บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2079 คันฉ่องเทพกระจ่างชัด!
เทพชั้นสูงนั้นนับเป็นตัวตนยิ่งใหญ่สูงสุดบนวิถีเทพแล้ว
เป็นตัวตนสูงสุดภายใต้จอมเทพเพียงเท่านั้น!
ด้วยวิถีเต๋าขณะนี้ของซูอี้ หากเผชิญหน้าดวลเดี่ยว เขาจะแค่พอรับมือไหว
แต่หากตัดสินเป็นตาย แพ้ชนะนั้นยังเกินคาดเดา!
และเมื่อเทพชั้นสูงกลุ่มหนึ่งพลันเลือกเผ่นหนี ซูอี้ก็ไม่อาจหยุดได้ทัน
นักบวชสูงสุดและนักบวชสูงสุดที่สามเองก็รั้งไม่ได้
ลั่วเสวียนจีอยากลงมือ แต่เมื่อเห็นว่าซูอี้ไม่ขยับ หัวใจของนางพลันสะท้านไหว เลือกไม่ลงมือ
ทว่าไม้เท้าทัณฑ์สวรรค์กลับเคลื่อนไหว!
จู่ๆ อาวุธสังหารยิ่งใหญ่นี้พลันทะยานเวหา
ตูม!
อำนาจกฎบัญญัติบนท้องนภาเหนือเมืองแห่งการเริ่มต้นอันดูประหนึ่งพายุสายฟ้า พลันแปรสีแดงฉานเช่นเลือด โปรยปรายลงจากเวหา
เปรี้ยง!
ดุจพายุสายฟ้ากระหน่ำโถม
อำนาจกฎบัญญัติอันยิ่งใหญ่ทอตัวเป็นร่างแหสีเลือด และก่อนผู้ใดจะทันไหวตัว มันก็มัดร่างของเริ่นเป่ยโหยวและเทพชั้นสูงอีกสิบสี่คน ปราบพวกเขาลงทันที!
การขัดขืนใดๆ ล้วนเสียเปล่า!
อำนาจกฎเกณฑ์สีเลือดอันเจิดจรัสเปี่ยมด้วยอำนาจร้ายแรง ผนึกปราณ และวิถีเต๋าของเทพชั้นสูงเหล่านั้นเสียสิ้น
แต่ละผู้แน่นิ่งเยี่ยงซากสุนัข!
ไม้เท้าทัณฑ์สวรรค์ลอยนิ่งใต้ท้องนภา อำนาจน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านเยี่ยงหนึ่งทิวาเจิดจรัสลำพัง
จนทวยเทพทั้งหลายไม่อาจหาญมองตรงๆ ได้!
อาวุธสังหารยิ่งใหญ่นี้น่าเหลือเชื่อจริงแท้ เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณและปราณร้ายแรงเกินคาดคะนึง บัญชาเป็นตายเยี่ยงนายสูงสุดแห่งเมืองแห่งการเริ่มต้น!
ทุกผู้ล้วนผงะตะลึง
ลงมือเพียงหน เทพชั้นสูงสิบกว่าผู้ก็ถูกจองจำแน่นิ่ง!!
“อำนาจน่าสะพรึงกลัวเพียงนี้ สมบัตินี่มาจากผู้ใดกัน จึงทรงพลังได้เช่นนี้?”
คู่เนตรพร่างประกายของลั่วเสวียนจีหดตัวเล็กน้อย
นางคือผู้นำเขตหวงห้าม แต่นางเพิ่งมาตระหนักแท้จริงถึงธรรมชาติน่าสะพรึงกลัวของสมบัติสะบั้นกฎ ไม้เท้าทัณฑ์สวรรค์เอายามนี้!
ขณะนี้ ทุกผู้ในจวนเจ้าเมืองเดินออกจากโถงตามๆ กัน พากันมุ่งตรงมายังจุดที่เทพชั้นสูงทั้งหลายถูกพันธนาการไว้
“นี่คือกฎเมืองแห่งการเริ่มต้นหรือ? ถุ้ย!”
เทพชั้นสูงบางคนตะโกนอย่างเดือดดาล
“กฎบ้าอันใดให้ซูอี้นั่นใช้งานได้ตามใจ จะยุติธรรมได้เช่นไร?”
เทพชั้นสูงคนอื่นๆ ล้วนกัดฟัน สีหน้ายากยอมรับ
ในด้านความแข็งแกร่งแท้จริง ไม่ว่าผู้ใดในหมู่พวกเขาก็สามารถสังหารตัวตนเล็กจ้อยอย่างซูอี้ได้!
แต่เรื่องน่าอับอายที่สุดก็คือ ที่นี่คือเมืองแห่งการเริ่มต้น!
มีอาวุธสังหารร้ายแรงอย่างไม้เท้าทัณฑ์สวรรค์อยู่ พวกเขาจะหนีก็หนีมิได้ ไร้โอกาสตอบโต้ใดๆ
“ข้าบอกแล้ว กฎคือกฎ และหากพวกเจ้าผิดก็ต้องลงโทษ ไร้ผู้ใดเป็นข้อยกเว้น”
ซูอี้กล่าว “แน่นอน รวมถึงข้าด้วย”
“มีเพียงการทำเช่นนี้ กฎจึงศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เกรงกลัวจากใจผู้คน”
ตูม!
กลองฟ้องร้องสะเทือนวจี ปรากฏข้อความขึ้นว่า ‘วาทะใต้เท้าหมายความว่า ไร้กฎเกณฑ์ไม่อาจสร้างความยุติธรรม ทวยเทพเองก็มิใช่ข้อยกเว้น! หากไร้กฎเกณฑ์ ผู้อ่อนแอก็ไม่อาจได้รับการคุ้มครอง ผู้แข็งแกร่งมิอาจถูกจำกัด และเมืองแห่งการเริ่มต้นก็จะสูญสิ้นความหมายการคงอยู่!’
ไม้เท้าทัณฑ์สวรรค์คำรามราวเห็นด้วยมาจากใต้ท้องนภา
ภาพนี้ทำให้หัวใจผู้คนมากมายสั่นสะท้าน
“ในเมื่อจะพูดกันเรื่องกฎเกณฑ์ งั้นข้าขอถาม มีหลักฐานใดที่บ่งบอกว่าเราเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดที่จับต้องได้ หรือไม่?”
เริ่นเป่ยโหยวพลันกล่าวขึ้น
ทันใดนั้น ทุกผู้ก็มองหน้ากัน
ทว่าผู้คนก็ต้องประหลาดใจเมื่อซูอี้พยักหน้า “มีสิ”
“มีหรือ?”
ทุกผู้ต่างผงะ
กระทั่งลั่วเสวียนจียังอดสงสัยมิได้ ซูอี้เพิ่งมายังเมืองแห่งการเริ่มต้นเมื่อวานนี้ และมิได้ออกไปไหนเลย เขาจะไปได้หลักฐานจากหนใด?
ทว่าทันใดนั้น สายตาของซูอี้ก็หันไปทางนักบวชสูงสุดฝ่าเทียนหมิง กล่าวขึ้นว่า “เรื่องนี้กำลังจะจบสิ้น เจ้าดูละครนี้นานพอแล้ว มิใช่ว่าควรนำคันฉ่องเทพกระจ่างชัดออกมาได้แล้วหรือ?”
ผู้คนล้วนตะลึง
ต่างผู้ล้วนเคยได้ยินมาเนิ่นนาน ว่าหนึ่งในสามสมบัติสูงสุด คันฉ่องเทพกระจ่างชัดของเมืองแห่งการเริ่มต้นถูกขโมยไป
เพราะเหตุนี้ นักบวชสูงสุดฝ่าเทียนหมิงจึงเหมือนพยัคฆ์ไร้เขี้ยว อำนาจมิทรงพลังเช่นกาลก่อน และถูกนักบวชสูงสุดที่สองฉินเหวินเสี้ยวกลบรัศมีสิ้นเชิง
กระทั่งก่อนเหตุการณ์วันนี้ ทั้งนักบวชสูงสุดที่สองและผู้อื่นยังไร้ผู้ใส่ใจนักบวชสูงสุดอย่างจริงจัง
กระทั่งตัวนักบวชสูงสุดเองยังเลือกรักษาชีวิต ยืนดูเฉยๆ โดยมิเข้ามาพัวพัน
ทั้งหมดนี้สื่อสัญญาณถึงความอ่อนแอไร้อำนาจ!
แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่าซูอี้จะเผยชัดทันใดว่าคันฉ่องเทพกระจ่างชัดซึ่งกล่าวกันว่าถูกขโมย แท้จริงอยู่ในมือนักบวชสูงสุดมาตลอด?
นักบวชสูงสุดที่สามเลี่ยซิงชวีเบิกตากว้างมองฝ่าเทียนหมิง อย่างไม่อยากเชื่อ “นักบวชสูงสุด คันฉ่องเทพกระจ่างชัดอยู่ในมือเจ้ามาตลอดเลยหรือ!?”
ฝ่าเทียนหมิงยืนจังงังกับที่ สีหน้ายากเข้าใจไปชั่วขณะ
ครู่ต่อมา เขาก็รำพึงด้วยสีหน้าขื่นขม “ยามนี้ ในที่สุดข้าก็สำเหนียกแล้วว่าอุบายของข้าและนักบวชสูงสุดที่สองย้อนเข้าตัว เราประเมินความสามารถท่านต่ำเกินไปมาก”
ผู้ชมทั้งหลายต่างแตกฮือ ใครเล่าจะไม่เห็นว่านักบวชสูงสุดกำลังยอมรับผิด?
“ไฉนจึงมิขัดขืน?”
ซูอี้ถาม
ฝ่าเทียนหมิงส่ายหน้ากล่าว “นับแต่ยามกลองฟ้องร้องเผยฤทธา ข้าก็ตระหนักแล้วว่ากลเล็กจ้อยของข้าย่อมต้องเป็น กระดาษ มิอาจนำมาต้านเพลิงได้ และกลอุบายของข้าก็ถูกสหายเต๋ามองทะลุ มิอาจดิ้นรนขัดขืนอันใดได้เลย”
ว่าแล้ว เขาก็สูดหายใจลึกๆ ขณะนำกล่องลึกลับสีดำใบหนึ่งออกจากแขนเสื้อ ถือไว้ตรงหน้าตน
“คันฉ่องอยู่ในกล่องนี้ ตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้ยอมรับผิด และเต็มใจรับทัณฑ์!”
ว่าแล้ว ฝ่าเทียนหมิงก็ก้มลงศีรษะขนานพื้นอย่างสำนึกผิดต่อซูอี้
หัวใจทุกผู้เรรวน ตกตะลึงตามกัน
ใครเล่าจะคาดคิดว่ามิเพียงนักบวชสูงสุดที่สองจะเกิดปัญหา แต่กระทั่งนักบวชสูงสุดยังมีแผนการซุกซ่อน?
“ฝ่าเทียนหมิง นี่… นี่มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่?!”
เลี่ยซิงชวีเดือดดาล
“มิเข้าใจหรือ เจ้าเฒ่านี่คิดครอบครองคันฉ่องเทพกระจ่างชัดไว้เพียงผู้เดียวอยู่นานแล้ว และยังคิดกำจัดนักบวชสูงสุดที่สองฉินเหวินเสี้ยวเพื่อครอบครองไม้เท้าทัณฑ์สวรรค์เป็นของตนอีกชิ้น”
ลั่วเสวียนจีกล่าวเบาๆ “เขาคิดให้ปูปลาสู้กัน แล้วชาวประมงก็ได้ประโยชน์เหมือนยามนี้แหละ ทันทีที่ฉินเหวินเสี้ยวตาย ตามสามัญสำนัก สมบัตินี้ก็ย่อมตกอยู่ในการดูแลของเขาซึ่งเป็นนักบวชสูงสุด จึงเท่ากับทำลายฉินเหวินเสี้ยว ได้อาวุธสังหารยิ่งใหญ่มาอยู่ในมือโดยมิต้องลงแรงไง”
“แต่เขามิคาดคิดว่าวิธีการของสหายเต๋าซูจะแสนเลิศล้ำเพียงพอให้สามสมบัติสูงสุดออกมาแผลงฤทธา และยังทำให้แผนของเขาพังทลาย”
น้ำเสียงของนางเจือความประชดประชันหนาแน่น
ทุกผู้พอเข้าใจแล้ว และชั่วขณะนั้น สายตาที่มองไปยังนักบวชสูงสุดฝ่าเทียนหมิงก็แปรเปลี่ยน
เจ้าเฒ่านี่เร้นกายลึกล้ำยิ่ง!
“ท่านผิดแล้ว”
ทว่าฝ่าเทียนหมิงกลับรำพึงว่า “จริงอยู่ที่ข้าคิดว่าตนได้ครอบครองคันฉ่องเทพกระจ่างชัดไว้เพียงผู้เดียว แต่หาคาดไว้ไม่ว่ายามข่าวคันฉ่องเทพกระจ่างชัดถูกขโมยปรากฏขึ้น ทัศนคติต่อข้าของนักบวชสูงสุดที่สองฉินเหวินเสี้ยวก็แปรเปลี่ยนอย่างมหันต์ มิเห็นข้าเป็นเจ้าเมืองในสายตาอีกต่อไป”
“ตลอดกาลมานี้ กระทั่งผู้พิทักษ์เมืองยังกล้ามิฟังคำสั่งข้า แต่กลับไปพินอบพิเทาต่อฉินเหวินเสี้ยว”
ขณะกล่าวเช่นนั้น สีหน้าของเขาก็ปรากฏเค้าความชิงชัง “ยิ่งกว่านั้น ข้ายังรับรู้ชัดเจนแล้วว่าฉินเหวินเสี้ยวขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทนข้า! เขาลอบติดต่อกับเลี่ยซิงชวีหลายต่อหลายหน หวังร่วมมือกับเลี่ยซิงชวีหาข้ออ้างมาจัดการกับข้า!
“จะมิให้ข้าแค้นได้หรือ?”
เลี่ยซิงชวีเงียบไป ฝ่าเทียนหมิงกล่าวได้ถูกต้อง นักบวชสูงสุดที่สองฉินเหวินเสี้ยวมีความคิดกำจัดฝ่าเทียนหมิงอยู่จริงๆ!
“ดังนั้น ยามเหตุวันนี้เกิดขึ้น เจ้าเลยตั้งใจจะนั่งบนภูดูเสือสู้กันแล้วเก็บเกี่ยวผลประโยชน์สินะ?”
ซูอี้กล่าว
ฝ่าเทียนหมิงยังคงก้มหัวค้างอยู่ท่าเดิม กล่าวด้วยน้ำเสียงขมขื่นทุ้มต่ำ “ใช่ ข้าอยากให้ฉินเหวินเสี้ยวกับท่านสู้กันจนตายไปข้างจริงๆ”
“มิห่วงบ้างเลยหรือไรว่าฉินเหวินเสี้ยวจะชนะ?” ซูอี้ถาม
ฝ่าเทียนหมิงส่ายหน้ากล่าว “ข้าแน่ใจว่าท่านครอบครองวัฏสงสารกับเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย มิใช่ผู้ที่ฉินเหวินเสี้ยวจะฆ่าได้เลย!”
“และยังแน่ใจว่านักบวชสูงสุดที่สามเลี่ยซิงชวีก็เข้าข้างท่านอย่างเด็ดเดี่ยวเพราะเหตุนี้”
สีหน้าของเลี่ยซิงชวีมิแน่ชัด แต่ก็มิได้ปฏิเสธ
“คนเรานั้นเห็นแก่ตัว ข้าเองก็มิใช่ข้อยกเว้น”
ฝ่าเทียนหมิงรำพึง “โชคดีที่แม้ข้าจะอยากฆ่าฉินเหวินเสี้ยวจนตัวสั่น อยากครอบครองไม้เท้าทัณฑ์สวรรค์เพียงไหน ข้าก็เกรงกลัวกฎเมืองมาโดยตลอด จึงมิกล้าก่อเรื่องใดๆ อดกลั้นยอมถอย เลือกนั่งบนภูดูเสือสู้กันมาตลอด จึงมิได้ก่อความผิดร้ายแรงใดๆ”
ลั่วเสวียนจีกล่าวค่อนขอด “การฮุบคันฉ่องเทพกระจ่างชัดไปเพราะความโลภส่วนตนก็เท่ากับเหยียบย่ำกฎของเมืองแห่งการเริ่มต้นจมธรณีแล้ว กล่าวได้ด้วยซ้ำไปว่าเหตุวันนี้เป็นฝีมือเจ้าล้วนๆ!”
ลองคิดดู หากคันฉ่องเทพกระจ่างชัดยังอยู่ มีหรือนักบวชสูงสุดที่สองจะกล้าก่อเรื่อง?
สมบัติชิ้นนี้สามารถพินิจกรรมของสรรพสิ่งในเมืองแห่งการเริ่มต้น และสามารถปราบไม้เท้าทัณฑ์สวรรค์ได้ นักบวชสูงสุดที่สองหรือจะกล้าใส่ความว่าร้ายซูอี้?
หากเป็นเช่นนั้น ไม้เท้าทัณฑ์สวรรค์มิปล่อยเขาไว้แน่!
ฝ่าเทียนหมิงรำพึงอย่างหมดอาลัย “ข้าไร้เจตนาแก้ตัว และยามนี้ก็สารภาพผิดออกมาหมดแล้ว ข้ายินยอมรับโทษทัณฑ์ใดๆ!”
เมื่อทุกผู้เห็นเช่นนี้ พวกเขาก็อดทอดถอนใจมิได้
เหตุวันนี้ช่างเปิดหูเปิดตากันโดยแท้
ซูอี้ก้าวเข้ามารับกล่องไม้สีดำไป ก่อนจะกล่าวว่า “ในฐานะเจ้าเมือง มิรู้หรือว่าสามสมบัติสูงสุดนี้มิอาจครอบครองเป็นของคนผู้ใดได้โดยแท้จริง?”
ฝ่าเทียนหมิงกล่าว “ตลอดกาลนานมา พวกเราล้วนคิดว่าวัฏสงสารสาบสูญจากโลกหล้าอย่างถาวร และเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยอันเป็นกุญแจเบิกหนทางแห่งบรรพเทวาก็หายไปด้วย คนนอกใดๆ จึงจะมิมายังเมืองแห่งการเริ่มต้นอีก”
“ด้วยเหตุนี้ แม้จะมิอาจครอบครองสมบัติทั้งสามนี้ได้โดยแท้จริง ขอเพียงควบคุมพวกมันได้ ผู้ใดเล่าจะมิหวั่นไหว?”
ทันใดนั้น ซูอี้ก็เข้าใจ
สรุปแล้วก็เป็นเพราะอำนาจวัฏสงสารสาบสูญนาน วิถีแห่งบรรพเทวามิได้เปิดเนิ่นนานเกินไป
นักบวชสูงสุดที่หนึ่งและสองจึงบังเกิดความโลภ!
จนก่อเกิดเป็นเหตุวันนี้
ซูอี้ส่ายหน้า ทิ้งความคิดฟุ้งซ่านทั้งหลาย
กริ๊ก!
เขายกมือเปิดกล่องไม้สีดำออก
ทันใดนั้น คันฉ่องสำริดบานหนึ่งก็ทะยานออกมา เจิดรัศมีจรัสจ้าทะยานเวหา
คันฉ่องสำริดบานนั้นสาดส่องเจิดจ้าราวตะวันฉาย
ปราณอันยิ่งใหญ่ทรงพลังพลุ่งพล่านเข้าสู่กฎสวรรค์ทั่วเมืองแห่งการเริ่มต้น
คันฉ่องเทพกระจ่างชัด!
คันฉ่องเทพคล้อยสูง กระจ่างชัดทุกแห่งหน!
ไม่ว่าสิ่งใดในเมืองล้วนมิอาจรอดพ้นการรับรู้ของคันฉ่องเทพกระจ่างชัดได้
เมื่อสมบัตินี้ปรากฏขึ้น เทพชั้นสูงทั้งหลายซึ่งถูกไม้เท้าทัณฑ์สวรรค์จองจำพลันเปลี่ยนสีหน้า
ก่อนหน้านี้ พวกเขาไม่ยอมรับว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของนักบวชที่สองฉินเหวินเสี้ยวเพราะไร้ผู้ใดมีหลักฐาน
ทว่ายามนี้ เมื่อคันฉ่องเทพกระจ่างชัดปรากฏ พวกเขาก็ตระหนักแล้วว่าครานี้ พวกเขาแย่แล้วจริงๆ!