หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 35 ตอนที่ 1026 ทำลายตัวเอง
เล่มที่ 35 ตอนที่ 1026 ทำลายตัวเอง
มีเพียงตงฟางซวี่ที่รู้ตัวดี เขาต้องทำให้ตนเองยุ่งเสียหน่อย เช่นนี้จึงจะควบคุมไม่ให้ตนนึกถึงความคิดอันน่าเศร้าเหล่านั้นและกระโดดหนีออกจากความบ้าคลั่งที่มีต่ออวิ๋นซูได้ชั่วคราว ได้พักหายใจเสียบ้าง
แต่เมื่อทำเช่นนี้ ร่างกายที่ย่ำแย่ของตนกลับรับไม่ไหว ความเจ็บปวดบริเวณหัวใจทำให้เขาร้องครางออกมาเบาๆ ลมหายใจเริ่มไม่มั่นคง แต่เขาไม่ยอมหยุดมือ คิดทำเรื่องที่ตนปรารถนาให้สำเร็จ…
อีกด้านหนึ่ง ตู้หย่วนซิ่วเพิ่งกลับมาถึงตำหนักก็มีนางข้าหลวงผู้หนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา “เหนียงเหนียงเพคะ ฝ่าบาททรงประทับอยู่ในห้องทรงอักษรหลายวันแล้ว กระทั่งยาของหมอหลวงก็ไม่ยอมเสวย หม่อมฉันยังได้ยินมาอีกว่าตอนนี้พระวรกายของฝ่าบาทย่ำแย่ลงเรื่อยๆ เช่นนี้จะดีได้อย่างไรเพคะ เหนียงเหนียง?”
ตู้หย่วนซิ่วขมวดคิ้ว ใบหน้าสง่างามเผยความกังวลออกมา ในใจรู้สึกปวดใจ ปวดใจเพราะเขาและปวดใจเพราะตัวเอง
นางไม่เข้าใจ ในเมื่อฝ่าบาทรักใคร่สตรีนางนั้นเพียงนี้ เหตุใดจึงต้องเหยียบย่ำร่างกายตนเองด้วย หรือเขาคิดจะละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ? หากเป็นเช่นนั้นแล้วแคว้นเฉินจะทำเช่นไร? ลูกของพวกเขาจะทำเช่นไร?
ไม่…นางไม่อนุญาตให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นอันขาด เพื่อทุกคนในแคว้นเฉินนางจะต้องทำให้เขาลุกขึ้นยืนให้ได้
ตู้หย่วนซิ่วเดินไปเดินมาใคร่ครวญเรื่องต่างๆ อยู่ในตำหนัก ไม่นานก็คิดถึงตู้หย่วนฟางน้องสาวของตน หยุดชะงักฝีเท้าโดยพลัน นางคิดว่าตอนนี้คงมีเพียงครอบครัวแห่งจวนตระกูลชางติ้งโหวจึงจะเตือนฝ่าบาทได้
“ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ข้าจะออกจากวัง” ตู้หย่วนซิ่วกล่าวเสียงเรียบ จากนั้นจึงเดินเข้าไปผลัดอาภรณ์ในตำหนัก
ไม่นานรถม้าเรียบง่ายคันหนึ่งก็หยุดอยู่บริเวณประตูจวนชางติ้งโหว สตรีที่แต่งกายด้วยชุดธรรมดาก้าวลงจากรถม้า แม้ว่าลักษณะของนางจะไม่ต่างจากสตรีชาวบ้าน แต่ท่วงท่าเคลื่อนไหวกลับแฝงไปด้วยบรรยากาศสูงศักดิ์ที่มิอาจปกปิด
บริเวณประตู ตู้หย่วนฟางรีบเดินออกมาต้อนรับ กำลังคิดจะคารวะแต่กลับถูกตู้หย่วนซิ่วที่จงใจแต่งกายเรียบง่ายหยุดเอาไว้ก่อน “น้องสาวไม่จำเป็นต้องมากมารยาท! วันนี้ข้ามาเพราะมีเรื่องจะขอร้อง”
ตู้หย่วนฟางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า “เช่นนั้นเชิญท่านพี่ตามมาเถิด”
ทั้งสองเดินไปยังสวนบุปผา คนหนึ่งนำหน้าคนหนึ่งตามหลัง ตอนนี้ผ่านช่วงที่ดอกไม้เบ่งบานไปแล้ว แต่บุปผาในสวนยังคงมีไม่น้อย บรรยากาศที่เต็มไปด้วยดอกตูมก็มีเอกลักษณ์ต่างออกไป
ตู้หย่วนซิ่วเดินอยู่ด้านหน้า เมื่อมิได้สวมใส่อาภรณ์หรูหราสูงศักดิ์ ในยามนี้ก็เป็นเพียงสตรีธรรมดาคนหนึ่ง แต่จะอย่างไรความสง่างามที่ฝังลึกอยู่ในกระดูกก็มิอาจเปลี่ยน บนใบหน้าสง่างามเจือไปด้วยความหนักแน่นจริงจัง ความกังวลในดวงตาลึกล้ำขึ้นในทุกย่างก้าว ทำให้ผู้พบเห็นอดไม่ได้ที่จะถอนใจ
ตู้หย่วนฟางคาดเดาความคิดของพี่สาวตนได้หลายส่วนแล้ว เพียงแต่รายละเอียดจะเป็นเช่นไรนางก็ไม่กล้าถาม หลายปีมานี้ท่านพี่มีชีวิตเช่นไร นางล้วนเห็นอยู่ในสายตา
แตกต่างจากตู้หย่วนซิ่วที่มีรูปร่างซูบผอมและดวงตาเหนื่อยล้า ตู้หย่วนฟางที่มีใบหน้าเหมือนนางอยู่หลายส่วนกลับมีดวงหน้าแดงเปล่งปลั่ง ดวงตาเต็มไปด้วยความสุข
ไม่นานทั้งสองก็เดินมาถึงบริเวณภูเขาจำลองภายในสวนบุปผา ตู้หย่วนซิ่วหยุดฝีเท้าลง ทอดถอนใจออกมา “หย่วนฟาง ข้ารู้ว่าตอนนี้อาการของสามีเจ้าไม่ดีนัก แต่ผู้ที่จะช่วยฝ่าบาทได้มีเพียงพวกเจ้าแล้ว…”
ตู้หย่วนฟางรู้สึกหนักอึ้ง บนใบหน้าเต็มไปด้วยท่าทีตกใจ “ท่านพี่ ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ตู้หย่วนซิ่วหลุบตาลง ในดวงตาคล้ายมีม่านหมอกปกคลุม กล่าวอธิบายเสียงเรียบ “พระวรกายของฝ่าบาทย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ตอนนี้ก็มิยอมพักผ่อนหลายคืนแล้ว…ข้าหวังว่าเจ้าจะช่วยบอกให้สามีเจ้าไปกล่าวเตือนฝ่าบาทเสียหน่อย ให้พระองค์รักษาพระวรกายให้ดี!”
“นี่…เหตุใดจู่ๆ ฝ่าบาทจึงเป็นเช่นนี้ได้?” ตู้หย่วนฟางไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“เจ้าคงไม่รู้ แม้ตอนนี้แคว้นเฉินจะได้เปรียบในสงคราม แต่ยังยากตัดสินแพ้ชนะ อีกทั้งประชาชนยากลำบากเกินรับไหว เพราะเหตุนี้ฝ่าบาทจึงทรงงานทั้งวันคืน จนไม่นานก่อนหน้านี้ฝ่าบาททรงประชวรเพราะเหน็ดเหนื่อยเกินไป ข้าเป็นห่วงพระองค์จริงๆ…” มือที่อยู่ในแขนเสื้อของตู้หย่วนซิ่วกำแน่น ในใจเกิดความเจ็บปวดอันเสียดแทง
ตู้หย่วนฟางมองใบหน้าโศกเศร้าของตู้หย่วนซิ่ว ในใจเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว แต่นางยังคงเอ่ยถามเสียงเบา “ท่านพี่เตือนพระองค์แล้วหรือไม่?”
ถึงอย่างไรท่านพี่และฝ่าบาทก็เป็นสามีภรรยากัน อีกทั้งตอนนี้ยังมีบุตรด้วยกันแล้ว ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะเป็นเช่นไร ตอนนี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองสมควรกลมเกลียวขึ้นบ้างถึงจะถูก
ตู้หย่วนซิ่วมองนางอย่างเรียบเฉย จากนั้นจึงเบนสายตามองไปบนต้นฉางชิงที่อยู่ข้างภูเขาจำลอง หากตนมีความสามารถเช่นนั้น เหตุใดต้องมาสิ้นเปลืองแรงใจทรมานเช่นนี้ด้วย?
ตู้หย่วนฟางทอดถอนใจออกมา ลังเลครู่หนึ่ง จากนั้นจึงตอบรับคำขอของตู้หย่วนซิ่วเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ “ท่านพี่ไม่จำเป็นต้องกังวลเพียงนี้ น้องย่อมช่วยเหลือท่านพี่สุดความสามารถ”
ตู้หย่วนซิ่วเอ่ยรับเบาๆ ปรากฏความซาบซึ้งใจบนใบหน้า จากนั้นทั้งสองจึงคุยกันถึงเรื่องเก่าๆ ไม่นานตู้หย่วนซิ่วก็บอกลาและกลับตำหนักไป
เมื่อส่งตู้หย่วนซิ่วกลับไปแล้วตู้หย่วนฟางก็เดินไปหาเฟิ่งอวี่ ตอนนี้เฟิ่งอวี่กำลังฝึกกระบี่อยู่ที่ลาน แต่กลับรู้สึกไม่ได้ดั่งใจ
เขาทดสอบดูหลายครั้ง แต่กระบี่ในมือคล้ายหนักนับพันจิน จะอย่างไรก็ไม่อาจเคลื่อนไหวได้อย่างสมบูรณ์ตามใจ ทุกครั้งที่ขยับมักจะเกิดความเจ็บปวดขั้นเสียดแทงถึงกระดูกบริเวณบาดแผลที่เคยได้รับบนร่าง
หลังจากฝืนฝึกจนสำเร็จหนึ่งกระบวนท่า เฟิ่งอวี่ก็หอบหายใจออกมา ความเจ็บปวดบริเวณบาดแผลทำให้เขาร่างกายโอนเอน ทว่าสายตายังคงเต็มไปด้วยความแน่วแน่เช่นวันวาน
ไกลออกไป ตู้หย่วนฟางกำลังมองมาที่เขา รู้สึกหัวใจบีบรัดทุกครั้งที่เขาเคลื่อนไหว ขณะนั้นเฟิ่งอวี่ที่เริ่มหายใจเป็นปกติจึงค่อยสังเกตเห็นตู้หย่วนฟางที่ยังยืนอยู่ไกลออกไป ใบหน้าหล่อเหลาเผยรอยยิ้มบางเบาออกมา “ฮูหยิน เกิดอะไรขึ้นหรือ? เหตุใดไม่เดินมาเล่า?”
ตู้หย่วนฟางสูดหายใจลึกจากนั้นจึงเดินไปข้างกายเขา “ฟู่จวิน เหตุใดจึงฝึกกระบี่อีกแล้ว? ท่านหมอกล่าวแล้วมิใช่หรือ? ท่านต้องพักผ่อนสักระยะ”
“ไม่เป็นไร ฝึกฝนให้มาก วันหน้าจะได้หายเร็วๆ” เฟิ่งอวี่มองไปยังสตรีเบื้องหน้า ในใจปกคลุมไปด้วยความรู้สึกอบอุ่น ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยถาม “เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลย เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นหรือ”
ตู้หย่วนฟางประคองเฟิ่งอวี่ไปนั่งลงบนม้านั่งด้านข้างก่อนจะเอ่ยปากขึ้น “ฟู่จวิน เมื่อครู่ท่านพี่ออกจากวังมาหาข้า”
“หือ?” เฟิ่งอวี่เลิกคิ้วขึ้น ในดวงตาลึกล้ำปรากฏความสงสัย
ตู้หย่วนฟางเม้มปาก “ท่านพี่มากะทันหันข้าจึงไม่ทันได้บอกท่าน แต่ตอนนี้กลับไปแล้ว ข้าจึงมาหาท่านได้”
“จู่ๆ ฮองเฮาก็เสด็จมาหาฮูหยินกะทันหัน เกรงว่าคงมีเรื่องด่วนอะไรกระมัง?”
ตู้หย่วนฟางพยักหน้า “ท่านพี่มาเพราะเรื่องของฝ่าบาทเจ้าค่ะ กล่าวว่าหลายวันมานี้ฝ่าบาททรงอ่านฎีกาติดต่อกันนานโดยไม่พักผ่อน นางอยากให้ข้าขอร้องให้ท่านไปกล่าวเตือนฝ่าบาทเสียหน่อย ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องดูแลพระวรกายเป็นสำคัญ”
เฟิ่งอวี่ได้ฟังพลันมีสีหน้าหนักอึ้ง “ข้าเข้าใจแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะเข้าวัง!”
ตู้หย่วนฟางเห็นท่าทางของเฟิ่งอวี่ก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
เช้าวันต่อมาเฟิ่งอวี่จึงแต่งกายเต็มยศเข้าวัง เพิ่งจะถึงประตูห้องทรงอักษร ขันทีที่ยืนรอปรนนิบัติอยู่ด้านนอกก็เดินเข้ามาต้อนรับด้วยท่าทีซาบซึ้ง “ท่านโหวเฟิ่ง ท่านมาแล้ว…”
“ฝ่าบาทยังประทับอยู่ด้านในหรือ?” เฟิ่งอวี่ขมวดคิ้วถาม
ขันทีพยักหน้า สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความกังวล “ท่านโหวเฟิ่ง โปรดโน้มน้าวฝ่าบาทด้วยเถิด หากเป็นเช่นนี้ต่อไป…”
เฟิ่งอวี่ทอดถอนใจครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงสะบัดแขนเสื้อให้ขันทีเข้าไปกราบทูล
ขณะนี้ภายในห้องทรงอักษร ใบหน้าของตงฟางซวี่ไร้สีเลือด ทัศนวิสัยพร่าเลือน ร่างกายอ่อนแอจนถึงขีดสุด ทำให้เขานั่งโอนเอนคล้ายจะหมดสติไปได้ทุกเมื่อ
“ทูลฝ่าบาท ท่านโหวเฟิ่งขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ!” ขันทีเดินก้มหน้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว
คิ้วเข้มของบุรุษหลังโต๊ะทรงอักษรขมวดแน่น พู่กันในมือสั่นระริก เบนสายตาขึ้นมอง อะไรนะ? เหตุใดเฟิ่งอวี่จึงได้…
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงวางพู่กันในมือลง กล่าวอย่างเรียบเฉย “เข้ามา!”
ไม่นานเฟิ่งอวี่ก็ถูกคนประคองเข้ามา ตงฟางซวี่รีบเดินเข้าไปโดยพลัน “เฟิ่งอวี่ สุขภาพเจ้ายังไม่ดี เหตุใดจึงเข้าวังมาเล่า?”
เฟิ่งอวี่มองใบหน้าไร้สีเลือดของตงฟางซวี่ อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “ได้ยินว่าไม่นานก่อนหน้านี้ฝ่าบาทหมดสติไป กระหม่อมจึงมาดูเสียหน่อย”
ตงฟางซวี่ได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะเบาๆ “เจิ้นไม่เป็นไร กลับเป็นเจ้าเสียอีก เคลื่อนไหวไม่สะดวกเช่นนี้ยังอุตส่าห์มาเยี่ยม”
เฟิ่งอวี่นั่งลงบนเก้าอี้ มองไปยังฎีกาที่สะสมอยู่เป็นกอง ในใจรู้สึกหนักอึ้ง “ได้ยินว่าฝ่าบาททรงจัดการเรื่องแว่นแคว้นอยู่ที่นี่โดยไม่บรรทมมาหลายคืน กระหม่อมรู้สึกเป็นห่วงจริงๆ”
ตงฟางซวี่เดินกลับมาที่โต๊ะทรงอักษรอีกครั้ง ในดวงตาเต็มไปด้วยความขมขื่น “เจ้ากังวลเกินไปแล้ว เจิ้นเพียงจัดการเรื่องราวไปตามปกติเท่านั้น มิได้เป็นอะไรมาก!”
“ฝ่าบาทอย่าหลอกกระหม่อมเลย” เฟิ่งอวี่ทอดถอนใจ ใบหน้าหล่อเหลาคล้ายถูกปูด้วยม่านหมอก “หากเป็นงานตามปกติจริงๆ กระหม่อมจะต้องวิ่งมาถึงที่นี่หรือ? ฝ่าบาท พระองค์เป็นรากฐานของแว่นแคว้น จะไม่รักตัวเองเช่นนี้ได้อย่างไร? ทุกคนในแคว้นเฉินต้องพึ่งพาฝ่าบาท ให้ฝ่าบาทช่วยประคับประคอง หากฝ่าบาทเป็นอะไรไป ทรงคิดหรือไม่ว่าทุกคนในแคว้นเฉินจะเป็นเช่นไร?”
“เจิ้นย่อมรู้จักแยกแยะเองได้!” ตงฟางซวี่ขมวดคิ้ว น้ำเสียงเคร่งขรึมขึ้นหลายส่วนคล้ายไม่ยินดีเอ่ยถึงเรื่องนี้
เฟิ่งอวี่ขมวดคิ้ว เข้าใจได้โพยพลันว่าเหตุใดตู้หย่วนซิ่วจึงร้อนใจเพียงนั้น เขาชะงักไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยปากอีกครั้ง “ตอนนี้สุขภาพของฝ่าบาททำให้ผู้อื่นเป็นห่วงจริงๆ ก่อนมากระหม่อมถามหมอหลวงแล้ว ฝ่าบาท พระองค์ควรพักผ่อนเสียหน่อย!”
ตงฟางซวี่ไม่ได้กล่าวอะไรอีก ใบหน้าขาวซีดปรากฏความไม่พอใจ หยิบฎีกาขึ้นมาอ่านอีกครั้ง “เฟิ่งอวี่ เจ้าพักผ่อนอยู่ที่นี่ก่อนเถิด อีกครู่เจิ้นอ่านฎีกาเหล่านี้เสร็จจะไปร่ำสุราที่สวนบุปผาหลวงกับเจ้า”
ตงฟางซวี่ฟังน้ำเสียงของอีกฝ่ายออก ดูแล้วเขาคงไม่อยากพูดอะไรกับตนมากนัก ช่างเถิด ช่างเถิด…มิสู้รอให้อีกฝ่ายทำงานเสร็จก่อน ยามร่ำสุราค่อยโน้มน้าวอีกครั้ง
แต่การรอครั้งนี้กินเวลาไปถึงหนึ่งชั่วยามกว่า ฎีกาเบื้องหน้าของตงฟางซวี่คล้ายจะไม่มีวันหมด เฟิ่งอวี่ที่อยู่ด้านข้างเห็นการเคลื่อนไหวของเขาช้าลงอย่างชัดเจน สีหน้าย่ำแย่ลงเรื่อยๆ
เฟิ่งอวี่เอ่ยขัดเขาหลายครั้ง แต่ตงฟางซวี่กลับหลุบตาไม่สนใจ ท่าทางอ่อนแอซีดเซียวเช่นนั้นช่างดื้อรั้นจนทำให้เขาใจสั่น
ทันใดนั้นสีหน้าของเฟิ่งอวี่พลันเปลี่ยนไป ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้โดยพลัน “ฝ่าบาท ท่าน…”
ศีรษะของตงฟางซวี่ยังคงฝังอยู่ในฎีกา ได้ยินเสียงแล้วแต่กลับไม่เงยหน้า โลหิตสีแดงหยดหนึ่งหยดลงบนฎีกา ดูเสียดแทงนัยน์ตายิ่ง
ตงฟางซวี่ชะงักพู่กันในมือไปครู่หนึ่ง ยื่นมือออกไปเช็ดเลือด จากนั้นจึงมองไปยังเลือดบนนิ้วของตนอย่างว่างเปล่า สีหน้าดูผิดปกติ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองเฟิ่งอวี่ ทัศนวิสัยพลันพร่ามัว ก่อนจะค่อยๆ หมดสติไป
“เด็กๆ! เด็กๆ! ตาหมอหลวง!” สีหน้าของเฟิ่งอวี่แปรเปลี่ยนไปอย่างยิ่งยวด ยามนี้เขาไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีก รีบวิ่งมาข้างกายตงฟางซวี่ ประคองร่างอันอ่อนแรงเอาไว้ “หมอหลวง!”