บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2133 ชนะจนชาชิน
บทที่ 2133 ชนะจนชาชิน
เคร้ง!
หอคอยเทพที่แปดกู่คำรามถ้วนทั่ว พิรุณแสงโปรยปราย
เสียงระฆังอันคุ้นเคยดังอีกเก้าหน
กลุ่มคนซึ่งรออยู่นอกหอคอยฟังเสียงระฆัง และตระหนักว่าซูอี้ได้สร้างสถิติเหมือนใดเทียบขึ้นอีกครั้ง!
ซูอี้ชนะจนชาชิน
ผู้คนก็ชาชินเหมือนกัน
นับแต่หอคอยเทพที่หนึ่งจนบัดนี้ ไม่ว่าซูอี้จะเข้าหอคอยเทพไปรับบททดสอบยามใด เขาจะสร้างสถิติเกินใดเทียบเทียมทุกหนไป
ทั้งหมดนี้เปรียบเช่นปาฏิหาริย์อันบังเกิดต่อเนื่อง เจิดจรัสยิ่งใหญ่ ยิ่งเกิดบ่อยครั้ง ผู้คนก็เริ่มค่อยๆ ยอมรับเรื่องทั้งหมดนี้
จวบยามนี้ หากซูอี้ไม่อาจสร้างสถิติใหม่ได้เช่นกาลก่อน ผู้คนจึงรู้สึกผิดปกติ!
พิรุณแสงโปรยปราย ณ ยอดหอคอยเทพที่แปด
รุ้งทิพย์สายบางทอดลงปรากฏตรงหน้าซูอี้
เมื่อมองดีๆ รุ้งทิพย์สายนี้เกิดขึ้นจากการรวมตัวของผลึกศักดิ์สิทธิ์ขนาดราวผลท้อนับร้อยพัน
ผลึกศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้เจิดจรัสกระจ่างใส แวววาวตระการตา แต่ละชิ้นล้วนบรรจุปราณอมตะเลิศล้ำ
สิ่งนี้คือผลึกเทพอมตะ!
ผลึกอันจับตัวจากวัตถุอมตะอันบริสุทธิ์เหนือใด ล้ำค่าหายากยิ่งนัก สามารถใช้เพื่อหล่อหลอมสมบัติเทพและฝึกฝน
ในการฝึกฝนบนเส้นทางวิถีเทพ นอกจากต้องดูดซับหลอมปราณมหาวิถีในฟ้าดิน สิ่งสำคัญกว่านั้นยังจำเป็นต้องหล่อหลอมวัตถุอมตะอีกด้วย
วัตถุอมตะนั้นแบ่งออกเป็นชนิดและระดับอันหลากหลาย รูปแบบมากมาย เช่นทองมารอมตะและทองจรัสอมตะที่ซูอี้ได้รับมาก่อนหน้านี้ก็เรียกว่าเป็นวัตถุอมตะเช่นกัน
โดยระดับของพวกมันก็ไม่ได้เท่าเทียม
ผลึกเทพอมตะนี้กล่าวได้ว่าเป็นสมบัติหายากในหมู่วัตถุอมตะ! พบได้แต่ไม่อาจครอบครอง
กระทั่งในโลกแห่งเทพ สมบัติเช่นนี้ยังมีได้เพียงในกลุ่มเต๋าสูงสุดเท่านั้น!
ผลึกเทพอมตะที่ซูอี้เห็นอยู่ตรงหน้านี้ แม้แค่สองสามชิ้นก็แสนเลอค่า เพียงพอให้ยอดฝีมือใดๆ ใต้ระดับจอมเทพฆ่าฟันแย่งชิง!
กุญแจแห่งความล้ำค่าของวัตถุอมตะนั้นอยู่ที่การจะขึ้นเป็นจอมเทพขอบเขตอมรณา ขึ้นอยู่กับว่าคนผู้นั้นหล่อหลอมวัตถุอมตะได้เพียงพอหรือไม่!
หากมิอาจหล่อหลอมวัตถุอมตะได้เพียงพอ ก็ไร้คุณสมบัติเข้าถึงระดับจอมเทพได้เลย!
ทว่า สำหรับเทพส่วนใหญ่ในโลกหล้า เพราะพวกเขาล้วนมีระดับเทพและความสามารถแตกต่าง จึงไม่คาดคิดว่าตนจะมีโอกาสบรรลุถึงระดับจอมเทพในอนาคต
ด้วยมันยากเกินไป!
จุดประสงค์หลักที่ทำให้ทวยเทพเหล่านี้หลอมวัตถุอมตะนั้นก็เพื่อประชันกับหายนะเทพ!
บนเส้นทางวิถีเทพนั้นมี ‘หายนะเทพ’ อันร้ายกาจถึงตายอยู่มากมาย
สามขอบเขตทั้งสรรสร้าง รังสรรค์สุดขั้วและกำเนิดวาสนามี ‘สามหายนะหกพิบัติ’ ตามลำดับ
กระทั่งจอมเทพขอบเขตอมรณายังต้องเผชิญ ‘นพเคราะห์หลอมวิถี’ !
ไม่ว่าจะต้องเผชิญหายนะเทพเช่นไร ก็ต้องหล่อหลอมวัตถุอมตะให้เพียงพอจึงสู้ได้ และจึงแน่ใจในโอกาสรอดชีวิต!
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าวัตถุอมตะสำคัญต่อทวยเทพเพียงไร
ทว่าในสายตาซูอี้ แม้วัตถุอมตะเหล่านี้จะแสนลึกลับ แต่มันก็เป็นเพียงทรัพยากรฝึกฝนเพื่อหล่อหลอมวิถีเต๋าเท่านั้น
เหมือนเช่นในหอคอยเทพที่หก ยามเขาผ่านด่านทดสอบสำเร็จ รางวัลที่เขาได้ก็คือไขกระดูกเทพอมตะชิ้นหนึ่ง!
นี่ก็เป็นวัตถุอมตะเช่นกัน
หากทวยเทพชั้นกลางขอบเขตรังสรรค์สุดขั้วได้ใช้มัน ก็เพียงพอบังเกิดบทบาทอัศจรรย์ระหว่างต่อสู้กับ ‘หายนะอัคคีทิพย์’ หนึ่งใน ‘สามหายนะหกพิบัติ’ ได้
ทว่าขณะนั้น หลังไขกระดูกเทพอมตะถูกซูอี้ใช้ไป มันก็แค่กลายเป็นอำนาจชีพจรมหาวิถียิ่งใหญ่เหนือใด หลอมรวมเข้าสู่รากฐานวิถีเทพที่ซูอี้สร้างยามบรรลุเทพเท่านั้น
เพียงหนึ่งโบกมือจากซูอี้ ผลึกเทพอมตะนับร้อยก็ทะยานเรียงแถวเข้าสู่แขนเสื้อของเขา
หลังจากนั้น เขาก็นำมันออกมาชิ้นหนึ่ง แล้วนั่งขัดสมาธิเริ่มหลอมรวมทันที
ตู้ม!
ไม่นานนัก ผลึกเทพอมตะพลันแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นเดือดพล่าน ไหลบ่าเข้าสู่ร่างของซูอี้ ทะเลฮุ่นตุ้นพลันกู่ก้อง เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยพร่างพรมทอแสงลี้ลับ บังเกิดเป็นจังหวะอันประหลาดพิกล
เมื่ออำนาจของผลึกเทพอมตะนั้นถูกหลอมรวม วิถีเต๋าของซูอี้ก็ถูกขัดเกลาพัฒนาเช่นกัน
เพียงหนึ่งอึดใจ ผลึกเทพอมตะอันกล่าวได้ว่าเป็นสมบัติล้ำค่าหายากนี้ก็ถูกหลอมจนสิ้น
ทว่า……
การฝึกฝนของซูอี้กลับก้าวหน้าไปเพียงหนึ่งก้าวเล็กๆ
ยังคงห่างไกลจากขอบเขตสรรสร้างขั้นกลาง
จากการคาดเดาของซูอี้ ต่อให้เขาจะใช้ผลึกเทพอมตะร้อยกว่าชิ้นเหล่านั้นเสียเกลี้ยง ชายหนุ่มก็อาจไม่สามารถส่งวิถีเต๋าเข้าสู่ขอบเขตสรรสร้างขั้นกลางได้
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้จนใจไปชั่วขณะ
แม้วิถีเต๋าของเขาจะท้าทายสวรรค์ รากฐานมหาวิถีทรงพลัง ผลเสียของมันก็ชัดเจนเช่นกัน นั่นก็คือทรัพยากรฝึกฝนที่ต้องใช้เพื่อพัฒนาการฝึกฝนนั้น ไม่อาจเทียบกับผู้อื่นในขอบเขตเดียวกันได้เลย
อย่างผลึกเทพอมตะเหล่านี้ อย่าว่าแต่เทพชั้นกลางหรือล่างได้มันไปเลย ต่อให้เทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนาได้ไป ก็เพียงพอให้พวกเขาเลื่อนระดับกันได้!
เทียบกันเช่นนี้ จึงคาดเดาได้ว่าวิถีบรรลุเทพของซูอี้วิปริตผิดปกติเพียงไร
ทว่าซูอี้ชาชินกับมันมาเนิ่นนาน
โดยไม่โอ้เอ้ยืดเยื้อ เขาลุกขึ้นและออกจากหอคอยเทพที่แปดไป
……
หอคอยเทพที่เก้า
นี่คือบททดสอบด่านสวรรค์ระดับสุดท้าย เตรียมไว้เพื่อเทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนาเป็นพิเศษ
ตลอดกาลนานมา เทพชั้นสูงเกือบครึ่งซึ่งผ่านบททดสอบในหอคอยเทพที่เก้าสามารถเข้าสู่ขอบเขตอมรณา กลายเป็นจอมเทพโดยแท้จริงได้!
และระดับนี้ก็เป็นสิ่งที่ซูอี้เฝ้ารอที่สุด
เขายืนยันได้แล้วว่าด้วยการฝึกฝนวิถีเต๋าและอำนาจต่อสู้ในปัจจุบันของตน เทพชั้นสูงทั่วไปไม่อาจขัดขืนใดๆ ได้เลย
มีเพียงเทพชั้นสูงผู้เลิศล้ำสูงสุดเท่านั้นจึงควรค่าสู้กับเขา
เหมือนเช่นกาลก่อน บททดสอบด่านพิสูจน์ในหอคอยเทพที่เก้าไม่อาจหยุดซูอี้ได้แม้แต่น้อย
ไม่นานนัก เขาก็ผ่านฉลุยราบคาบและมายังยอดหอคอยเทพที่เก้า!
จากกฎของหอคอยเทพที่เก้า ที่นี่ ซูอี้จะได้ดวลกับสามคู่ต่อสู้ทีละคน
คู่ต่อสู้คนแรกเป็นชายในอาภรณ์เนื้อดี หล่อเหลาดุจชายหนุ่ม ให้บรรยากาศเย่อหยิ่งเย็นชา
ซื่อเยี่ย!
หนึ่งในตัวตนอันกล่าวได้ว่าเป็นเทพชั้นสูงอันเลิศล้ำที่สุดในด้านการฝึกกายแห่งอารยธรรมยุคสมัยจากอดีตกาล!
เมื่อเห็นคนผู้นี้ ซูอี้พลันผงะไป
เขาจำอีกฝ่ายได้
คนผู้นี้คือจักรพรรดิเทพเสวียนกู่ผู้ปรากฏตัวร่วมกับนักพรตหัวมังกรและจ้าวเรือนจำฮ่วนหลี!
ยามซูอี้เข้ามาในวิถีแห่งบรรพเทวา คนผู้นี้ปรากฏขึ้นในลักษณะนั่งบนบัลลังก์กระดูกขาว ทิ้งความประทับใจลึกล้ำยิ่งแก่ซูอี้
ทว่าเขาหาคาดคิดไม่ว่าจะได้พบคนผู้นี้อีกครั้งบนยอดหอคอยเทพที่เก้า
ทว่า นี่ไม่ใช่ร่างจริงของจักรพรรดิเทพเสวียนกู่ แต่เป็นอวตารอันแปรเปลี่ยนมาจากกฎสวรรค์
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจักรพรรดิเทพเสวียนกู่มีนามว่าซื่อเยี่ย และเหตุที่อีกฝ่ายปรากฏขึ้นที่นี่ ย่อมหมายความว่า อีกฝ่ายเป็นที่รู้จักในนามเทพชั้นสูงผู้เลิศล้ำสูงสุดในด้านฝึกกาย!
“ขอข้าทัศนาสักหน่อยว่ากายเนื้อของเจ้าแข็งแกร่งเพียงไร”
ซูอี้ตัดสินใจว่า เขาจะใช้เพียงพลังกายในศึกนี้!
ตู้ม!
ไกลออกไป จักรพรรดิเทพเสวียนกู่ซื่อเยี่ยออกตัวโจมตี ร่างของเขาผอมเพรียว ทว่ายามจู่โจม ร่างกลับขยายพร้อมเสียงกึกก้อง แปรเปลี่ยนเป็นนครอัสนิบาตอันยิ่งใหญ่ โจมตีด้วยอำนาจทลายภพสะบั้นแดน
พลังกายเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าถูกขัดเกลาจนถึงระดับอันไม่น่าเชื่อ
ดวงตาของซูอี้เรืองโรจน์ เขาเองก็ลงมือ
ตู้ม!
ชายหนุ่มเหวี่ยงหมัดโจมตี เลือดและปราณแปรเปลี่ยนเป็นดาบเกินคณานับ ป่วนปั่นถึงเก้าชั้นสรวง
นับแต่ยามก่อนที่เขาผ่านระดับทดสอบ ซูอี้ได้หลอมรวมกับโลหิตเทพจากเก้าที่มา ได้แก่ฉยงฉี ซวนหนี ตี้เจียง วานรชาด แรดเขียว มังกรคบเพลิง คุนเผิง เถาอู้ และเทาเที่ย ซึ่งพวกมันล้วนก่อเกิดจากฮุ่นตุ้น หลอมรวมเข้าสู่ร่างวิถีของเขา
และยามบรรลุเป็นเทพ ศักยภาพของที่มาโลหิตเทพทั้งเก้าก็หลอมรวมเป็นหนึ่งกับร่างวิถีของเขาโดยสมบูรณ์
ยามนี้ ชายหนุ่มกำลังโจมตีด้วยเลือดเนื้อ ปราณดาบอันแปรเปลี่ยนจากร่างวิถีกายเนื้อและโลหิต ได้แปรเปลี่ยนเป็นภาพลวงของฉยงฉี ซวนหนี ตี้เจียงและสัตว์เทพอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง!
เปรี้ยง!!!
หนึ่งเสียงดังสนั่น
ร่างของจักรพรรดิเทพเสวียนกู่ถอยไปเบื้องหลัง ขณะที่ร่างของซูอี้เพียงสะท้าน
“อีกที!”
ซูอี้แย้มยิ้มกว้าง พุ่งทะยานเข้าไปอีกครั้ง
ศึกอันจบลงในชั่วกาลเพียงไม่กี่อึดใจนี้หาอันตรายไม่ แต่ดุเดือดยิ่งนัก
ทั้งสองเผชิญหน้ากันด้วยอำนาจกายเนื้อสูงสุดของตน เผยอำนาจกายเนื้อเต็มที่ ก่อศึกสงครามอันยาวนาน
ท้ายที่สุด จักรพรรดิเทพเสวียนกู่ซื่อเยี่ยก็แพ้พ่าย
หลังซูอี้ปลดปล่อยอำนาจกายเนื้อของตนอย่างเต็มที่ เขาก็ปราบอีกฝ่ายลงในทันที!
และซูอี้เองก็บาดเจ็บเช่นกัน ทว่าไม่ได้ร้ายแรง หาส่งผลต่อการกระทำของเขาไม่
‘จากนี้ต่อไป ข้าคือผู้แข็งแกร่งสูงสุดซึ่งปราบทวยเทพผู้ฝึกกายทุกยุคสมัยแห่งอดีตมาจนสิ้น!’
ซูอี้กล่าวในใจ
ไม่นานนัก คู่ต่อสู้คนที่สองก็ปรากฏขึ้น
นางเป็นสตรีผู้มีรูปลักษณ์สง่างามแน่งน้อย อาบไล้ด้วยพิรุณแสงฟุ้งกระจายเยี่ยงภาพฝัน
เป็นเทพขอบเขตกำเนิดวาสนาผู้เลิศล้ำในด้านอำนาจจิตวิญญาณที่สุดตราบเท่าที่อารยธรรมยุคสมัยแห่งอดีตจะหาได้!
และเมื่อเขาเห็นนางผู้นี้ ซูอี้พลันอดผงะไป เป็นคนรู้จักอีกคนแล้ว นางคือจ้าวเรือนจำฮ่วนหลี!!
แน่นอน จ้าวเรือนจำฮ่วนหลีตรงหน้าเขาก็เป็นเพียงอวตารจากกฎสวรรค์ ไม่ต่างจากจักรพรรดิเทพเสวียนกู่
“ในศึกนี้ ข้าจะลองเชิงนางด้วยอำนาจจิตวิญญาณ และตัดสินชี้ชนะกันไป!”
ซูอี้ตัดสินใจ
ก่อนหน้านี้ยามเขาประชันด่านทดสอบ เขาก็ได้มหาสมบัติเกี่ยวเนื่องกับจิตวิญญาณมาชิ้นหนึ่งเช่นกัน มีนามว่าอำนาจเกิดวิญญาณ!
นั่นคือเก้าอำนาจที่มาจิตเทพอันทรงพลังสูงสุด ก่อเกิดขึ้นจากฮุ่นตุ้น
และเมื่อซูอี้บรรลุเป็นเทพ ศักยภาพของอำนาจทั้งเก้าได้หลอมรวมกับจิตวิญญาณของซูอี้โดยสมบูรณ์ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมลักษณ์วิถีเทพของเขา!
ตู้ม!
ไกลออกไป จ้าวเรือนจำฮ่วนหลียกมือของนางขึ้น และทันใดนั้น ฟ้าดินพลันเปลี่ยนแปร ขุมนรกไร้สิ้นสุดปรากฏขึ้นเหนือนภา
ขณะที่ตัวนางเปรียบเช่นจ้าวเหนือขุมนรกแห่งนี้ ปกคลุมด้วยอำนาจกฎเกณฑ์ประหลาดอันน่าสะพรึงกลัว
นั่นคือเคล็ดวิชาจิตวิญญาณ!
เมื่อเห็นเช่นนี้ ซูอี้ก็เลิกลังเล หัวใจเพียงคิดคะนึง……
ตู้ม!
ธรรมลักษณ์วิถีเทพของเขาปรากฏสู่หล้า
ยามนั้น ฟ้าดินราวถูกเบิกเปิด อำนาจดาบอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งทอดทะยาน สะท้านนทีเมฆาฮุ่นตุ้นนี้อย่างรุนแรง
และธรรมลักษณ์วิถีเทพของเขาก็แปรความสูงเป็นพันจั้ง!
คู่เนตรเรืองรอง เจิดจรัสเยี่ยงตะวันจันทรา
เรื่องน่าสะพรึงกลัวสูงสุดก็คือ ปราณดาบอันอ้อยอิ่งรอบกายชายหนุ่มโปรยปรายลงเยี่ยงธาราทะลักทำนบ ไพศาลเกินคะเน
“ฆ่า!”
ธรรมลักษณ์วิถีเทพของซูอี้ชิงลงมือ ยกมือขึ้นส่งปราณดาบเกินนับถ้วนโถมทะยาน
ขณะเดียวกัน จ้าวเรือนจำฮ่วนหลีเองก็ลงมือ เคลื่อนมุมหนึ่งของขุมนรกไร้สิ้นสุดเข้าปกคลุมครอบนภา
ศึกดวลจิตวิญญาณดำเนินไปสองเค่อ
จ้าวเรือนจำฮ่วนหลีต่อสู้อย่างสุดกำลัง
และซูอี้ก็มีอำนาจเพียงพอสะบั้นหมื่นวิถีด้วยหนึ่งดาบ สะบั้นอำนาจเลิศล้ำนับพัน เคล็ดวิชาไร้ประมาณในดาบเดียว
ท้ายที่สุด จ้าวเรือนจำฮ่วนหลีเป็นฝ่ายปราชัย!
“กายเนื้อของข้าไร้เทียมทานสำหรับเทพชั้นสูงอื่นใดในอดีต และยามนี้ จิตวิญญาณของข้าก็กล่าวได้ว่าไร้เทียมทานเช่นกัน!”
ซูอี้ผ่อนลมหายใจยาว “ยามนี้ ขอเพียงเอาชนะศัตรูผู้ที่สาม สถิติในหอคอยเทพที่เก้านี้จะถูกข้าทำลายราบ!”
ศัตรูคนที่สามก็เป็นคู่มือคนสุดท้ายของหอคอยเทพที่เก้าเช่นกัน
ทว่า ยามเขาเห็นร่างของศัตรูคนสุดท้ายนี้ปรากฏขึ้น ซูอี้พลันผงะไปอีกครั้ง