บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2104 ตำนาน ณ ครานั้น หวนคืนในวันนี้!!!
บทที่ 2104 ตำนาน ณ ครานั้น หวนคืนในวันนี้!!!
โลกหล้าวัฏสงสารปรากฏบนยอดภูเขาศักดิ์สิทธิ์สิ้นสวรรค์ สารพัดปริศนาตระการตาผลุบโผล่เคลื่อนคล้อย
สีหน้าของเจ็ดมหาเทพล้วนเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
“หรือนี่จะเป็นไพ่ตายของสหายเต๋า? นับว่าล้ำเลิศแท้”
มหาเทพหมิงโจ้วกล่าวด้วยสีหน้าแฝงแววหวาดหวั่น
เมื่อนานมาแล้ว นักดาบผู้นั้นอาละวาดอยู่บนวิถีแห่งบรรพเทวา สยบศัตรูทั้งหลายด้วยอำนาจหนึ่งดาบ และยามจรจาก เขาก็ปกคลุมวิถีแห่งบรรพเทวาด้วยบัญญัติวัฏสงสาร ตัดสินวิถีแห่งโลกหล้า!
จากนั้นมา วัฏสงสารได้ปกครองทุกกฎบัญญัติบนวิถีแห่งบรรพเทวาเยี่ยงวิถีสวรรค์
และยามนั้นเองที่มหาเทพทั้งเจ็ดล้วนถูกสยบปราบ ไร้ผู้ใดขัดขืนได้!
เมื่อได้พบพานกับอำนาจวัฏสงสารอีกครั้งในยามนี้ ใครเล่าจะยังใจเย็นได้?
“ข้ามีไพ่ตายมากมาย นี่เป็นเพียงหนึ่งในนั้น”
ซูอี้ยกมือหนึ่งขึ้น โลกหล้าวัฏสงสารลอยเอื่อยเหนือศีรษะเขา ทำให้ดูราวกับเป็นนายแห่งวัฏสงสาร!
“หนึ่งในไพ่ตาย?”
มหาเทพป้าอวิ๋นแค่นยิ้ม “กฎวัฏสงสารเหล่านี้อ่อนแอกว่ากาลก่อนมากนัก ย่อมไม่อาจทำอันใดเราได้!”
มหาเทพผู้อื่นล้วนพยักหน้า
กาลก่อน นักดาบผู้นั้นใช้อำนาจวัฏสงสารตัดสินโลกหล้า อย่าว่าแต่จอมเทพเหล่านี้ กระทั่งเทพบรรพกาลทั้งหลายยังไม่อาจหยุดยั้ง ต้องถูกสยบจองจำเสียสิ้น!
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว แม้กฎบัญญัติวัฏสงสารที่ซูอี้ควบคุมในยามนี้จะทรงพลัง แต่ก็ยังต่างชั้นกันเกินไป
“งั้นก็ลองดู”
ซูอี้เสสรวล โบกแขนเสื้อของเขา
ตู้ม!
โลกหล้าวัฏสงสารเคลื่อนคล้อยปรกนภา บดขยี้มวลเมฆา และปกคลุมเจ็ดมหาเทพด้วยอำนาจสยบปราบสรรพสิ่ง
“เร็วเข้า ใช้สมบัติของเทพบรรพกาล!”
มหาเทพหมิงโจ้วตวาดลั่น
“ได้!”
มหาเทพหรานเฟิงพลันผนึกมือวาดลวดลาย ยกขึ้นบนอากาศ
ฟิ้ว!
หอกศึกกระดูกขาวสีเลือดเล่มหนึ่งทะยานเวหา ปลดปล่อยรัศมีสีเลือดเจิดจรัสเกินคณา
เปรี๊ยะ!
ท้องนภาเหนือเขตเทพโบราณในยามนี้พลันแหลกร้าว บังเกิดหลุมหล่มชวนใจสะท้านหลายต่อหลายจุด รัศมีปีศาจสีเลือดสาดส่องเยี่ยงหายนะมหาวิปโยค
เสียงดังเลื่อนลั่นเยี่ยงเทพปีศาจคำรามกู่ก้องทั่วนภาเหนือเขตเทพโบราณ
สรรพชีวิตทั่วทั้งโลกหล้าเขตคามล้วนขวัญหนีดีฝ่อ
และตรงหน้าภูเขาศักดิ์สิทธิ์สิ้นสวรรค์ หอกศึกกระดูกขาวเพียงทะยานสู่เวหา ม่านนภาถูกบดขยี้ ทลายสุญตาสะบั้นมหาวิถี จมสรรพสิ่งสู่จลาจลทำลายล้าง
ไกลออกไป สรรพชีวิตล้วนตื่นตระหนก
เป็นสมบัติสะบั้นกฎอันใด!?
สีหน้าของมหาเทพผู้อื่นล้วนอดเผยเค้าความตกใจมิได้
นี่คือสมบัติต้องห้ามที่เทพบรรพกาลผู้หนึ่งมอบให้มา
นามของมันคือ ‘หอกกระดูกสะบั้นวิถี!’
เมื่อนานมาแล้ว เทพบรรพกาลผู้นั้นเคยใช้สมบัตินี้มาสู้กับนักดาบผู้นั้น!!
แม้ท้ายที่สุดจะยังแพ้พ่าย แต่อำนาจของสมบัติสะบั้นกฎนี้ก็ยังสะท้านทั่วยุคสมัย เป็นอาวุธสังหารยิ่งใหญ่เพียงพอจะทำให้จอมเทพครั่นคร้าม
และมหาเทพหรานเฟิงก็เป็นศิษย์ใกล้ชิดของเทพบรรพกาลผู้นั้น!
“ฆ่า!”
มหาเทพหรานเฟิงตวาด
หอกกระดูกขาวสีเลือดวูบไหวผ่านนภา
เปรี้ยง!!!
โลกหล้าวัฏสงสารถูกกระหน่ำโจมตี สั่นสะท้านรุนแรง กฎบัญญัติวัฏสงสารป่วนปั่น
มองด้วยตาเปล่าก็เห็นได้ว่าหอกกระดูกขาวนั้นปะทุเคล็ดวิชาวิถีปีศาจสีเลือดออกมาสายหนึ่ง ทะลวงผ่านการสะกดของโลกหล้าวัฏสงสารครั้งแล้วครั้งเล่าจนฉีกโลกหล้าวัฏสงสารทะลุเป็นรอย!
ทว่าเมื่อชายหนุ่มใช้อำนาจดาบเก้าคุมขังสุดกำลัง โลกหล้าวัฏสงสารพลันคำรามด้วยความคลุ้มคลั่ง อำนาจทะยานสูงลิ่ว ปราบอำนาจหอกศึกกระดูกขาวในทันใด!
พรวด!
มหาเทพหรานเฟิงกระอักเลือด ตะโกนออกมาอย่างดุเดือด “ทุกท่าน ช่วยข้าเร็วเข้า!”
พวกมหาเทพหมิงโจ้วมีหรือจะกล้ามองข้าม พวกเขาล้วนร่วมเร่งใช้หอกกระดูกสะบั้นวิถีกับมหาเทพหรานเฟิงอย่างสุดกำลัง
เปรี้ยง!!
ฟ้าดินพังทลายสู่จลาจลโดยสมบูรณ์ สารพัดอำนาจทำลายล้างร้ายกาจกวาดกระจายทั่วหล้า บดขยี้มหาวิถีแหลกลาญทุกแห่งหนสัญจร
ทวยเทพซึ่งมองศึกอยู่ไกลๆ ไม่อาจยืนทนได้นาน และต้องล่าถอยออกไปไกลขึ้นอีกหนึ่งหน พวกเขาแต่ละผู้ล้วนโคจรการฝึกฝนสุดกำลังเพื่อฝืนต้านผลกระทบจากอำนาจทำลายล้างนั่น
ยามนี้เองที่พวกเขาตระหนักได้เสียทีว่า หากไม่ใช่เพราะเจ็ดมหาเทพร่วมมือโจมตีในหนนี้ ลำพังกำลังคนเหล่านี้เอง พวกเขามีแต่พ่ายกับพ่าย!!
กฎบัญญัติวัฏสงสารนั่นน่าสะพรึงกลัวเกินไป ลบล้างความรู้ความเข้าใจของพวกเขาไปสิ้น
ในขณะนี้ หอกกระดูกสะบั้นวิถีกำลังเผชิญหน้ากับโลกหล้าวัฏสงสาร สองอำนาจเทียบวิถีสวรรค์กำลังประชันดุเดือด ผลกระทบจากศึกสะท้านสะเทือนเสียจนร่างของมหาเทพทั้งเจ็ดซวนเซ
ซูอี้เองก็ใช่จะสบาย
ภูเขาศักดิ์สิทธิ์สิ้นสวรรค์อันสูงตระหง่านใต้เท้าเขาถล่มจากผลกระทบของศึก!
มีเพียงสนามเต๋ายอดบรรพตเท่านั้นที่ยังสมบูรณ์ รองรับร่างของชายหนุ่มไว้บนอากาศ ฝืนต้านแรงกระทบกระแทกจากลูกหลงศึก
“เร็วเข้า เจ้าคนแซ่ซูนั่นไม่ไหวแล้ว!”
มหาเทพปี้เฮ่อเผยยิ้ม
เขาเห็นว่า ณ สนามเต๋าใต้เท้าของซูอี้มีรอยร้าวเกิดขึ้น!!
“ข้าว่าแล้ว หนึ่งตัวตนผู้ยังไม่บรรลุเทพ แม้จะสามารถใช้อำนาจสะบั้นกฎเกณฑ์อย่างวัฏสงสาร ท้ายที่สุดก็ยังต้องจำนนต่อการฝึกฝนของตน ไม่อาจทานทนได้นานอยู่ดี!”
มหาเทพหั่วเยวียนแค่นเสียงเยาะเย้ย
ทุกผู้ต่างรู้ดีแก่ใจ
กระทั่ง เนิ่นนานก่อนศึกเริ่มขึ้น พวกเขาคาดการณ์ไว้แล้วด้วยซ้ำว่าซูอี้หวังพึ่งสนามเต๋านั่น วัฏสงสารและเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย!
ขอเพียงจัดการอำนาจภายนอกเหล่านี้ได้ ตัวตนผู้ยังไม่บรรลุเทพเช่นซูอี้ก็ต่ำต้อยเสียยิ่งกว่ามด!
พวกเขาเพียงหายใจเฉยๆ ก็พอจะดับชีวิตสิ้นสูญได้!!
และสนามเต๋าอันปกคลุมด้วยกฎวัฏสงสารก็เริ่มร้าวในยามนี้ บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าซูอี้จะมิอาจทนได้นาน!
“ฆ่า!”
เจ็ดมหาเทพทุ่มทุกวิธีการ ใช้หอกกระดูกสะบั้นวิถีเต็มที่ แผ่รัศมีปีศาจสีเลือดทะลวงฟ้าชำแรกภพ
ภายใต้การกระทบนี้ โลกหล้าวัฏสงสารก็ยังคงสั่นสะท้านรุนแรง ถูกรุกต้านโจมตีอย่างต่อเนื่อง
เดิมที สนามเต๋าใต้เท้าซูอี้ปกคลุมด้วยลวดลายกฎเกณฑ์วัฏสงสารที่สมบูรณ์ ทว่าลวดลายลับเหล่านั้นในยามนี้ต่างเสียหาย ถูกกัดกร่อนไปทีละน้อย!
มิต้องคิดเขาก็รู้ว่า เมื่อสนามเต๋านี้พังทลาย กฎวัฏสงสารในมือตนก็จะสลายไปด้วยเช่นกัน
สถานการณ์อันตราย!
ซูอี้อดขมวดคิ้วมิได้
เขาย่อมรู้ว่าสถานการณ์อันตรายเพียงไร และไม่ใช่การกล่าวเกินไปหากจะบอกว่าเมื่อสนามเต๋านี้พังลง เขาจะพ่ายแพ้อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
เพราะสิ่งที่เขาพึ่งพาในขณะนี้ก็คืออำนาจกฎบัญญัติในสนามเต๋านี่จริงๆ
หากไร้สนามเต๋านี้ เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยก็ไร้ประโยชน์!
“ฆ่า!”
การโจมตีของเจ็ดมหาเทพถี่รัวขึ้นทุกขณะ
ยิ่งใกล้ถึงยามตัดสินแพ้ชนะ พวกเขายิ่งสุขุม มิกล้าเลินเล่อแม้แต่น้อย
ผลก็คือ ซูอี้พยายามพลิกสถานการณ์หลายต่อหลายหน ทว่าแต่ละคราล้วนล้มเหลว ไม่อาจสยบอำนาจของหอกกระดูกสะบั้นวิถีได้
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
เสียงปริร้าวดังกระชั้น
ท้ายที่สุด โลกหล้าวัฏสงสารก็มิอาจยืนหยัด บังเกิดรอยร้าวหลุมทะลุขึ้นมากมาย!
ขณะนี้ เจ็ดมหาเทพอดมิได้ที่จะเผยแววปรีดาบนสีหน้า
โลกหล้าวัฏสงสารนี้ ท้ายที่สุดก็จะปราชัย!
แพ้ชนะกำลังจะชัดเจน!!
สายตาของพวกเขายามมองมายังซูอี้แปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบน่าสะพรึงกลัว ไม่ได้ซุกซ่อนจิตสังหารไว้เลย
เปรี้ยง!
สนามเต๋าใต้เท้าซูอี้เองก็กำลังแตกร้าว จวนจะแหลกสลาย
“ฆ่า!”
มหาเทพทั้งเจ็ดเพิ่มระดับการโจมตี
ซูอี้ขมวดคิ้ว
ถึงอย่างไร อำนาจภายนอกก็คืออำนาจภายนอก ไม่ใช่อำนาจต่อสู้ขตน มิอาจเชื่อถือพึ่งพาได้มากนัก
ตู้ม!
ทันใดนั้น หนึ่งวจีสนั่นลั่น
โลกหล้าวัฏสงสารแหลกสลายไปอย่างสมบูรณ์
ในขณะเดียวกัน สนามเต๋าใต้เท้าซูอี้เองก็พังทลาย ป่นเป็นผุยผงไปทีละส่วน
ถึงยามนี้ ไม่เพียงภูเขาศักดิ์สิทธิ์สิ้นสวรรค์จะถล่ม แต่กระทั่งสนามเต๋าอันจารึกด้วยอำนาจวัฏสงสารเองก็พังทลาย
ซูอี้หมดที่พึ่ง!
เจ็ดมหาเทพล้วนเผยสีหน้าสุดปรีดา พุ่งโจมตีซูอี้โดยไร้ลังเล
“สหายเต๋า เจ้าจบสิ้นแล้ว!”
มหาเทพหมิงโจ้วรำพึง
“ฮ่าๆๆ ฆ่า! ชิงวัฏสงสารและเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยมา แล้วข้าก็จะหลุดออกจากพันธนาการของวิถีแห่งบรรพเทวา ทะลวงเหนือมิติเวลาได้สักที!”
มหาเทพหั่วเยวียนเชิดหน้าหัวเราะลั่น
“ตาย!”
มหาเทพคนอื่นๆ ต่างโหดเหี้ยมไม่แพ้กัน ไร้ผู้ใดมีเจตนายั้งมือ โจมตีราวชีวิตแขวนบนเส้นด้าย
ชั่วขณะนั้น ซูอี้ก็ยกมือขวาขึ้น ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว
ยันต์ลับชิ้นหนึ่งวูบไหวในมือ
ทว่ายามนี้เอง หนึ่งร่างสีแดงเพลิงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าซูอี้เฉียบพลันเยี่ยงภูตพราย
เรือนผมขาวเยี่ยงหิมะ รูปลักษณ์งามหยดย้อย
คือลั่วเสวียนจี!
ซูอี้ผงะไป
ลั่วเสวียนจีลงมือทันทีที่นางปรากฏตัว
ตู้ม!!
ตรวนทิพย์แดงก่ำนับไม่ถ้วนทะยานเวหา เปรียบเช่นโลหิตเทพแผดเผา สร้างเป็นสัตตบงกชจรัสสีสะกดใจนับไม่ถ้วนบนท้องนภาเนืองขนัด
แล้วมันก็ปะทะกับการโจมตีประสานของเจ็ดมหาเทพฉับพลัน
เปรี้ยง!
สุญตานี้สลาย
สัตตบงกชสีเลือดนับไม่ถ้วนเหี่ยวเฉา
ทว่าขณะเดียวกัน ลั่วเสวียนจีก็หันพาซูอี้เลี่ยงไปไกลแล้ว
พรวด!
ลั่วเสวียนจีกระอักเลือด ใบหน้างดงามของนางขาวซีด
แม้นางจะช่วยเหลือซูอี้ออกมาในยามคับขัน แต่ยามประมือกับเจ็ดมหาเทพเมื่อครู่ นางก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ปรากฏรอยร้าวบางเฉียบมากมายทั่วทั้งร่างบอบบาง โลหิตไหลซึม
ผู้ชมทั้งหลายเงียบกริบ
ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าขณะกำลังจะตัดสินแพ้ชนะรอมร่อ จะมีผู้เข้าช่วยเหลือซูอี้อย่างไม่สนเป็นตาย!
มหาเทพทั้งเจ็ดอดขมวดคิ้วกันมิได้ ใบหน้ามืดมน โทสะเต้นเร่า
แต่เมื่อเห็นรูปลักษณ์ของลั่วเสวียนจีได้ถนัดตา มหาเทพปี้เฮ่อก็อดอุทานอย่างตกตะลึงมิได้ “ลั่วเสวียนจี ไฉนเป็นเจ้า!”
เปลือกตามหาเทพผู้อื่นเองก็กระตุกอย่างรุนแรง
ลั่วเสวียนจี
จอมมารไร้เทียมทานแห่งยุคสมัยผู้ครั้งหนึ่งเคยปกครองหนึ่งอารยธรรม ทิ้งประวัติตำนานไว้เกินคณานับบนวิถีแห่งบรรพเทวา
ในสายตาทวยเทพทั้งหลาย นางคือ ‘มหาเทพเสวียนจี’ ผู้ฆ่าคนไม่กะพริบตา และในสายตาสหายร่วมวิถี นางก็คือนางรากษสผู้ทำให้คนหน้าเปลี่ยนสียามถูกพูดถึง โหดเหี้ยมไร้เมตตา!
เมื่อนานมาแล้ว ลั่วเสวียนจีผู้ควรจะตกตายในการพังทลายแห่งยุคสมัยฝืนทะลวงหาโอกาสรอด ดิ้นหลุดเป็นอิสระจากมิติเวลาอันปั่นป่วน และออกจากวิถีแห่งบรรพเทวา!
เหตุการณ์นี้สะท้านทั่วธานินทร์ ทวยเทพนับไม่ถ้วนตะลึงอึ้ง
ในฐานะทวยเทพผู้ติดอยู่ในวิถีแห่งอดีต ใครจะไม่ปรารถนาจะทะลวงวิถีหาทางรอด แยกตนจากวิถีแห่งบรรพเทวา?
ทว่าน้อยนักที่สามารถทำได้โดยแท้จริง
ลั่วเสวียนจีคือหนึ่งในนั้น
กาลก่อน ยังมีผู้คนมากมายคิดพยายามเบิกทางรอดตามลั่วเสวียนจี แต่พวกเขาก็ล้วนล้มเหลว จอมเทพไร้เทียมทานบางผู้กระทั่งแหลกมลายสิ้นสูญ!
และเพราะเหตุนี้เอง จึงเป็นเยี่ยงอย่างสำคัญต่อสรรพชีวิตว่าการกระทำของลั่วเสวียนจีเมื่อกาลก่อนเลิศล้ำโดดเด่นเพียงไร
จวบจนบัดนี้ วีรกรรมในตำนานเกี่ยวกับลั่วเสวียนจียังแพร่ไปตามจุดต่างๆ ในวิถีแห่งบรรพเทวาอยู่เลย
แต่ไร้ผู้ใดคาดคิดว่ามหาเทพีในตำนานผู้ทะลวงหลบจากวิถีแห่งบรรพเทวาไปเมื่อกาลก่อนนางนี้จะหวนคืน
ยิ่งกว่านั้น ยังปรากฏขึ้นเพื่อช่วยชีวิตซูอี้ในยามคับขัน!!
ทว่าหลังจากตกตะลึงไป มหาเทพทั้งเจ็ดก็ล้วนสังเกตเห็นว่าลั่วเสวียนจีได้รับบาดเจ็บสาหัส!
กระทั่งร่างวิถียังแทบแหลกลาญ!!
“ลั่วเสวียนจี หลังจากไปแสนนาน ข้าก็คิดว่าเจ้าจะทะยานไกลห่างชั้น แต่ไม่คิดเลยว่าเมื่อเจ้าหวนคืน จะอ่อนแอปวกเปียกเพียงนี้”
มหาเทพหมิงโจ้วกล่าวด้วยแววตาเย็นเยียบ
การปรากฏตัวของลั่วเสวียนจีทำให้เขาทั้งเดือดดาลและรู้สึกรับมือยากเล็กน้อย
เพราะเมื่อมหาเทพเช่นนี้ตัดสินใจทุ่มสุดกำลัง แม้จะบาดเจ็บสาหัสก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ได้อยู่ดี
“อ่อนแอ? เชื่อหรือไม่ว่าหากข้าใช้ชีวิตเข้าเดิมพัน ก็ลากเจ้าไปกับข้าได้?”
ลั่วเสวียนจีเสสรวล
โลหิตพรั่งพรูออกจากร่าง ใบหน้างดงามขาวซีด ไม่ว่าผู้ใดล้วนเห็นว่าสถานการณ์ของนางไม่สู้ดี ทว่ายามเผชิญหน้ากับพวกมหาเทพหมิงโจ้ว นางกลับดูแข็งกร้าวมิลดละ!
วาจาของหญิงสาวทำให้สีหน้าของมหาเทพหมิงโจ้วดำคล้ำลงมาก
“เจ้าบาดเจ็บสาหัสเพียงนี้ ไฉนต้องลุกขึ้นลงมืออีก”
ขณะนี้ ซูอี้อดรำพึงกับลั่วเสวียนจีผู้ขวางอยู่ตรงหน้าด้วยหัวใจปั่นป่วนมิได้
ยามเขามาถึงวิถีแห่งบรรพเทวา ลั่วเสวียนจีก็บาดเจ็บจากสาหัสอำนาจหายนะยุคสมัยอยู่ก่อนแล้ว
แต่ทั้งที่เป็นเช่นนั้น นางก็ยังลุกขึ้นสู้สุดชีวิตเพื่อต้านรับการโจมตีประสานจากมหาเทพทั้งเจ็ดอย่างไร้ลังเล ดังนั้นซูอี้จะไม่รู้สึกสะเทือนใจได้หรือ?
“เห็นผู้ตายมิช่วย มิใช่วิสัยข้า”
ลั่วเสวียนจีกล่าวเบาๆ ว่า “แม้…เจ้าจะยังมีไพ่ตายอื่นในมือหรือไม่ก็ตาม ข้าก็ไม่อาจยืนนิ่งดูดายได้อีก ไม่ว่าผลสุดท้ายจะเป็นเช่นไร ข้าก็ควรใช้ชีวิตเข้าเสี่ยงเพื่อช่วย”
วาจาเรียบง่ายอันแผ่วเบานี้ทำให้ซูอี้สัมผัสได้ว่าหนักอึ้งเพียงไร!
“น่าขัน! ร่างวิถีของเขาใกล้จะสลายเต็มที วิถีบนร่างก็เต็มไปด้วยบาดแผล บาดเจ็บจะตายมิตายแหล่ ยังจะนำอันใดมาสู้เราได้อีก?”
มหาเทพหมิงโจ้วแค่นเสียงเย็นชา
มหาเทพหรานเฟิงชี้หอกกระดูกสะบั้นวิถีบนอากาศขณะตะโกน “ลั่วเสวียนจี เจ้าเห็นหรือไม่ นี่คือหอกกระดูกสะบั้นวิถี! หากถูกมันแทงเข้า จิตวิญญาณของเจ้าก็จะถูกสังหารไปด้วย สิ้นชีพม้วยวิญญาณ สูญสลายจากโลกาโดยสมบูรณ์!”
“ถูกต้อง ต่อให้เจ้ามาก็ไม่อาจเปลี่ยนกาลใด รังแต่จะถูกฝังไปกับซูอี้ผู้นี้เท่านั้น!”
มหาเทพผู้อื่นเองก็กล่าวอย่างมาดร้าย
การปรากฏของลั่วเสวียนจีทำให้พวกเขาตกตะลึง แต่เมื่อประจักษ์ถึงสภาพของลั่วเสวียนจี ความครั่นคร้ามในใจก็หายไปครึ่งหนึ่ง
“งั้นพวกเจ้าก็ลงมือสิ”
ลั่วเสวียนจีกล่าวอย่างเดียดฉันท์ “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าหากแลกชีวิต จะไม่อาจพาผู้ร่วมชะตาไปด้วยสักสองสามคนได้!”
วาจาของนางทำให้สีหน้าของมหาเทพเหล่านั้นย่ำแย่ ลอบก่นด่าสตรีผู้นี้เป็นคนบ้าในใจ!
“การที่เจ้าช่วยเหลือซูอี้ สิ่งที่คาดหวังก็มีเพียงวัฏสงสารและเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย ไม่ดีกว่าหรือหากจะร่วมมือกับเรา มิเพียงรักษาชีวิตได้ ยังได้ในสิ่งที่ปรารถนาด้วย?”
มหาเทพหมิงโจ้วกล่าวเสียงลุ่มลึก
ลั่วเสวียนจีส่ายหัว กล่าวว่า “ข้าไม่เหมือนพวกเจ้า ต่อให้วันนี้ต้องตาย ข้าก็จะพาสหายเต๋าซูไปด้วย!”
ทันใดนั้น เจ็ดมหาเทพก็เดือดดาล นางมารผู้นี้หัวรั้นเสียจริง!!
ขณะลั่วเสวียนจีกำลังจะกล่าวคำอื่น ซูอี้ผู้ไม่ได้เอ่ยวาจาใดแต่ต้นก็ก้าวเข้ามาดึงลั่วเสวียนจีไปไว้เบื้องหลังตนอย่างเงียบเชียบ
“ให้ข้าจัดการเถอะ จากนี้ไป เจ้าดูเฉยๆ อย่างสบายใจได้ อย่าคิดสู้แลกชีวิต เรื่องมิได้ร้ายแรงเพียงนั้น”
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยชา “พวกเขา…มิควรค่าให้เจ้าแลกด้วยชีวิต”
ลั่วเสวียนจีผงะไป
เจ็ดมหาเทพเองก็ขมวดคิ้ว
หรือซูอี้ผู้นี้จะยังมีไพ่ตายอื่น?