บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2076 เริ่มการแสดงของเจ้าได้
บทที่ 2076 เริ่มการแสดงของเจ้าได้
เช้าตรู่ถัดมา
บริเวณด้านนอกจวนเจ้าเมืองคับคั่งไปด้วยผู้คนมากมาย
ยอดฝีมือแทบทุกคนซึ่งเข้ามาในเมืองแห่งการเริ่มต้นตลอดสามวันมานี้ล้วนรวมตัวกันอยู่ที่นี่
ทั้งยอดฝีมือจากขุมกำลังสูงสุดในโลกเทพ รวมถึงตัวตนประหลาดผู้ออกมาจากเขตหวงห้ามต่างๆ จากทั่วธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย ล้วนกำลังให้ความสนใจกับบริเวณนี้
“พวกเจ้าดูสิ นี่คือกลองฟ้องร้อง หนึ่งในสามสมบัติสูงสุดของเมืองแห่งการเริ่มต้น สมบัติชิ้นนี้เลิศล้ำอัศจรรย์ยิ่ง แต่โชคร้ายนักที่ไม้กลองหายไป สมบัติชิ้นนี้จึงได้แต่สะสมฝุ่น ไม่อาจใช้งานได้อีก”
มีผู้กระซิบกล่าว
ผู้คนมากมายสังเกตเห็นแล้วว่าข้างประตูจวนเจ้าเมืองมีกลองเทพขนาดมหึมาตั้งอยู่
กลองใบนี้มีสีดำ พื้นผิวปกคลุมด้วยลวดลายลับประหลาดอันซับซ้อน เปล่งรัศมีลึกลับท่ามกลางแสงสว่างจากนภา
นี่คือกลองฟ้องร้อง!
ภายในจวนเจ้าเมือง
นักบวชสูงสุดฝ่าเทียนหมิงนั่งอยู่บนบัลลังก์ประธาน สีหน้าไร้อารมณ์ ไร้ผู้ใดล่วงรู้ความคิดในใจของเขา
นักบวชสูงสุดที่สองฉินเหวินเสี้ยวยืนไพล่มืออยู่กลางโถง กำลังสนทนากับเทพชั้นสูงบางคนผู้ได้รับเชิญมา
เทพชั้นสูงเหล่านี้ล้วนแต่มาจากขุมกำลังสูงสุด ณ โลกเทพ และเริ่นเป่ยโหยวแห่งศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ก็เป็นหนึ่งในนั้น
พวกเขาเสสรวลสนทนากับฉินเหวินเสี้ยว ขณะที่เมินนักบวชสูงสุดฝ่าเทียนหมิงไปราวกับอากาศธาตุ
นักบวชสูงสุดที่สามนั่งอยู่ตามลำพังที่มุมโถง สีหน้าของเขาหม่นหมอง ทุกผู้ล้วนเห็นได้ว่าอีกฝ่ายกำลังหนักใจ!
“เฒ่าเลี่ย อย่าลืมสิ่งที่ข้าบอกเจ้าเมื่อคืนเสียเล่า”
ทันใดนั้น ฉินเหวินเสี้ยวก็เดินมาเตือนเลี่ยซิงชวีพร้อมด้วยรอยยิ้ม
ทว่าเลี่ยซิงชวีกลับเงียบกริบไม่กล่าววาจาใด
เมื่อเห็นเช่นนี้ ทุกผู้ก็ล้วนอดสงสัยไม่ได้ว่า เมื่อคืนฉินเหวินเสี้ยวคุยอันใดกับเลี่ยซิงชวี เขาจึงได้มานั่งหน้าง้ำอยู่ที่นี่
ฝ่าเทียนหมิงขมวดคิ้ว เขาเองก็สัมผัสถึงความผิดปกติได้แล้วเช่นกัน จึงกล่าวขึ้นพร้อมด้วยรอยยิ้มทันที “พวกเจ้าสองคนคุยอันใดกันไว้เมื่อคืนนี้หรือ บอกให้ทุกผู้ทราบได้หรือไม่?”
ฉินเหวินเสี้ยวกล่าวเนิบๆ “แค่พูดคุยนิดหน่อย นักบวชสูงสุดไม่ต้องกังวลหรอก”
วาจาบอกปัดขอไปที ไม่ไว้หน้ากันยิ่งนัก!
สีหน้าโกรธเคืองปรากฏขึ้นจางๆ บนใบหน้าของฝ่าเทียนหมิง
ก่อนที่เขาจะแย้มยิ้มแล้วกล่าวออกมาว่า “ย่อมได้ ข้ามิถามเรื่องของพวกเจ้าแล้ว แต่ขอกล่าวดักไว้สักหน่อยแล้วกัน ต่อจากนี้ ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นในจวนเจ้าเมือง มันจะต้องดำเนินการไปตามกฎ!”
นี่คือการแขวะฉินเหวินเสี้ยวกับเลี่ยซิงชวี!
ทว่าฉินเหวินเสี้ยวกลับกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “นักบวชสูงสุดกล่าวได้ถูกต้อง ไม่ว่าเราจะทำเช่นไรก็ต้องเป็นไปตามกฎ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด หากกล้าเหยียบย่ำกฎของเมืองแห่งการเริ่มต้นเรา ข้าฉินเหวินเสี้ยวจะเป็นคนแรกที่ไม่ยอม!”
ช่างหนักแน่นเปี่ยมคุณธรรมเสียไม่มี!
ฝ่าเทียนหมิงแค่นยิ้ม ขณะกล่าวอย่างรื่นเริง “เป็นเช่นนั้นก็ดีแล้ว!”
ส่วนเลี่ยซิงชวีนั่งนิ่งไร้วจี ดูเงียบงันมาแต่ต้นจนจบ
ทันใดนั้น ด้านนอกจวนเจ้าเมืองก็เกิดเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว
“ซูอี้มาแล้ว!”
มีผู้ตะโกนขึ้น
……
นอกจวนเจ้าเมือง
ผู้คนคลาคล่ำต่างแหวกตัวเปิดทาง
บนสุดบาทวิถีนั้น ร่างของซูอี้ในอาภรณ์เขียวเดินมาพร้อมสตรีในอาภรณ์เรียบง่ายนางหนึ่ง
รูปลักษณ์ของสตรีผู้นั้นดาษดื่นธรรมดา แต่เมื่อทวยเทพกับตัวตนประหลาดจากเขตหวงห้ามต่างๆ เห็นนาง พวกเขาก็อดครั่นคร้าม เกิดสีหน้าหวาดหวั่นขึ้นมามิได้
รูปลักษณ์คนเปลี่ยนได้
แต่ไม่อาจเปลี่ยนตัวตนได้!
ผู้คนในยามนี้ต่างคาดเดาได้แล้วว่าสตรีในชุดเรียบง่ายอันดูดาษดื่นนี้คือร่างจำแลงของผู้นำเขตหวงห้ามลั่วเสวียนจี!!
ทว่าครั่นคร้ามก็ส่วนครั่นคร้าม ทวยเทพเหล่านั้นหาหวาดกลัวไม่
เพราะพวกเขาต่างรู้ว่าลั่วเสวียนจีวิถีเสียหายอย่างร้ายแรงก่อนมายังวิถีแห่งบรรพเทวา
และในเมืองแห่งการเริ่มต้นนี้ ต่อให้เป็นผู้นำเขตหวงห้ามอย่างนางก็ไม่อาจก่อเรื่องตามอำเภอใจได้!!
เทียบกับลั่วเสวียนจีแล้ว จุดสนใจของทุกผู้รวมกันอยู่ที่คนผู้เดียว…
ซูอี้!
“ผู้อาวุโสซู ท่านมาวันนี้ ตั้งใจจะสร้างเรื่องใหญ่จริงๆ หรือ?”
ตัวตนขอบเขตมหาศาลผู้หนึ่งรวบรวมความกล้าถามขึ้น
ทันใดนั้น ผู้คนมากมายต่างเงี่ยหูฟัง
“ก่อเรื่องใหญ่อันใด ข้ามาที่นี่เพื่อทวงถามความยุติธรรมเท่านั้น!”
ซูอี้ยิ้มขำขณะกล่าว
ทวงความยุติธรรม!
มีหรือผู้คนจะฟังความนัยของวจีนี้ไม่ออก?
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าข่าวเมื่อคืนวานเป็นความจริง ซูอี้มาที่นี่เพื่อคิดบัญชีกับนักบวชสูงสุดที่สองฉินเหวินเสี้ยว!
“ผู้อาวุโสซู พวกเราต่างทราบว่าท่านคือผู้เปิดวิถีแห่งบรรพเทวาด้วยเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย ข้าจึงได้มีวาสนาเข้ามารับบททดสอบที่นี่”
ตัวตนขอบเขตมหาศาลคนนั้นกล่าวอย่างร้อนใจ “อภัยให้ผู้น้อยที่หาญกล้าด้วยเถิด ข้าหวังว่าท่านจะไม่บุ่มบ่าม อย่าไปมีปากเสียงกับผู้มีอำนาจที่นี่เลย หากเกิดสิ่งใดขึ้น มันจะเกินแก้ไขนะขอรับ”
ทันใดนั้น ผู้คนมากมายที่นี่ต่างก็ออกมาเกลี้ยกล่อม
พวกเขาแทบทั้งหมดมีขอบเขตไม่ถึงวิถีเทพ และมิได้มีบุญคุณความแค้นใดๆ ต่อซูอี้ พวกเขาทำเพียงเพราะรู้สึกขอบคุณ ไม่อยากให้ชายหนุ่มสร้างปัญหามีเรื่องมีราว จึงรวบรวมความกล้าออกมาเกลี้ยกล่อม
ภาพนี้เกินความคาดหมายของซูอี้โดยสิ้นเชิง
ทันใดนั้น ชายหนุ่มก็แย้มยิ้ม ประสานมือให้คนเหล่านั้น ก่อนจะเดินไปยังจวนเจ้าเมืองโดยไร้วาจา
เผยท่าทีผ่อนคลายสบายใจ
ไม่นานนัก ซูอี้กับลั่วเสวียนจีพลันเดินตามกันเข้าไปในจวนเจ้าเมืองท่ามกลางสายตาทุกคู่
นักบวชสูงสุดทั้งสามและเทพชั้นสูงกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นในสายตา
บทสนทนาในโถงเงียบลงทันที
ทุกสายตาจับจ้องเพียงซูอี้คนเดียว
ผู้พิทักษ์เมืองร่างสูงในชุดเกราะหนักผู้หนึ่งลุกขึ้นจากพื้น ชี้หน้าซูอี้ขณะตะโกนลั่น “ซูอี้ เจ้ามีความผิด!”
วจีนั้นดังกึกก้องเยี่ยงอัสนี สะท้อนก้องทั่วทั้งโถงและแผ่ออกไปนอกจวนเจ้าเมือง สะเทือนโสตผู้คน
“พวกเขาเริ่มลงมือกับซูอี้กันแล้วหรือ!?”
คนหลายผู้เปลี่ยนสีหน้า ไม่คาดเลยว่าซูอี้เพิ่งมาถึงก็ถูกปรามาสอย่างก้าวร้าวเสียแล้ว!
มีบางผู้จำได้ว่าผู้พิทักษ์ร่างสูงนั้นคือ ‘ตี๋เป้า’ หัวหน้าผู้พิทักษ์ประจำเมืองแห่งการเริ่มต้น! ขุนพลอันดับหนึ่งภายใต้การบัญชาของนักบวชสูงสุดที่สอง!
ในโถง ซูอี้ทำตัวประหนึ่งคนหูหนวก
เขาไม่คิดกระทั่งจะชายตาแลตี๋เป้าด้วยซ้ำ จากนั้นจึงเบนสายตามองทุกผู้ในโถง “เอาเลย เริ่มการแสดงของพวกเจ้าได้ หวังว่าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”
ทุกผู้ “???”
นักบวชสูงสุดฝ่าเทียนหมิงขมวดคิ้ว ไม่ได้กล่าวอันใด
เทพสูงสุดทั้งหลายแสยะยิ้ม
ตี๋เป้าและผู้พิทักษ์ทั้งหลายในโถงล้วนเปี่ยมจิตสังหาร
นักบวชสูงสุดที่สามเลี่ยซิงชวีดูไม่แน่ใจ
ขณะที่นักบวชสูงสุดที่สองฉินเหวินเสี้ยวกล่าวขึ้นเสียงเย็น “ซูอี้ เจ้าอยากตายโดยไม่สำนึกหรือไร? เจ้าหน้าที่ พาโจวปิ่งมา!”
ทันใดนั้น ผู้พิทักษ์สองคนก็ปรากฏขึ้นในโถงพร้อมศพร่างหนึ่ง
ศพอันตกตายด้วยสีหน้าแสนสะพรึงนั้นคือโจวปิ่ง!
เกิดเสียงฮือฮาดังขึ้น
ด้านนอกจวนเจ้าเมืองมีเสียงอื้ออึง
“โจวปิ่งตายแล้วหรือ?”
“หรือซูอี้จะเป็นผู้ฆ่าเขา?”
“ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ อย่าลืมสิว่ายามซูอี้มาเยือนเมืองแห่งการเริ่มต้นเมื่อวานครั้งแรก โจวปิ่งกับเลี่ยเหลิ่งออกมาเรียกตัวเขาไปที่จวนเจ้าเมืองด้วยกัน แต่ซูอี้กลับปฏิเสธ!”
“ไม่เพียงแค่นั้น ทุกผู้ยังเห็นด้วยว่า ณ ยามนั้น โจวปิ่งประกาศชัดว่าจะลงทัณฑ์ซูอี้สถานหนักตามกฎ!”
“ทว่าผ่านไปเพียงหนึ่งคืน โจวปิ่งก็สิ้นใจ!”
“หากเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับซูอี้ ใครเล่าจะเชื่อ?”
“มิน่าเล่า นักบวชสูงสุดที่สองจึงวางท่าเสียยิ่งใหญ่ เกรงว่าซูอี้ถูกจับได้แล้วว่าฆ่าคน จึงปรามาสออกมาเสียยามนี้!”
……สารพัดวจีดังเซ็งแซ่
บรรยากาศในโถงหลักหดหู่เงียบงัน
ผู้คนมากมายจับจ้องซูอี้ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
ชายหนุ่มเหลือบมองศพของโจวปิ่งแล้วอดยิ้มมิได้ “เอาลูกไม้เล็กจ้อยเช่นนี้มาเล่นป้ายสีเสียใหญ่โต นับว่าหยามกันจริงๆ”
เขาไม่คิดจริงๆ ว่าพวกนักบวชสูงสุดที่สองจะเล่นสกปรกเช่นนี้ มิลังเลกระทั่งฆ่าผู้พิทักษ์เพื่อใส่ความเขา!
“ป้ายสี?”
ฉินเหวินเสี้ยวกล่าวเสียงเย็น “ในฐานะนักบวชสูงสุดที่สองประจำเมืองแห่งการเริ่มต้น ไฉนข้าต้องป้ายสีเจ้าซึ่งเป็นคนนอกด้วย? ซูอี้ ทุกคนล้วนเห็นว่าเมื่อวานนี้ เจ้ากับโจวปิ่งมีปากเสียงกัน ทว่ายามนี้โจวปิ่งตายแล้ว มันจะมิเกี่ยวกับเจ้าได้เช่นไร?”
“หลักฐานล่ะ?” ลั่วเสวียนจีกล่าว
ฉินเหวินเสี้ยวกล่าวอย่างเฉยชา “เมื่อวานมีคนตั้งมากมายเห็น ไม่ใช่ว่านั่นคือหลักฐานหรือ? นอกจากนั้น หากซูอี้ผู้นี้กล้าฆ่าโจวปิ่ง เขาจะทิ้งหลักฐานไว้มัดตนเองหรือ?”
วาจาของเขาทำให้ผู้คนเกิดเสียงเซ็งแซ่
ซูอี้เสสรวล
ยามไร้หลักฐาน ผู้ต้องสงสัยที่สุดก็ย่อมน่าจะเป็นฆาตกร!
นี่คือปฏิกิริยาโดยไม่รู้ตัวของผู้คน
ทว่าเรื่องราวแสนง่ายดายนี้กลับหาหนทางตอบโต้ได้ยากยิ่ง
โชคดีที่ชายหนุ่มไร้ความคิดจะโต้เถียงหรืออยากพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเลย
เขาถามตรงๆ “หมายความว่าหากผู้พิทักษ์สักคนตาย เจ้าก็จะหาว่าข้าเป็นคนร้ายได้สินะ?”
“แน่นอนว่าไม่”
ฉินเหวินเสี้ยวกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ยอมรับหรอก แต่ยามนี้เจ้าน่าสงสัยที่สุด จึงต้องถูกคุมตัวไว้ก่อน และเมื่อพบหลักฐาน หากคนผู้นี้ถูกเจ้าฆ่าจริงๆ เจ้าก็ต้องถูกลงโทษสถานหนัก แต่หากไม่ได้ฆ่า เจ้าก็จะได้รับการชดเชย”
คำกล่าวนี้เหมือนเป็นการยอมถอย แต่แท้จริงมันคือการถอยเพื่อเดินหน้าต่อ ทำเพื่อให้ได้ขังซูอี้ไว้ก่อน!
ยิ่งกว่านั้น วาจานี้ยังไม่ได้ผิดใดๆ เลย
แต่ทุกผู้ล้วนรู้ว่าขอเพียงซูอี้ถูกขัง จุดจบย่อมไม่สวยแน่!
เพราะถึงอย่างไร คนซึ่งสายตาเฉียบคมสักนิดล้วนเห็นได้ว่านักบวชสูงสุดที่สองอยากกำจัดซูอี้ มีหรือเขาจะหาหลักฐานมาจริงๆ?
เขาก็แค่พูดไปเช่นนั้น ใครเชื่อก็โง่เต็มที!
ทว่าไร้ผู้ใดโต้เถียง
นักบวชสูงสุดทำเพียงมองอย่างเฉยชา
เทพชั้นสูงทั้งหลายลำพองย่ามใจ ดวงตายามมองมายังชายหนุ่มเปี่ยมความเวทนา
สิ่งที่ทำให้ซูอี้กับลั่วเสวียนจีรู้สึกผิดปกติก็คือ นักบวชสูงสุดที่สามเลี่ยซิงชวีนั่งเงียบไม่พูดจามาตลอด!
แต่ซูอี้ก็มิเคยหวังให้เลี่ยซิงชวีสร้างประโยชน์อันใดนักอยู่แล้ว ในใจของเขาจึงไม่ได้ผิดหวังมากนัก
ผู้คนมากมายนอกจวนเจ้าเมืองหลั่งเหงื่อแทนซูอี้
แต่ผู้เข้าสู่วิถีแห่งบรรพเทวาได้ แต่ละคนจะโง่ได้เช่นไร?
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า กระทั่งคนโง่งมยังเห็นว่าเป็นแผนการจัดการกับซูอี้ของนักบวชสูงสุดที่สอง และมิอาจตรวจสอบได้เลย
แต่อย่างน้อยตอนนี้ วิธีการของนักบวชสูงสุดที่สองนับว่าไร้ที่ติอย่างแท้จริง!
เจ้าต้องสงสัย งั้นขังเจ้าไว้ก่อน พอเรื่องราวกระจ่างก็จะคืนความบริสุทธิ์ให้ ผิดตรงไหนหรือ?
ไม่มี!
กล่าวได้ว่านักบวชสูงสุดที่สองนั้นกระทำตามกฎเมืองแห่งการเริ่มต้นอย่างเคร่งครัด
นี่เป็นจุดที่จนปัญญาที่สุด
สรุปแล้วก็เป็นเพราะเมืองแห่งการเริ่มต้นนี้คือถิ่นของสามนักบวชสูงสุด และกฎทั้งมวลก็ถูกกำหนดโดยพวกเขา
หากซูอี้ขัดขืน เขาจะเป็นฝ่ายละเมิดกฎและต้องถูกลงโทษสถานหนัก!
หากไม่ขัดขืน สถานการณ์ก็แย่อยู่ดี!
ยามนี้ ซูอี้กล่าวอย่างถอนใจ “ไม่คิดเลยว่าพวกเจ้าจะแสนเกียจคร้านในการรับมือข้า จึงใช้เพียงมาตรการขอไปที”
วางท่าเสียใหญ่โต แต่กลับป้ายสีด้วยเหตุผลข้างๆ คูๆ เห็นได้ชัดว่าขอไปที ไม่เห็นเขาในสายตาสักนิด!