บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2077 ข้าได้รับความเป็นธรรมหรือไม่?
ลั่วเสวียนจีเข้าใจวาจาของซูอี้
ผู้มองคนอื่นๆ ก็เห็นได้เช่นกันว่าฉินเหวินเสี้ยวแสนมั่นใจไร้ความกลัว และคร้านเกินกว่าจะเสียเวลาหาเหตุผลอันฟังขึ้นมาจัดการกับซูอี้ด้วยซ้ำไป!
ทว่าฉินเหวินเสี้ยวทำเพียงเหลือบมองซูอี้อย่างไร้อารมณ์และกล่าวว่า
“ตี๋เป้า!”
“ขอรับ!”
ตี๋เป้ากล่าวเสียงเข้ม
“พาคนมาพาซูอี้ผู้นี้ไปคุมขัง ณ คุกต้องห้ามของจวนเจ้าเมือง”
ฉินเหวินเสี้ยวกล่าวเสียงเย็น “หากเขากล้าขัดขืน แปลว่ามีเจตนาร้าย ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์และต่อต้านเมืองแห่งการเริ่มต้นของเรา ถึงยามนั้น ลงมือประหารได้เลย!”
วาจาอันมาดร้ายนั้นสะท้อนทั่วโถง
เสียงฮือฮาพลันลือลั่นที่นอกจวนเจ้าเมือง
ส่วนในโถงหลักจวนเจ้าเมือง เทพชั้นสูงทั้งหลายล้วนมีสีหน้าเย้ยหยัน
ไม่ว่าซูอี้จะขัดขืนหรือไม่ ผลลัพธ์ก็จบสิ้นเช่นกัน
แน่นอน พวกเขาอยากให้ซูอี้ดิ้นรน!
หากเป็นเช่นนั้น จะได้ฆ่าได้ทันที
นักบวชสูงสุดฝ่าเทียนหมิงขมวดคิ้ว ดวงตาวูบไหว ในใจไม่เชื่อว่าซูอี้จะอยู่เฉย
ทว่าเขามิอาจคิดออกว่าซูอี้จะแก้ปัญหามืดแปดด้านนี้เช่นไร
และตี๋เป้าก็ย่างสามขุมเข้ามา คู่เนตรเย็นเยียบเฉียบคมเยี่ยงสายฟ้า จับจ้องนิ่งที่ซูอี้ “ยอมจำนนให้จับกุมเสียโดยดี จะได้เลี่ยงความตายได้! หาไม่ เจ้าจะถูกประหาร!”
เขายกมือขึ้นขยุ้มใส่ซูอี้อย่างดุดัน
กร๊อบ!
เปรี้ยง!
เพียงหนึ่งโบกแขนเสื้อจากซูอี้ มือขวาซึ่งยื่นเข้ามาของตี๋เป้าพลันหักออก ร่างกระเด็นหัวทิ่มร่วงลงพื้นไกลออกไปอย่างรุนแรง ใบหน้าเปี่ยมความรวดร้าว
“บังอาจ!!”
ฉินเหวินเสี้ยวตวาดลั่นอย่างเดือดดาล
ทว่าสีหน้าของเจ้าตัวกลับปรากฏความลิงโลดอย่างมิอาจปิดบัง
ซูอี้เลือกขัดขืน กระทั่งทำร้ายคนต่อหน้าทุกผู้!
แค่นี้ก็พอแล้ว มิต้องหาเหตุผลใดอื่น แค่เรื่องนี้ก็ฆ่าเขาได้ทันทีแล้ว
เทพชั้นสูงทั้งหลายอดแสยะยิ้มเยาะมิได้
เปลือกตาของนักบวชสูงสุดกระตุก ดวงตาจับจ้องซูอี้
และหัวใจของผู้คนมากมายนอกจวนเจ้าเมืองก็ดิ่งร่วง จบเห่แล้ว!
ยามนี้ ใครบ้างไม่รู้ว่าการกระทำของซูอี้จะส่งผลเช่นไร?
“นักบวชสูงสุด ข้าจะฆ่าคนผู้นี้ตามกฎเมืองเสีย มีข้อขัดแย้งหรือไม่?”
ฉินเหวินเสี้ยวกล่าวอย่างไร้อารมณ์
นักบวชสูงสุดเหลือบมองเลี่ยซิงชวีผู้จนป่านนี้ก็ยังไร้วาจา และกล่าวว่า “นักบวชสูงสุดที่สามเห็นเช่นไรกับเรื่องนี้?”
ควับ!
ทุกสายตาหันไปมองเลี่ยซิงชวีเป็นตาเดียว
ขณะนี้ สีหน้าของเลี่ยซิงชวีดำคล้ำ หัวใจดูสับสนปนเปอย่างยิ่ง
ทว่าโดยไม่รีรอให้เลี่ยซิงชวีประกาศจุดยืน ฉินเหวินเสี้ยวก็กล่าวขึ้นแล้วว่า “เรื่องนี้ไม่ต้องให้นักบวชสูงสุดที่สามแสดงจุดยืนหรอก ซูอี้ผู้นี้แหกกฎและต้องถูกฆ่า!”
“ถูกต้อง ต้องถูกประหาร!”
เทพชั้นสูงและผู้พิทักษ์ทั้งหลายต่างเออออ
ทุกคมหอกล้วนชี้ตรงไปทางซูอี้
สีหน้าของซูอี้ยังคงเฉยชาเช่นกาลก่อน ดวงตาเย็นเยียบ ฉากนี้ช่างแสนชุ่ยเหลือเกิน ไม่เห็นดีตรงไหนเลย
เห็นได้ว่าไร้ผู้ใดที่นี่คิดจะสร้างเรื่องอัศจรรย์ยิ่งใหญ่
เขาแย้มยิ้มกล่าวว่า “ข้าเคยได้ยินมาว่าในอดีต เราสามารถตัดสินได้ว่าได้รับความเป็นธรรมหรือไม่เพียงแค่ตีกลองฟ้องร้อง”
ไม่รอให้ชายหนุ่มพูดจบ นักบวชสูงสุดที่สองฉินเหวินเสี้ยวก็แค่นยิ้มกล่าวขัด “หากกลองฟ้องร้องยังมีบทบาทเลิศล้ำได้เพียงนั้น ผู้กระทำผิดเช่นเจ้าก็คงถูกตัดสิน ผดุงกฎในทันทีไปแล้ว!”
เขารำพึง “น่าเสียดายที่ไม้กลองของกลองฟ้องร้องหายไป หาไม่ ข้าคงไม่ต้องมาเสียเวลาเปลืองน้ำลายวันนี้ ก็ฆ่าเจ้าผู้กระทำผิดได้แล้ว!”
ซูอี้ส่ายหัวกล่าว “ผิดแล้ว แม้ไม้กลองจะไม่อยู่ แต่กลองฟ้องร้องไม่จำเป็นต้องตี ก็เผยอำนาจอัศจรรย์ได้”
ว่าแล้ว ชายหนุ่มจึงหันไปกล่าวกับนักบวชสูงสุดที่สามเลี่ยซิงชวี “สหายเต๋า เจ้าลองเคาะกลองนี้เองได้เลย ดูซิว่าสมบัตินี้กล้าไม่ตอบสนองหรือไม่”
วาจาของเขาทำให้เหล่าผู้ชมผงะไป
ผู้คนมากมายตะลึงงุนงง
ซูอี้ผู้นี้จนหนทางจนฝากความหวังไว้กับกลองฟ้องร้องแล้วหรือ?
กระทั่งลั่วเสวียนจียังผงะ
เมื่อคืนนี้ นางเห็นมากับตาว่าซูอี้มั่นใจไร้ความกลัว แต่ไม่คาดคิดเลยว่าซูอี้จะฝากความหวังไว้กับสมบัติโบราณอันไร้ประโยชน์มาเนิ่นนาน
“นี่……”
สีหน้าของเลี่ยซิงชวีแปรเปลี่ยนชั่วขณะ ก่อนจะกัดฟันลุกขึ้น “ได้!”
“ช้าก่อน!”
ฉินเหวินเสี้ยวพลันกล่าวขึ้น “อยุติธรรมอันใด พวกเจ้าก็เห็นกันแล้วว่าซูอี้ผู้นี้ไม่เพียงเป็นผู้ต้องสงสัยรายใหญ่สุดว่าจะเป็นฆาตกรฆ่าโจวปิ่ง ยังทำร้ายหัวหน้าผู้พิทักษ์ตี๋เป้าให้เห็นกันจะๆ! แค่นี้ก็เพียงพอที่จะฆ่าเขาแล้ว!”
“นักบวชสูงสุดที่สาม เจ้าคิดเช่นไร?”
สายตาของเขาจ้องเลี่ยซิงชวีอย่างเยียบเย็น
สื่อนัยข่มขู่ชัดเจน
ทันใดนั้น นักบวชสูงสุดพลันกล่าวเสียงลุ่มลึก “ไม้กลองสำหรับใช้กับกลองฟ้องร้องนั้นหายไป มิอาจใช้ได้แล้ว แต่หากนักบวชสูงสุดที่สามอยากลองจริงๆ ก็ทำได้นะ”
ฉินเหวินเสี้ยวขมวดคิ้ว เมินนักบวชสูงสุดไป และทำเพียงกล่าวกับนักบวชสูงสุดที่สามด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “เจ้าคือนักบวชสูงสุดที่สามของเมืองแห่งการเริ่มต้น หากจะลองดู ข้าจะไม่หยุดเจ้า”
เลี่ยซิงชวีเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันหันเดินออกนอกโถง
เมื่อเห็นเช่นนี้ ซูอี้พลันลอบพยักหน้าและกล่าวขึ้น “นักบวชสูงสุดที่สาม โปรดช้าก่อน”
เลี่ยซิงชวีผงะไป กล่าวขึ้นทันควัน “สหายเต๋าซูไม่คิดลองแล้วหรือ?”
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าว “เจ้าไม่จำเป็นต้องตีกลองเองหรอก”
ว่าแล้ว เขาก็หันมองออกไปนอกจวนเจ้าเมือง จากนั้นจึงกล่าวท่ามกลางสายตาตกตะลึงของผู้คนว่า
“ข้าได้รับความเป็นธรรมหรือไม่?”
พรูด!
บางผู้พลันระเบิดขำออกมาทันที
ซูอี้ผู้นี้บ้าไปแล้วหรือ? เขาพูดกับสมบัติโบราณอันจมฝุ่นมาเนิ่นนานราวคนเสียสติ!!
ในโถงเกิดเสียงระเบิดหัวเราะขึ้น
กระทั่งฝ่าเทียนหมิง ฉินเหวินเสี้ยวและคนอื่นๆ ยังผงะไป ดวงตาดูพิกล
ในฐานะนักบวชสูงสุด พวกเขาหรือจะไม่รู้ว่าหากไร้ไม้กลอง กลองฟ้องร้องก็เหมือนกลองโง่ๆ ใบหนึ่ง!
ทั้งหมดนี้ทำให้วาจาของซูอี้ดูตลกน่าขันเป็นพิเศษ
ทว่ายามนี้เอง…
ตูม!!!
เสียงกลองสนั่นหนักพลันดังขึ้นหนึ่งหน ประหนึ่งอัสนิบาตจากเก้าชั้นสรวงสะท้านฟ้าดิน สั่นสะท้านทั่วเมืองแห่งการเริ่มต้นเลื่อนลั่น
เสียงหัวเราะทั้งมวลหยุดลงกะทันหัน
เสียงกลองนั้นหนักแน่นสนั่นลั่นเสียจนสะท้านสุญตาสะเทือนทั่วทุกทิศ กลบทุกวจีในโลกหล้าฟ้าดิน เปรียบเช่นสายฟ้าทะลวงใจทุกผู้ยามต้องโสต ทำให้หัวใจทุกดวงระริกไหวสั่นเทา
เพียงพริบตา ทั้งนอกและในจวนเจ้าเมือง ไม่ว่าผู้ใดต่างมีสีหน้าแข็งค้าง ดวงตาเบิกโพลง
ในคลองจักษุของพวกเขา กลองฟ้องร้องอันจมกองฝุ่นพลันระเบิดลวดลายวิถีประหลาดเกินเข้าใจออกมานับไม่ถ้วน
ท่ามกลางเพลิงแสงกระหวัดเกี่ยว เสียงกลองคำรณก้องบรรพตทะเลตามกันเสียงแล้วเสียงเล่า
ตูม! ตูม! ตูม!
สีหน้าของผู้คนแปรเปลี่ยนเป็นร้ายกาจ เสียงอุทานดังขึ้น
ใครเล่าจะคาดคิดว่ากลองฟ้องร้องซึ่งสิ้นฤทธิ์นิ่งงันไปเนิ่นนานจะฟื้นขึ้นส่งวจีสะท้านเก้าสวรรค์ในยามนี้?
และในที่สุด อักษรสีดำขนาดมหึมาพลันฉายขึ้นสู่อากาศจากกลองฟ้องร้องอันเปี่ยมพิรุณแสง
‘อยุติธรรม!’
คำเดียวนั้นยิ่งใหญ่เจิดจรัสเยี่ยงเนินเขาย่อมๆ เตะตาลอยกลางหาว!
เสียงกลองสะเทือนหล้าเงียบลง
เหล่าผู้ชมล้วนเงียบตะลึง
ในจวนเจ้าเมือง สีหน้าของนักบวชสูงสุดฝ่าเทียนหมิงแปรเปลี่ยน พึมพำว่า “กลองฟ้องร้องปรากฏแล้วหรือ?”
สีหน้าของนักบวชสูงสุดที่สองฉินเหวินเสี้ยวดำคล้ำเปี่ยมโทสะ เหตุกะทันหันนี้เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัวโดยแท้
เทพชั้นสูงทั้งหลายมองหน้ากัน ตระหนักแล้วว่าบางสิ่งผิดพลาด
นักบวชสูงสุดที่สามดูตื่นเต้น กล่าวขึ้นเสียงลั่น “กลองฟ้องร้อง… ยังคงใช้งานได้เสมอ!!”
“ที่แท้ไพ่ตายของเขาก็คือกลองฟ้องร้องนี่จริงๆ แฮะ”
ลั่วเสวียนจีกะพริบตา
นางพอเดาได้แล้วว่า เหตุผลที่กลองฟ้องร้องมีปฏิกิริยาเช่นนี้ก็น่าจะเกี่ยวกับอำนาจวัฏสงสารและเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยในมือซูอี้!
เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำอยู่!!
และยามนี้ ซูอี้ยังคงกล่าวกับกลองฟ้องร้องอย่างแผ่วเบา “ข้ามิได้รับความเป็นธรรมเช่นไร?”
ยามนี้ ไร้ผู้ใดกล้าหัวเราะอีกต่อไปแล้ว ดวงตาทุกคู่จับจ้องนิ่งที่กลองฟ้องร้อง
สมบัติโบราณเช่นนี้เรืองรองรัศมีลึกลับ เขียนข้อความขึ้นบนอากาศราวมีชีวิต
‘ใต้เท้าถูกคนชั่วใส่ความ ป้ายสีให้เป็นที่ไม่พอใจแห่งสาธารณะ! หากเรื่องนี้ไม่แก้ไขให้ยุติธรรม สวรรค์คงมิอาจยอมรับได้!’
เหล่าผู้ชมแตกฮือ
ทุกผู้ล้วนตะลึง
กลองฟ้องร้องนี้อัศจรรย์ยิ่งนัก มันชี้ออกมาทันทีว่านักบวชสูงสุดที่สองคือคนชั่วผู้ใส่ความซูอี้!
“สมบัติชิ้นนี้เรียกสหายเต๋าซูเป็นใต้เท้า…” ดวงตาของลั่วเสวียนจีเรืองประกายครุ่นคิด
“เหลวไหล!”
ฉินเหวินเสี้ยวมิอาจสะกดโทสะไว้ในใจได้อีก และกล่าวขึ้นเสียงแข็ง “สมบัตินี่ ซูอี้ต้องลอบควบคุมอยู่เป็นแน่ จึงกล่าวเหลวไหลป้ายสีข้า!”
ว่าแล้ว เขาก็หันไปมองซูอี้ด้วยดวงตาแข็งกร้าวน่าสะพรึงกลัว “จริงเท็จเช่นไร ข้าก็สรุปไปแล้วว่าด้วยกฎเมือง ซูอี้ผู้นี้ต้องถูกประหาร!”
ทวยเทพอื่นๆ ต่างก็กล่าวขึ้นอย่างมาดร้าย “ถูกต้อง ต้องถูกประหาร!”
บรรยากาศตึงเครียดขึ้นมาทันที
นักบวชสูงสุดลุกขึ้นกล่าวเสียงเข้มทันที “นักบวชสูงสุดที่สองอย่าเพิ่งวู่วาม ตรวจสอบสาเหตุเรื่องนี้ก่อนค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สายนะ!”
นักบวชสูงสุดที่สามเองก็กัดฟันกล่าวว่า “ถูกต้อง กลองฟ้องร้องแถลงแล้วว่าเรื่องนี้มีความอยุติธรรม ต้องตรวจสอบใหม่อีกครั้งอย่างเคร่งครัด หาไม่ จะเป็นการผิดต่อกฎเมือง!”
ทันใดนั้น สองนักบวชสูงสุดต่างแสดงจุดยืนชัดเจนต่อนักบวชสูงสุดที่สอง
จากนั้น สถานการณ์ก็แปรเปลี่ยนไป
ทุกผู้ซึ่งรับชมอยู่ล้วนอดตกใจมิได้
“ยังจะตรวจสอบอันใดอีก พวกเจ้าตาบอดกันหรือไร ไม่เห็นยามเขาขัดขืนทำร้ายตี๋เป้ากันหรือ?”
นักบวชสูงสุดที่สองฉินเหวินเสี้ยวตะโกนลั่น
“ผู้ใดกล้าขัดขวางการกระทำของนักบวชสูงสุดที่สอง ให้การปกป้องซูอี้ผู้กระทำผิดอย่างจงใจ เราจะมิปล่อยไว้!”
เริ่นเป่ยโหยวจากศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ออกมาประกาศจุดยืน
ขณะที่เทพชั้นสูงคนอื่นๆ ก็เปี่ยมด้วยจิตมาดร้าย
สถานการณ์ในโถงพลันตึงเครียด!
มีเพียงซูอี้ยืนที่เดิมเนิ่นนาน ก่อนจะกล่าวว่า “ความผิดมีผู้กระทำ หนี้มีเจ้าของ พวกเจ้าไม่ต้องเข้ามาแทรกแซงหรอก ข้าอยากเห็นนักว่าเจ้า ฉินเหวินเสี้ยว จะฆ่าข้าเช่นไร”
“เห็นหรือไม่ คนผู้นี้มิยอมสำนึกจนตัวตาย อภัยมิได้!”
ฉินเหวินเสี้ยวตะโกนลั่น โบกแขนเสื้อของเขา
ตูม!
รัศมีแสงพวยพุ่งออกจากฝ่ามือ ไม้เท้าไม้สีเลือดขนาดราวหนึ่งจั้งด้ามหนึ่งปรากฏขึ้น ทั่วพื้นผิวปกคลุมด้วยอักขระวิถีสีเลือดเรื่อเรืองเจิดจรัส
จิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมาจากไม้เท้าไม้สีเลือดนี้
ชั่วขณะนั้น ทุกผู้ล้วนหายใจติดขัด สัมผัสแรงกดดันปะทะหน้าได้จนร่างเกร็ง
การเผชิญหน้าสมบัตินี้ทำให้ผู้คนรู้สึกสิ้นหวัง ราวเป็นนักโทษรอตัดสินประหาร
นี่คือไม้เท้าทัณฑ์สวรรค์!
หนึ่งในสามสมบัติสูงสุดของเมืองแห่งการเริ่มต้น มุ่งเน้นการสังหาร สามารถปราบเทพมาร สังหารผู้กระทำผิดทั้งมวล!