกตัญญูของข้าทำผิดต่อนายน้อยตระกูลหวายหวัง ดังนั้นข้าจึงตัดขาดกับนางอย่างสิ้นเชิง นับว่าไม่มีบุตรีเช่นนี้อีก มิได้ทรยศมิตรภาพของท่านเจ้าตระกูลหวายหวัง”
เจ้าตระกูลหวายหวังได้ยินดังนั้น มุมปากพลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา “บุตรชายข้าโง่งม นี่ไม่อาจโทษผู้ใดได้ แต่เจ้าตระกูลเช่นข้าได้ยินข่าวบางอย่างมา ดูเหมือนศิษย์รักของท่านราชครูจะทรยศตระกูลมหาราชครู ไปติดตามราชครูแล้วกระมัง?”
สีหน้าของมหาราชครูแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย แววตาสั่นไหว ในใจรู้สึกไม่พอใจกับน้ำเสียงดูแคลนของอีกฝ่าย ทว่าไม่นานก็ฟื้นคืนสู่ท่าทีปกติ “ข้าสั่งสอนไม่ดี ทำให้ท่านเห็นเรื่องน่าขันแล้ว”
เจ้าตระกูลหวายหวังปรายตามองเขาคล้ายไม่ตั้งใจ เก็บท่าทีทั้งหมดของอีกฝ่ายไว้ในสายตา จากนั้นจึงเอ่ยต่อด้วยท่าทีเรียบเฉย “แต่นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของตระกูลมหาราชครู ข้าไม่ควรถามไถ่ ทว่าข้าได้ข่าวมาอีกอย่างหนึ่ง ดูเหมือนท่านมหาราชครูจะสั่งให้คนไล่ตามราชครูไปทั่ว ระยะนี้การเคลื่อนไหวยิ่งเร่งรัด หรือจะหาที่อยู่ของชีพจรแห่งแคว้นพบแล้ว?”
ชีพจรแห่งแคว้น? นี่คือจุดประสงค์ที่เขามากระมัง!
ในดวงตาของมหาราชครูเกิดประกายชั่วครู่ มือซูบผอมประคองโต๊ะ จากนั้นจึงเผยรอยยิ้มบางเบาออกมา “ข้าเพียงอยากจับศิษย์ทรยศกลับมาเท่านั้น ไม่ได้ตามหาชีพจรแห่งแคว้น หากมีข้อมูลของชีพจรแห่งแคว้นจริงๆ จะไม่บอกท่านเจ้าตระกูลได้อย่างไร ท่านคิดมากเกินไปแล้ว”
“ในเมื่อท่านมหาราชครูกล่าวเช่นนี้ ข้าก็วางใจ” เจ้าตระกูลหวายหวังเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าดูลึกล้ำยากคาดเดา ความจริงเขากระจ่างแจ้งยิ่งกว่าผู้ใด เกรงว่าความทะเยอทะยานของมหาราชครูจะไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ที่สำคัญที่สุดก็คือหากพวกเขามิได้กุมความลับของชีพจรแห่งแคว้นไว้ในมือ ตนจะรับปากร่วมมือกับตระกูลมหาราชครูได้อย่างไร?
ตอนนี้เอง องครักษ์อาภรณ์ขาวผู้หนึ่งเดินเข้ามาจากด้านนอกด้วยท่าทีเคร่งเครียด
เจ้าตระกูลหวายหวังมีสีหน้าไม่พอใจ กล่าวตำหนิออกไป “ทำแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน กล้ามารบกวนการสนทนาของข้ากับท่านมหาราชครูเชียวหรือ!”
คนผู้นั้นรีบคุกเข่าลง “ท่านเจ้าตระกูล แย่แล้วขอรับ นายน้อย…นายน้อยหายตัวไปแล้ว!”