บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2130 ดื่มสุราหรือไม่
บทที่ 2130 ดื่มสุราหรือไม่
“นายเหนือ! ท่านจะทำอันใดผู้น้อย?”
สีหน้าของนักพรตหัวมังกรดูไม่ได้ ดวงตาเปี่ยมความครั่นคร้ามและระแวดระวังยิ่ง
“ยามข้าออกจากหุบเหวซากสุสาน ข้ากล่าวไว้ว่า ผู้ใดกล้ากระทำการโดยไร้คำอนุญาตล้วนต้องชดใช้”
ดวงตาของชาติที่สามเฉยชา “แต่เจ้ามังกรเฒ่ากลับหาใส่ใจวาจาของข้าไม่”
นักพรตหัวมังกรอธิบายอย่างรีบร้อน “นายเหนือหัว สาเหตุที่ข้าลงมือก่อนหน้านี้ ทั้งหมดเป็นการกระทำเพื่อท่านและสหายเต๋าทุกคนซึ่งถูกสะกดอยู่ในหุบเหวซากสุสานนะขอรับ!”
“เพราะท่านก็ทราบว่ามีเพียงจับตัวซูอี้ให้ได้เท่านั้น เราทั้งหลายจึงออกจากวิถีแห่งบรรพเทวานี้ได้! นอกจากนั้น……”
โดยไม่รีรอให้เขาพูดจบ ชาติที่สามก็กล่าวขัดว่า “รู้หรือไม่ นี่ต่างหากคือสิ่งที่ข้าเกลียดที่สุด! ข้าบอกไปมากกว่าหนแล้วว่านี่เป็นความแค้นระหว่างข้ากับเขา!”
สายตาของเขาพลันกลายเป็นเย็นชา “และเจ้า เกือบทำเรื่องใหญ่ของข้าพินาศ!!”
จิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมาจากร่างของชาติที่สาม
เพราะอยู่ใกล้กัน ซูอี้จึงสัมผัสถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่พุ่งเข้าปะทะหน้าได้
จิตสังหารนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่ง มันกระตุ้นให้ผิวทั่วทั้งร่างกายเจ็บแปลบ วิญญาณรวดร้าวดุจดาบทิ่มแทง!
“อย่าฝืนดึงดัน ระวังจะเจ็บตัว!”
เหอปั๋วพลันเดินเข้ามาขวางตรงหน้าซูอี้ อธิบายผ่านกระแสปราณว่า “แม้เจ้าจะเป็นเทพไปแล้ว แต่ขอบเขตฝึกฝนระหว่างเจ้ากับเขายังห่างชั้น… มากเกินไปจริงๆ กระทั่งจอมเทพยังไม่อาจทานทนแรงกดดันจากเขาได้”
ซูอี้นิ่งเงียบ “……”
ชาติที่สามอยู่เหนือจอมเทพ เยื้องย่างสู่ธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตาแล้วหรือ?
หาไม่ มีหรือจอมเทพจะทนแม้แต่แรงกดดันอย่างเดียวยังมิได้?
ขณะครุ่นคิด ชายหนุ่มก็พบว่าเมื่อเหอปั๋วขวางอยู่ตรงหน้า แรงกดดันจากชาติที่สามก็ไม่อาจแตะต้องเขาได้อีก
‘เจ้าเฒ่าผู้นี้…ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน! หาไม่ มีหรือจะสกัดแรงกดดันจากชาติที่สามได้ง่ายเพียงนี้?’
ขณะที่ซูอี้กำลังรำพึงในใจ นักพรตหัวมังกรพลันสีหน้าแปรเปลี่ยนไปแล้ว เหงื่อกาฬผุดที่หน้าผาก
เขากำลังเผชิญกับจิตสังหารจากชาติที่สาม ทั้งกายและจิตใจจวนจะแหลกสลาย!
“นายเหนือหัว ข้าเต็มใจชดใช้ โปรดเมตตาผู้น้อยด้วย!”
นักพรตหัวมังกรก้มหัวยอมจำนน วอนขอความเมตตาอย่างขื่นขม
“ข้าให้โอกาสเจ้าได้”
ชาติที่สามหยุดพูดครู่หนึ่ง และกล่าวว่า “ต่อจากนี้ ข้าจะใช้อำนาจเพียงสามส่วน หากเจ้ารับมันได้ เจ้าก็รอดตาย”
สีหน้าของนักพรตหัวมังกรแปรเปลี่ยนอย่างมหันต์
เขาหรือจะไม่รู้ว่าหากหยุดไม่ได้ ตนจะต้องตาย?
เขาคุกเข่าลงดังตุ้บ โขกหัวกล่าวว่า “นายเหนือหัว ข้าสำนึกผิดแล้ว โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด!”
ซูอี้อดขมวดคิ้วมิได้
ชาติที่สามใช้อำนาจเพียงสามส่วน แต่เจ้าเฒ่านี่กลับไม่มีความมั่นใจจะรับมือเลยอย่างนั้นหรือ?
“ลุกขึ้นแล้วโจมตีข้าอย่างสุดกำลัง หาไม่ ข้าจะฆ่าเจ้าเดี๋ยวนี้”
ชาติที่สามกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ
ยามนี้ เขาเปรียบดั่งจักรพรรดิสวรรค์ผู้บัญชาหมื่นวิถีแถลงโองการ ยิ่งใหญ่เช่นผืนฟ้า ไม่อาจขัดขืนได้!
นักพรตหัวมังกรร่างสะท้าน
ท้ายที่สุด เจ้าตัวจึงกัดฟันลุกขึ้น
ทันใดนั้น อำนาจอันน่าสะพรึงกลัวก็แผ่ออกมาจากกาย รอบกายเขาดูคล้ายมีอสรพิษใหญ่ขดรอบอย่างเลือนราง กลืนตะวันจันทรา บดขยี้สุญตานภาสรวง!
“นี่คือร่างจริงของเจ้าเฒ่านี่ ที่แท้ก็เป็นงูมังกรเหิน เมื่อตัดสินจากปราณแล้ว วิถีเต๋าของเขาเหนือล้ำกว่าระดับจอมเทพอย่างเห็นได้ชัด! เขาอยู่ในขอบเขตอันสูงกว่า น่าสะพรึงกลัวกว่าจอมเทพยิ่งนัก!”
ม่านตาของซูอี้หดตัวเล็กน้อย
ยามหลี่ฝูโหยวซึ่งเป็นชาติที่ห้าของเขายังคงสมบูรณ์พร้อม เขาอยู่ ณ ขอบเขตอมรณาขั้นปลาย และการฝึกฝนของเขาก็ยังด้อยกว่านักพรตหัวมังกรผู้นี้มาก!
“ลงมือเลย”
ชาติที่สามยืนอยู่กับที่ ไพล่มือข้างหนึ่งไว้เบื้องหลัง
ตู้ม!
นักพรตหัวมังกรชักดาบวิถีบนหลังออกมา กล่าวเสียงลอดไรฟันว่า “นายเหนือหัว ล่วงเกินแล้ว!”
สีหน้าของเขาปรากฏความบ้าคลั่ง เพราะรู้ดีว่าโอกาสโจมตีมีเพียงหนึ่ง
หากหยุดไม่ได้ก็ต้องตาย!
ด้วยเหตุนี้ เขาจะกล้าออมมือหรือ?
เพียงชั่วพริบตา เขาก็ใช้เคล็ดวิชาเทพต้องห้ามอันทำร้ายถึงชีวิตออกไป ปราณรอบกายพลันพุ่งทะลวงฟ้า
เกล็ดมังกรเล็กละเอียดอันเรืองประกายเช่นโลหะปรากฏขึ้นทั่วร่างกาย ศีรษะงอกเขามังกรออกมาเขาหนึ่ง
สองมือประกบกัน เยื้องย่างมาเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง ยกดาบวิถีในมือขึ้นฟาดฟันอย่างดุเดือด
ตู้ม!!
ดวงตาของซูอี้ปวดแปลบ ขณะที่อดสะเทือนใจมิได้
ต่อให้เป็นหลี่ฝูโหยวก็ทำได้เพียงต้องเลือกหลบเลี่ยงดาบนี้
เพราะมันอหังการเกินไป!
ทว่าชาติที่สามกลับไม่ขยับ
เมื่อดาบเล่มนี้มาถึงตัว เจ้าตัวก็ทำเพียงเอื้อมคว้าไว้ง่ายๆ
เปรี้ยง!
ปราณดาบอหังการอันไร้ขอบเขตนั้นพลันถูกคว้าไว้ ไม่อาจขยับได้อีก
ทันใดนั้น นักพรตหัวมังกรตื่นตะลึง เขากล่าวขึ้นเสียงสั่น “นายเหนือหัว นี่นับว่าผู้น้อยขวางการโจมตีของท่านได้แล้วหรือไม่?”
สิ่งนี้ดูน่าขัน
เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นฝ่ายลงมือ แต่กลับพูดว่าตนขวางการโจมตีของชาติที่สาม
เหอปั๋วอดสนุกสนานมิได้
“เจ้าว่าเช่นไรเล่า?”
มือขวาของชาติที่สามค่อยๆ ชักกลับ
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
ปราณดาบสายนั้นสลายไปทีละน้อย
และดาบวิถีในมือนักพรตหัวมังกรเองก็สลายตามไปเช่นกัน
“ไม่!”
นักพรตหัวมังกรแผดเสียงร้องลั่นอย่างหวาดผวา ดวงตาเหลือกถลน หันหลังเผ่นหนี
แต่ยามหันหลังกลับ เจ้าตัวก็พบว่ามิติเวลาทั่วทิศถูกผนึกจนสิ้น ขณะที่ชาติที่สามค่อยๆ กำมือ
ร่างของนักพรตหัวมังกรเป็นประหนึ่งหนอนตัวยาวในฝ่ามือยักษ์อันไม่อาจมองเห็น ร่างของเขาถูกบีบรัดอย่างรุนแรง เกล็ดมังกรทั่วทั้งกายเกิดรอยร้าว ร่างกายถูกบีบจนผิดรูป ส่งเสียงแตกร้าวอย่างต่อเนื่อง
“นายเหนือหัวขอรับ! ข้า……”
นักพรตหัวมังกรตะโกนราวกำลังขอความเมตตา
ทว่าชาติที่สามกลับกำมือเป็นกำปั้น
เปรี้ยง!!
ทั้งร่างและจิตวิญญาณของนักพรตหัวมังกรระเบิดแหลก กลายเป็นหมอกโลหิตกระเซ็นในอากาศทันที
เสียงกรีดร้องอย่างหวาดผวาของเขาสิ้นสุดลงกะทันหัน
ดวงตาของซูอี้วูบไหว สีหน้าดูเข้าใจยาก
หนึ่งตัวตนเหนือขอบเขตจอมเทพ ตกตายไปเช่นนั้น!
เรื่องที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดก็คือ จากคำพูดของชาติที่สามก่อนหน้านี้ อีกฝ่ายใช้อำนาจเพียงสามส่วนเท่านั้น!!
ใครเล่าจะไม่ประหลาดใจ?
จากนั้นชาติที่สามพลันสะบัดมือ ประหนึ่งเพิ่งบี้หนอนตัวยาวไปตัวหนึ่ง
หมอกโลหิตซึ่งแปรเปลี่ยนจากนักพรตหัวมังกรยามตกตายสลายไปจนสิ้น
“ยามนี้ เจ้าน่าจะเข้าใจแล้วว่าความห่างชั้นระหว่างเราใหญ่หลวงเพียงไรกระมัง?”
ชาติที่สามหันกลับมากล่าวกับซูอี้พร้อมกับดวงตาเยือกเย็น
นี่ไม่ใช่การอวดอำนาจ แต่เหมือนแถลงข้อเท็จจริงต่อซูอี้โดยใช้ตัวอย่างอุปมา
ซูอี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพลันแย้มยิ้ม “เช่นนี้สิจึงน่าสนุก!”
ชาติที่สามอึ้งไป
ในสายตาของเขา ซูอี้นั้นสุขุมเยือกเย็น ไร้ร่องรอยความลนลาน แต่กลับแฝงด้วยความคาดหวังจางๆ
โดยเฉพาะคู่เนตรลึกล้ำนั้น พวกมันเจิดจรัสเยี่ยงคมดาบ วูบไหวด้วยประกายอันเรียกว่าจิตต่อสู้!
ทันใดนั้น ชาติที่สามก็สิ้นคำพูด
ในฐานะนักดาบ เขาคุ้นเคยกับความคิดและกิริยาเช่นนี้ยิ่งนัก มันคือความทะเยอทะยาน กระหายอยากสยบศัตรู!
ใช่แล้ว หลังประจักษ์ความต่างชั้นอันยิ่งใหญ่ดุจหุบผา ซูอี้หาได้ลนลานไม่ แต่กลับจุดประกายจิตต่อสู้โหมแรงกว่าหนใด!
สิ่งนี้เกินความคาดหมายของชาติที่สาม และขณะเดียวกันก็สะท้านใจเป็นอย่างยิ่งด้วย
ครู่ต่อมา เจ้าตัวจึงพยักหน้าพลางกล่าวว่า “หากสู้กันด้วยขอบเขตเดียวกัน ข้ายังด้อยกว่าเจ้ามากนัก และแม้ข้าจะเป็นเทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนา ข้าก็ไม่กล้าบอกว่าจะสยบเจ้าได้แน่นอน”
“ทว่า……”
ชาติที่สามกล่าวกับซูอี้อย่างเคร่งขรึม “ข้าบอกเจ้าแล้วว่า ยามไปหาเจ้าในภายภาคหน้า ข้าจะไม่สนใจว่าการฝึกฝนของเจ้าจะสูงหรือต่ำ ความต่างชั้นระหว่างเราเป็นเช่นไร และไม่สนใจว่าจะยุติธรรมหรือไม่”
“เจ้ากล่าวเรื่องนี้สองหนแล้ว”
ชายหนุ่มกล่าวเสียงเนิบว่า “อย่าห่วงเลย ข้าไม่โง่พอจะพูดเรื่องความยุติธรรมกับเจ้าหรอก”
ชาติที่สามพยักหน้ากล่าว “ใช้ชีวิตให้ดี อย่าตายก่อนข้าจะไปพบเจ้าเสียเล่า”
ว่าแล้ว เขาก็หันกายจรจาก
“รอเดี๋ยว” ซูอี้กล่าวรั้งเขาไว้
“ยังมีเรื่องใดหรือ?”
ชาติที่สามหันกลับมากล่าวกับเขา “ข้ารู้ว่าในใจของเจ้ายังมีความสับสนอีกมากมาย แต่ยามเราสองตัดสินแพ้ชนะในอนาคต เจ้าจะได้เข้าใจเอง”
“ข้าไม่ได้ถามเรื่องนั้น”
ซูอี้ส่ายหัว
“เช่นนั้น เจ้าคิดจะทำอันใด?”
ชาติที่สามขมวดคิ้วมองซูอี้
ซูอี้นำสุราออกมาไหหนึ่ง และถามว่า “ดื่มสุราหรือไม่?”
ชาติที่สามผงะ
เหอปั๋วเองก็ตั้งตัวไม่ทัน ไม่อาจทราบได้ว่าซูอี้จะทำอันใด
ชายหนุ่มแย้มยิ้ม จากนั้นก็โยนสุราไหนั้นให้ชาติที่สาม และกล่าวว่า
“ครานี้ต้องขอบคุณเจ้าที่ช่วยเหลือยามข้าข้ามหายนะ แม้ข้าจะรู้ว่าการกระทำของเจ้าไม่ใช่เพื่อช่วยชีวิตข้า แต่… หากภายหน้าสิ่งนี้เกิดขึ้นกับข้าอีก ข้าจะลงมือแน่นอน”
แววตาของชาติที่สามดูซับซ้อน
ยามนี้เอง เขาจึงเข้าใจถึงเจตนาที่อีกฝ่ายชวนเขาดื่มสุราในที่สุด
นี่คือการแสดงความขอบคุณหรือ?
อาจจะใช่
แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ อีกฝ่ายต้องการประกาศตน บอกเขาว่ายามพบพานกันภายหน้า ทั้งสองจะไม่ติดค้างใดๆ ต่อกัน!
ชาติที่สามแย้มยิ้ม
ตัวตนเช่นเขาจะปล่อยให้ซูอี้ช่วยได้เช่นไร?
แต่เขาไม่ได้หัวเราะ
เขากลับเก็บสุราไหนั้นไปและกล่าวว่า “หากเรื่องเช่นนี้ถูกพัวพันด้วยบุญคุณความแค้น ก็นับว่าไร้รสชาติกันพอดี ทว่า……”
“ข้าจะรับสุราเจ้าไหนี้ไว้!”
“ยามเจ้าและข้าตัดสินแพ้ชนะกันในคราวหลัง ข้าจะดื่มมันอย่างสาแก่ใจ!”
เสียงของเขายังไม่ทันขาดหาย ร่างกายของชาติที่สามพลันหายวับไปจากยอดหอคอยเทพที่หก
“เจ้าทั้งสอง…เหมือนกันจริงๆ!”
ยามนี้ เหอปั๋วอดทอดถอนใจมิได้
ซูอี้เอ่ยถาม “เทียบกับชาติแรกแล้วเป็นเช่นไร?”
เหอปั๋วกลอกตาพลางกล่าวอย่างฉุนเฉียวว่า “รอเจ้าเอาชนะชาติที่สามของเจ้าให้ได้ก่อนปะไร แล้วค่อยมาพูดเรื่องพรรค์นี้!”
“งั้นเจ้าว่า ชาติที่สาม…เป็นหินลับดาบที่ชาติแรกเตรียมไว้ให้ข้าจริงหรือ?”
ซูอี้หันไปถามเหอปั๋ว
ยามนี้ เหลือเพียงเขากับเหอปั๋วสองคน และมีบางสิ่งที่เขาต้องถามให้กระจ่าง
เหอปั๋วส่ายหน้าทันที “ไม่ใช่”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เจ้าตัวพลันกล่าวขึ้นมาว่า “เรื่องทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับชะตาแห่งวัฏสงสาร ข้าบอกเจ้าได้เพียงว่า หากภายหน้าเจ้าพ่ายให้แก่ชาติที่สาม เจ้าจะกลายเป็นหินลับดาบให้ชาติที่สาม!”
ซูอี้เลิกคิ้ว “หรือก็คือ หากข้าพ่ายแพ่ เขาจะมาแทนที่ข้าหรือ?”
เหอปั๋วไม่ได้ปฏิเสธ “เดิมทีเจ้ากับเขาก็เป็นคนคนเดียวกัน ไม่ว่าผู้ใดแพ้พ่าย อีกฝ่ายจะได้หลอมรวมทุกสิ่งที่ผู้แพ้มี!”
“และกุญแจในการหลอมรวมนี้ก็อยู่ที่ดาบเก้าคุมขัง!”
“หากเจ้าพ่ายแพ้ อำนาจกรรมวิถีของชาติที่สามซึ่งถูกผนึกอยู่ในดาบเก้าคุมขังจะแทนที่เจ้าโดยสมบูรณ์”
“หากเจ้าชนะ เจ้าจะสามารถหลอมรวมกรรมวิถีชาติที่สามสู่วิถีของเจ้าเอง!”