หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 34 ตอนที่ 1016 การต่อสู้ในวังหลวง
เล่มที่ 34 ตอนที่ 1016 การต่อสู้ในวังหลวง
เจ้าตระกูลหวายหวังได้ยินดังนั้นพลันมีสีหน้าเคร่งขรึมลง ดวงตาเปี่ยมสติปัญญาหรี่เล็ก แค่นเสียงเย็น “ปล่อยเขาตามใจเถิด! มิใช่ว่าหลายปีมานี้เขาเคลื่อนไหวตามใจตัวเองมาตลอดหรือ? เพียงเพื่อสตรีต่ำต้อยนางหนึ่ง ไม่ว่าสิ่งใดก็ละทิ้งได้ ข้าไม่คาดหวังสิ่งใดกับเขานานแล้ว!”
ประโยคนี้คล้ายจะกล่าวให้ท่านมหาราชครูฟัง และเหมือนกำลังตำหนิว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นความผิดของซูฉิน ทำให้สีหน้าของมหาราชครูหม่นแสง
ตอนนี้เอง บนถนนเล็กๆ ในป่าลึกแห่งหนึ่ง ม้าเร็วตัวหนึ่งกำลังพุ่งทะยานผ่านไปบนเส้นทาง
บนหลังม้า บุรุษใช้มือเดียวกำบังเหียนแน่น ลมพัดมาทำให้อาภรณ์ยาวบนล่างโบกสะบัด ทั้งทำให้แขนเสื้ออันว่างเปล่าด้านหนึ่งของเขาปลิวไสว แววตาแน่วแน่เด็ดเดี่ยว เพียงหายใจเล็กน้อยความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของดวงตาพลันปรากฏออกมาให้เห็น ริมฝีปากของเขาเหยียดเป็นเส้นตรง สันกรามบนใบหน้าปรากฏชัด แสดงท่าทีคล้ายคนตัดสินใจแน่วแน่
เมื่อคิดว่าตอนนี้ซูฉินกลับไปอยู่ข้างกายจักรพรรดิเหลียนแล้ว บุรุษบนหลังม้าก็มิอาจควบคุมตนเองจนต้องกระโดดขึ้นม้าเร็ว ควบทะยานไปด้วยความว่องไวโดยไม่หยุดพัก
เขารับเรื่องนี้ไม่ได้ และยิ่งมิอาจอดกลั้นต่อไป มีเพียงสวรรค์ที่ทราบว่าหลายวันนี้เขาต้องใช้แรงใจมากเพียงใดจึงจะควบคุมตนเองไม่ให้บ้าคลั่งไปได้ เขาจะตามหานาง จะแย่งนางมาจากข้างกายจักรพรรดิเหลียนให้ได้ด้วยมือตนเอง
ภายในห้องแห่งหนึ่ง ท่ามกลางพระราชวังแคว้นเหลียน เฟิ่งหลิงมองไปยังสตรีที่มีลักษณะเหมือนอวิ๋นซูทุกกระเบียดนิ้ว ดวงตาลึกล้ำเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ
“ขอบใจเจ้ามากที่ยอมช่วยเหลือ”
สตรีค้อมกายคารวะอย่างนอบน้อม “องค์ชายไม่จำเป็นต้องขอบคุณ ชีวิตของหม่อมฉันองค์ชายช่วยกลับมา ขอเพียงช่วยให้องค์ชายและพระชายาคลายกังวลได้ นับว่าชีวิตของหม่อมฉันคุ้มค่าแล้วเพคะ”
ดวงตาของนางเหมือนกับอวิ๋นซูยิ่งนัก ดูสงบนิ่งมาก เมื่อมองดูก็ให้ความรู้สึกเหมือนนางอยู่หลายส่วนจริงๆ
เฟิ่งหลิงสังเกตทุกการเคลื่อนไหวของสตรีเบื้องหน้า จากนั้นจึงเอ่ยปากอย่างระมัดระวัง “ข้าจะส่งคนไปรับเจ้าแน่ การสังหารคราวนี้ หากสำเร็จก็ดี หากไม่สำเร็จข้าหวังว่าพวกเจ้าจะถอยออกมาอย่างปลอดภัย”
“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ จะไม่ให้มีอันตรายถึงชีวิตแน่นอน” สตรีค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ใบหน้าสุขุมเจือแววแน่วแน่เด็ดเดี่ยว
เฟิ่งหลิงพยักหน้า แววตาปรากฏร่องรอยกังวล หลังจากเขาได้รับคำเสนอแนะจากหวงฝู่หลินก็เลือกตัวแทนของอวิ๋นซูออกมาโดยเฉพาะ หวังว่าทุกสิ่งจะสะดวกราบรื่น
ตอนนี้เอง ด้านนอกมีเสียงเคร่งขรึมดังแว่วมา “เสด็จพี่ใหญ่”
ขณะกล่าวหวงฝู่หลินที่สวมเสื้อคลุมก็มาปรากฏตัวเบื้องหน้าเฟิ่งหลิง “เสด็จพี่ใหญ่ เตรียมตัวเรียบร้อยแล้วหรือไม่? ทางพระอัยกาส่งข่าวมาแล้ว กล่าวว่าวันนี้จะส่งคนมารับตัวที่วัง”
เฟิ่งหลิงตอบรับเสียงเบา สายตาเลื่อนไปหยุดอยู่บนร่างของสตรีในห้อง
หวงฝู่หลินมองตามสายตาเฟิ่งหลิง สังเกตดูองคาพยัพของสตรีผู้นั้น เหมือน เหมือนมากจริงๆ! แต่ไม่นานดวงตาของเขาพลันสว่างวาบ จำได้ทันทีว่าคนผู้นี้มิใช่อวิ๋นซู
แม้ทั้งสองจะมีหน้าตาเหมือนกัน แต่แววตากลับแตกต่าง
ทว่าหวงฝู่หลินกลับหัวเราะออกมาเบาๆ เพราะไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไรเขาก็มิใช่ผู้แพ้ หากการสังหารล้มเหลว พระอัยกาสืบสวนลงมาจะคิดว่าเสด็จพี่ใหญ่เจ้าเล่ห์ สังเกตุเห็นแผนการร้ายของพระอัยกาก่อน ความผิดไม่มาถึงตนแน่นอน หากการสังหารประสบความสำเร็จย่อมนับว่าตนประสบความสำเร็จด้วย ทั้งยังได้กำจัดอุปสรรคใหญ่ในอนาคตไปอีกคนหนึ่ง
ยามนี้มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของเฟิ่งหลิงเริ่มกำแน่น ในใจถาโถมไปด้วยความร้อนรน คืนนี้หลังสวนบุปผา แพ้ชนะอาจตัดสินกันที่การกระทำนี้
ยามราตรีอันมืดมิดค่อนข้างเงียบสงบ ภายใต้แสงจันทร์ กำแพงอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรคล้ายถูกปลุกคุมด้วยผ้าแพรลึกลับ ต้นไม้ทุกต้นใบหญ้าทุกใบไหวเอนตามลำดับ ทุกสิ่งอยู่ในการควบคุมของเฟิ่งหลิง
ตอนนี้เองจู่ๆ พลันมีเงาร่างร่างหนึ่งเดินออกมาจากเงามืด “องค์ชาย มีคนเข้ามาในวังแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
แววตาของเฟิ่งหลิงเปลล่งประกาย เงยหน้าขึ้นมองไปยังสีท้องฟ้าอันมืดมิด ราวกับมีคนดึงดวงดาราพร่างพราวเต็มฟ้าออกไป เหลือไว้เพียงกระดานหมากที่ทำให้ผู้คนรู้สึกอยากค้นหา
ตอนนี้เอง ในสวนบุปผาแห่งหนึ่งภายในวังหลวง กลิ่นหอมของราตรีฟุ้งกระจายอย่างเข้มข้น แสงจันทร์ทราสีเงินสาดส่องลงไปในหมู่มวลบุปผา คล้ายกำลังรอการมาถึงของเทพเซียน ในอากาศให้ความรู้สึกอึมครึมและงดงาม
“พี่สะใภ้ใหญ่…พี่สะใภ้ใหญ่?” ในศาลา หวงฝู่หลินแสร้งทำเป็นใส่ยาลงไปในน้ำชา “อวิ๋นซู” ในยามนี้กำลังฟุบอยู่บนโต๊ะหิน เปิดฉากเริ่มการแสดง
เพื่อให้ผลลัพธ์สมจริง หวงฝู่หลินยังจงใจมองไปรอบๆ จากนั้นจึงเรียกชื่อสตรีอีกหลายครั้ง
ไม่นานก็มีบุรุษอาภรณ์ดำหลายคนปรากฏตัวในศาลา หนึ่งในนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “องค์ชายสาม ลำบากแล้ว”
องค์ชายสามขมวดคิ้วเล็กน้อย จงใจกำชับด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “เคลื่อนไหวให้เร็วหน่อย อีกไม่นานจะมีองครักษ์ออกมาแล้ว!”
“พ่ะย่ะค่ะ!” คนทั้งหลายพากันแบก “อวิ๋นซู” ขึ้น ในตอนนี้เอง หวงฝู่หลินสังเกตเห็นเงาน่าสงสัยหลายเงาเลือนหายไปท่ามกลางความมืดอีกด้านหนึ่ง
เขาเอ่ยปากออกมาโดยพลัน “วันนี้ยังมีผู้อื่นเข้าวังมาอีกหรือ?”
หนึ่งในนั้นมีประกายลึกล้ำในแววตา หันไปอีกผงกศีรษะให้หวงฝู่หลิน “ภารกิจขององค์ชายสามเสร็จสมบูรณ์แล้ว เรื่องอื่นไม่จำเป็นต้องถามให้มากความ”
ขณะนี้เอง ภายในสวนบุปผาอีกด้านหนึ่ง ดอกไม้นับพันหมื่นภายใต้ตะเกียงหลากสีที่สาดส่องดูงดงามราวกับภาพฝัน รอบทะเลบุปผามีโคมไฟมังกรเล็กใหญ่นับไม่ถ้วนจัดเรียง ดูคล้ายมีหิ่งห้อยนับไม่ถ้วนกำลังร่ายรำอยู่ท่ามกลางมวลบุปผา ควันไฟจางๆ โชยออกมา ราวกับหมอกยามเช้าในเดือนห้า ฟุ้งกระจายไปด้วยความงดงามและแปลกตา
หน้าทะเลบุปผาผืนนั้นมีบุรุษสตรีคู่หนึ่งยืนโอบกอดกันอยู่ บุรุษร่างกายสูงใหญ่สวมอาภรณ์งดงามหรูหรา ดูปราณีตและสูงศักดิ์ ใบหน้าหล่อเหลาไร้ตำหนิเมื่ออยู่ภายใต้แสงไฟยิ่งน่าหลงใหล ดวงตาลึกล้ำซับซ้อนกำลังทอดมองไปยังสตรีงามล่มเมือง
บนใบหน้าของสตรีแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมอย่างพอเหมาะพอเจาะ องคาพยัพปราณีตประหนึ่งนางเซียนที่มาจากแดนไกล ทำให้ผู้พบเห็นหวนคิดถึงไม่รู้จบ นางเบนสายตาขึ้นเล็กน้อย ประกายลึกล้ำในแววตามอมเมาผู้คนเสียยิ่งกว่าหมู่มวลผกา ริมฝีปากแดงเหยียดบางๆ เต็มไปด้วยอารมณ์ลึกล้ำที่ไม่อาจปกปิด…
ดวงเนตรที่เปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ของจักรพรรดิเหลียนจ้องมองไปยังสตรีเบื้องหน้า ดวงตาลึกล้ำคล้ายต้องการเก็บภาพของนางไว้ด้านใน “ฉินเอ๋อร์ ดอกไม้เหล่านี้เจิ้นให้คนคอยดูแลอย่างใส่ใจมาโดยตลอด หวังว่าสักวันหนึ่ง เมื่อเจ้ากลับมาจะยังเป็นเหมือนเมื่อก่อน…”
ตอนนี้เอง จู่ๆ บรรยากาศในสวนบุปผาพลันผิดปกติ บุปผางามไหวเอน โคมไฟงดงามไหววูบเล็กน้อย แต่กลับดูอันตรายอย่างบอกไม่ถูก บริเวณรอบๆ สวนบุปผาเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทว่าในความสงบเงียบคล้ายจะมีอะไรบางอย่างค่อยๆ คลืบคลานมา ทั้งยังจงใจปิดซ่อนตัวตน…
ซูฉินและจักรพรรดิเหลียนสงบสีหน้าลงพร้อมกัน สบตากัน สังเกตการเคลื่อนไหวรอบด้านอย่างระมัดระวัง
ไม่นานควันบางรอบด้านที่ฟุ้งกระจายไปทั่วพลันไหววูบ จักรพรรดิเหลียนหรี่ดวงเนตรลึกล้ำลง ค่อยๆ ปล่อยสตรีในอ้อมกอด ยื่นพระหัตถ์ขึ้นจับกระบี่ กลั้นใจเล็กน้อย ทันใดนั้นในความมืดพลันมีเสียงดังแว่วมา องครักษ์ที่คุ้มครองอยู่บริเวณประตูถูกดาบเฉือนลำคอจนล้มลงกับพื้น จากนั้นรอบๆ ก็เกิดเสียงอาวุธกระทบกันดังขึ้น
“เด็กๆ!” จักรพรรดิเหลียนตรัสขึ้น แต่ตอนนี้เอง ภายในสวนบุปผาอันงดงามพลันปรากฏร่างของบุรุษอาภรณ์ดำจำนวนนับไม่ถ้วน พากันล้อมพวกเขาไว้ตรงกลาง
ดวงตางามเพริศพรายของซูฉินสั่นไหว ยิงอะไรบางอย่างในแขนเสื้อขึ้นฟ้าจนเกิดแสงสว่างแสบตาลุกโชนท่วมฟ้า เป็นการเตือนให้คนอื่นรู้ว่าตนตกอยู่ในสถานการณ์ไม่ดี
บุรุษอาภรณ์ดำตกตะลึง เข้าใจสถานการณ์ของพวกตนได้โดยพลัน ทว่าจะอย่างไรก็สายไปแล้ว ตอนนี้ในตำหนักรอบๆ สวนบุปผามีมือธนูปรากฏตัวขึ้น คันธนูอันเย็นยะเยือกเล็งมายังบุรุษอาภรณ์ดำที่ปรากฏตัวกะทันหันเหล่านั้น
จากนั้นมีองครักษ์เงาจำนวนมากทะยานลงจากฟ้า คุ้มครองจักรพรรดิเหลียนและซูฉินไว้ตรงกลาง จักรพรรดิเหลียนจับมือซูฉิน ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏกลิ่นอายจักรพรรดิอย่างหาได้ยากยิ่ง พวกเขาจะไม่เตรียมพร้อมได้อย่างไรเล่า?
ซูฉินเข้าใจดี วันนี้เป็นวันที่อีกฝ่ายนัดหมายหวงฝู่หลิน ดังนั้นนางจึงพิจารณาจากลักษณะการกระทำเรื่องต่างๆ ของไท่ซ่างหวง คาดเดาว่าจะต้องไม่ปล่อยโอกาสนี้ไปง่ายๆ ต้องโจมตีพวกเขาแน่นอน เป็นจริงดังคาด พวกเขาคิดจะพานางออกจากวังไปพร้อมกัน
บุรุษอาภรณ์ดำเห็นสถานการณ์ดังนั้นจึงได้แต่กัดฟัน ไม่ว่าจะอย่างไรพวกเขาก็ต้องทำภารกิจให้สำเร็จ จากนั้นทุกคนจึงถาโถมเข้ามาพร้อมกัน กระบี่ในมือเต็มไปด้วยไอสังหาร ขณะเดียวกัน มือธนูรอบด้านก็เริ่มปล่อยธนูออกมา ธนูอันเย็นยะเยือกราวกับมีสัญชาตญาณเป็นของตัวเอง ยิ่งพุ่งเข้ามาอย่างไร้ไมตรี
แต่อย่างไรบุรุษอาภรณ์ดำทั้งหลายก็ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด แม้จะมีคนไม่น้อยถูกธนูจนบาดเจ็บ แต่หลายคนก็ยังเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ ไม่เพียงแต่จะสกัดห่าธนูเอาไว้ได้ ทั้งยังเคลื่อนตัวเข้าใกล้จักรพรรดิเหลียนและซูฉินได้อีกด้วย
องครักษ์เงารีบเข้ามาขวางการโจมตีของบุรุษอาภรณ์ดำเอาไว้ ทั้งยังสกัดอาวุธลับที่คนเหล่านี้ขว้างออกมาได้อย่างงดงาม บนอาวุธลับเหล่านั้นมีพิษร้ายแรงอยู่ เมื่อมันตกลงสู่ทุ่งดอกไม้ ดอกไม้พลันแห้งเหี่ยวกลายเป็นสีดำ
เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ พระพักตร์ของจักรพรรดิเหลียนพลันเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็ง ซูฉินที่อยู่ด้านข้างรู้สึกสั่นสะท้านยิ่งนัก หากมิใช่พวกตนสังเกตุเห็นก่อน เกรงว่าผลลัพธ์คงไม่อาจคาดเดา
ตอนนี้คนทั้งสองฝ่ายโรมรันพันตูเข้าด้วยกัน ความสามารถไม่มีผู้ใดด้อยกว่าผู้ใด องครักษ์เงาผู้หนึ่งถูกโจมตีจนถอยร่นมาอยู่ข้างกายจักรพรรดิเหลียน กล่าวเสียงขรึมว่า “ฝ่าบาท ที่นี่มอบให้พวกกระหม่อมเถิด กระหม่อมจะคุ้มกันฝ่าบาทไปจากที่นี่เอง!”
ขณะที่พูด องครักษ์เงาคนอื่นๆ ก็มารวมตัวกัน
จักรพรรดิเหลียนหลุบดวงเนตรทอดมองไปยังซูฉินที่อยู่ข้างพระวรกาย เม้มพระโอษฐ์แน่น ขยับเล็กน้อย “พวกเราไปกันเถิด!”
ซูฉินตอบรับ กระชับมือเขาแน่น
มือสังหารที่ถาโถมเข้ามาไม่ขาดสายถูกองครักษ์เงาสกัดเอาไว้เบื้องหน้า ประกายดาบคมกระบี่ซัดใส่กันอย่างรุนแรง ไม่มีผู้ใดตกเป็นรอง สถานการณ์ทวีความรุนแรงไม่หยุด
ภายใต้การคุ้มครองขององครักษ์เงา จักรพรรดิเหลียนและซูฉินเดินไปตามเส้นทางเล็กๆ อันคดเคี้ยวภายในสวนบุปผา จนกระทั่งไปถึงสวนบุปผาอีกแห่งหนึ่ง ในขณะที่พวกเขาเดินผ่านภูเขาจำลองขนาดใหญ่ ภูเขาจำลองถึงกับปรากฏเส้นทางลับขึ้นแห่งหนึ่ง ตามมาด้วยยอดฝีมือตระกูลอู่สายในหลายคนที่พุ่งออกมา พริบตาเดียวจักรพรรดิเหลียนและฮองเฮาที่กุมมือกันแน่นก็ถูกแยกออกจากกัน
พระพักตร์ของจักรพรรดิเหลียนเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ยื่นพระหัตถ์ออกไปพลางตะโกนเสียงดัง “ฉินเอ๋อร์…”
ยามนี้ซูฉินก็เผยสีหน้าตกใจออกมาเช่นกัน แต่ยังไม่ทันให้นางมีปฏิกิริยากลับมา ในมุมมืดพลันมีมือข้างหนึ่งยื่นมาอุดปากนางไว้ ลากนางเข้าไปในกลุ่มคน พริบตาเดียวก็หายไปไม่เห็นร่องรอย
จักรพรรดิเหลียนพระทัยสั่น องครักษ์เงาที่คุ้มครองอยู่เบื้องหน้าพากันกล่าวเตือน “ฝ่าบาท ด้านหน้าอันตราย!”
“ถอยไป!” ในดวงเนตรของจักรพรรดิเหลียนเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งโทสะที่ลุกท่วม จับจ้องไปยังบริเวณที่ซูฉินหายไป สุดท้ายจึงผลักคนเบื้องหน้าออกแล้วไล่ตามไป