หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 35 ตอนที่ 1030 เชิญออกจากเขา
เล่มที่ 35 ตอนที่ 1030 เชิญออกจากเขา
ยามเช้า แสงอาทิตย์แรกสาดส่งลงมาบนแผ่นดินอันสงบเงียบหลังฝนตก
บนแม่น้ำที่ส่องประกาย เรือเล็กหลายลำกำลังรอยแล่นไปไกล ในสายลมมีกลิ่นของความสดชื่นชวนให้สบายอารมณ์ ริมฝั่งน้ำ เงาร่างร่างหนึ่งนั่งเอ้อระเหยอยู่บนก้อนหินใหญ่ ในดวงตามีเพียงความสงบนิ่ง
เบ็ดตกปลาขยับเล็กน้อย บุรุษหล่อเหลายกยิ้มที่มุมปาก กระตุกเบ็ดขึ้นมาเบาๆ ปลาที่กำลังดิ้นเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาพลันปรากฏในมือ
จี้จิ่นมองไปยังแม่น้ำเบื้องหน้า บนใบหน้าปรากฏความผ่อนคลายและความเบิกบานใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
บางทีผู้อื่นอาจเสียดายแทนอัครมหาเสนาบดีจี้ที่ถูกยึดอำนาจ แต่กลับคิดไม่ถึงว่าหลังจากปลดวางภารกิจทั้งหมดบนร่างของตนออกไป บุรุษผู้นี้จะได้รับสิ่งอื่นมาแทน
ระยะนี้จี้จิ่นอาศัยอยู่ในบ้านหลังหนึ่งบริเวณไหล่เขา ออกห่างจากการแก่งแย่งชิงดีในโลกหล้า บางทีที่นี่อาจเป็นสถานที่แห่งเดียวที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างแคว้นเฉินและแคว้นอี้
บุรุษรูปงามถือตะกร้าไผ่สาน ด้านในบรรจุปลาสดใหม่ที่ได้มาเช้านี้
จี้จิ่นไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่ตนใช้ชีวิตดั่งชายชราสามัญด้วย ทั้งยังทำเรื่องที่ต้องใช้ความอดทนเช่นนี้ท่ามกลางป่าเขา ทว่าจิตใจกลับรู้สึกถึงความสงบอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ทุกเรื่องในราชสำนักแคว้นเฉินกลายเป็นเรื่องไกลตัวเขาไปแล้ว เขาในตอนนี้ไม่ต้องใคร่ครวญถึงเรื่องต่างๆ ที่อาจนำมาซึ่งผลร้ายอีก ไม่จำเป็นต้องแบกภาระในฐานะอัครมหาเสนาบดีอีก ค่อยๆ หาตัวตนของตนเองกลับมา เขาคิดว่าตนต้องการใช้ชีวิตเช่นนี้ไปตลอดกาล
เป็นเช่นนี้เหตุใดจะไม่ดีเล่า? เขาผ่านวัยที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานมานานแล้ว เข้าใจหลักการต่างๆ ขึ้นมาก
สิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้แปรเปลี่ยนอยู่ตลอด ผู้ใดก็ไม่ทราบว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ขอเพียงทำตัวเองให้ดี ถามใจตนแล้วไร้ซึ่งความละอาย เช่นนั้นชีวิตนี้ก็ไม่ต้องการการแก่งแย่งชิงดีมากมายเพียงนั้น
เดินไปตามเส้นทางเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยต้นหญ้าเขียวขจีซึ่งทอดยาวอยู่เบื้องหน้า มองไปยังต้นไม้เขียวหลังฝน สบายอารมณ์จนบอกไม่ถูก
เบื้องหน้าคือบ้านธรรมดาหลังหนึ่ง ทันใดนั้นแววตาของจี้จิ่นพลันเปลี่ยนไป มองไปยังรอยล้อรถม้าที่ปรากฏอยู่บนพื้นโคลน อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย
ไม่ผิดไปจากที่คาด เมื่อเงยหน้าขึ้นมองไป พบว่ารถม้าคันหนึ่งหยุดอยู่บริเวณประตูบ้านของเขา คนขับรถม้ากำลังมองไปรอบๆ
“ท่านโหว! นั่นท่านอัครมหาเสนาบดีขอรับ!”
ไม่นานคนขับรถม้าก็สังเกตเห็นบุรุษที่ยืนนิ่งอยู่บนถนนเล็กๆ จากนั้นมือใหญ่คู่หนึ่งพลันเลิกผ้าม่านขึ้น ยื่นศีรษะออกมา จี้จิ่นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เป็นเขาเองหรือ?
เฟิ่งอวี่ค่อยๆ ลงจากรถม้าภายใต้การประคองของคนขับรถ มองไปยังบุรุษที่กำลังเดินมาเบื้องหน้า อดไม่ได้ที่จะถอนใจเบาๆ
“ท่านอัครมหาเสนาบดี ไม่พบกันนาน”
บุรุษรูปงามเบื้องหน้าเพียงแย้มยิ้มบางๆ “เหตุใดท่านโหวจึงเรียกผู้น้อยแซ่จี้ว่าอัครมหาเสนาบดีเล่า? ตอนนี้ผู้น้อยแซ่จี้เป็นเพียงคนสามัญเท่านั้น”
เสียงของเขาผ่อนคลายหาใดเปรียบ แตกต่างจากอัครมหาเสนาบดีผู้เย็นชาและเปี่ยมไปด้วยความระมัดระวังก่อนหน้านี้ราวกับเป็นคนละคน
เฟิ่งอวี่มองสำรวจอาภรณ์ธรรมดาบนร่างของจี้จิ่น หลังจากสลัดท่าทีลึกล้ำไม่เปิดเผยตัวตนดังตอนที่อยู่ในราชสำนักมาหลายปีออกไป ยามนี้กลับปรากฏบรรยากาศคล้ายบัณฑิตไร้ความกังวล
ทั้งๆ ที่แคว้นเฉินจมเข้าสู่ความเดือดร้อนมากมาย ไม่นึกว่าใต้เท้าจี้กลับดูแลตนเองให้มีท่าทางสบายอารมณ์ได้ถึงเพียงนี้ เขามองออกว่าบุรุษผู้นี้มีชีวิตสุขสบายยิ่งนัก
“ผู้มาเยือนนับเป็นแขก ท่านโหว เชิญด้านในเถิด”
ในห้องโถงอันเรียบง่าย ข้ารับใช้และสาวใช้ในบ้านมีเพียงไม่กี่คน บรรยากาศสงบเงียบไม่น้อย
บรรยากาศแตกต่างจากเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความคึกคักสง่างามยิ่ง หากอยู่ที่นี่หลายวัน เกรงว่าคงลืมการแก่งแย่งชิงดีในโลกหล้าไปจนสิ้น ทั้งยังลืมความเดือดร้อนของชาวประชาเหล่านั้นไปด้วย
“ใต้เท้าจี้…”
“ท่านโหว ตอนนี้พวกเราคุยเรื่องทิวทัศน์ธรรมชาติ ไม่คุยเรื่องแว่นแคว้นดีหรือไม่?” เขารินน้ำชาให้เฟิ่งอวี่ แต่สายตากลับหยุดอยู่บนใบหน้าที่ดูซูบผอมไปอย่างชัดเจนของบุรุษเบื้องหน้า “ได้ยินว่าท่านโหวได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุใดจึงไม่พักผ่อนอยู่ในจวนอีกสักหลายวันเล่า?”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา ในดวงตาของเฟิ่งอวี่พลันมีประกายส่องสว่าง
“คิดไม่ถึงว่าจะใต้เท้าจี้ออกจากเมืองหลวงไปนานเพียงนี้ แต่กลับทราบเรื่องในเมืองหลวงราวกับรู้ฝ่ามือตัวเอง”ในน้ำเสียงเจือไปด้วยความขบขัน ความหมายของเฟิ่งอวี่ชัดเจนยิ่ง หากจี้จิ่นไม่สนใจเรื่องแว่นแคว้น เหตุใดจึงรู้ว่าเขาได้รับบาดเจ็บกลับมาจากสนามรบเล่า
จี้จิ่นยิ้มอย่างเปิดเผยใจกว้าง “ชีวิตตอนนี้ของผู้น้อยแซ่จี้มีอิสระเสรีและสุขสบายเกินไปจึงมักเดินทางกลับเมืองหลวงบ่อยๆ ย่อมได้ยินข่าวลือมาบ้าง เมื่อเห็นสภาพเหนื่อยล้าของท่านโหวจึงทำใจกล้าคาดเดาออกไปเท่านั้นเอง”
“ใต้เท้าจี้ ตอนนี้ผู้น้อยแซ่เฟิ่งมีเรื่องจะขอร้อง”
“หากต้องการให้ผู้น้อยแซ่จี้ไปโน้มน้าวฝ่าบาท เช่นนั้นเชิญท่านโหวกลับไปเถิด ตอนนี้ผู้น้อยแซ่จี้เป็นเพียงชาวบ้านในป่าเขาธรรมดาเท่านั้น ฝ่าบาทจะฟังคำกล่าวเตือนของผู้น้อยแซ่จี้ได้อย่างไร?”
จู่ๆ เฟิ่งอวี่ก็มีท่าทีเคร่งเครียด ในอากาศคล้ายจะถูกพันธนาการด้วยบรรยากาศหนักอึ้ง
จี้จิ่นคล้ายจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง หยุดการเคลื่อนไหวในมือลงโดยพลัน
“ท่านอัครเสนาบดี ตอนนี้คนที่จะช่วยแคว้นเฉินได้มีเพียงท่านเท่านั้น!”
ช่วย? จี้จิ่นอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว เขาคาดเดาได้นานแล้วว่าจุดประสงค์ที่เฟิ่งอวี่มาเยือนในวันนี้คงไม่ธรรมดา แต่จี้จิ่นเข้าใจยิ่งกว่าผู้ใด ตอนนี้เขาทำสิ่งใดไม่ได้แล้ว เพราะฝ่าบาทคงไม่ยอมพบเขาอีก
คิดไม่ถึงว่าเฟิ่งอวี่กลับสูดหายใจลึก “ตอนนี้ฝ่าบาทไม่อยู่ที่เมืองหลวงแล้ว…ผู้น้อยแซ่เฟิ่งก็ไม่ทราบว่าพระองค์เสด็จไปที่ใด แต่เชื่อว่าคงไปตามหาเบาะแสของท่านหมอด้วยพระองค์เอง”
อะไรนะ?! ในดวงตาของจี้จิ่นเกิดประกายผิดปกติ คล้ายไม่เชื่อว่าตงฟางซวี่จะกระทำเช่นนี้
“ฝ่าบาท…ไม่อยู่ในเมืองหลวงหรือ?”
เฟิ่งอวี่พยักหน้าแรงๆ ครั้งหนึ่ง “ดูเหมือนฝ่าบาทคิดจะละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว พระองค์พาองครักษ์เงาออกไปจากเมืองหลวงแล้ว ช่วงสองวันนี้เหนียงเหนียงประกาศกับภายนอกว่าฝ่าบาททรงประชวรหนัก งดว่าราชการเช้าชั่วคราว แต่นี่ไม่ใช่แผนระยะยาว”
ถึงกับเกิดเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ขึ้นเชียวหรือ ในดวงตาของจี้จิ่นยังอดไม่ได้ที่จะเกิดประกายกังวล
“ผู้น้อยแซ่เฟิ่งทราบว่าใต้เท้าจี้ทนเห็นแคว้นเฉินเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งการล่มสลายมิได้ พฤติกรรมในอดีตของฝ่าบาทไม่เหมาะสมจริงๆ แต่ครั้งนี้แคว้นเฉินกำลังเผชิญหน้ากับอันตรายอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน ไม่ว่าฝ่าบาทจะกลับมาหรือไม่ แต่หากไม่รีบจัดการให้ดี เกรงว่าอีกไม่นานแคว้นเฉินคงวุ่นวาย!”
เมื่อเห็นสีหน้าลังเลของจี้จิ่น แววตาของเฟิ่งอวี่พลันเกิดความกังวล ไม่นานบุรุษเบื้องหน้าก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
“ขออภัย ผู้น้อยแซ่จี้ตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ จะไม่ถามไถ่เรื่องในราชสำนักอีก ในราชสำนักมีสหายที่ควรค่าให้เชื่อใจมากมาย ท่านโหวเฟิ่งไปหาพวกเขาเถิด เชื่อว่าทุกคนต้องมีประโยชน์และมีใจที่จะปกป้องแว่นแคว้นมากกว่าผู้น้อยแซ่จี้เป็นแน่”
อะไรนะ?
เฟิ่งอวี่คิดไม่ถึงว่าอัครมหาเสนาบดีที่ตอนแรกมีความกระตือรือร้นกับเรื่องในราชสำนัก มาตอนนี้กลับกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมา “ใต้เท้า หรือท่านคิดจะละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเช่นเดียวกับฝ่าบาทจริงๆ?”
ละทิ้ง? มุมปากของจี้จิ่นยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ บางทีแคว้นเฉินในตอนนี้คงไม่เหมือนตอนแรกนานแล้ว ตอนนี้เมื่อคิดดู เขากลับไม่มีความรู้สึกทะเยอทะยานและกระตือรือร้นเช่นตอนแรกแม้เพียงครึ่งส่วน
ไม่ทราบว่าเริ่มตั้งแต่ยามใดที่เขาเบื่อหน่ายชีวิตที่ต้องยุ่งวุ่นวายและต้องคิดคำนวณแผนการต่างๆ อยู่ตลอดเวลา
มีเพียงช่วงเวลาอันปลอดโปร่งไร้กังวลในป่าเขาแห่งนี้เท่านั้นจึงจะทำให้จิตใจอันเหนื่อยล้าของเขาได้รับความอบอุ่นและผ่อนคลาย
“ท่านโหวเฟิ่งเชิญกลับไปเถิด ผู้น้อยแซ่จี้ตัดสินใจแล้ว”
คิดไม่ถึงว่าจู่ๆ เฟิ่งอวี่กลับเดินเข้ามากะทันหัน จับมือเขาแน่น
“ยิ่งมีความสามารถมากเพียงใด ความรับผิดชอบก็มากขึ้นเท่านั้น! เหตุใด เหตุใดกระทั่งท่านอัครมหาเสนาบดีก็ยังเป็นเช่นนี้? หรือว่าหรือว่าพวกท่านต้องการเห็นแคว้นเฉินเดินไปสู่ความล่มสลายจริงๆ? ไม่มีแคว้นก็ไม่มีบ้าน หรือพวกท่านต้องการละทิ้งกระทั่งบ้านของตนจริงๆ?!”
นี่เป็นครั้งแรกที่จี้จิ่นเห็นท่าทางเช่นนี้ของเฟิ่งอวี่
เขาเองก็รู้สึกลังเล ทว่าจี้จิ่นเข้าใจดี บางทีจุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตนก็คือความไม่เด็ดขาดกระมัง ก่อนหน้านี้ตอนอยู่เบื้องพระพักตร์ฝ่าบาท ชั่วขณะที่เขามอบอำนาจทั้งหมดออกไป หัวใจของเขาก็ตายไปแล้ว ไม่มีสาเหตุมากมาย ก็เหมือนที่เฟิ่งอวี่พูด เขาคิดจะละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง บางทีอาจเป็นการปลดเปลื้องตนเอง หรือบางทีอาจกำลังทรมานตนเองเท่านั้น
เฟิ่งอวี่กัดฟันแน่น เมื่อเห็นสายตามืดมนของบุรุษเบื้องหน้าพลันสูดหายใจลึก “หากใต้เท้าจี้ไม่รับปาก เช่นนั้นผู้น้อยแซ่เฟิ่งจะรบกวนอยู่ในจวนนี้ไปตลอดกาล! ผู้น้อยแซ่เฟิ่งอยากจะเห็นด้วยตาตนเองเสียหน่อยว่าใต้เท้าจี้จะอยู่ที่นี่อย่างสงบใจได้หรือไม่ จะใช้ชีวิตอย่างสบายอารมณ์ได้หรือไม่!”
เขาไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจจริงๆ ตอนแรกร่ำเรียนมาอย่างยากลำบาก แต่ละย่างก้าวล้วนแลกมาด้วยเกียรติยศ จี้จิ่นเป็นอัครมหาเสนาบดีที่มีความสามารถที่สุดและอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของแคว้นเฉิน เหตุใดตอนนี้จึงเปลี่ยนไปมีสภาพเช่นนี้ได้?
ใช่แล้ว ฝ่าบาททรงดื้อรั้นนั่นเป็นสิ่งผิด แต่ตอนนี้แคว้นเฉินกำลังตกอยู่ในอันตรายมากมาย แว่นแคว้นยากลำบาก ทุกคนย่อมต้องรับผิดชอบ เขาไม่เชื่อว่าใต้เท้าจี้จะไม่เข้าใจจุดนี้!
ตอนนี้เอง รถม้าคันหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนมาจอดลงนอกบ้าน
สตรีที่สวมผ้าคลุมปิดบังตัวตนลงจากรถม้าอย่างกระวนกระวาย ข้ารับใช้บริเวณประตูเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปในห้อง
“คุณชาย มีแขกมาขอรับ”
จี้จิ่นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองไปทางเฟิ่งอวี่ด้วยความสงสัย บ้านหลังนี้เขาไม่ได้บอกผู้อื่นอีก หรือว่าท่านโหวเฟิ่งยังพาใต้เท้าท่านอื่นมาด้วย? หากเป็นเช่นนี้จริงๆ เช่นนั้นเขาคงต้องพิจารณาเปลี่ยนสถานที่เสียแล้ว!
คิดไม่ถึงว่าเฟิ่งอวี่กลับมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปครั้งใหญ่ ก่อนมาเขาบอกตำแหน่งที่ตั้งของบ้านหลังนี้กับคนเพียงคนเดียว ไม่นานก็มีร่างคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาในห้องโถงภายใต้การประคองขององครักษ์
ไม่ผิดจากที่คาด บริเวณประตู ตู้หย่วนซิ่วยืนอยู่ด้วยสีหน้าร้อนใจ
“เหนียงเหนียง!”
“ท่านโหวเฟิ่ง ใต้เท้าจี้อยู่ที่นี่ เขารับปากกลับไปแล้วหรือไม่?”
“เหตุใดเหนียงเหนียงจึงเสด็จออกจากวังเช่นนี้? ตอนนี้ในวังไม่มีผู้ใดควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว เช่นนั้นจะดีไปได้อย่างไร?” ความจริงสิ่งที่เฟิ่งอวี่กังวลที่สุดก็คือความปลอดภัยของตู้หย่วนซิ่ว หากเกิดเรื่องเหนือคาดอันใดบนเส้นทางป่าเขาที่เต็มไปด้วยดินโคลนนี้แล้วองค์ชายน้อยจะทำเช่นไร?
สีหน้าของตู้หย่วนซิ่วเจือไปด้วยความซีดขาวและเหนื่อยล้า นางแย้มยิ้มอย่างจนใจ “เปิ่นกงวางใจไม่ลงจริงๆ หลังจากลังเลอยู่นานจึงตัดสินใจมาด้วยตนเองเพื่อเชิญใต้เท้าจี้กลับไปยังราชสำนัก”
สีหน้าของเฟิ่งอวี่ลังเลอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามเมื่อเห็นแววตาแน่วแน่ของตู้หย่วนซิ่วจึงเปิดทางให้เดินเข้าไป
ยามนี้บุรุษที่ยืนอยู่นอกห้องโถงเห็นเฟิ่งอวี่เดินนำสตรีสวมชุดคลุมเข้ามา จี้จิ่นชะงักไปเล็กน้อย รีบเดินเข้าไปโดยพลัน
“ผู้น้อยแซ่จี้…ถวายพระพรเหนียงเหนียง”