หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 35 ตอนที่ 1027 จักรพรรดิเฉินประชวร
เล่มที่ 35 ตอนที่ 1027 จักรพรรดิเฉินประชวร
ในเวลาเพียงไม่นาน หมอหลวงหลายคนก็มารวมตัวกันที่ตำหนักประทับ พวกเขาเข้ามาจับชีพจรให้บุรุษบนเตียงทีละคนอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงสั่งสาวใช้ข้างกายให้เตรียมของจำเป็น ทว่าชีพจรที่อ่อนแรงเพียงนั้นทำให้ทุกคนมีสีหน้าย่ำแย่ แต่ละคนขมวดคิ้วแน่น ท่าทางหนักอึ้งยิ่งนัก
คนไม่น้อยทอดถอนใจพลางส่ายหน้า มีท่าทางเปี่ยมความกังวล
“หมอหลวงทุกท่าน ตอนนี้อาการของฝ่าบาทเป็นอย่างไรกันแน่?” เฟิ่งอวี่เห็นดังนั้นพลันรู้สึกกดดันในใจ ย้อนคิดไปถึงภาพที่ตงฟางซวี่เลือดไหลแล้วหมดสติไปกะทันหัน สีหน้าพลันขึงตึงมิอาจคลาย
หมอหลวงทั้งหลายได้ยินจึงได้แต่ถอนใจออกมา “ฝ่าบาทเลือดลมอ่อนแอ เดิมทีสมควรพักผ่อนให้ดี ไม่นึกว่า…”
ดวงตาของเฟิ่งอวี่เย็นวาบ หันไปมองคนบนเตียงอีกครั้ง กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไม่ว่าจะอย่างไรพวกท่านก็ห้ามปล่อยให้ฝ่าบาทเกิดเรื่องเป็นอันขาด”
หมอหลวงล้วนรู้ดีแก่ใจแต่ยังคงตอบกลับไปอย่างไม่สบายใจนัก “เรื่องนี้พวกข้าย่อมต้องพยายามเต็มที่แน่นอน แต่หากฝ่าบาทยังเป็นเช่นนี้ต่อไป แม้จะเป็นหมอเทวดาก็ยากจะช่วยเหลือ อาการประชวรของฝ่าบาทจำเป็นต้องรักษา มิเช่นนั้น…”
คำพูดหลังจากนั้นหมอหลวงไม่กล้าพูดจริงๆ
เฟิ่งอวี่ย่อมเข้าใจความหมายในคำพูดของหมอหลวง แต่เรื่องนี้รับมือได้ยากจริงๆ
อาการของตงฟางซวี่แพร่ไปถึงหูตู้หย่วนซิ่วแล้ว ตู้หย่วนซิ่วที่เดิมทียังหยอกล้ออยู่กับบุตรพลันรู้สึกราวกับถูกคลื่นนับพันซัดสาด ทำให้นางแทบล้มทั้งยืน
นางข้าหลวงที่อยู่ด้านข้างรีบเข้ามาประคอง “เหนียงเหนียง โปรดอย่าร้อนพระทัยเลยเพคะ หมอหลวงไปกันหมดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นท่านโหวเฟิ่งก็อยู่ด้วยเพคะ”
“หมอหลวงกล่าวอย่างไรบ้าง?” ตู้หย่วนซิ่วมองไปที่นางอย่างเหม่อลอย ใบหน้าสง่างามคล้ายตกอยู่ในภวังค์ ในดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“หมอหลวงกล่าวว่าฝ่าบาทต้องรักษาพระองค์ดีๆ มิเช่นนั้น…”
นางข้าหลวงยังพูดไม่ทันจบ ตู้หย่วนซิ่วก็รีบไปยังตำหนักประทับของตงฟางซวี่โดยเร็ว
เมื่อเข้ามาตู้หย่วนซิ่วไม่แม้แต่จะถามไถ่สถานการณ์ เดินตรงไปข้างเตียงด้วยท่าทางร้อนใจ ยามนี้สีหน้าของบุรุษบนเตียงดูซีดเซียวยิ่งกว่าหลายวันก่อน องคาพยพที่เคยหล่อเหลาซูบผอมจนแทบติดกระดูก ใต้ตาปรากฏร่องรอยสีดำ เห็นดังนั้นนางก็รู้สึกปวดใจยิ่ง
ตู้หย่วนซิ่วดวงตาแดงระเรื่อ ริมฝีปากสั่นระริกกล่าวคำใดไม่ออกไปชั่วขณะ เหตุใดเขาต้องทรมานตัวเองเช่นนี้ เหตุใดต้องทรมานนางเช่นนี้?
ขณะนั้นเอง หมอหลวงทั้งหลายที่กำลังหารือเรื่องการรับมือกับอาการประชวรพลันได้สติกลับมา รีบเดินเข้ามาคารวะ “กระหม่อมถวายพระพรเหนียงเหนียงพ่ะย่ะค่ะ!”
ตู้หย่วนฟางไม่ได้พูดอะไร ความหนักอึ้งในใจทำให้นางลมหายใจติดขัด จากนั้นจึงค่อยๆ นั่งลงข้างกายตงฟางซวี่ จิกฝ่ามือตนเองให้เจ็บ บังคับให้ตนรักษาสติสัมปชัญญะไว้ให้ได้
หมอหลวงทั้งหลายเห็นดังนั้นจึงรีบกล่าวรายงานด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เหนียงเหนียง ตอนนี้อาการของฝ่าบาทไม่ดีนัก เลือดลมไม่ระบายทั้งยังเหนื่อยล้าเกินรับไหวทำให้พระวรกายอ่อนแอ เมื่อครู่ฝ่าบาททรงอาเจียนยาที่พวกกระหม่อมต้มให้เสวยออกมาจนหมด ไม่มีประโยชน์อันใดแม้แต่น้อย พวกกระหม่อม…”
หมอหลวงสบตากัน ล้วนมีท่าทีอับจนหนทาง
ตู้หย่วนซิ่วเข้าใจดี แต่ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็ต้องทำร้ายตนเองเช่นนี้หรือ? เขาไม่สนใจประชาชนแห่งแคว้นเฉินแม้แต่น้อยจริงๆ หรือ ไม่สนใจกระทั่ง…
ไม่นานนางก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ รีบหันไปมองเฟิ่งอวี่ที่อยู่ด้านข้าง กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ท่านโหวเฟิ่ง ก่อนหน้านี้มีหมอผู้มีวิชาแพทย์สูงส่งมาที่จวนชางติ้งโหวเพื่อรักษาให้ท่านโหวมิใช่หรือ? เชิญเขาเข้าวังได้หรือไม่…”
ดวงตาของเฟิ่งอวี่สว่างวาบ องคาพยพอันหล่อเหลาปรากฏความลังเล ด้วยอาการของตงฟางซวี่ตอนนี้ เกรงว่านอกจากเขาแล้ว หาทั่วทั้งแคว้นเฉินคงไม่มีผู้อื่นช่วยได้อีก เพียงแต่…
“เหนียงเหนียง อาการของฝ่าบาทคืออาการป่วยทางใจ หมอหลวงในวังก็เพียงพอแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หลังจากใคร่ครวญครู่หนึ่ง เฟิ่งอวี่ยังคงปฏิเสธตู้หย่วนซิ่ว
ได้ยินดังนั้นตู้หย่วนซิ่วพลันรู้สึกจุกเสียดในใจ “ท่านโหวเฟิ่งไม่ทราบหรือว่าอาการประชวรในพระทัยของฝ่าบาทเกิดขึ้นเพราะอะไร หากมีวิธีจริงๆ ข้าคงไม่กล่าวคำเช่นนี้ออกมา”
เฟิ่งอวี่ขมวดคิ้ว เรื่องนี้เขารู้ดีแก่ใจ ขณะนั้นตู้หย่วนซิ่วมองมาที่เขาอย่างร้องขออีกครั้ง “ท่านโหวเฟิ่ง ข้าเชื่อว่าท่านคงไม่อยากเห็นฝ่าบาทเจ็บปวดเช่นนี้แน่ ข้าก็ไม่อยากเช่นกัน ท่านโหวเฟิ่งมีคุณธรรมสูงส่ง โปรดทำเพื่อประชาชนแคว้นเฉินด้วยเถิด!”
เมื่อกล่าวมาเช่นนี้ทำให้เฟิ่งอวี่ไม่มีเหตุผลในการปฏิเสธ ดวงตาลึกล้ำมองไปยังสภาพของตงฟางซวี่ในยามนี้ มิอาจปล่อยให้อีกฝ่ายทำร้ายร่างกายตนเองเช่นนี้อีกต่อไปแล้วจริงๆ เขาเม้มปาก คารวะครั้งหนึ่ง “กระหม่อมจะพยายามเต็มที่ เหนียงเหนียง ที่นี่ต้องฝากเหนียงเหนียงดูแลแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ตู้หย่วนซิ่วได้ยินดังนั้นพลันรู้สึกยินดี รีบสั่งให้คนเตรียมรถม้าส่งเฟิ่งอวี่กลับไป
ไม่นานรถม้าก็มาหยุดอยู่ที่ประตูจวนชางติ้งโหว เฟิ่งอวี่ถูกประคองลงจากรถม้า รีบเดินไปหานายท่านตระกูลสาขาด้วยสีหน้าร้อนใจ
“ท่านโหวเฟิ่ง? มาได้อย่างไรขอรับ เร็ว รีบนั่งลงเถิด อย่ายืนนานเกินไป ประเดี๋ยวจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของบาดแผล” ตอนนี้นายท่านตระกูลสาขากำลังศึกษาตำราแพทย์ รีบดึงเฟิ่งอวี่ที่เดินเข้ามาหาให้นั่งลง
ตอนนี้นายท่านตระกูลสาขาจึงค่อยสังเกตเห็นความกังวลและความไม่สบายใจบนใบหน้าเฟิ่งอวี่ ได้แต่กล่าวถามออกไป “ดูจากสีหน้าท่านโหวเฟิ่งแล้ว หรือจะเกิดอะไรขึ้น?”
เฟิ่งอวี่ทอดถอนใจเบาๆ “เรื่องนี้กล่าวไปก็ยาว แต่ตอนนี้ชีวิตของฝ่าบาทแขวนอยู่บนเส้นด้าย เฟิ่งอวี่อยากขอร้องให้ท่านเข้าวังไปช่วยรักษาฝ่าบาทเสียหน่อยขอรับ”
นายท่านตระกูลสาขาชะงักไป เผยสีหน้าแปลกใจออกมา “ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย? เหตุใดจู่ๆ จึงเกิดเรื่องเช่นนี้หรือขอรับ?”
“ฝ่าบาททรงมีเรื่องกังวลพระทัยจนเจ็บป่วย รวมกับที่เหน็ดเหนื่อยเกินไป ทำให้พระวรกายอ่อนแอกระทั่งหมดสติไป หมอหลวงคิดหาทางมากมายแต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ เฟิ่งอวี่จึงทำได้เพียงมาเชิญท่านไปสักครั้ง” เฟิ่งอวี่อธิบายสถานการณ์คร่าวๆ ในคำพูดแต่ละประโยคเต็มไปด้วยความกังวล
นายท่านตระกูลสาขาได้ยินดังนั้นก็ลังเลไปครู่หนึ่ง เขามาแคว้นเฉินคราวนี้เป็นเพราะคำไหว้วานจากองค์ชายใหญ่ แต่หากเข้าไปพัวพันกับจักรพรรดิเฉิน เกรงว่า…จะไม่เหมาะสมอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งครั้งที่แล้วจักรพรรดิเฉินยังมาตรวจสอบเขา ไม่ง่ายเลยกว่าจะสลัดความสงสัยของอีกฝ่ายทิ้งไปได้ หากตอนนี้เข้าวังอีกครั้ง เกรงว่าจะทำให้เกิดช่องโหว่
เฟิ่งอวี่มองเห็นความลังเลของเขา ดวงตาลึกล้ำหนักอึ้งขึ้นหลายส่วน รีบกล่าวขอร้องต่อไป “ขอเพียงท่านยอมเข้าวังไปรักษาฝ่าบาทและออกเทียบยาให้สักหลายเทียบ เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น เฟิ่งอวี่จะขอให้เหนียงเหนียงอนุญาตให้ท่านออกจากวัง! จะไม่เปิดเผยฐานะท่านเป็นอันขาด”
เมื่อเห็นท่าทางจริงใจเช่นนี้ของบุรุษ นายท่านตระกูลสาขาจึงทำได้เพียงทอดถอนใจ ในฐานะที่เป็นหมอ เขาไม่อาจทนเห็นผู้เดือดร้อนแล้วไม่ช่วยจริงๆ
“ได้ เช่นนั้นข้าจะตามท่านโหวเข้าวังสักครั้ง”
“เฟิ่งอวี่ขอเป็นตัวแทนของประชาชนใต้หล้า ขอบคุณท่านแล้วขอรับ” เฟิ่งอวี่รู้สึกซาบซึ้งใจ รีบกำชับคนด้านนอกให้เตรียมตัวเข้าวัง
ตอนนี้ตู้หย่วนซิ่วกำลังดูแลตงฟางซวี่ นางเปลี่ยนผ้าไปหลายผืน คอยเช็ดเหงื่อบนหน้าผากให้เขาไม่หยุด ในใจอดเป็นกังวลไม่ได้ เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย กลัวว่าบุรุษเบื้องหน้าจะป่วยจนไม่อาจตื่นขึ้นมาได้อีก หากเป็นไปได้นางอยากรับความเจ็บปวดนี้แทนเขาจริงๆ
ตอนนี้เองด้านหลังมีการเคลื่อนไหวบางอย่าง ไม่นานก็มีคนเข้ามา
ตู้หย่วนซิ่วหันไปมอง พบบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งปรากฏตัวเบื้องหน้าโดยมีเฟิ่งอวี่เดินตามมาด้านหลัง “เหนียงเหนียง นี่คือท่านอาเฉาขอรับ!”
ในใจเฟิ่งอวี่รู้ดีว่ามิอาจเปิดเผยฐานะของนายท่านตระกูลสาขาได้เป็นอันขาด ด้วยเหตุนี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าตู้หย่วนซิ่วจึงไม่กล้าสะเพร่าแม้แต่ครึ่งส่วน
นายท่านตระกูลสาขารีบคารวะ แต่ตู้หย่วนซิ่วกลับขวางไว้ก่อน ในดวงตาแดงระเรื่อเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ รีบกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ใต้เท้าเฉา! ลำบากท่านรักษาฝ่าบาทแล้ว ขอเพียงทำให้ฝ่าบาททรงฟื้น ไม่ว่าจะมีเงื่อนไขใด เปิ่นกงจะรับปากท่านทั้งหมด!”
นายท่านตระกูลสาขามองไปยังท่าทีสง่างามอบอุ่นของตู้หย่วนซิ่ว เกิดความรู้สึกสนอกสนใจขึ้นชั่วขณะ จากนั้นจึงพยักหน้าเบาๆ เอ่ยตอบเสียงเรียบ “เหนียงเหนียงโปรดวางพระทัย กระหม่อมจะพยายามเต็มที่แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”
“ใต้เท้าเฉา เชิญเถิด” ตู้หย่วนซิ่วรีบเดินนำบุรุษไปหน้าเตียง
นายท่านตระกูลสาขาคาราวะอย่างมากมารยาท จากนั้นจึงเดินตามไป เมื่อเห็นสภาพของบุรุษบนเตียงพลันรู้สึกหนักใจ จะอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าจะอาการหนักเพียงนี้ มิน่าเล่าเฟิ่งอวี่จึงมาเชิญตนเข้าวัง
จากนั้นจึงเริ่มจับชีพจรให้ตงฟางซวี่ด้วยแววตาเคร่งขรึม ชีพจรที่ปลายนิ้วอ่อนแอแทบจะสัมผัสไม่ได้ ทำให้เขาต้องถอนใจ
อายุยังน้อยเพียงนี้ เหตุใดจึงทรมานตนเองจนตกอยู่ในสภาพนี้ได้?
“ใต้เท้าเฉา? อาการของฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง?” ตู้หย่วนซิ่วที่อยู่ด้านข้างเห็นเขามีสีหน้าหนักใจจึงอดถามไม่ได้
นายท่านตระกูลสาขามิได้ตอบทันที ออกแรงกดที่ปลายนิ้วเล็กน้อย จากนั้นจึงถอนใจออกมาครั้งหนึ่ง “อาการของฝ่าบาทไม่ดีจริงๆ กระหม่อมมีเทียบยาอยู่เทียบหนึ่ง ให้ฝ่าบาทเสวยทุกวันวันละสามครั้ง ลองดูว่าจะเกิดผลหรือไม่”
ตู้หย่วนซิ่วได้ยินดังนั้นพลันรู้สึกซาบซึ้งใจ รับเทียบยามาก่อนจะสั่งให้คนไปหาตัวยา นางเห็นท่านหมอหยิบห่อเข็มออกมาห่อหนึ่ง เริ่มปักเข็มลงไปบนร่างกายของตงฟางซวี่ ท่าทางดูเชี่ยวชาญทำให้นางรู้สึกสงบใจขึ้นมาก
เมื่อบุรุษบนเตียงถูกเข็มเงินกระตุ้น ลมหายใจที่เดิมทีกระชั้นถี่ก็ค่อยๆ สงบลง คิ้วที่ขมวดแน่นผ่อนคลายขึ้นหลายส่วน ดูเหมือนความเจ็บปวดในร่างกายจะเลือนหายไปไม่น้อย ท่าทางราวกับกำลังนอนหลับอย่างสงบ
ตู้หย่วนซิ่วเห็นดังนั้นจึงถอนใจออกมา ทว่าเมื่อมองไปยังเข็มเงินที่ส่องประกายดวงตาพลันสว่างวาบ นี่ทำให้นางคิดถึงท่านหมอประจำพระองค์ขึ้นมาโดยพลัน!
ก่อนหน้านี้ท่านหมอประจำพระองค์ก็เชี่ยวชาญการใช้เข็ม ทั้งยังเชี่ยวชาญถึงขั้นโดดเด่นเหนือผู้คน คนเบื้องหน้าผู้นี้คล้ายจะมีวิชาเหมือนกัน…
ตู้หย่วนซิ่วมองไปยังเฟิ่งอวี่ที่อยู่ข้างกายด้วยสายตาลึกล้ำ ราวกับต้องการหาเบาะแสอะไรบางอย่างจากเขา แต่อีกฝ่ายกลับทำเป็นมิสังเกตเห็นความสงสัยในดวงตาของสตรีนางนี้ ทำเพียงมองไปยังการเคลื่อนไหวของนายท่านตระกูลสาขาอย่างจริงจัง
สายตาของตู้หย่วนซิ่วหยุดอยู่บนร่างของท่านหมอผู้นั้นอีกครั้ง ดวงตายังคงเต็มไปด้วยความสงสัย เพียงแต่เมื่อเห็นบุรุษบนเตียงค่อยๆ สงบลง ในใจก็ไม่อยากสืบสาวเอาความอะไรให้มากมาย
ไม่ว่าคนผู้นี้จะเป็นใคร เพียงเขารักษาฝ่าบาทได้จึงจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ครู่หนึ่งผ่านไป ตู้หย่วนซิ่วและเฟิ่งอวี่จึงถอยออกจากตำหนักประทับอย่างเงียบงัน
บนใบหน้าสง่างามของตู้หย่วนซิ่วเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ “ขอบคุณท่านโหวเฟิ่งที่ลงมือช่วยเหลือ เปิ่นกงซาบซึ้งยิ่งนัก”
เฟิ่งอวี่เงยหน้าขึ้นมองไปยังตำหนักประทับ กล่าวด้วยน้ำเสียงเปี่ยมกังวล “เหนียงเหนียงทรงรับปากกระหม่อมได้หรือไม่ เมื่อฝ่าบาทอาการดีขึ้นแล้วจะไม่ฝืนบังคับให้ท่านอาเฉารั้งอยู่ต่อ?”
ตู้หย่วนซิ่วได้ยินดังนั้น เดิมทีคิดจะถามบางอย่าง แต่ท่าทีของเฟิ่งอวี่กลับแสดงให้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว นางรู้ว่าท่านโหวเฟิ่งมิอาจบอกเรื่องที่นางอยากรู้ได้ จึงทำเพียงแย้มยิ้มบางเบา “เปิ่นกงรับปากท่าน”
“ขอบพระทัยเหนียงเหนียง!”
ยามค่ำคืน ในที่สุดนายท่านตระกูลสาขาก็เก็บเข็มสุดท้ายกลับไป ตอนนี้เอง จู่ๆ ด้านนอกก็มีเสียงอันคุ้นเคยดังแว่วมา