บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2068 ยุคตำนานทมิฬ
บทที่ 2068 ยุคตำนานทมิฬ
ภายในโถงแห่งหนึ่ง
“ท่านทั้งหลาย ข้าเมามายรอวันดับสูญ จิตถดถอยเยี่ยงผู้หมดอาลัยมาแสนนาน”
“ทว่าหัวใจของข้านั้นแสนรวดร้าว มิอาจยอมรับชะตากรรมเช่นนี้ได้!”
“ดังนั้นข้าจะไม่พลาดโอกาสนี้แน่!”
“ต่อให้ต้องตาย ข้าก็ขอสู้เพื่อมันสักครั้ง”
“ขอตายอย่างไร้อาวรณ์!”
ณ วันนี้ ชายชราผมขาวผู้หนึ่งเดินทางออกจากสำนักที่ตนใช้ชีวิตอยู่เนิ่นนานอย่างแสนภาคภูมิ ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับเยี่ยงคนหนุ่ม
ยามตัดสินใจเช่นนี้ ตัวคนพลันย้อนจำวันคืนยามแรกมาเยือนธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยได้
ขณะนั้นเขาเปี่ยมด้วยความภาคภูมิ จิตวิญญาณฮึกเหิมสูงส่ง! เป็นผู้ครองแดนในระดับสุดลึกล้ำอันเจิดจรัส!
เด่นดังระบือนามในฐานะผู้เลิศล้ำซึ่งสามารถเป็นเทพได้!
ทว่าชื่อเสียงนั้นล้วนสลายหายไปตามกาลเวลา วิถีบรรลุเทพเกินเอื้อมเกินไป และธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยก็ช่างอันตรายยิ่งนัก
ผลก็คือ ผู้ในอดีตเคยไร้เทียมทานก็ถูกกร่อนจิตต่อสู้ลงตามกาล กลายเป็นผู้ใช้ชีวิตไปวันๆ ดุจคนเฒ่าเกษียณอายุ
เมื่อวิถีบรรลุเทพปรากฏขึ้นในยามนี้ เขาได้ยินเสียงระฆังกังวานทั่วฟ้า ชายชราพลันเหมือนได้ฟื้นคืนสติ บังเกิดความองอาจภาคภูมิแห่งอดีตกาลขึ้นอีกครั้ง!
……
“ข้าอยากจะขอลองดู!”
“แม้ฐานะของข้าจะต่ำต้อย คุณสมบัติดาษดื่น แทบไม่มีโอกาสได้เป็นเทพเลยก็ตาม แต่……”
“ข้าอยากจะลองดูสักครั้งให้จงได้!”
“ข้าเบื่อเต็มทีกับความขลาดเขลาและคำถากถางล้อเลียนต่างๆ การเดินทางไปยังวิถีแห่งบรรพเทวาครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ว่าข้ายิ่งใหญ่เพียงใด แต่เพื่อพิสูจน์ว่าในฐานะผู้ฝึกตน ขอเพียงหัวใจวิถีไม่ตกตาย ข้าก็ยังสามารถแสวงสัญจรบนเส้นทางมหาวิถีได้!!”
ชายวัยกลางคนในชุดผ้าผู้หนึ่งซึ่งตกระกำลำบากมาครึ่งชีวิต สะพายกระเป๋าออกจากสำนักอย่างเด็ดเดี่ยว
……
“ในเมื่อการเข้าไปในวิถีแห่งบรรพเทวาไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับการฝึกฝน แต่อยู่ที่ฝีมือ แล้วไฉนข้าจะไปไม่ได้?”
“ข้าไม่ได้จะพยายามขึ้นเป็นเทพ ต่อให้คว้าน้ำเหลว เพิ่งสิ่งที่ประสบพบเจอเป็นประสบการณ์ก็เพียงพอ!”
ชายหนุ่มผู้หนึ่งแบกกล่องดาบไว้เบื้องหลัง เดินทางอย่างตื่นเต้น ช่างดูเจิดจรัสนัก!
……
เหตุการณ์เช่นนี้ปรากฏขึ้นทั่วทุกมุมในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยในวันนี้ และการเปิดออกของวิถีแห่งบรรพเทวาก็กลายเป็นเหตุการณ์ที่ถูกจับตามองที่สุดในสายธารแห่งนี้
ตรงหน้าเทือกเขาบรรพเทวา
“เสียงระฆังนั้นกังวานชัดแก่สรรพชีวิต!”
“วิถีแห่งบรรพเทวาไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อคนหรือขุมกำลังใด ทุกผู้บนวิถีฝึกฝนที่สนใจทั่วธารสายยาวแห่งยุคสมัยล้วนแต่มีโอกาสเข้าไปทั้งสิ้น”
“ไม่ว่าเจ้าจะรอดหรือตาย หากไม่กลัวความสำเร็จล้มเหลว ก็เข้าไปประสบพบเจอ ขัดเกลาตนเองได้!”
“ขอให้สรรพสิ่งล้วนมีโอกาสแข็งแกร่งขึ้น!”
“ขอให้ทุกผู้ผงาดเยี่ยงมังกร!”
“นี่คือความหมายที่แท้จริงของการเบิกวิถีแห่งบรรพเทวา!”
……เหอปั๋วโบกมือตะโกนกล่าว ดูตื่นเต้นยินดียิ่ง
เส้นผมชี้ฟูของเขาส่ายสะบัด สีหน้าเรืองรัศมีอย่างที่มิเคยประสบมาก่อน!
ซูอี้จับจ้องเหอปั๋ว ทวนวาจาของอีกฝ่ายในใจ ‘เสียงระฆังนั้นกังวานชัดแก่สรรพสิ่ง ขอให้ทุกผู้ผงาดเยี่ยงมังกร!’
ช่างเป็นจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่!
ช่างเป็นหัวใจอันสูงส่ง!
ตลอดเวลาที่เหอปั๋วพิทักษ์ธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย สิ่งที่เขาเฝ้ารออาจจะเป็นการมาถึงของวันนี้ก็เป็นได้?
ในขณะเดียวกัน ซูอี้พลันพบว่าจอมเทพทั้งหลายล้วนดูเฉยชา และสายตาที่มองเหอปั๋วก็เต็มไปด้วยความดูแคลน
ผู้นำเขตหวงห้ามคนอื่นๆ ก็เป็นเช่นนั้น
ในสายตาเจ้าเฒ่าเหล่านี้ เรื่องที่ขอให้ทุกผู้ผงาดเยี่ยงมังกร หรือขอให้สรรพสิ่งในโลกหล้ามีโอกาสแข็งแกร่งขึ้นคงเป็นเรื่องตลกน่าขำ
เพราะถึงอย่างไร สัจธรรมนั้นก็โหดร้ายเกินไป!
บนวิถีแห่งบรรพเทวาก็ไม่ได้มีเพียงโอกาสเสมอไป แต่ยังมีอันตรายและการฆ่าฟันอันโหดเหี้ยม!
ซูอี้ไม่ใช่คนหนุ่มเลือดร้อน เขาจึงรู้ดีว่าหลังจากวิถีแห่งบรรพเทวาเปิดออก ผู้ที่สามารถยิ้มได้ในตอนท้ายจริงๆ แล้วย่อมมีเพียงไม่กี่คน และคนส่วนใหญ่อาจตายที่นี่ด้วยซ้ำ
ทว่าเขาก็เห็นด้วยกับวาจาของเหอปั๋ว
โลกนี้ไม่ขาดแคลนผู้ไม่รักตัวกลัวตาย สิ่งที่ขาดคือโอกาสเสมอ!
โดยเฉพาะยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำทั้งหลาย โอกาสในการบรรลุเทพนั้นล้ำค่าและหายากเกินใดเปรียบ กระทั่งกล่าวได้ว่าพบได้แต่มิอาจครอบครอง
พวกเขาไม่แข็งแกร่งพอหรือ? ฝีมือไม่ถึงขั้น? รากฐานมิแข็งกล้าพอ? หัวใจวิถีมิหนักแน่นพอหรือไร?
เปล่าเลย!
พวกเขาแค่ขาดโอกาสเท่านั้น
ไม่มีโอกาสในการบรรลุเป็นเทพ!
และวิถีแห่งบรรพเทวาก็สามารถให้โอกาสเช่นนั้นกับพวกเขาได้
แค่นั้นก็เพียงพอ!
“สหายเต๋า ถึงคราวของเจ้าแล้ว”
เหอปั๋วกวักมือเรียกซูอี้จากไกลๆ
การจะเปิดวิถีแห่งบรรพเทวา ต้องใช้เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยมาเปิดประตูที่สร้างจากอำนาจมิติเวลา
“ไปกันเถอะ เจ้ากับข้าไปด้วยกัน” ซูอี้หันไปกล่าวกับลั่วเสวียนจี
ลั่วเสวียนจีผงะไป จากนั้นคู่เนตรพร่างพราวของนางพลันเรืองประกาย มุมปากยกยิ้มขึ้น
นางรู้แล้วว่าการเสี่ยงชีวิตเข้าสู้ก่อนหน้านี้ของนางแลกความเชื่อใจจากซูอี้ได้สำเร็จ!
ทันใดนั้น ซูอี้กับเสวียนจีก็ไปยังประตูมิติเวลาลึกลับอันเชื่อมนภาจรดแดนท่ามกลางสายตานับไม่ถ้วน
“เจ้าไม่อยากสนทนากับข้าหรือ?”
ซูอี้หันไปถามเหอปั๋ว
กาลก่อน ซูสิงเค่อกล่าวไว้ว่าเหอปั๋วรอคอยเขามานาน แสนนานเหลือเกิน
“วิถีแห่งบรรพเทวาหวนคืนสู่โลกหล้า ไม่จำเป็นต้องกล่าววาจาใดแล้ว”
เหอปั๋วฉีกยิ้ม “หากจะให้พูดอันใด เช่นนั้น ข้าก็ขอให้เจ้าบรรลุเป็นเทพในยามนี้ กำราบทั่วทิศเสีย!”
ซูอี้พยักหน้า
หนึ่งในจุดประสงค์การเข้าสู่วิถีแห่งบรรพเทวาของเขาก็คือบรรลุเทพ!
ใช้อำนาจวิถีดาบสร้างวิถีบรรลุเทพขึ้นในขอบเขตพินิจสุดขั้ว!
“บรรลุเป็นเทพ? กำราบทั่วทิศ?”
ไม่ห่างไปนัก ผู้เฒ่าเรืองวิญญาณอดยิ้มเยาะมิได้
แม้เจ้าตัวจะไม่ได้กล่าวประชดประชันอันใด แต่ความดูแคลนในท่าทางก็สำแดงชัด
เปรี้ยง!
ชายชราเหวี่ยงหมัดระเบิดอกผู้เฒ่าเรืองวิญญาณในทันที ทำให้ร่างอวตารของอีกฝ่ายแหลกสลาย
“ข้าล่ะรำคาญไอ้พวกพลิกลิ้นปลิ้นปล้อนพวกนี้ที่สุดเลย น่ารำคาญ!”
เหอปั๋วพึมพำ จากนั้นจึงเร่งให้ซูอี้ลงมือโดยเร็ว
ชายหนุ่มย่อมไม่คิดรีรออีกต่อไป เขากับลั่วเสวียนจีเดินไปยังประตู
“สหายเต๋า วิถีแห่งบรรพเทวาสาบสูญไปแสนนานในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย มิติเวลาปั่นป่วนรวนเร โปรดรักษาตนเองด้วย อย่าได้พลั้งพลาด”
จอมเทพอวิ๋นเหอกล่าวเบาๆ แววตาของเขาเย็นชา
ซูอี้ชะงัก เขาหรี่ตาและกล่าวกับจอมเทพอวิ๋นเหอว่า “ข้าจำได้ว่าบน ‘ยอดเขาเลิศกระจ่าง’ แห่งศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์มีคัมภีร์สวรรค์สำนักเต๋าอยู่สิบสองเล่ม ยามข้าไปโลกเทพในภายหน้า ข้าจะไปเยือนเพื่ออ่านคัมภีร์เหล่านี้ด้วยตนเอง”
สีหน้าของจอมเทพอวิ๋นเหอดูไม่ได้
นี่คุยเล่นหรือ? เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าอีกฝ่ายหมายตามรดกประจำศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์อยู่!
เหวินเหรินฉินกล่าวอย่างเฉยชา “กาลเวลาเนิ่นนาน โลกหล้าผันแปร โลกแห่งเทพแตกต่างจากกาลก่อนไปเนิ่นนาน แม้เจ้ากลับมาเป็นเทพ ก็ไร้ที่ใดให้เจ้าอยู่!”
ซูอี้แย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “เรื่องของโลกเทพมิได้ขึ้นกับเจ้าตัดสิน”
เขาเดินไปจนจะถึงประตูมิติเวลา ทว่าจู่ๆ พุทธเจ้าแผดตะเกียงพลันกล่าวขึ้น
“สหายรักทั้งหลายของเจ้าในอดีตชาติตกตายไปแล้วสาม และเมื่อเจ้ากลับไป ก็ย่อมไม่ได้พบพวกเขาอีก”
ซูอี้เงียบไป
ครู่ต่อมา ชายหนุ่มจึงตอบว่า “ถึงตอนนั้น ข้าจะใช้หัวเจ้าไปเป็นเครื่องเซ่นสงบวิญญาณพวกเขา”
วาจานั้นราบเรียบ ทว่ากลับทำให้บรรยากาศทั่วทิศพลันเงียบขรึม สายตาของจอมเทพทั้งหลายวูบไหว หากมีโอกาส พวกเขาก็ล้วนอยากทำลายซูอี้เพื่อตัดปัญหาเสียเดี๋ยวนี้
น่าเสียดาย เมื่อมีเหอปั๋ว โจรเฒ่าผู้กระทำการเกินคาดคิดอยู่ สรรพสิ่งล้วนกระทำได้ยาก
พวกเขาทำได้เพียงสะกดความอัดอั้นใจและจิตสังหารไว้
ทันใดนั้น เหอปั๋วก็กล่าวขึ้น “ยุคสมัยปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงรุ่งเรืองก่อนเสื่อมสลาย ในช่วงปีต่อจากนี้จะเกิดมหาจลาจลขึ้นในโลกแห่งเทพ”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าวออกมา ผู้ฟังทั้งหลายต่างตกตะลึง
เหอปั๋วกล่าวกับตนเองว่า “ถึงยามนั้น อารยธรรมยุคสมัยโบราณที่สาบสูญ และคลื่นทมิฬอันซุกซ่อน ณ มิติเวลาอันปั่นป่วนจะพากันหวนคืน”
“สรรพสิ่งในอดีตและอนาคตที่มืดมิดเกินรับรู้ได้ พวกมันทั้งหมดจะปรากฏขึ้นในยุคปัจจุบัน เพราะความอลหม่านของมิติเวลา!”
อารยธรรมยุคสมัยโบราณอันสาบสูญ!
ตำนานอันดำมืด!
สรรพสิ่งในอดีตและอนาคต!
พวกมันจะมาปรากฏในโลกหล้ายามนี้ เพราะความผันผวนแห่งมิติเวลาหรือ?
จอมเทพทั้งหลายอดประหลาดใจกันมิได้ สีหน้าเผยความไม่แน่ใจ
นี่คือการยุแยงให้แตกตื่น?
หรือเป็นสัญญาณล่วงหน้ากัน?
“ดูสิ ไฉนเจ้าเฒ่าทั้งหลายซึ่งไม่ใช่ของยุคสมัยนี้จึงยังมีชีวิตอยู่จนป่านนี้?”
เหอปั๋วชี้ผู้นำเขตหวงห้ามทั้งหลาย “พวกเขาก็แค่ฉกชิงโอกาสรอดท่ามกลางมิติเวลาอันปั่นป่วนได้”
นักพรตเต๋าเชียนเจี๋ย ราชันเทพจิ่วหลีและผู้นำเขตหวงห้ามต่างๆ เองก็ประหลาดใจ
เพราะทุกวจีของเหอปั๋ว กระทั่งพวกเขายังมิคาดคิด
สิ่งที่สาบสูญไปในอดีตและอนาคตนั้นเต็มไปด้วยสิ่งยากเกิดหยั่งอันไม่อาจรับรู้ได้ และพวกมันจะปรากฏในโลกหล้านี้จากความผันผวนแห่งมิติเวลา!
ช่างประหลาดพิกลโดยแท้!
ซูอี้อดเหลือบมองเหอปั๋วมิได้ โจรเฒ่าผู้นี้ซุกซ่อนปริศนาไว้มากมายเพียงไร?
“ไม่ต้องมองข้าหรอก ข้าทำได้แค่ทำนายเรื่องนี้เท่านั้น”
เหอปั๋วรำพึง “และสาเหตุของเรื่องทั้งหมดก็เป็นเพราะวัฏสงสารหายไปนานเกินไป ธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยจึงค่อยๆ เสื่อมถอยแห้งเหือดตามกาล กฎบัญญัติที่มันรักษาตลอดอดีต ปัจจุบัน อนาคตจึงค่อยๆ พังทลาย”
“เพราะเหตุนี้ มิติเวลาจึงผันผวน และกฎสวรรค์ในโลกหล้าจึงปั่นป่วน”
“จนยามนี้ มันเกินหยุดยั้งแล้ว”
“ยุคสมัยต่อจากนี้จะดำมืดปั่นป่วน บางที… อาจเรียกได้ว่าเป็นยุคตำนานทมิฬ!”
ทุกผู้ต่างตะลึง
ยุคตำนานทมิฬ!!
เมื่อคิดดูแล้ว ชื่อนี้ก็ทำให้ผู้คนรู้สึกวิกฤติ
“แน่นอน เรื่องทั้งหมดนี้ยังไม่เกิดขึ้นจริง”
เหอปั๋วหันไปมองพุทธเจ้าแผดตะเกียงและจอมเทพคนอื่นๆ ขณะกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ดังนั้น พวกเจ้าจงระวังตัว อย่าถูกความมืดกัดกร่อนจนร่างหายไปเสียก่อนซูอี้จะทันไปถึงโลกเทพเสียเล่า ไม่เช่นนั้นคงน่าขันเกินไป”
สีหน้าของจอมเทพทั้งหลายล้วนดำคล้ำตกตะลึง
พวกเขาไม่ได้กล่าวทัดทานวาจาของเหอปั๋ว เพราะข่าวที่เหอปั๋วเผยออกมานั้นชวนตกใจน่าสะพรึงกลัวเกินไป!
“หมายความว่า เราทั้งหลายผู้ติดอยู่ในเขตหวงห้ามมีโอกาสเป็นอิสระ คืนสู่วิถีในยุคสมัยนี้หรือ?”
นักพรตเต๋าเชียนเจี๋ยอดกล่าวมิได้
ขณะที่ผู้นำเขตหวงห้ามอื่นๆ พากันหูผึ่ง
เหอปั๋วแค่นยิ้ม “ถูกต้อง มีโอกาสเช่นนั้นอยู่จริงๆ แต่พวกเจ้าก็ต้องเตรียมตัวถูกความมืดกวาดล้างสิ้นสลายไปไว้จะดีกว่า! ภายใต้หายนะนี้ ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตจะแปรปรวนสิ้นระบบ และเจ้าจะถูกลากไปพัวพันในนั้นแน่”
“โชคดีคือ พวกเจ้าจะได้ประจักษ์ต่อโลกหล้ามหาจลาจล และโชคร้ายคือ ยามความมืดคืบคลาน พวกเจ้าจะไม่อาจเลี่ยงหนีได้!”
ทันใดนั้น บรรยากาศกลายเป็นเงียบสงัด
ผู้นำเขตหวงห้ามทั้งหลายเองก็เงียบกริบเช่นกัน
“ตกใจกลัวกันหรือ?”
เหอปั๋วแย้มยิ้ม สีหน้าเปี่ยมความดูแคลน “พวกไม่เอาไหนเอ๊ย!”