หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 35 ตอนที่ 1031 เปลี่ยนใจ
เล่มที่ 35 ตอนที่ 1031 เปลี่ยนใจ
“ไม่! ใต้เท้าจี้รีบลุกขึ้นเถิด!” ตู้หย่วนซิ่วรีบเข้าไปประคองบุรุษบนพื้นให้ลุกขึ้น ในที่สุดก็เผยรอยยิ้มวางใจออกมา “ได้พบใต้เท้าจี้อีกครั้ง เปิ่นกงยินดีมากจริงๆ ยังกลัวว่าใต้เท้าจี้จะไม่ยอมพบเปิ่นกงเพราะเรื่องเข้าใจผิดก่อนหน้านี้เสียอีก”
ตู้หย่วนซิ่วรู้เรื่องระหว่างจี้จิ่นและตงฟางซวี่ทั้งหมด ในใจนางรู้สึกผิดต่อจี้จิ่นมากนัก
ผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังอย่างท่านอัครมหาเสนาบดี ฝ่าบาทกลับปฏิบัติต่ออีกฝ่ายเช่นนั้น ในใจนางจึงทั้งนับถือและรู้สึกผิดต่อจี้จิ่น
“เหนียงเหนียงตรัสหนักไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ใต้เท้าจี้ กลับไปกับเปิ่นกงเถิด ใต้เท้าทั้งหลายในเมืองหลวงกำลังรอท่านอยู่”
ตู้หย่วนซิ่วยื่นมือออกไป คิดไม่ถึงว่าจี้จิ่นกลับหลบการสัมผัสจากนาง
“เหนียงเหนียง เชิญเสด็จกลับไปเถิด ฐานะของเหนียงเหนียงสูงส่งเช่นนี้มิสมควรมาอยู่ในที่ชนบทห่างไกล” ท่าทีของเขายังคงเหมือนเมื่อครู่ ตู้หย่วนซิ่วได้ยินพลันรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง มองไปทางเฟิ่งอวี่ที่อยู่ด้านข้างด้วยความตื่นตกใจ
หรือจะกล่าวว่าท่านอัครมหาเสนาบดียังจดจำบุญคุณความแค้นในกาลก่อน ไม่ยอมกลับไปรับภาระหน้าที่อีกครั้ง?
“ใต้เท้าจี้ มีเหตุผลเช่นนี้ที่ไหนกัน เหนียงเหนียงยอมลดเกียรติมาเชิญท่านกลับไปแล้ว จะไม่รู้จักแยกแยะเพียงนี้เชียวหรือ?” ยามนี้เฟิ่งอวี่ที่พูดจาดีๆ หายไปในพริบตา บางทีอาจเป็นเพราะร้อนใจเกินไปทำให้เขาแทบอยากจะอัดบุรุษเบื้องหน้าให้สลบแล้วค่อยหามกลับไป!
จี้จิ่นมีสีหน้าเคร่งขรึมลง ดูเหมือนโทสะของเฟิ่งอวี่มิสามารถสั่นคลอนเขาได้แม้แต่น้อย
ตู้หย่วนซิ่วยื่นมือออกไปหยุดบุรุษผู้นั้นเอาไว้
“ท่านโหวเฟิ่ง เป็นราชวงศ์ของพวกเราที่ทำผิดต่อใต้เท้าจี้ก่อน”
อะไรนะ?!
จี้จิ่นกลับรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง ทั้งๆ ที่ปัญหาระหว่างเขากับฝ่าบาทไม่เกี่ยวข้องกับเหนียงเหนียง แต่ตอนนี้เมื่อเห็นสีหน้ารู้สึกผิดของสตรี ดวงตาของจี้จิ่นกลับเปล่งประกาย ไม่นานก็เลื่อนสายตาออก ในใจบอกตัวเองไม่หยุดว่าอย่าได้หวั่นไหว ในเมื่อตัดสินใจเดินเส้นทางนี้แล้วก็ไม่ควรย้อนกลับเพราะสาเหตุอื่น…
“เหนียงเหนียง!”
คิดไม่ถึงว่าจู่ๆ เฟิ่งอวี่จะอุทานออกมา จี้จิ่นขมวดคิ้ว พบว่าสตรีเบื้องหน้าถึงกับคุกเข่าให้เขาโดยมิกล่าวเตือนล่วงหน้า “ใต้เท้าจี้ เปิ่นกงขอให้ใต้เท้าจี้อภัยให้พวกเราด้วยเถิด!”
“เหนียงเหนียง! รีบลุกขึ้นเถิด!” จี้จิ่นตื่นตะลึงยิ่งนัก จะอย่างไรเขาก็คิดไม่ถึงว่าตู้หย่วนซิ่วจะกระทำถึงขั้นนี้
เหนียงเหนียงในวังหลังผู้สง่างามถึงกับคุกเข่าให้ขุนนาง
ทว่าตู้หย่วนซิ่วตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าบุรุษทั้งสองจะมีปัญหาใดกัน นางจะก้มหน้ารับไว้เอง
“แคว้นเฉินมิอาจขาดใต้เท้าจี้ได้จริงๆ! เป็นเปิ่นกงไร้ความสามารถ หากเปิ่นกงมีความสามารถค้ำจุนแผ่นดินแคว้นเฉินได้ คงมิปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินมาถึงขั้นนี้ ใต้เท้าจี้ ท่านทุ่มเททั้งกายใจเพื่อแคว้นเฉินมานานหลายปีเพียงนี้ เป็นฝ่าบาทผิดต่อใต้เท้า เป็นเปิ่นกงผิดต่อใต้เท้า! หากตอนนั้นเปิ่นกงโน้มน้าวฝ่าบาทได้ มิแน่ว่า…”
จี้จิ่นไม่กล้ารับการคารวะนี้จริงๆ รีบสะบัดชายอาภรณ์คุกเข่าลงเบื้องหน้าตู้หย่วนซิ่ว “เหนียงเหนียงโปรดลุกขึ้นเถิด อย่าได้ทรมานผู้น้อยแซ่จี้เลย!”
เหตุใดจี้จิ่นจะไม่ทราบเล่า สถานการณ์ของตู้หย่วนซิ่วไม่ได้ดีไปกว่าตนเลย เขายังสามารถปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเดินออกมาได้ ทำตัวเป็นดั่งชายชราใช้ชีวิตสำราญไปวันๆ แต่เหนียงเหนียงในวังหลังจะหนีออกมาได้อย่างไร? ทุกคนต่างทราบดี ตู้หย่วนซิ่วมิได้รับความโปรดปรานจากตงฟางซวี่ หลายปีมานี้อยู่ในวังหลังก็เหมือนอยู่ในตำหนักเย็น ใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยม นางจะเอ่ยปากเรื่องของราชสำนักได้อย่างไร?
ยามนี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหตุร้ายที่ไม่คาดคิดกลับต้องให้สตรีในวังหลังเดินออกมาแบกรับภาระหนักอึ้งของแว่นแคว้นเพียงลำพัง ไม่กล่าวไม่ได้ว่าสำหรับตู้หย่วนซิ่วแล้ว นี่นับเป็นบททดสอบที่ไม่มีการกล่าวเตือนล่วงหน้า ยิ่งไปกว่านั้นเกรงว่านางคงรู้ตัวดี หากพ่ายแพ้ นางจะถูกประชาชนทั่วทั้งแคว้นเฉินก่นด่า ถึงอย่างไรวังหลังก็มิควรยุ่งเรื่องราชกิจ ทว่านางยังคงรับความเสี่ยง ออกมายืนอยู่ท่ามกลางคลื่นลม
“ใต้เท้าจี้ นอกจากท่านแล้วเปิ่นกงก็คิดไม่ออกจริงๆ ว่าผู้ใดจะปกป้องแผ่นดินของฝ่าบาทอย่างสุดใจได้อีก เปิ่นกงรู้ว่าใต้เท้าจี้ได้รับความอยุติธรรมมากมาย เปิ่นกงขออภัยท่านแทนฝ่าบาท เปิ่นกงไม่กล้าขอสิ่งใดมากมาย เพียงอยากให้ใต้เท้าจี้ช่วยเป็นแรงให้เปิ่นกงในยามที่แคว้นเฉินอันตรายที่สุดเท่านั้น!”
สตรีเงยหน้าขึ้น ในดวงตาเต็มไปด้วยความอ้อนวอนอันจริงใจ
“คำตำหนิทั้งหมดเปิ่นกงจะรับไว้เอง! ความรับผิดชอบทั้งหมดเปิ่นกงจะรับไว้เอง! ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เปิ่นกงจะยอมรับเพียงผู้เดียว! เนี่ยนเอ๋อร์ยังเล็กไม่อาจรับภาระหนักเช่นนี้ได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเพื่อแคว้นเฉินหรือเพื่อเนี่ยนเอ๋อร์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เปิ่นกงจะไม่ยอมถอยเป็นอันขาด! ใต้เท้าจี้…”
นางตระหนักนานแล้วและเข้าใจดี ตอนนี้นางคิดจะใช้ชื่อตงฟางซวี่จัดการเรื่องการเมือง หากผู้อื่นรู้ หากเกิดเรื่องเหนือคาดอันใด มิแน่ว่าอาจวุ่นวายจนต้องทิ้งกระทั่งชีวิต
แต่นางไม่มีทางเลือก เพื่อตงฟางซวี่ เพื่อตงฟางเนี่ยน นางยอมเสี่ยงตายดูสักครั้ง!
ชั่วขณะนี้จี้จิ่นไม่ทราบว่าควรจะกล่าวเช่นไรดี สตรีอ่อนแอนางหนึ่งกลับตระหนักได้เช่นนี้ ดวงตาที่เจือไปด้วยประกายน้ำตาของนางสั่นคลอนหัวใจเขาอย่างลึกล้ำ
บรรยากาศรอบด้านเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ คล้ายรอคำพูดประโยคเดียวของจี้จิ่น
ทันใดนั้นในสมองของบุรุษพลันปรากฏภาพใบหน้าสงบนิ่งของอวิ๋นซูขึ้นมา
ท่านหมอ…เขาเคยได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ประชาชนมีต่อท่านหมอมานับไม่ถ้วน พวกเขาไม่คิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่สตรีนางนี้ทำเพื่อแคว้นเฉินอีกต่อไป รู้เพียงว่าสตรีนางนี้เป็นนารีล่มแคว้น ทำให้จักรพรรดิแห่งแคว้นเฉินหลงใหลจนนำแคว้นเข้าสู่ความวิบัติ
กระทั่งนางก็ยังถูกตำหนิเช่นนี้
จี้จิ่นคล้ายกำลังหาเหตุผลให้ตนเองกลับไปเดินบนเส้นทางนี้อีกครั้ง สิ่งเดียวที่เขาไม่อยากเห็นก็คือการที่สตรีนางนั้นต้องแบกรับคำก่นด่าอันเหม็นเน่านับพันหมื่นเอาไว้บนบ่า
แล้วตู้หย่วนซิ่วมิใช่ผู้บริสุทธิ์หรือไร?
“ใต้เท้าจี้ เช่นนั้นก็ทำเพื่อท่านหมอเถิด…”
อะไรนะ? เฟิ่งอวี่และจี้จิ่นชะงักไปพร้อมกัน คิดไม่ถึงว่าตู้หย่วนซิ่วจะกล่าวคำเช่นนี้ออกมา
ในดวงตาของสตรีเบื้องหน้าเกิดประกายลังเลและสับสนที่พวกเขามองไม่ออก มุมปากของตู้หย่วนซิ่วยกขึ้นเป็นรอยยิ้มขมขื่น “เปิ่นกงรู้ว่าตนเองต่ำช้ายิ่งนัก ทั้งๆ ที่ท่านหมอก็เป็นผู้ถูกกระทำ แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วกลับจำต้องนำชื่อนางมาขอร้องให้ใต้เท้าจี้เปลี่ยนใจ…”
ตู้หย่วนซิ่วยอมรับนานแล้วว่าตนรู้สึกกล่าวโทษอวิ๋นซูอยู่ในใจตั้งแต่ยามใดก็มิอาจทราบ นางรู้ดีว่าทุกตรอกซอกซอยมีข่าวลือเกี่ยวกับอวิ๋นซูแพร่ออกไปเช่นไร
ทุกคนล้วนกล่าวว่าท่านหมอทำให้แคว้นเฉินเดินถอยหลังสู่ความตกต่ำ เป็นนางปีศาจที่ทำลายแว่นแคว้น ยั่วยวนจักรพรรดิอายุน้อยของพวกเขา ทำให้แคว้นเฉินที่สงบมาหลายปีเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งความวิบัติ
ต่อให้ปากตู้หย่วนซิ่วไม่ยอมรับ แต่ในใจกลับยินดีหาใดเปรียบ ใช่แล้ว มีคนเกลียดท่านหมอเหมือนนาง นี่ทำให้ตู้หย่วนซิ่วคิดว่าอย่างน้อยตนก็มิได้เลวทรามเพียงนั้น
ยิ่งเกลียดชังก็ยิ่งพิสูจน์ว่านางใจแคบ
ตู้หย่วนซิ่วสูดหายใจลึก ย้อนคิดไปถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนได้ประสบพบเจอในหลายปีมานี้ ย้อนคิดไปถึงอดีต คิดถึงคำพูดที่อวิ๋นซูเคยกล่าวกับนาง
เวลาผ่านเลยมาจนถึงวันนี้ ใบหน้าของอวิ๋นซูที่เดิมทีเริ่มพร่าเลือนกลับแปรเปลี่ยนไปกระจ่างชัดเพียงนั้น
นางกล่าวว่าตนเป็นคนที่เหมาะสมกับฝ่าบาทที่สุด ขอเพียงยืนหยัดต่อไป เชื่อว่าสักวันหนึ่งฝ่าบาทต้องเห็นความดีของนางแน่นอน!
แต่ตู้หย่วนซิ่วคิดว่าตนถูกอวิ๋นซูหลอกอย่างลึกล้ำ! ในเมื่อนางคิดว่าตนเป็นคนที่เหมาะสมกับฝ่าบาทที่สุด เหตุใดไม่หายตัวไปให้ไร้ร่องรอยเสียหน่อยเล่า? เหตุใดตัวคนอยู่ไกลโพ้น แต่ฝ่าบาทกลับจำฝังใจเพียงนั้น ทำให้ตนไม่มีโอกาสใกล้ชิดฝ่าบาทแม้แต่น้อย
ตู้หย่วนซิ่วรู้ว่าตนเองต่ำช้ายิ่ง ด้านหนึ่งก็เกลียดชังอวิ๋นซู อีกด้านหนึ่งก็อิจฉานาง ด้านหนึ่งเกลียดที่ตนไร้ความสามารถ ทว่าอีกด้านหนึ่งกลับรู้สึกขอบคุณสตรีนางนั้น
บางทีอาจเป็นเพราะคิดถึงคำพูดนั้นของอวิ๋นซูจึงทำให้ตู้หย่วนซิ่วมีความหวังจนยืนหยัดมาถึงตอนนี้ได้
“ใต้เท้าจี้คงไม่อยากให้ท่านหมอถูกคนนับหมื่นก่นด่าต่อไปกระมัง? หลายปีมานี้เปิ่นกงเองก็เกลียดชังนางเช่นกัน”
เมื่อคำพูดนี้ถูกกล่าวออกมา บุรุษทั้งสองพลันสีหน้าเปลี่ยนไป
“แต่ตอนนี้เปิ่นกงกลับรู้สึกขอบคุณนางยิ่งนัก เพราะสามารถใช้ชื่อนางทำให้ใต้เท้าจี้ทนไม่ได้…” เสียงหัวเราะอันขมขื่นและจนใจดังมาจากปากตู้หย่วนซิ่ว นางก้มตัวลงโขกศีรษะให้จี้จิ่นอย่างจริงใจ “ใต้เท้าจี้ ขอท่านโปรดอภัยด้วย ใต้เท้าจี้โปรดเปลี่ยนใจด้วยเถิด เพียงแค่ครั้งนี้เท่านั้น…”
บุรุษทั้งสองเข้าใจดี ตอนนี้ตู้หย่วนซิ่วยอมฉีกกระชากบาดแผลที่เก็บซ่อนไว้ในใจมานานหลายปีต่อหน้าพวกเขาแล้ว นางคล้ายกับยืนอยู่บนขอบเหวแห่งความสิ้นหวัง จะดึงนางหรือจะผลักนางไปสู่เส้นขอบแห่งความวิบัติจนถึงขีดสุด ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับความคิดของจี้จิ่น
“…”
บรรยากาศภายในห้องค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปเงียบสงัด คนทั้งสามไม่พูดคำใด แต่ในใจเคร่งเครียดมิอาจสงบ
“เหนียงเหนียง” เนิ่นนานผ่านไป ในที่สุดจี้จิ่นก็เอ่ยปาก
ตู้หย่วนซิ่วเงยหน้าขึ้น สบกับดวงตาสงบนิ่งของบุรุษยอดเยี่ยมผู้นั้น
“ผู้น้อยแซ่จี้ไร้ความสามารถ เป็นดั่งที่เหนียงเหนียงตรัส ผู้น้อยแซ่จี้ไม่อยากให้ท่านหมอถูกคนนับหมื่นก่นด่าต่อไปจริงๆ”
“ใต้เท้าจี้…” ดวงตาของตู้หย่วนซิ่วและเฟิ่งอวี่สว่างวาบ พบว่าบุรุษเบื้องหน้ายื่นมือออกมาประคองตู้หย่วนซิ่วให้ลุกขึ้นจากพื้น
“เหนียงเหนียงทำดีแล้ว เส้นทางเบื้องหน้ายังอีกยาวไกล ผู้น้อยแซ่จี้หวังว่าหลังจากวันนี้จะไม่เห็นท่าทีเช่นนี้ของเหนียงเหนียงอีก” ต่อให้ไม่ได้รับการยอมรับจากตงฟางซวี่ แต่จี้จิ่นคิดว่าตู้หย่วนซิ่วเป็นคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งเจ้านายแห่งวังหลังจริงๆ นางมีความสามารถและความจิตวิญญาณเช่นนั้น
จี้จิ่นทอดถอนใจเบาๆ สุดท้ายเขายังคงเปลี่ยนความคิด
“เชื่อว่าฝ่าบาทคงออกจากวังไปตามหาท่านหมอด้วยตนเองกระมัง ท่านโหวเฟิ่งส่งคนไปตรวจสอบบริเวณใกล้ๆ แคว้นเหลียนเถิด อาจได้รับเบาะแสบางอย่างก็เป็นได้ แว่นแคว้นมิอาจขาดจักรพรรดิแม้เพียงวันเดียว ฐานะของผู้น้อยแซ่จี้ค่อนข้างกระอักกระอ่วน ไม่สะดวกสอดมือเรื่องการเมืองมากมายนัก ลำบากเหนียงเหนียงช่วยสนับสนุนแล้ว”
ตู้หย่วนซิ่วและเฟิ่งอวี่มีความยินดีเต็มใบหน้า “ใต้เท้าจี้! ข้าไม่ ไม่รู้ว่าควรจะกล่าวเช่นไรดีจริงๆ…”
“ไม่ เดิมทีนี่ก็เป็นความรับผิดชอบของจี้จิ่นอยู่แล้ว ความจริงจี้จิ่นเข้าใจความคิดของฝ่าบาทดี เพียงแต่เขาละทิ้งทุกสิ่งได้แย่เกินไป องค์ชายก็ยังทรงพระเยาว์ บางทีหากองค์ชายเติบโต คงต้องฝากความหวังในอนาคตของแว่นแคว้นให้องค์ชายน้อยแล้ว”
เฟิ่งอวี่ราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ใต้เท้าจี้ จะให้เหนียงเหนียงใช้พระนามฝ่าบาทประกาศสงบศึกกับแคว้นอี้หรือไม่?”
“ไม่ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา เดิมทีฝ่าบาทเป็นผู้เริ่มสงครามครั้งนี้ หากคิดจะหยุด พวกเราก็มิอาจมั่นใจว่าจักรพรรดิเซียวจะยอมรับหรือไม่ ตอนนี้สถานการณ์ของแคว้นเฉินและแคว้นอี้เหมือนกัน ประชาชนต่างเดือดร้อนกับสงครามระหว่างสองแคว้นมานานแล้ว ขาดเพียงโอกาสเท่านั้น แต่เหนียงเหนียงสามารถส่งสัญญาสงบศึกไปที่แคว้นอี้เพื่อหยั่งเชิงท่าทีของพวกเขาได้”
ตู้หย่วนซิ่วพยักหน้าหนักแน่น ในที่สุดบนใบหน้าของเฟิ่งอวี่ก็ปรากฏรอยยิ้มมากขึ้นหลายส่วน มิแน่ว่าอาจใช้โอกาสนี้ตามหาเบาะแสของฝ่าบาทจนพบก็เป็นได้
“ขอบคุณใต้เท้าจี้ เปิ่นกงไม่รู้จริงๆ ว่า…”
“คำพูดมารยาทไม่จำเป็นต้องกล่าวให้มากความ เหนียงเหนียง ตอนนี้สิ่งที่พวกเราทำได้มีเพียงพยายามสุดกำลังเท่านั้น ส่วนอนาคตจะเป็นเช่นไร ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับลิขิตฟ้าแล้ว…”