บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2075 เรื่องน่าเบื่อ
บทที่ 2075 เรื่องน่าเบื่อ
ม่านตาของเลี่ยซิงชวีหดตัว พลางกล่าวขึ้นว่า “ท่านจะคิดบัญชีกับนักบวชสูงสุดที่สองหรือ?”
ซูอี้กล่าว “มีอันใดไม่สมควรหรือ?”
เลี่ยซิงชวียิ้มอย่างขมขื่น “นักบวชสูงสุดที่สองถือครองไม้เท้าทัณฑ์สวรรค์ แทบจะเป็นตัวตนไร้เทียมทานในเมืองแห่งการเริ่มต้นนี้ หากคิดสู้โดยไม่สนกฎเกณฑ์ ผลลัพธ์ที่ตามมาจะร้ายแรงมากนะ”
เขาถือได้ว่าพูดอย่างสุภาพมากแล้ว
ด้วยหากคิดเปิดศึกกันจริงๆ จากกฎเมืองแห่งการเริ่มต้น นักบวชสูงสุดย่อมไม่อาจอนุญาตให้เกิดศึกนี้ขึ้น!
นอกจากนั้น นักบวชสูงสุดที่สองฉินเหวินเสี้ยวยังมีตระกูลฉินโบราณอยู่เบื้องหลัง นี่เป็นตระกูลสูงสุดแห่งหนึ่งบนวิถีแห่งบรรพเทวา หากฉีกหน้าแตกหักกับฉินเหวินเสี้ยวเข้า ภายหน้าในวิถีแห่งบรรพเทวา เขาก็จะถูกตระกูลฉินโบราณตามล้างแค้น
“ไร้เทียมทานหรือ?”
ดวงตาของซูอี้วูบไหว ก่อนที่เขาจะกล่าวขึ้นว่า “ไม่เสมอไปหรอก ในความคิดของข้า หากคันฉ่องเทพกระจ่างชัดและกลองฟ้องร้องอยู่ที่นั่น เพียงการกระทำในวันนี้ของฉินเหวินเสี้ยวผู้นั้นลำพัง เขาก็ควรถูกกฎเมืองลงทัณฑ์สถานหนักก่อนใคร!”
เลี่ยซิงชวีลูบหว่างคิ้วกล่าวขึ้น “แต่ปัญหาคือคันฉ่องเทพกระจ่างชัดถูกขโมย กลองฟ้องร้องก็ใช้ไม่ได้ หากไปคิดบัญชีกับนักบวชสูงสุดที่สองก็จะกลายเป็นการกล่าวหาโดยไร้มูลเหตุ กลายเป็นคนผิดผู้ฝ่าฝืนกฎเสียเองนะ”
ลั่วเสวียนจีโพล่งขึ้นว่า “เจ้าผิดแล้ว ก่อนหน้านี้เจ้าก็บอกไว้ว่าในเมืองแห่งการเริ่มต้นในขณะนี้ กฎทั้งมวลถูกตัดสินโดยสามนักบวชสูงสุดในเมืองเจ้า แต่หากไปคิดบัญชีกับนักบวชสูงสุดที่สอง ผลสุดท้ายก็มีแค่สี่คำเท่านั้นแหละ”
“สี่คำไหนหรือ?” เลี่ยซิงชวีฉงนใจ
“ผู้ชนะเป็นเจ้า!”
ลั่วเสวียนจีกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “หากแพ้พ่าย เขาก็เป็นคนผิดผู้ฝ่าฝืนกฎไม่ใช่หรือ?”
สีหน้าของเลี่ยซิงชวี ณ ขณะนั้นดูไม่แน่ใจ
ครู่ต่อมา เจ้าตัวพลันกล่าวขึ้น “หลังจากนี้ข้าจะไปพบนักบวชสูงสุด และจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้เขาสนับสนุนเรา!”
เลี่ยเหลิ่งเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดกับตา และในใจก็มีเพียงความคิดเดียว…
ซูอี้ผู้นี้บ้าไปแล้ว!
และท่านอาเขา…ก็บ้าตาม!!
หาไม่ มีหรือจะทำเรื่องน่าขันอย่างการเปิดศึกกับนักบวชสูงสุดที่สองผู้ถือครองไม้เท้าทัณฑ์สวรรค์?
……
กลางดึก จันทรากระจ่างลอยเด่นเหนือท้องนภาอันมืดหม่น
แสงจันทร์สาดส่องลำพัง วังเวงเดียวดาย
กล่าวกันว่าดวงจันทร์กระจ่างในโลกใบนี้เป็นอำนาจที่มาของวิถีแห่งบรรพเทวา เป็นประจักษ์พยานแก่สรรพสิ่งอันสาบสูญเนิ่นนานแห่งอดีต
ณ จวนเจ้าเมือง
“ข้าเข้าใจว่าการควบคุมเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยได้หมายความว่าอย่างไร และยังรู้ด้วยว่าอำนาจวัฏสงสารสูงส่งร้ายกาจเพียงไร แต่ข้าเข้าร่วมเรื่องนี้มิได้หรอก!”
“ทว่าหากผู้ใดฝ่าฝืนกฎเมือง ก็ต้องเผชิญหน้ากับข้า!”
“นั่นแลจุดยืนของข้า”
“เจ้าไปได้แล้ว”
……เลี่ยซิงชวีเดินออกจากจวนเจ้าเมือง ในขณะที่น้ำเสียงเฉยชาของนักบวชสูงสุดฝ่าเทียนหมิงดูจะยังสะท้อนในโสต
“ไอ้แก่นี่ดื้อด้านจริงๆ”
เลี่ยซิงชวีพึมพำ
ทว่าเขาก็ไม่อาจพูดอันใดได้ นักบวชสูงสุดเป็นคนเช่นนี้ และเพียงได้คำรับประกันว่าจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวมานี้ก็ถือว่าหาได้ยากแล้ว
คืนนั้น เลี่ยซิงชวีแจ้งจำนงของนักบวชสูงสุดให้ซูอี้ทราบ
เรื่องนี้ ซูอี้ทำเพียงแย้มยิ้มมิสนใจ
เขากล่าวว่า “เช้าพรุ่งนี้ ข้าจะไปรับป้ายตัวตนที่จวนเจ้าเมือง รบกวนสหายเต๋าส่งคนไปส่งข่าวนี้ให้นักบวชสูงสุดที่สองฉินเหวินเสี้ยวในคืนนี้ที”
ม่านตาของเลี่ยซิงชวีหดตัว ป้ายตัวตนนั้นต้องออกโดยจวนเจ้าเมืองในอาณัติของนักบวชสูงสุด ทว่าซูอี้กลับจะส่งข่าวบอกนักบวชสูงสุดที่สอง เห็นได้ชัดว่าเขาหมายคิดบัญชีกับนักบวชสูงสุดที่สองในจวนเจ้าเมือง!
“ได้!”
ท้ายที่สุด เลี่ยซิงชวีก็พยักหน้ารับก่อนจะจากไป
“การวางตัวของนักบวชสูงสุดที่สองผู้นี้ชวนสับสนไปหน่อยนะ”
ลั่วเสวียนจีกล่าว “เขาปรารถนาอยู่ห่างจากเรื่องนี้แล้วไม่อยากเข้าพัวพัน แต่กลับประกาศจุดยืนเป็นปรปักษ์กับผู้ฝ่าฝืนกฎอย่างชัดเจน ทว่าประเด็นอยู่ที่ปัจจุบัน กฎเกณฑ์นั้นตัดสินโดยเขาและนักบวชสูงสุดอีกสองคน ดังนั้นเขาจะประกาศตัวเช่นนี้เพื่ออันใด?”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ “อย่าสนใจเลย หากเขาเป็นผู้เที่ยงธรรม แยกแยะระหว่างเรื่องสาธารณะกับเรื่องส่วนตัวได้อย่างชัดเจน เขาจะไม่มีทางปล่อยนักบวชสูงสุดที่สองก่อเรื่องหรอก”
“และยามนี้ เขาตีตัวออกห่างจากเรื่องนี้ แต่ยังหยิบยกเรื่องกฎเกณฑ์มาพูด ซึ่งหมายความว่าเขาแค่อยากดูสถานการณ์เฉยๆ และหาโอกาสลงมือเท่านั้น”
ว่าแล้ว ซูอี้พลันเหยียดกายพร้อมกล่าว “สรุปก็คือ ฝ่ายใดชนะ เขาจะช่วยฝ่ายนั้น”
ลั่วเสวียนจีเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะเสสรวลกับตนด้วยสีหน้าจนใจเล็กน้อย “หากไม่ใช่เพราะข้าบาดเจ็บสาหัส คงมิมานั่งสนใจหรอกว่าผู้ใดคิดอันใดอยู่ คงลงมือฆ่าไปแล้วเป็นแน่แท้”
นางเป็นผู้นำเขตหวงห้าม ตัวตนน่าสะพรึงกลัวอันบากบั่นรอดชีวิตจากมิติเวลาอันปั่นป่วนมายังปัจจุบันได้ ย่อมมีคุณสมบัติพอพูดเช่นนี้!
“หากพรุ่งนี้มีศึกเกิด เจ้าไม่ต้องลงมือนะ”
ซูอี้กล่าวเบาๆ
ลั่วเสวียนจีตระหนักชัดเจนว่าซูอี้ดูจะไร้ความกลัว!
รัตติกาลทวีความลึกล้ำ
หนึ่งข่าวแพร่ไปในเมืองแห่งการเริ่มต้น ทำลายค่ำคืนอันเงียบสงบจนเกิดเป็นคลื่นวจีลือลั่น
“ซูอี้จะไปรับป้ายตัวตนที่จวนเจ้าเมืองในวันพรุ่งนี้ และคิดบัญชีกับนักบวชสูงสุดที่สองฉินเหวินเสี้ยว!”
ข่าวนี้ทำให้ผู้คนมากมายตกตะลึง
“คนผู้นี้บ้าไปแล้วหรือ? กล่าวกันว่านักบวชสูงสุดที่สองถือครองอาวุธร้ายกาจอย่างไม้เท้าทัณฑ์สวรรค์อยู่ สามารถฆ่าผู้ใดในเมืองแห่งการเริ่มต้นนี้ก็ได้นะ!”
“แปลกจริง ไฉนซูอี้จึงทำเช่นนี้? หรือเหตุขัดแย้งวันนี้จะเกี่ยวเนื่องกับนักบวชสูงสุดที่สอง?”
“เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำอยู่เป็นแน่ อย่าลืมนะว่าตั้งแต่ยามอยู่นอกวิถีแห่งบรรพเทวา ทวยเทพจากขุมกำลังหลักในโลกเทพร่วมมือกันจัดการกับซูอี้แล้ว ข้าว่า ผู้มีอำนาจในโลกเทพพวกนั้นจะฉวยโอกาสลงมือกันเป็นแน่!”
……ท่ามกลางราตรี มีเสียงหารือดังขึ้นสารพัด
มรสุมกำลังก่อตัว
จวนเจ้าเมือง
หลังนักบวชสูงสุดฝ่าเทียนหมิงทราบข่าว เขาก็อดทอดถอนใจมิได้
“นักบวชสูงสุดที่สองนี่กระทำการแยบยลจริงๆ เริ่มจากการชนะใจคน แล้วจึงลงมืออย่างเฉียบขาด พรุ่งนี้ ไม่ว่าซูอี้จะไปเผชิญหน้านักบวชสูงสุดที่สองด้วยเหตุผลใด ก็จะถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎเมืองแห่งการเริ่มต้นได้ทั้งสิ้น!”
“ใต้เท้า หากท่านว่าเช่นนี้ มรสุมพรุ่งนี้เช้าก็จะคลายไปเอง”
ชายชราชุดเทาผู้หนึ่งนั่งอยู่ข้างกาย “แต่แน่ใจได้ว่านักบวชสูงสุดที่สามตั้งใจจะช่วยซูอี้ผู้นั้น เราควรเลือกฝั่งเช่นไรดี?”
ฝ่าเทียนหมิงกล่าวอย่างดูสุขุม “ข้าคือผู้ปกครองเมืองแห่งการเริ่มต้นนี้ ย่อมต้องยืนข้างกฎเมือง!”
ชายชราชุดเทาเงียบไปชั่วครู่ มีเพียงคำถามเดียวในใจ
‘แล้วยามนี้ ผู้ใดเล่ากระทำตามกฎของเมืองแห่งการเริ่มต้นนี้บ้าง?’
ที่สะพานน้อยวารีรินไหลในสวนแห่งหนึ่ง
นักบวชสูงสุดที่สองฉินเหวินเสี้ยวกำลังดื่มชา
“ข้าไม่คาดเลยว่าซูอี้จะกล้าขานนามข้ามาคิดบัญชี ดูเหมือนเหตุขัดแย้งวันนี้จะทำให้เขาเคืองข้าเข้าเสียแล้ว”
ฉินเหวินเสี้ยวแย้มยิ้มบาง “แต่ก็ดีแล้ว พรุ่งนี้เช้า ข้าจะไปบำเหน็จเขาที่จวนเจ้าเมืองด้วย ‘การประหารไม้โบย’ เสีย!”
ข้างกายเขา เริ่นเป่ยโหยว เทพชั้นสูงจากศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์กล่าวเตือน “นักบวชสูงสุดที่สองโปรดอย่าเลินเล่อ คนผู้นี้ถือครองวัฏสงสารและเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย แม้จะยังไม่เป็นเทพ แต่ก็รับมือยากยิ่งนัก”
ฉินเหวินเสี้ยวกล่าวขึ้นด้วยแววตาเย็นเยียบ “ข้าเข้าใจความหมายของเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยมากกว่าเจ้า แต่พวกเจ้าคนต่างถิ่นไม่รู้เรื่องหนึ่ง คือวิถีแห่งบรรพเทวาทุกวันนี้แตกต่างจากกาลก่อนไปแล้ว!”
เริ่นเป่ยโหยวอดถามมิได้ “แตกต่างเช่นไรหรือ?”
ฉินเหวินเสี้ยวกล่าว “วัฏสงสารห่างหายไปนานเกินไป ตัวตนน่าสะพรึงกลัวบางผู้ซึ่งถูกวัฏสงสารผนึกไว้ฟื้นขึ้นมานานแล้ว! หนนี้เมื่อซูอี้มา มันจึงไม่ต่างจากแกะเดินเข้าปากเสือ!”
“สรรพสิ่งแปรเปลี่ยน… ล้วนเกี่ยวพันกับวัฏสงสาร……”
เริ่นเป่ยโหยวจมในภวังค์ครุ่นคิด
“พรุ่งนี้เช้า พาคนของเจ้าไปจวนเจ้าเมืองด้วยกัน แล้วข้าจะฆ่าผู้ร้ายฝ่าฝืนกฎใดๆ ต่อหน้าคนทุกผู้!”
ฉินเหวินเสี้ยวดื่มชาหมดถ้วยในรวดเดียว ดวงตาวูบไหวด้วยความคาดหวัง
……
“ฉินเหวินเสี้ยวคงวางแผนชิงลงมืออยู่”
คืนเดียวกันนั้น เลี่ยซิงชวีขมวดคิ้วอย่างกังวล
เขาสังหรณ์ว่าฉินเหวินเสี้ยวน่าจะตระเตรียมการพรั่งพร้อม และกำลังรอพรุ่งนี้มาถึงเพื่อโจมตีซูอี้อย่างเต็มรูปแบบ!
“ท่านอา แย่แล้วขอรับ!”
ทันใดนั้น เลี่ยเหลิ่งพลันรีบร้อนมาหาด้วยสีหน้าย่ำแย่ “สามวิถีทดสอบจากเมืองแห่งการเริ่มต้นล้วนถูกคนของนักบวชสูงสุดที่สองผนึกแน่น ไม่ให้ผู้ใดเข้าออกได้เลยขอรับ”
หัวใจของเลี่ยซิงชวีร่วงวูบ สีหน้าแปรเปลี่ยน ฉินเหวินเสี้ยวผู้นี้กระทำการยอดนักจริงๆ!
ก่อนหน้านี้ เขาตั้งใจส่งเลี่ยเหลิ่งออกไปเพื่อหาความช่วยเหลือภายนอกมายังเมืองแห่งการเริ่มต้น
ทว่ายามนี้ แผนถูกขัดเสียแล้ว!
“ไปพบสหายเต๋าซูกันเถอะ”
เลี่ยซิงชวีลุกขึ้น
ทว่าทันใดนั้นเอง เสียงอันนุ่มนวลเสียงหนึ่งพลันดังออกมาจากนอกเรือน
“เฒ่าเลี่ย ฟังคำแนะนำข้านะ อย่าพัวพันกับมรสุมนี้ หาไม่ มิตรภาพเนิ่นนานของเราจะพังทลายได้”
ม่านตาของเลี่ยซิงชวีหดตัว นี่คือเสียงของฉินเหวินเสี้ยว!
……
รัตติกาลลึกล้ำ
ซูอี้ทอดกายบนเก้าอี้หวาย มองจันทรากระจ่างคล้อยเด่นเหนือนภาอย่างผ่อนคลายสบายใจ
หนึ่งจันทราเจิดจรัสจากโบราณสู่ปัจจุบัน มีหรือจะไม่ประจักษ์แก่ความยินดีกังวลของผู้ใด?
ภายใต้คืนเดียวกันนี้ เกรงว่าคงมีหลายคนไม่อาจหลับลงได้อย่างสบายใจกระมัง?
ซูอี้จิบสุรา พลันหวนนึกถึงยามตนอยู่ในเมืองกว่างหลิงแห่งต้าโจว
ยามนั้น แม้เขาจะเป็นเพียงลูกเขยไม่เอาไหน แต่ก็มีความขัดแย้งไม่มากนัก และยังมีเหวินหลิงเสวี่ยอยู่ข้างกาย นอกจากการฝึกฝนก็ไม่ได้มีเหตุพลิกผันใดๆ เกิดขึ้นทุกวันคืน
ทว่ายามนี้……
ซูอี้ถอนใจเบาๆ
ยิ่งวิถีเคลื่อนสูงยิ่งทุกข์ใจ
สารพัดเรื่องราวชวนสับสน ทั้งอันตรายจากความแค้นในอดีตชาติต่างๆ ล้วนร้อยเรียงบังเกิดตามกัน
มีทั้งผู้อดใจรอฆ่าเขาแทบไม่ไหว
และยังผู้ที่ลอบเฝ้ารอการกลับมาของเขา
กระทั่งยามเขามาที่วิถีแห่งบรรพเทวานี้ ก็ยังมีเภทภัยหมายชีวิตตามมา!
“สหายเต๋าดูจะกำลังหดหู่ใจนะ”
ลั่วเสวียนจีเดินเข้ามามองดวงจันทราเจิดจรัสกลางฟ้าในสวนอย่างเงียบงัน แม้จะอยู่ในอาภรณ์ผ้าเรียบง่าย รูปลักษณ์แปลงโฉมของนางแสนดาษดื่น ทว่าก็ยังมีบรรยากาศห่างเหินเป็นเอกลักษณ์
“ไม่ได้หดหู่ใจหรอก แค่ช่วงเวลาพักผ่อนอันหาได้ยากถูกความขัดแย้งโง่ๆ ทำพังน่ะ”
ซูอี้จิบสุรา “ว่าไปเจ้าอาจไม่เชื่อ ข้าไม่ได้รักตัวกลัวตาย หาประหวั่นต่อศัตรูร้ายไม่ แต่ข้ากลัวปัญหายุ่งยากที่รุมเร้าไม่จบสิ้นที่สุด”
ลั่วเสวียนจีนิ่งไป ก่อนจะยกยิ้ม “ในความเห็นข้า สหายเต๋ามิได้กลัวปัญหาหรอก แต่กลัวปัญหาที่น่าเบื่อต่างหาก”
ซูอี้กล่าวอย่างลึกล้ำ “กล่าวได้ดี เสียเวลากับเรื่องน่าเบื่อเช่นนั้นสูบชีวิตของตนเองโดยแท้ ไร้ค่ายิ่งนัก”
ข้อนิ้วของเขาเคาะพนักวางแขนของเก้าอี้หวาย ร่างของเขาทอดกายเกียจคร้าน จับจ้องดวงจันทร์ทอแสงเหนือนภาขณะกล่าวเบาๆ
“เรื่องพรุ่งนี้สำหรับข้า มันเป็นเพียงเรื่องน่าเบื่อ”
ลั่วเสวียนจีนิ่งไป และทันใดนั้น หัวใจของนางก็กระเพื่อมเป็นชั้นคลื่นเยี่ยงน้ำนิ่งต้องศิลา
การไปคิดบัญชีกับนักบวชสูงสุดที่สองในวันพรุ่งนี้ นับได้เพียงเรื่องน่าเบื่อหรือ?