หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 35 ตอนที่ 1028 ข่าวของนาง
เล่มที่ 35 ตอนที่ 1028 ข่าวของนาง
นายท่านตระกูลสาขาเดินไปที่หน้าต่าง นกพิราบสื่อสารสีขาวราวหิมะบินลงเกาะที่มือของเขา บริเวณขาของมันมีกระดาษเล็กๆ ผูกไว้ม้วนหนึ่ง
แต่ว่าตอนนี้เสียงกระพือปีกของพิราบสื่อสารทำให้ตงฟางซวี่ที่อยู่บนเตียงค่อยๆ ได้สติขึ้นมา เขาสังเกตเห็นบุรุษบริเวณหน้าต่างได้โดยพลัน แผ่นหลังอันคุ้นเคยทำให้จำได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคือท่านอาเฉาที่เขาเคยสงสัยในตอนแรก
เหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่นี่ได้? ยิ่งไปกว่านั้น…เขา…ถึงกับใช้พิราบสื่อสารส่งสารเชียวหรือ?
ตงฟางซวี่ดวงตาเปล่งประกาย รีบกลั้นใจซ่อนลมหายใจของตนไว้ สายตาเลื่อนไปมองยังท่าทางของนายท่านตระกูลสาขา พบว่าอีกฝ่ายปล่อยนกพิราบตัวนั้นไปแล้วเก็บจดหมายเข้าไปในแขนเสื้อ
ในตอนที่นายท่านตระกูลสาขาหันกลับมา ตงฟางซวี่ก็รีบหลับตาลง แสร้งทำเป็นยังไม่ได้สติ
นายท่านตระกูลสาขาไม่ได้สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ เดินเข้าไปสำรวจอีกฝ่ายครู่หนึ่งแล้วจึงถอยออกไป
เมื่อรอบๆ ไม่มีเสียงการเคลื่อนไหว ตงฟางซวี่จึงค่อยลุกขึ้นนั่งบนเตียง เอ่ยปากเสียงเบา “เด็กๆ!”
เมื่อกล่าวจบพลันมีบุรุษในอาภรณ์สีดำผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า นั่นคือองครักษ์เงาของตงฟางซวี่ ตอนนี้กำลังคุกเข่าข้างหนึ่งอยู่เบื้องหน้าเขา
“ไป เจิ้นต้องการรู้เนื้อหาในจดหมายของท่านหมอเมื่อครู่นี้” เสียงของตงฟางซวี่ในยามนี้ยังคงอ่อนแรง แต่ความดื้อรั้นในดวงตากลับกระจ่างชัดราวแสงจันทร์นอกหน้าต่าง
“พ่ะย่ะค่ะ!” องครักษ์เงาตอบรับแล้วจึงหายไปในพริบตา
บนระเบียงทางเดิน ขันทีน้อยผู้หนึ่งเดินนำนายท่านตระกูลสาขาไปยังตำหนักพักชั่วคราวที่ตู้หย่วนซิ่วเตรียมไว้ให้ ตอนนี้เอง มีข้าราชบริพารกลุ่มหนึ่งเดินมา ขันทีผู้เป็นหัวหน้าเดินชนเขาโดยไม่ระวัง มิได้ชนแรงนัก แต่กลับทำให้กล่องยาในมือเขาร่วงลงพื้น
ขันทีเห็นดังนั้นจึงรีบคุกเข่าลงพื้น โขกศีรษะร้องชีวิตไม่หยุด “บ่าวสมควรตาย บ่สมควรตาย! บ่าวชนท่านหมอ…”
นายท่านตระกูลสาขาชะงักไป จากนั้นจึงรีบประคองขันทีที่คุกเข่าอยู่บนพื้นขึ้นมา “”ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร แค่ขวดยาไม่กี่ขวด ท่านกงกงลุกขึ้นเถิด!”
“ไม่…ไม่…บ่าวสายตาแย่จริงๆ บ่าวยินดีรับโทษ…” ขันทีผู้นั้นกลัวจนถึงขีดสุด สีหน้าขาวซีด มือทั้งสองจับมือนายท่านตระกูลสาขาแน่น ไม่กล้าลุกขึ้น
ขันทีคนอื่นๆ รีบเก็บของบนพื้นขึ้นมา จากนั้นจึงถือมาเบื้องหน้า ให้นายท่านตระกูลสาขาตรวจสอบ
นายท่านตระกูลสาขาปรายตามอง นอกจากยารักษาอาการช้ำในที่หล่นแตก ของสิ่งอื่นก็ยังอยู่ดีจึงหันไปกล่าวกับขันทีที่นั่งตัวสั่นอยู่บนพื้นอีกครั้ง “ท่านดูเถิด ไม่ได้มีอะไรเสียหาย ลุกขึ้นเถิด!”
คนบนพื้นได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งเห็นของในเมืองเขาชัดเจนจึงค่อยถามอย่างเคร่งเครียด “ไม่มี…อะไรเสียหายจริงหรือขอรับ?”
นายท่านตระกูลสาขาพยักหน้า เดินยิ้มเข้าไปประคองคนบนพื้นให้ลุกขึ้น จากนั้นจึงกำชับอย่างระมัดระวังอีกประโยคหนึ่งแล้วค่อยเดินตามขันทีนำทางต่อไป
จนกระทั่งนายท่านตระกูลสาขาเดินจากไป แววตาของขันทีผู้นั้นกลับเกิดประกายสว่างวาบ มือที่อยู่ในแขนเสื้อขยับเล็กน้อย รีบเดินไปยังตำหนักประทับของตงฟางซวี่
“ฝ่าบาท!” เขาคุกเข่าข้างหนึ่งลงเบื้องหน้าตงฟางซวี่แล้วส่งกระดาษม้วนนั้นไปเบื้องหน้า
ตงฟางซวี่ยื่นมือไปรับ เปิดออกอ่านอย่างตั้งใจ ในดวงตาพลันปรากฏความยินดี หัวใจที่เคยเป็นดั่งบ่อน้ำแห้งขอดพลันถูกน้ำพุเติมเต็มในพริบตา
จริงดังคาด! เป็นเหมือนที่เขาคิดจริงๆ ท่านอาเฉาผู้นั้นไม่ธรรมดาจริงด้วย! คิดไม่ถึงว่าจะปิดซ่อนได้ดีเพียงนี้ อีกนิดเดียว เขาเกือบพลาดเบาะแสของอวิ๋นซูแล้ว!
“ไป ตามหมอท่านนั้นมาพบเจิ้น บอกเขาว่าเจิ้นฟื้นแล้วต้องการพบเขา” ตงฟางซวี่ออกคำสั่งด้วยความยินดีอันยากจะปกปิด ซ่อนกระดาษในมือเข้าไปในแขนเสื้อ
…
อีกด้านหนึ่ง นายท่านตระกูลสาขาเปลี่ยนอาภรณ์ของตนเองเรียบร้อยแล้ว พบว่ามีเสียงเคาะประตูดังแว่วมาจากด้านนอก “ท่านหมอเฉา เร็วเถิด ฝ่าบาททรงฟื้นแล้ว! เชิญท่านหมอเฉาไปพบขอรับ”
แววตาของนายท่านตระกูลสาขาสั่นระริกเล็กน้อย ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ในใจจึงเกิดความรู้สึกไม่ดี “รอสักครู่”
ภายในตำหนักประทับ แม้สีหน้าของตงฟางซวี่ยังไม่ดี แต่เมื่อเทียบกับความซีดเซียวก่อนหน้านี้นับว่าดีขึ้นไม่น้อย เขาเลิกคิ้วขึ้น ปกปิดความยินดีเอาไว้
ตอนนี้เอง นายท่านตระกูลสาขาเดินมาปรากฏตัวเบื้องหน้า เมื่อเห็นบุรุษบนเตียงกำลังมองตนจึงรีบเข้าไปคารวะ “กระหม่อมถวายพระพรฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
บุรุษบนเตียงแย้มยิ้มบางเบา “ท่านอาเฉาไม่จำเป็นต้องมากมารยาท เชิญนั่งเถิด!”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!” นายท่านตระกูลสาขาลุกขึ้นยืน เดินไปนั่งลงบนม้านั่งด้านข้างอย่างระมัดระวัง ดวงตามองสำรวจไปยังตงฟางซวี่ “มิทราบว่าฝ่าบาททรงรู้สึกอย่างไรบ้าง?”
ตงฟางซวี่สูดหายใจลึก บนใบหน้าปรากฏความผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ขอบคุณท่านอาเฉา เจิ้นรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว”
นายท่านตระกูลสาขาได้ยินดังนั้นจึงผ่อนคลายลง ตอนนี้เองขันทีผู้หนึ่งถือยาที่เพิ่งต้มเสร็จเข้ามา “ฝ่าบาท เสวยยาพ่ะย่ะค่ะ”
ตงฟางซวี่ตอบรับเสียงเบา ยื่นมือออกไปรับถ้วยยาจากมือขันทีแล้วยกขึ้นดื่มจนหมด จากนั้นจึงยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดยาที่เปื้อนมุมปาก โบกมือให้คนเบื้องหน้าออกไป
ตอนนี้ในใจเขามีแผนการแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือต้องรีบฟื้นฟูร่างกาย เพราะบุรุษเบื้องหน้าตัดสินใจว่าอีกสามวันจะไปจากแคว้นเฉินเพื่อไปรวมตัวกับพวกอวิ๋นซูแล้ว!
นายท่านตระกูลสาขาที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้นในใจก็รู้สึกยินดีไม่น้อย จากนั้นจึงเดินไปจับชีพจรให้ตงฟางซวี่ แม้ชีพจรจะยังอ่อนแอ แต่สัมผัสได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี
นี่เป็นแนวโน้มที่ดี! คิดว่าอีกไม่นานก็จะหายเป็นปกติ
ตอนนี้เอง ตู้หย่วนซิ่วกำลังรออยู่นอกตำหนักประทับของตงฟางซวี่ นางรู้ว่าฝ่าบาทไม่อยากพบนางจึงคิดรออยู่ที่นี่ ให้นายท่านตระกูลสาขาออกมาก่อนค่อยถามถึงอาการของฝ่าบาท
เวลาประมาณหนึ่งถ้วยชา ในที่สุดนายท่านตระกูลสาขาก็ปรากฏตัวในทัศนวิสัยของนาง สตรีรีบเดินเข้าไป เอ่ยถามด้วยความเคร่งเครียด “ท่านหมอเฉา อาการของฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง?”
นายท่านตระกูลสาขาเลิกคิ้วมองไปยังสตรีที่อยู่ในอาการร้อนใจเบื้องหน้า ในใจรู้สึกชื่นชมระคนจนใจ “อาการฝ่าบาทนับว่ามั่นคงแล้ว รักษาพระวรกายอีกระยะหนึ่งก็จะหายดี ช่วงนี้เหนียงเหนียงควรใส่พระทัยเรื่องอาหารการกินของฝ่าบาทเสียหน่อย อย่าปล่อยให้พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยอีก”
ได้ยินดังนั้น ในที่สุดตู้หย่วนซิ่วก็วางใจ “ขอบคุณท่านหมอเฉามาก หากมิใช่เพราะท่าน เปิ่นกงก็ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรดี”
นายท่านตระกูลสาขาแย้มยิ้ม “เหนียงเหนียงไม่จำเป็นต้องมากมารยาท แต่ว่า เหนียงเหนียงไม่เข้าไปหรือ?”
บนใบหน้าของตู้หย่วนซิ่วปรากฏรอยยิ้มขมขื่น พริบตาความรู้สึกเจ็บปวดพลันแพร่ขยายจนรู้สึกหนักอึ้ง
นายท่านตระกูลสาขาเห็นดังนั้นจึงเข้าใจขึ้นมาทันที ดูท่าทางเหนียงเหนียงท่านนี้คงมิได้เป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิเฉิน น่าเสียดาย น่าเสียดายจริงๆ! เขาดูออกว่านางเป็นห่วงจักรพรรดิเฉินจากใจจริง แต่อาการประชวรของจักรพรรดิเฉินเป็นอาการป่วยทางใจ อาการป่วยทางใจต้องใช้ยาใจรักษา…
เขารักษาพระวรกายของจักรพรรดิเฉินได้ แต่ยากจะหลีกเลี่ยงมิให้จักรพรรดิเฉินจมเข้าสู่ปลักโคลนเช่นนี้อีก อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะสอดมือได้ เขาจะไปจากแคว้นเฉินแล้ว เนื่องจากตระกูลอู่แห่งแคว้นเหลียนลงมือแล้ว ตระกูลอวิ๋นของพวกเขาต้องต่อสู้กับตระกูลอู่ให้ถึงที่สุด!
ภายในตำหนักประทับ บรรยากาศเงียบสงัดจนผิดปกติ กลิ่นไม้หอมฟุ้งกระจายไปในอากาศ ควันฟุ้งกระจายคล้ายผ้าม่านชั้นเลิศ ทำให้ผู้คนรู้สึกพร่ามัวและล่องลอย
บนเตียง ตงฟางซวี่กำลังโคจรพลังภายในเพื่อปรับลมปราณให้ตนเอง เขารู้ว่าไม่อาจเผาผลาญพลังกายของตนเช่นนี้อีก แต่ตอนนี้เขาไม่สนใจมากมายเพียงนั้นแล้ว
ไม่นาน บุรุษชุดดำผู้หนึ่งก็มาปรากฏตัวเบื้องหน้า “ฝ่าบาท!”
“เตรียมตัวให้ดี อีกสามวันข้าจะออกจากแคว้นเฉิน!” ตงฟางซวี่หลับตากล่าวกำชับ รวบรวมพลังภายในไปที่จุดตันเถียนแล้วส่งไปทั่วทั้งร่างต่อเนื่อง
องครักษ์เงาดวงตาเปล่งประกาย รู้สึกกังวลอย่างเห็นได้ชัด ทว่าเขารู้ดี ตนไม่อาจไม่เชื่อฟังคำพูดของตงฟางซวี่
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ตงฟางซวี่ในตอนนี้รู้ตัวว่าตนเองรอไม่ไหวแล้ว เขาต้องการไปจากที่นี่ ต้องการไปตามอวิ๋นซูกลับมาด้วยตัวเอง! ตอนนี้นางอยู่ที่แคว้นเหลียน ดังนั้นขอเพียงตามหมอเฉาไป เขาเชื่อว่าจะต้องพบนางแน่นอน!
ครั้งนี้ ไม่ว่าจะมีคนมากน้อยเพียงใดขัดขวาง เขาจะไม่เปลี่ยนใจเป็นอันขาด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามีก็เพื่อจะพานางกลับมาให้ได้!
สามวันต่อมา ร่างกายของตงฟางซวี่ฟื้นฟูขึ้นไม่น้อย นายท่านตระกูลสาขากล่าวลาแล้วจึงออกไปจากวังหลวง กลับไปบอกลาเฟิ่งอวี่ที่จวนชางติ้งโหว
“ท่านหมอเฉา ฝากแสดงความห่วงใยกับน้องสามแทนข้าด้วย” เฟิ่งอวี่มองเขาอย่างซาบซึ้งใจ คำพูดมากมายอัดแน่นอยู่ในนั้น
นายท่านตระกูลสาขาแย้มยิ้มบาง กล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความหมายลึกล้ำ “ท่านโหวโปรดวางใจ เชื่อว่าอีกไม่นาน พี่น้องจะต้องได้พบหน้ากันแน่นอน”
“ขอรับ! ข้าเองก็เชื่อว่าจะต้องมีวันนั้น” ในใจของเฟิ่งอวี่เต็มไปด้วยความเฝ้ารอ
ตอนนี้เอง รถม้าที่จวนชางติ้งโหวเตรียมให้นายท่านตระกูลสาขามาถึงประตูแล้ว นายท่านตระกูลสาขาพยักหน้าเป็นการบอกลาแล้วจึงหมุนตัวขึ้นรถม้าไป เฟิ่งอวี่มองส่งรถม้าที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกห่าง ทว่าจู่ๆ ดวงตาพลันเปล่งประกาย มองไปยังซอยเล็กๆ แห่งหนึ่งด้วยความหวาดระแวง
เขาคิดไปเองหรือ? เหตุใดจึงรู้สึกว่ามีคนกำลังจับตามองพวกเขาอยู่?
ขณะเดียวกันตงฟางซวี่ที่อยู่ในวังได้รับข่าวแล้ว บุรุษที่เตรียมตัวเรียบร้อยวางฉลองพระองค์ลงบนเตียงโดยไม่ลังเล ในดวงตาเต็มไปด้วยประกายเย็นยะเยือก
เขาผลัดอาภรณ์เป็นชุดธรรมดา ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความยินดี ทอดตามองไปรอบด้าน มือที่อยู่ในแขนเสื้อกำแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบจะกระเด็นออกมา รู้สึกตื่นเต้นและพร้อมที่จะทำลายอุปสรรคทุกอย่าง
ตอนนี้เตรียมทุกสิ่งเรียบร้อยแล้ว รอเพียงเวลาที่จะไปจากที่นี่ ซูเอ๋อร์จะต้องรอเขาอยู่แน่นอน…
“ฝ่าบาท เตรียมทุกอย่างเหมาะสมแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” องครักษ์เงาที่อยู่ด้านหลังทูลรายงานด้วยความเคารพ
ตงฟางซวี่สูดหายใจลึก ในดวงตาลึกล้ำมีเปลวไฟเต้นระริก “ออกเดินทางได้!”
ยามกลางวัน ท้องฟ้าที่เดิมทีกระจ่างใสพลันมืดครึ้มลง เมฆสีดำบดบังไปทั่วท้องฟ้าในชั่วพริบตา ท้องฟ้าเริ่มมืดมน ไม่ทันไรก็มีฝนตกห่าใหญ่
ข้าราชบริพารที่ต้มยาเรียบร้อยแล้วยังคงทำเช่นเดิม ยกถ้วยยามานอกตำหนักประทับของตงฟางซวี่อย่างระมัดระวัง “ฝ่าบาท ได้เวลาเสวยยาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
แต่สิ่งที่แปลกก็คือเขาเรียกติดต่อกันหลายครั้งแต่กลับไม่มีเสียงผู้ใดตอบรับ เมื่อผลักประตูเดินเข้าไป พบว่าในตำหนักอันกว้างใหญ่ถึงกับมีเพียงความว่างเปล่า บนเตียงมังกรอันหรูหรามีฉลองพระองค์สูงศักดิ์วางอยู่อย่างเรียบร้อย
นี่…ฝ่าบาทเล่า?
ข้าราชบริพารผู้มีหน้าที่ส่งยามือสั่น ได้ยินเสียงเคร้งดังขึ้น ถ้วยยาตกจนแตกกระจาย ยาสีน้ำตาลหกทั่วพื้น ขณะเดียวกัน จู่ๆ นอกตำหนักก็มีเสียงฟ้าผ่าดังสนั่น สายฟ้าเปล่งประกายพร้อมกับฝนที่กระหน่ำลงมา…