หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 34 ตอนที่ 993 ภัยผ่านพ้น
เล่มที่ 34 ตอนที่ 993 ภัยผ่านพ้น
“เจ้าจะเชื่อผู้อื่นง่ายเกินไปหรือไม่? เพียงหมั่นโถวลูกเดียวเท่านั้น! ผู้ใดจะทราบว่าเขามีความคิดเช่นไร!” บุรุษขมวดคิ้วกล่าวแย้ง แต่ยามนี้สตรีกลับแย้มยิ้มพลางส่ายหน้า
“ในตอนที่โรคระบาดแพร่กระจายไปทั่วเช่นนี้ ยังจะมีผู้ใดใส่ใจความเป็นความตายของผู้อื่นอีก? คุณชายท่านนั้นจะต้องเป็นคนดีแน่นอน!”
เมื่อบุรุษวัยกลางคนได้ยินก็กล่าวคำใดไม่ออกอีก ใช่แล้ว ตอนนี้ยังมีผู้ใดใส่ใจความเป็นความตายของพวกเขาอีกเล่า?
เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังกำแพงเมืองที่สูงตระหง่านและเย็นยะเยือกด้านหลัง จากนั้นจึงกัดหมั่นโถวที่เพิ่งได้รับจัดสรรมาคำใหญ่ ราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง
…
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งวันกว่า ขบวนเดินทางขบวนหนึ่งก็มาถึงเมืองอวิ้นอย่างเร่งร้อน เพียงแต่พวกเขายังไม่ทันเข้าเมืองรถม้าก็หยุดลงกะทันหัน หมอหลวงที่นั่งอยู่ด้านในอดไม่ได้ที่จะยื่นหน้าออกไปมองด้วยความสงสัย เกิดอะไรขึ้น?
เพียงแต่เมื่อมองไปพลันต้องทำให้พวกเขาต้องหน้าเปลี่ยนสี ยามนี้นอกประตูเมืองมีผู้ประสบภัยอยู่ทุกที่ ไม่ว่ามองไปที่ใดก็จะให้ความรู้สึกราวกับมีเมฆครึ้มปกคลุม ทำให้พวกเขารู้สึกสั่นสะท้าน
ขณะเดียวกัน ขบวนเดินทางที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันก็ดึงดูดความสนใจของเหล่าผู้ประสบภัย พวกเขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน พากันมองสำรวจ ทันใดนั้นในกลุ่มคนมีเสียงตะโกนอย่างยินดีดังขึ้น “ทุกคนรีบดูเร็ว! หมอหลวงมาแล้ว! รีบดูเร็วเข้า! หมอหลวงมาแล้ว!”
เพิ่งจะกล่าวจบ ผู้ประสบภัยคนอื่นๆ ก็กรูกันเข้ามา ล้อมขบวนเดินทางของหมอหลวงเอาไว้ในเวลาเพียงชั่วพริบตาจนไม่มีสิ่งใดเล็ดรอดเข้าไปได้ หมอหลวงในรถม้าอดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้ ไม่อาจเข้าใจได้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรกันแน่
ตอนนี้เอง ประตูเมืองที่ปิดสนิทมาหลายวันเริ่มเปิดออก ม้าหนุ่มแข็งแรงตัวหนึ่งวิ่งออกมาจากด้านใน เหล่าผู้ประสบภัยเห็นดังนั้นจึงรีบเปิดทางให้ รอบด้านเงียบลง ทุกคนยืนแยกออกเป็นสองฝั่ง
หลานอวิ๋นมาถึงเบื้องหน้ารถม้า กล่าวด้วยน้ำเสียงยินดี “ใต้เท้าทุกท่าน รออยู่นานแล้ว!”
ในหมู่หมอหลวงที่กำลังตกใจมีคนจำบุรุษเบื้องหน้าได้จึงกล่าวอย่างวางใจประโยคหนึ่ง “ที่แท้ก็เป็นแม่ทัพหลาน!”
หลานอวิ๋นพยักหน้า มองไปยังสายตาเปล่งประกายคาดหวังของผู้ประสบภัยรอบด้าน รีบลงจากหลังม้า “ขอให้ใต้เท้าทั้งหลายตรวจโรคให้ผู้ประสบภัยเหล่านี้เสียก่อน หากไม่มีผู้ติดเชื้อก็ให้พวกเขาเข้าเมืองได้อย่างวางใจ เรื่องราวมิอาจรั้งรอ ลำบากใต้เท้าทั้งหลายแล้ว!”
หมอหลวงทั้งหลายได้ยินก็ไม่รีรอ รีบหยิบของของตนลงจากรถม้า
ผู้ประสบภัยเห็นดังนั้น ในใจพลันรู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก ผ่านมาหลายวัน ในที่สุดพวกเขาก็เห็นความหวัง ขณะนี้พวกเขาจึงมั่นใจจริงๆ ว่าจักรพรรดิเหลียนไม่ได้ทอดทิ้งพวกเขา!
มีองครักษ์หลายนายออกมาจากประตูเมืองเพื่อช่วยรักษาความสงบเรียบร้อย องครักษ์ทั้งหลายแนะนำผู้ประสบภัยตามคำบอกของหลานอวิ๋น เด็กสตรีและคนชราให้เข้ารับการตรวจก่อน
ทุกคนไม่ได้ร้อนใจเช่นก่อนหน้านี้อีก จัดกลุ่มกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยตามลำดับ ทั้งยังช่วยประคองคนอ่อนแอด้วยตัวเอง เดินไปเบื้องหน้าทีละก้าว แต่ละคนรอผลอย่างอดทน
พวกเขาในตอนนี้สงบมั่นคงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และพึงพอใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!
ไม่นานก็มีผู้ประสบภัยเข้าเมือง คนที่เจ้าเมืองจางส่งมารออยู่นานแล้ว พาผู้ประสบภัยที่ไร้บ้านให้กลับไปยังสถานที่ที่จัดเตรียมเอาไว้ก่อนหน้านี้ สถานการณ์ราบรื่นเป็นอย่างมาก
“แม่ทัพหลาน เชิญหมอหลวงมารักษาบุตรของข้าก่อนได้หรือไม่?” จู่ๆ พลันมีเสียงร้อนรนดังขึ้น
หลานอวิ๋นรู้สึกแปลกใจ มองไปยังเจ้าเมืองจางที่เดินออกมาจากประตูเมืองตั้งแต่ยามใดก็มิอาจทราบ ขณะนี้เขาไม่มีความสงบเยือกเย็นเช่นหลายวันก่อนอีกต่อไป ในระยะเวลาสั้นๆ ถึงกับมีผมหงอกเพิ่มขึ้นไม่น้อย ดวงตาแดงก่ำดูเหนื่อยล้า อาภรณ์ยับย่น ไม่มีใจจะดูแลรูปลักษณ์ของตนเองอีก
หลายวันนี้เรียกได้ว่าเจ้าเมืองจางลำบากจนถึงที่สุด อดหลับอดนอนเพื่อดูแลบุตรชายเพียงหนึ่งเดียวของตน เมื่อครู่เขาได้ยินสถานการณ์นอกเมืองจึงรีบควบม้าโดยไม่หยุดพักมาที่นี่ เพียงเพื่อต้องการช่วงชิงเวลาให้บุตรของตนเล็กน้อย
หลานอวิ๋นมองไปยังเจ้าเมืองจางที่มีความหวังเต็มดวงตา ในใจอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ รีบพาหมอหลวงผู้หนึ่งไปยังจวนเจ้าเมืองโดยเร็ว จะอย่างไรนี่ก็คือเงื่อนไขที่พวกเขาร่วมมือกัน ตอนนี้เจ้าเมืองจางทำได้ทั้งหมดแล้ว เขาย่อมไม่มีเหตุผลที่จะผิดคำพูด
อย่างไรก็ตามเมื่อหมอหลวงไปถึงอาการของเด็กชายในห้องก็แย่มากแล้ว หากเทียบกับเมื่อหลายวันก่อน บนร่างของเด็กชายไม่เพียงแต่จะมีฝีขึ้นเต็มตัว ทั้งยังร่างกายบวมน้ำ ดูแล้วเหมือนกับอ้วนขึ้นหนึ่งเท่า ทั้งยังมีไข้สูงไม่ลด ปากพูดพึมพำไม่หยุด ราวกับถูกแช่อยู่ในน้ำก็มิปาน
ขณะนี้หมอหลวงรู้สึกตื่นตะลึง ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบ เพียงมองก็พอจะรู้เบาะแส “นี่ นี่คือโรคระบาด!”
อีกทั้งฮูหยินที่เฝ้าอยู่ข้างกายเด็กชายมาโดยตลอดก็เริ่มไอขึ้นมา ความขาวซีดบนใบหน้าและลักษณะอาการป่วยที่ปรากฏทำให้หมอหลวงที่ได้เห็นพลันหน้าเปลี่ยนสี รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี โรคระบาดนี้ติดต่อกันได้!
“ฮูหยินท่านนี้อย่าได้อยู่ในห้องอีกเป็นอันขาด โรคระบาดนี้เป็นโรคติดต่อ! อันตรายยิ่งนัก!” หมอหลวงรีบกล่าวเดือน ทว่าฮูหยินเจ้าเมืองที่ได้รับความทรมานมาหลายวันกลับส่ายหน้าสุดแรง ทั้งๆ ที่ถึงขีดสุดแล้วแต่กลับยังฝืนร่างกายตนเอง
“ฮูหยินไปพักผ่อนก่อนเถิด อาการของบุตรชายท่านมอบให้ผู้น้อยจัดการเอง!”
ทว่ายังไม่ทันพูดจบ ฮูหยินเจ้าเมืองก็ไอแรงๆ อีกครั้ง บนใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด นางในยามนี้คล้ายจะเข้าใจอะไรบางอย่าง รีบจับมือหมอหลวงไว้แน่น ทั้งยังมองไปยังคนเบื้องหน้าด้วยท่าทีหวาดกลัวและเคร่งเครียด ดวงตาเลื่อนลอย “ใต้เท้าช่วยบุตรชายข้าด้วยเถิด ขอร้องล่ะใต้เท้า จะต้องช่วยเขาให้ได้…ใต้เท้ารีบช่วยเขาเถิด…”
“ได้ๆๆ ผู้น้อยจะพยายามเต็มที่!” หมอหลวงถอนใจ จากนั้นจึงจับชีพจรให้เด็กชายบนเตียง
“ท่านหมอ อาการของซื่อเจี๋ย…” เจ้าเมืองจางที่อยู่ด้านข้างร้อนรนดุจไฟแผดเผา
หมอหลวงส่ายหน้า น้ำเสียงหนักอึ้ง “คุณชายของท่านอาการอันตราย โรคระบาดในครั้งนี้รุนแรงยิ่งนัก ผู้น้อยจะเขียนเทียบยาให้คุณชายเสียก่อนแล้วดูว่าผลเป็นอย่างไร”
แม้คำพูดจะกล่าวเช่นนี้ แต่ในใจเขารู้ดี ด้วยสภาพตอนนี้คงมีโอกาสหายไม่ถึงสี่ส่วน
เจ้าเมืองจางซาบซึ้งใจยิ่งนัก หันไปส่งเทียบยาในมือให้พ่อบ้านด้านหลัง “เร็ว! รีบไปจัดยาให้คุณชาย!”
“ท่านเจ้าเมือง ท่านเองก็ทราบว่าโรคระบาดติดต่อกันได้ ทุกคนในจวนไม่ควรเข้าใกล้คุณชายตามใจ”
“ข้าเข้าใจ” เจ้าเมืองจางพยักหน้า สายตาเลื่อนมองไปยังสตรีที่ยามนี้ยังคงร้องไห้ด้วยความปวดใจ “เช่นนั้น…ภรรยาข้า…”
หมอหลวงไม่ได้กล่าวคำใด หลังจากจับชีพจรให้นางพลันต้องหน้าเปลี่ยนสี “ฮูหยินก็ติดโรคระบาดแล้ว!”
เจ้าเมืองจางร่างกายโซเซ ใบหน้าขาวซีดแทบจะยืนต่อไปไม่ไหว เขาคิดไม่ถึงว่ากระทั่งฮูหยินก็…เป็นเวรกรรมจริงๆ ! สวรรค์ลงทัณฑ์เขาแล้ว!
ที่โชคดีก็คือเจ้าเมืองจางยังคงปลอดภัยไร้อันตราย ฮูหยินเจ้าเมืองที่รับรู้อาการของตนแล้วยังคงไม่ยอมไปจากบุตรชาย ต่อให้ยามนี้จะเจ็บปวดทรมานอย่างยิ่งก็ตาม ตอนนี้เจ้าเมืองจางสิ้นไร้หนทาง ทำได้เพียงเพิ่มเตียงในห้องอีกหลังหนึ่งให้นางอยู่เป็นเพื่อนบุตรชายได้สะดวก
“ใต้เท้า เกรงว่าท่านต้องเตรียมใจให้ดี อาการของฮูหยินไม่นับว่าร้ายแรง แต่บุตรชายของท่าน…”
เจ้าเมืองจางอดใจสั่นไม่ได้ “ท่านหมอ มิใช่ว่าท่านออกเทียบยาให้แล้วหรือ? เหตุใด…หรือไม่มีทางช่วยแล้วจริงๆ?”
“เขียนเทียบยาแล้ว แต่ข้าคิดว่า…” น้ำเสียงของหมอหลวงเต็มไปด้วยความจนใจ “โรคระบาดในคราวนี้รับมือได้ยากจริงๆ!”
เจ้าเมืองจางเข้าใจความหมายของเขาได้โดยพลัน หลับตาด้วยความโศกเศร้า เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ได้…
ตอนนี้เอง หลานอวิ๋นที่เพิ่งจัดการเรื่องผู้ประสบภัยเสร็จก็เดินมาทางนี้ หูของผู้ฝึกวรยุทธ์ดียิ่งนัก ได้ยินบทสนทนาของพวกเขาอย่างชัดเจน
“ใต้เท้าอย่าเพิ่งหมดหวัง บนโลกนี้มีคนผู้หนึ่งที่จะรักษาบุตรชายของท่านได้แน่นอน และสามารถช่วยชาวบ้านเหล่านี้ได้ด้วย!” เสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจทำให้เจ้าเมืองจางและหมอหลวงพากันหันมา
“คำพูดนี้ของแม่ทัพหลานจริงหรือ? เช่นนั้น…คนผู้นั้นคือผู้ใด? จะมาเมื่อใด? ตอนนี้บุตรของข้า…”
แม่ทัพหลานมองไปที่เขาด้วยดวงตาสงบนิ่ง “ใต้เท้าไม่จำเป็นต้องร้อนใจ อีกไม่นาน…” เขามองไปยังทิศทางหนึ่ง เชื่อว่าพวกองค์ชายคงใกล้มาถึงแล้ว
…
ขณะนี้หมอหลวงที่อยู่นอกประตูเมืองแทบจะรับมือไม่ไหว ประการแรกเป็นเพราะผู้ประสบภัยเหล่านี้มีจำนวนมากเกินไปจริงๆ ประการที่สองเป็นเพราะพวกเขาเห็นความน่ากลัวของโรคระบาดในคราวนี้ด้วยตาตนเอง หลังจากตรวจสอบแล้วจึงมั่นใจว่าในหมู่ผู้ประสบภัยมีผู้ติดเชื้ออยู่ สถานการณ์ไม่ดีนัก ในใจของทุกคนราวกับมีหินก้อนใหญ่กดทับจนหายใจไม่ออก
ในมุมหนึ่ง ผู้ประสบภัยที่ถูกวินิจฉัยว่าติดโรคถูกแยกออกไปกักตัวชั่วคราว ทั้งยังมีองครักษ์ร่างกายแข็งแรงคอยจับตาดูเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาไปสัมผัสกับชาวบ้านคนอื่นๆ
ไกลออกไป หมอหลวงรวมตัวกันกระซิบกระซาบในมุมหนึ่ง
คนผู้หนึ่งเห็นสถานการณ์เบื้องหน้าจึงส่ายหน้าไม่หยุด “ยาที่พวกเราเตรียมมาเหล่านี้เกรงว่าอาจไร้ผล! จะอย่างไรแคว้นเหลียนก็ไม่ได้เกิดวิกฤตเช่นนี้มานานหลายปีแล้ว ต่อให้เป็นพวกเราก็คงรับมือลำบาก!”
“ใช่แล้ว! หากพระชายาอยู่ก็คงดี…พวกเราเคยเห็นวิชาแพทย์ของพระชายากันแล้ว หากพระนางอยู่ มิว่าอาจแก้ไขโรคระบาดในคราวนี้ได้! เพียงแต่…”
คนผู้นั้นอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมาอีกครั้ง “น่าเสียดายที่จนกระทั่งวันนี้พระชายาก็ยังหายไปตัวไปไม่พบร่องรอย ไม่รู้ว่าพระนางทราบหรือไม่ว่าแคว้นเหลียนกำลังพบกับหายนะ!”
เนื่องจากผู้ประสบภัยนอกประตูลดน้อยลงเรื่อยๆ ผู้ติดเชื้อที่ถูกรั้งเอาไว้ยิ่งรู้สึกหนักอึ้งในใจ พวกเขาหนีจากความตายมาได้ ย่อมเห็นความโหดร้ายของโรคระบาดด้วยตาตัวเอง เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าตอนนี้ขาข้างหนึ่งของพวกเขาจะเหยียบย่างเข้าไปในปรโลกแล้ว ไม่ง่ายเลยกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ จะให้พวกเขายินยอมพร้อมใจได้อย่างไร?
ในกลุ่มผู้ติดเชื้อมีชายวัยกลางคนและสตรีที่อุ้มลูกเอาไว้อยู่ด้วย
ยามนี้บุรุษนั่งอยู่ในมุมหนึ่ง ความโกรธเกรี้ยวก่อนหน้านี้สลายหายไปตั้งแต่ชั่วขณะที่ถูกวินิจฉัยว่าติดโรคแล้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกสิ้นหวัง ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่ยุติธรรม เหตุใดต้องเป็นเขาด้วย?
บุรุษยกมือขึ้น กำหมัดชกไปที่ต้นไม้อย่างแรง ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง “ข้าต้องไม่ตายเช่นนี้!”
ภาพนี้ตกอยู่ในสายตาของผู้อื่นแต่กลับทำได้เพียงก้มหน้าลง เหตุใดพวกเขาจะไม่คิดเช่นนั้นเล่า แต่ความจริงช่างโหดร้ายยิ่งนัก…
ทันใดนั้นบุรุษวัยกลางคนก็หันไปมองสตรี คิดว่านางจะต้องเป็นเหมือนตนแน่นอน ไม่นึกว่าอีกฝ่ายกลับทำเพียงอุ้มลูกอย่างนิ่งเงียบ หลับตาคล้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เจ้า…ไม่กลัวหรือ?”
สตรีค่อยๆ ลืมตาขึ้น ลูบใบหน้าบุตรของตนเบาๆ “ข้าไม่กลัว ขอเพียงลูกของข้าแข็งแรง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้าก็ไม่กลัว ข้ายินดีมอบโอกาสรอดชีวิตให้เขา ขอเพียงเขาไม่เป็นไรก็พอ…”
บุรุษอับจนคำพูดโดยพลัน สตรีนางนี้ทำให้เขาต้องเปลี่ยนมุมมองจริงๆ อย่างไรก็ตาม…
“แต่ในเมื่อเจ้าคิดเช่นนี้ หากเจ้าตาย ลูกของเจ้าจะทำเช่นไร?”
สตรีแย้มยิ้มพลางส่ายหน้า “ข้าเชื่อว่าพวกเราคงไม่โชคร้ายเพียงนั้น ในยามที่ข้าสิ้นหวังที่สุด สวรรค์ให้ข้าพบกับคุณชายใจดี แม้ตอนนี้ข้าจะติดโรคระบาด แต่พวกเราได้เห็นความหวังแล้วมิใช่หรือ? ข้าเชื่อว่าจะต้องผ่านความลำบากนี้ไปได้แน่นอน”