หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 34 ตอนที่ 998 ประชาชนสับสน
เล่มที่ 34 ตอนที่ 998 ประชาชนสับสน
บุรุษในชุดทหารเหล่านี้ เมื่อเผชิญหน้ากับสภาพน่าอนาถของาวบ้านกลับเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา ดวงตามีประกายกระหายเลือด
ชาวบ้านในหมู่บ้านร้องไห้ด้วยความปวดใจ สตรีไม่น้อยสลบจนทรุดลงกับพื้น “นายท่านโปรดไว้ชีวิตด้วย พวกเราเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา! พวกเราไม่ได้ติดโรคระบาดจริงๆ นะเจ้าคะ!”
“หุบปาก จะติดโรคระบาดหรือไม่มิใช่สิ่งที่พวกเจ้ากล่าวได้ พวกเราได้รับข่าวที่น่าเชื่อถือมาว่าคนในหมู่บ้านของพวกเจ้าเป็นตัวแพร่เชื้อ ตอนนี้ฝ่าบาททรงมีรับสั่งลงมาแล้ว จะต้องสังหารผู้ติดโรคทั้งหมด! พวกเจ้าขอร้องพวกเราไปก็ไร้ประโยชน์ หากอยากตำหนิก็ตำหนิพวกเจ้าเองเถิด!”
ชาวบ้านรู้สึกยากจะเชื่อ แต่ตอนนี้นอกจากร้องขอชีวิตพวกเขาก็ไม่มีวิธีอื่นอีก “ไม่ พวกเราไม่ได้ติดโรคระบาด ทุกคนที่ติดโรคระบาดถูกส่งออกไปรักษานอกหมู่บ้านแล้ว พวกเราบริสุทธิ์จริงๆ! จริงๆ นะเจ้าคะ…นายท่านโปรดทูลฝ่าบาทให้ไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถิด!”
ทหารนายนั้นยิ้มเย็นชาพลางสะบัดดาบในมือ “ไว้ชีวิตพวกเจ้าหรือ? เช่นนั้นพวกเราจะทำอย่างไรเล่า? ราชโองการมิอาจต่อต้าน พวกเราเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น!”
หลังจากคำพูดจบลง ดาบในมือพลันสะบัดไปยังคนที่ร้องขอชีวิตเมื่อครู่นี้ ทำให้ศีรษะหลุดจากบ่าต่อหน้าต่อตา
พริบตาเดียวคนที่เหลืออยู่ต่างกรีดร้องออกมาอย่างมิอาจควบคุม คนชราและสตรีจำนวนมากถูกสังหารโดยไร้ปรานี สตรีหลายคนเห็นสภาพดังนั้นต่างก็พยายามดิ้น อุ้มลูกของตนวิ่งไปทางภูเขาด้านหลัง ตอนนี้ในหมู่บ้านเกิดเพลิงไหม้ไปทั่วทุกสารทิศ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่โชคร้ายก็คือสตรีหลายคนเพิ่งจะวิ่งเข้าไปในป่ากลับมีทหารกลุ่มหนึ่งไล่ตามมา สตรีเหล่านั้นไร้ซึ่งทางให้หนี ทำได้เพียงคุกเข่าลงร้องขอชีวิตอีกครั้ง “นายท่าน ขอร้องนายท่านเถิด ไว้ชีวิตพวกเราด้วย! พวกเราเป็นผู้บริสุทธิ์จริงๆ! ปล่อยพวกเราเถิดนายท่าน! สวรรค์มีคุณธรรม นายท่านโปรดเมตตา!”
แต่สิ่งที่ทำให้สตรีเหล่านี้ต้องประหลาดใจก็คือ ทหารนายนี้ถึงกับมิได้มีท่าทีออกดาบโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงเช่นก่อนหน้านี้ แต่กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลงหลายส่วน ในดวงตามีประกายบางอย่างไหลผ่าน “พวกเราเองก็ถูกบีบบังคับเช่นกัน เช่นนี้เถิด…หากต้องการให้ข้าปล่อยพวกเจ้าไปย่อมได้ ขอเพียงพวกเจ้าไปบอกกับหมู่บ้านอื่นว่าฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้เผาทำลายหมู่บ้าน สังหารผู้ติดเชื้อทั้งหมด เป็นอย่างไร?”
สตรีเหล่านั้นพลันตื่นตะลึง ไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรดี แต่ไม่รอให้พวกนางมีปฏิกริยากลับมา ทหารหลายนายก็หัวเราะเสียงเย็นแล้วหมุนตัวเดินจากไป ถึงกับไว้ชีวิตพวกนางจริงๆ
สตรีหลายนางสบตากัน ฉากฆ่าล้างเมื่อครู่นี้ยังทำให้พวกนางหวาดกลัว จากนั้นจึงไม่กล้าใคร่ครวญสิ่งใดให้มากความ ทำเพียงพาลูกวิ่งโซเซไปตลอดทาง
เพิ่งจะวิ่งออกมาจากป่า บนถนนเล็กๆ ฝั่งตรงข้ามก็ปรากฏขบวนคนอีกกลุ่มหนึ่ง บุรุษผู้เป็นหัวหน้ารีบเดินเข้ามา หลานอวิ๋นที่อยู่บนหลังม้ากวาดตามองเพียงครู่เดียวก็พบพวกนาง
เหล่าสตรีถูกทำให้ตกใจจนเข่าอ่อน พบว่าคนเหล่านั้นแขวนกระบี่ไว้บริเวณเอวจึงรีบหันหัวกลับวิ่งไปในป่าอีกครั้ง หลานอวิ๋นรีบควบม้าไล่ตามมา ไม่รอให้เขาเอ่ยปาก สตรีทั้งหลายก็พากันคุกเข่าเบื้องหน้า โขกศีรษะร้องขอชีวิตไม่หยุด “นายท่าน อย่าสังหารพวกเราเลย อย่าสังหารพวกเราเลย!”
หลานอวิ๋นดวงตาเย็นยะเยือก รีบลงจากม้ายื่นมือไปประคองสตรีทั้งหลายที่อยู่เบื้องหน้าให้ยืนขึ้น “พี่สาวโปรดวางใจ พวกเราได้รับพระบัญชาจากฝ่าบาทให้มาช่วยเหลือพวกเจ้า ไม่…”
ทว่าคำพูดยังไม่ทันจบ สตรีพลันมีสีหน้าเปลี่ยนไป ถอยหลังไปไม่หยุด “อา ฝ่าบาท? เหตุใดฝ่าบาทยังไม่ยอมปล่อยพวกเราไป? เหตุใดจะต้องสังหารพวกเราให้ได้? พวกเราเป็นผู้บริสุทธิ์…”
ภาพเบื้องหน้าทำให้หลานอวิ๋นเกิดความสงสัย เหตุใดพวกนางจึงมีปฏิกิริยาเช่นนี้?
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงก้าวไปเบื้องหน้าเพื่ออธิบาย “พวกเจ้าเข้าใจผิดอันใดหรือไม่? พวกเรามาเพื่อช่วยเหลือพวกเจ้า จะสังหารพวกเจ้าได้อย่างไร?”
“โกหก! ทั้งๆ ที่ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ทำลายหมู่บ้านพวกเราแท้ๆ สามีของพวกเราถูกพวกเจ้าสังหารหมดแล้ว หรือพวกเจ้ายังไม่พอใจอีก? เหตุใดพวกเจ้าจึงโหดเหี้ยมเพียงนี้!”
หลานอวิ๋นมองไปยังใบหน้าโกรธแค้น ในใจรู้สึกหนักอึ้งหาใดเปรียบ เขารีบส่งสายตาให้ทหารด้านหลัง
ทหารรีบเดินเข้าไปส่งเงินเล็กน้อยให้สตรีนางนั้น “พี่สาวท่านนี้ พวกเจ้าเอาเงินนี่เดินทางไปที่เมืองอวิ้นเถิด ผู้ประสบภัยทั้งหมดล้วนหลบภัยอยู่ที่นั่น พวกเจ้าสามารถ…”
อย่างไรก็ตาม สตรีกลับปัดเงินเหล่านั้นไปโดยตรง น้ำตาและความเจ็บปวดอัดแน่นอยู่ในดวงตา นางกรีดร้อง “พวกเราไม่ต้องการให้ฆาตกรอย่างพวกเจ้ามาเห็นใจ สวรรค์ไม่ปล่อยพวกเจ้าไปแน่! คนอย่างพวกเจ้าจะต้องถูกแล่เนื้อเถือหนังเป็นหมื่นชิ้น!”
ทุกคนเงียบลง พากันกัดฟันแน่น ความรู้สึกเย็นยะเยือกบนร่างของหลานอวิ๋นรุนแรงมากขึ้น เขารู้ว่าตอนนี้อธิบายไปก็ไม่มีประโยชน์ ทำได้เพียงใช้หลักฐานพิสูจน์!
จากนั้นหลานอวิ๋นพลันพลิกตัวขึ้นม้า สะบัดบังเหียนควบม้าไปยังทิศทางที่สตรีเหล่านั้นจากมา
ตอนนี้หมู่บ้านถูกเปลวเพลิงโหมกระหน่ำไปทั่ว ทหารเหล่านั้นยังตามหาคนตามบ้านต่างๆ เพื่อสังหาร กระทั่งหมาหรือไก่ในบ้านก็ยังไม่เว้น โหดร้ายจนทำให้ผู้คนต้องสั่นกลัว
บนหลังม้า หลานอวิ๋นท่าทางโหดเหี้ยมยิ่งนัก ประกายเพลิงเบื้องหน้าสะท้อนสู่ดวงตา ราวกับเขากลายเป็นเปลวเพลิงแห่งความโกรธเกรี้ยวไปแล้ว ทหารเหล่านั้นสังเกตเห็นคนกลุ่มนี้กำลังใกล้เข้าจึงมาเปลี่ยนทิศทางเข้ามารวมกัน
หลานอวิ๋นชักกระบี่ออกจากเอวพลางตะโกนออกมาคำเดียว “ฆ่า!”
พริบตาเดียวคนทั้งสองพลันเข้าต่อสู้สังหาร กระบี่ในมือหลานอวิ๋นสะบัดออกไปไม่หยุดยั้งกระทั่งง่ามนิ้วเกิดความเจ็บปวด แต่ทหารเหล่านั้นกลับต่อต้านเต็มกำลัง แต่ละคนราวกับเห็นความตายเป็นเพียงของนอกกาย!
หลานอวิ๋นตบม้าด้วยมือเดียว กระโดดลงมาจากหลังม้า พลิกตัวกลางอากาศหมุนตัวข้ามคนผู้หนึ่งแล้วโจมตีไปด้านหลังของอีกฝ่าย กระบี่ในมือเสือกแทงไปยังเกราะแขนของคนผู้นั้นปักเขาติดกับพื้น
คนผู้นั้นส่งเสียงกรีดร้อง คิดจะลุกขึ้นแต่กลับถูกหลานอวิ๋นเหยียบหัวเอาไว้
ไอร้อนจากเปลวเพลิงรอบด้านถาโถมเข้ามาจนแทบจะถึงแขนเสื้อของหลานอวิ๋น เส้นผมปลิวไสว!
“พูดมา! ใครส่งพวกเจ้ามา?”
ทหารกระอักเลือดออกมา แต่กลับกัดฟันกล่าวว่า “พวกโจรชั่ว พวกเราได้รับพระบัญชาให้มาทำลายหมู่บ้านที่ติดโรคระบาด พวกเจ้ากล้าไม่เคารพพวกเราหรือ!”
หลานอวิ๋นหรี่ตา ยิ้มอย่างเย็นชา “พระบัญชาหรือ พระบัญชาจากผู้ใดเล่า?”
“พวกเราย่อมได้รับพระบัญชาจากฝ่าบาท!”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!
หลานอวิ๋นไม่กล่าวอะไรให้มากความ ยกกระบี่ขึ้นตัดหัวคนผู้นั้นอย่างไร้ปรานี จากนั้นจึงถือกระบี่พุ่งเข้าใส่ทหารเหล่านั้นไม่หยุด สังหารโดยไม่ละเว้น
หลานอวิ๋นยืนอยู่ที่เดิม มองไปยังภาพความโหดเหี้ยมบนพื้น ในใจรู้สึกโศกเศร้ายิ่งนัก อีกทั้งยังรู้สึกหนักอึ้งในใจ หากพวกเขามาเร็วอีกก้าวหนึ่ง ผู้บริสุทธิ์เหล่านี้คงไม่ต้องเป็นเช่นนี้!
“รายงานท่านแม่ทัพ พบผู้รอดชีวิตหลายคนอยู่ในมุมนั้นของหมู่บ้านขอรับ” ตอนนี้เองมีทหารเดินเข้ามารายงาน
ในดวงตาของหลานอวิ๋นเกิดประกายแห่งความหวัง รีบเดินตามเข้าไป แต่ผู้รอดชีวิตเหล่านั้นถูกทหารก่อนหน้านี้ทำเอาตกใจจนเสียสตินึกคิดไปแล้ว เมื่อเห็นพวกหลานอวิ๋นเข้ามา แต่ละคนพลันขดตัว ปากก็กรีดร้องตะโกนไม่หยุด ร้องขอชีวิต…
หลานอวิ๋นเข้าใจสถานการณ์เช่นนี้ดี หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นคงไม่สามารถสงบใจได้เช่นกัน เขายกมือขึ้นกันทหารเบื้องหลังออกไปแล้วเก็บกระบี่ในมือ
“ทุกท่านอย่าได้หวาดกลัว! ทหารกลุ่มเมื่อครู่นี้มิใช่คนของฝ่าบาท คนพวกนั้นเป็นคนที่ไท่ซ่างหวงส่งมา ตอนนี้พวกเจ้าปลอดภัยแล้ว พวกเจ้าวางใจเถิด ตอนนี้ฝ่าบาทกำลังพยายามต่อสู้กับไท่ซ่างหวงเต็มกำลัง จะต้องปกป้องความปลอดภัยของทุกคนเต็มที่แน่นอน! ตอนนี้บ้านของพวกเจ้าถูกทำลายแล้ว หากพวกเจ้าไม่มีที่ให้ไปก็ไปที่เมืองอวิ้นเถิด ที่นั่นจะรับพวกเจ้าไว้!”
หลานอวิ๋นส่งองครักษ์สองนายไว้คุ้มครองผู้โชคดีเหล่านี้ไปยังเมืองอวิ้น ส่วนคนอื่นๆ ให้อยู่ที่หมู่บ้านเพื่อตามหาชาวบ้านผู้โชคดีคนอื่นๆ ที่รอดจากภัยพิบัติต่อไป
ตอนนี้เอง ในอากาศมือเสียงร้องไห้อันอ่อนแรงของเด็กน้อยดังแว่วมา หลานอวิ๋นได้ยินจึงรีบเดินไปตามเสียงจนถึงโถใส่ข้าวโพดในบ้านหลังหนึ่ง พบเด็กผู้หนึ่งซ่อนตัวอยู่ในนั้น
เด็กเห็นหน้าของหลานอวิ๋นพลันตกใจจนร้องไห้เสียงดัง “ไม่…อย่่า…อย่า…”
ท่าทางเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเช่นนั้นทำให้หลานอวิ๋นผู้เป็นแม่ทัพกล้าแกร่งสะเทือนอารมณ์ ในใจเกิดเสียงกรีดร้องดังก้อง รีบปลอบเด็กที่อยู่ในความตกใจด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน อุ้มนางขึ้นมากล่าวปลอบด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรแล้ว…คนเลวไปแล้ว…เด็กดี….ไม่เป็นอะไรแล้ว!”
“คนหลอกลวง เจ้าโกหก…” เด็กน้อยยังคงใช้มือตีหลานอวิ๋น คิดจะดิ้นออกจากอ้อมกอดของเขา
หลานอวิ๋นถอนใจ กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่ายามนี้กลับมีคนลอบโจมตีจากด้านหลัง โชคดีที่เขามีประสาทสัมผัสเฉียบแหลม มิเช่นนั้นลูกดอกนี้คงแทงทะลุศีรษะของเขาแล้ว
หลานอวิ๋นหันกลับไปด้วยท่าทางเย็นยะเยือก พบบุรุษอาภรณ์ดำผู้หนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล มือข้างหนึ่งไพล่อยู่ที่หลัง มืออีกข้างหนึ่งถือดาบโค้งจันทร์เสี้ยว
“เจ้าเป็นใคร?” หลานอวิ๋นอุ้มเด็กด้วยมือข้างเดียว ยืนหยัดหนักแน่นราวกับต้นสน
ดาบวงจันทร์ในมือของบุรุษชุดดำถูกตวัดวาดเป็นวง น้ำเสียงเย็นชาจนเสียดแทงกระดูกเจือไปด้วยความเย้ยหยัน “แม่ทัพหลาน ไม่พบกันนาน!”
ดวงตาของหลานอวิ๋นหดเกร็ง เสียงนี้เขาจำได้! ตอนนั้นระหว่างทางที่ไปตามหาฮองเฮาพระองค์ก่อน คนผู้นี้ก็คือหนึ่งในมือสังหารที่ตามล่าสังหารเขา! คนของไท่ซ่างหวงช่างตามติดเป็นวิญญาณจริงๆ!
จากนั้นเขาจึงผลักเด็กหญิงไปในกองฟางด้านข้าง ชักกระบี่ออกมาทะยานตัวเข้าไปมุ่งสังหาร
แต่บุรุษอาภรณ์ดำเบื้องหน้ามีฝีมือไม่ธรรมดา แต่ละกระบวนท่าใช้ออกอย่างเชี่ยวชาญคล่องแคล่ว กระทั่งวรยุทธ์ของหลานอวิ๋นก็ยังทำได้แค่พอฟัดพอเหวี่ยงกับเขา
ขณะเดียวกันมีบุรุษอาภรณ์ดำอีกผู้หนึ่งปรากฏตัวออกมากะทันหัน โจมตีไปยังหัวหน้าทหารที่หลานอวิ๋นพามาด้วย คนทั้งสองต่อสู้โรมรันกัน เสียงดาบเสียงกระบี่ดังไปทั่ว ฟังเสียดแทงหูจนผิดปกติ
หลานอวิ๋นเคลื่อนไหวไม่หยุด กระบี่ในมือกวัดแกว่งไปมาราวกับงู แต่ดาบวงจันทร์ในมือของบุรุษชุดดำก็ราวกับมีชีวิต กระบวนท่าของหลานอวิ๋นถูกดาบวงจันทร์สกัดกั้น เขารีบโจมตีกลับในพริบตา ทั้งสองยากจะแบ่งแยกแพ้ชนะ
หลานอวิ๋นสกัดดาบเบื้องหน้า เขาเริ่มรู้สึกว่าเรี่ยวแรงของตนถูกเผาผลาญไปช้าๆ เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้ถูกฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด แต่ละกระบวนท่ามุ่งสังหารอย่างไร้ปรานี
ตลอดเส้นทาง เขาสังหารศัตรูช่วยผู้คนไม่หยุด ตอนนี้เริ่มตกเป็นรองแล้ว
สมควรตาย! หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าตนคงไม่ใช่คู่มือของคนผู้นี้แน่ จะทำอย่างไรดี?
ตอนนี้เอง บุรุษชุดดำที่ถูกบีบจนต้องถอยหลังเห็นความผิดปกติของหลานอวิ๋นจึงยิ้มโหดเหี้ยม ชูดาบวงจันทร์ในมือขึ้นชี้ไปยังบุรุษที่เริ่มหมดแรงเบื้องหน้า “หากแม่ทัพหลานไม่ต่อต้าน ข้าก็จะเห็นแก่ความซื่อสัตย์กล้าหาญของท่านแม่ทัพ จะเหลือสมบูรณ์ไว้ให้ ท่านแม่ทัพคิดเห็นเช่นไร?”
หลานอวิ๋นสะบัดชายอาภรณ์ มุมปากยกยิ้มดูแคลน “ฝันไปเถิด!”
“เช่นนั้น…ก็อย่ามาตำหนิที่ดาบวงจันทร์ของข้าไร้ไมตรี!” บุรุษชุดดำตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว ดาบในมือบินไปยังหลานอวิ๋นราวกับสายลม