บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2132 ไร้ผู้ใดชี้ทางให้ข้าได้
บทที่ 2132 ไร้ผู้ใดชี้ทางให้ข้าได้
ขณะเดียวกัน
ณ ซากภูเขาศักดิ์สิทธิ์สิ้นสวรรค์
“มหาภัยพิบัติเหล่านี้ไม่อาจกล้ำกลายสหายเต๋าซูได้ ทว่ามิอาจทราบได้เลยว่าหลังสหายเต๋าซูบรรลุเทพ ความแข็งแกร่งของเขาจะพัฒนาเพียงไร”
ลั่วเสวียนจีพึมพำ
มหาภัยพิบัติเมื่อก่อนหน้า ได้ก่อความโกลาหลทั่ววิถีแห่งบรรพเทวา ทัณฑ์อัสนิบาตเหนือสรวงกระหน่ำสาดเยี่ยงคลื่นธาร ดูประหนึ่งมหาวิปโยคปัจฉิมพิพากษ์
ยามนั้น ผู้นำเขตหวงห้ามอย่างนางกระวนกระวายนัก หลั่งเหงื่อกาฬแทนซูอี้
และยามนี้ ในที่สุดนางก็ผ่อนคลาย
“ข้าต้องบอกว่าเจ้าเป็นหญิงฉลาด”
ทันใดนั้น ร่างของเหอปั๋วปรากฏขึ้น
ลั่วเสวียนจีผงะไป คู่เนตรพร่างประกายหดตัวเล็กน้อย ก่อนจะประสานมือค้อมคารวะ “ไฉนผู้อาวุโสจึงกล่าวเช่นนี้?”
เหอปั๋วกล่าวอย่างไร้อารมณ์ “เพราะหากเจ้าไม่เลือกยืนข้างซูอี้ ข้าคงมิช่วยพี่ชายเจ้า ลั่วชิงตี้หรอก”
ปกติแล้ว เขามีอุปนิสัยลามกตัณหากลับเป็นที่สุด ทุกครายามพบหญิงงาม สายตามักติดตรึงแทบจะหลอมเป็นหนึ่งกับร่างอรชร
ทว่าขณะนี้ เมื่อเผชิญหญิงงามล้ำไร้ใดเทียบอย่างลั่วเสวียนจี สายตาของเจ้าตัวกลับแสนเฉยชา
กระทั่งเจือความรู้สึกเดียดฉันท์จางๆ!
ลั่วเสวียนจีเองก็สังเกตเห็นเช่นนี้ กระทั่งรู้ด้วยว่าไฉนเหอปั๋วจึงปฏิเสธนาง
เหตุผลนั้นง่ายนัก บุคคลผู้ฝ่าฟันบุกตะลุยรอดจากอารยธรรมยุคสมัยอันพังทลาย มีชีวิตในมิติเวลาอันปั่นป่วนมาถึงยามนี้เช่นนาง มีชะตาต้องถูกเหอปั๋วปฏิเสธเดียดฉันท์!
เพราะถึงอย่างไร เหอปั๋วก็คือ ‘เทพแม่น้ำ’ ประจำธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย ดูแลการแปรเปลี่ยนของกฎสวรรค์เหนือธารนทีนั้น
ในสายตาเหอปั๋ว คนอย่างนางไม่ได้ต่างจากคนบาปเลย
ทว่าลั่วเสวียนจีหาใส่ใจไม่ เมื่อนางได้ยินวาจาของเหอปั๋ว นางพลันกล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น “ผู้อาวุโสจะช่วยพี่ชายข้าหรือ?”
เหอปั๋วแค่นเสียงเย็นชา “อย่าด่วนดีใจไป ช่วยลั่วชิงตี้นั้นได้ แต่เจ้าต้องรับปากข้าหนึ่งเรื่อง”
ลั่วเสวียนจีกล่าว “ผู้อาวุโสโปรดว่ามาเถิด”
“ภายหน้า อย่าได้ยุ่งกับซูอี้อีก!”
ดวงตาของเหอปั๋วเย็นเยียบ กล่าวว่า “อย่าคิดนะว่าข้าไม่รู้ความคิดเจ้า เจ้าอยากเดิมพันข้างซูอี้ ให้เขาต่อสู้เพื่อเจ้าในอนาคต!”
“ข้ากำลังบอกเจ้าให้ชัดเจน เจ้าไร้คุณสมบัติเพียงพอ! ไร้วาสนาจะดื่มด่ำผลประโยชน์เช่นนี้!”
ลั่วเสวียนจีพลันหน้าซีด ร่างอรชรสะท้านน้อยๆ ไม่อาจทราบได้ว่าเพราะโทสะหรือเพราะวาจาของเขาแทงใจดำของนางกันแน่
ครู่ต่อมา นางจึงสูดหายใจลึกๆ ก้มหัวลงกล่าว “เรียนผู้อาวุโสตามตรง ยามข้าแรกพบสหายเต๋าซู ข้าก็อยากผูกสัมพันธ์กับเขาเพื่อขอสหายเต๋าซูให้ช่วยพี่ชายข้าตามท่านว่าจริงๆ”
“ทว่าเมื่อข้าได้ทำความรู้จักกับสหายเต๋าซู ข้าก็มิได้คิดเช่นนั้นแล้ว ข้าถือเขาเป็นสหายเต๋าโดยแท้จริง แม้เขาจะมิช่วยข้า ข้า…”
เหอปั๋วแค่นเสียงหึ กล่าวขัดขึ้นว่า “พอแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะรู้สึกเช่นไรในใจ จุดประสงค์ของเจ้าก็ลุล่วงแล้ว ยามนี้ ขอเพียงเจ้ารับปากไม่ยุ่งเกี่ยวกับซูอี้อีก ข้าจะให้เจ้าได้พบกับลั่วชิงตี้ทันที!”
“ข้า……”
ใบหน้างามของลั่วเสวียนจีวูบไหวลังเลอยู่ชั่วขณะ
นางลังเล
ขณะที่เหอปั๋วรออย่างเฉยชา
เนิ่นนานจากนั้น ลั่วเสวียนจีกัดฟันกรอด ความสับสนในดวงตาถูกแทนที่ด้วยเค้าหนักแน่น กล่าวขึ้นว่า “ผู้อาวุโส เกรงว่าข้าจะทำให้ท่านผิดหวังเสียแล้ว!”
สีหน้าของเหอปั๋วย่ำแย่ “เจ้าหมายความเช่นไร?”
ลั่วเสวียนจีจ้องตรงไปที่เหอปั๋วอย่างเยือกเย็น กล่าวชัดทีละคำ “ข้าจะไม่แลกมิตรภาพของข้าต่อสหายเต๋าซูเพื่อสิ่งใด! กระทั่งเพื่อช่วยพี่ชายข้าก็ไม่!”
เหอปั๋วขมวดคิ้ว จิตสังหารพลุ่งพล่านบนใบหน้าจางๆ
ลั่วเสวียนจียืนที่เดิมอย่างสุขุม มิสะดุ้งสะเทือน
ในที่สุด เหอปั๋วก็หันเดินจากไป “เจ้ามากับข้า”
“ไปหนใดหรือ?”
ลั่วเสวียนจีเอ่ยถามอย่างเผลอตัว
“ไปพาพี่ชายเจ้าออกจากวิถีแห่งบรรพเทวา”
เหอปั๋วตอบโดยไม่เหลียวหลัง
ลั่วเสวียนจีตะลึง ก่อนจะเผยปรีดาและกล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ช่วยสงเคราะห์!”
เหอปั๋วไม่ได้กล่าวอันใด ทว่าลอบพึมพำในใจ สตรีจากเผ่าวิหคเพลิงอมตะนี้กลับมาพัวพันกับซูอี้ นี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย……
เผ่าวิหคเพลิงอมตะ!
เผ่าพันธุ์โบราณอันปกคลุมด้วยคำสาปและอวมงคล
ชะตาของทุกผู้ในเผ่าล้วนเปี่ยมหายนะและความไม่แน่นอน เปรียบได้กับเทพโรคระบาดโดยแท้ ไม่เพียงตนอับโชค กระทั่งผู้ที่ตนพบพานยังพลอยอับโชคไปด้วย!
เหอปั๋วจึงไม่อยากให้ซูอี้และลั่วเสวียนจีเกี่ยวข้องกัน
แต่เห็นได้ชัดว่านี่มิใช่สิ่งที่เขาสะบั้นได้
ทว่าเหอปั๋วก็ไม่ได้กังวลว่าเคราะห์ร้ายจากลั่วเสวียนจีจะส่งผลถึงซูอี้
หากว่าด้วยหายนะและผลกรรมพัวพัน เคราะห์ร้ายขี้ปะติ๋วของลั่วเสวียนจีไม่อาจเทียบชั้นซูอี้ได้เลย
……
หอคอยเทพที่เจ็ด
เพียงไม่กี่อึดใจ ซูอี้ก็ผ่านฉลุยง่ายดาย
ไร้สิ่งใดให้ลุ้น
เพราะถึงอย่างไร มันก็เป็นบททดสอบต่อเทพชั้นกลางขอบเขตรังสรรค์สุดขั้ว
หลังผ่านระดับนี้ได้ ซูอี้ก็ปราบผู้แข็งแกร่งที่สุดจากอารยธรรมยุคสมัยแห่งอดีตลงเช่นกัน
ตัวตนสูงสุดเหล่านั้นแตกต่างจากตัวตนในหอคอยเทพที่หก พวกเขาล้วนแต่เป็นผู้ร้ายกาจน่าสะพรึงกลัวในด้านจิต
ในด้านการประชันจิตนั้น ซูอี้ไม่เคยพ่าย
หลังสยบหอคอยเทพที่เจ็ด ซูอี้ก็ได้รับรางวัลอันมิเคยพานพบมาก่อน……
ผลฮุ่นตุ้นหลอมจิตหนึ่งผล!
นี่เป็นวัตถุอัศจรรย์เลิศล้ำชนิดหนึ่งซึ่งมีสรรพคุณเน้นที่การขัดเกลาพัฒนาความคิดจิตใจเป็นพิเศษ หายากยิ่งนัก
ต้องทราบว่าซูอี้ได้หลอมรวมกรรมวิถีอดีตชาติมามากมาย ทว่าตั้งแต่ฝึกฝนมาจวบปัจจุบัน เขาก็ไม่เคยพบสมบัติอันใช้เพื่อความคิดจิตใจเช่นนี้มาก่อน!
มูลค่าของมันไม่อาจประมาณได้เลย!
หลังหลอมรวมสิ่งนี้เข้าไป ซูอี้ก็สัมผัสชัดเจนว่าความคิดจิตใจของเขาแปลงเปลี่ยนไปอย่างอัศจรรย์
ยากนักจะอธิบายการแปรเปลี่ยนนี้ เหมือนห้วงความคิดของชายหนุ่มถูกปกคลุมโดยชั้นเกราะคุ้มกัน แม้จะถูกศัตรูโจมตีโดยไม่ตั้งตัว เกราะป้องกันชั้นนี้ก็จะไม่ปล่อยให้ความคิดจิตใจของเขาต้องแหลกสลาย!
“เป็นอำนาจอัศจรรย์นัก”
ซูอี้กล่าวในใจ ‘หากกรรมวิถีชาติที่สามถูกผนึกในดาบเก้าคุมขัง ณ ยามนี้คิดควบคุมร่างวิถีและจิตวิญญาณของข้า เขาอาจทำได้ แต่ก็ไม่อาจสั่นคลอนความคิดจิตใจข้าได้!’
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ซูอี้พลันเลิกคิ้ว
หรือจะบอกว่าชาติแรกเตรียมสิ่งนี้ให้เขาเป็นการพิเศษเพื่อไม่ให้ตัวเขาเสียความคิดจิตใจยามเหตุการณ์เช่นนี้บังเกิดขึ้นในภายหน้า?
หากเป็นเช่นนั้น หมายความว่าเรื่องเช่นนี้อาจจะบังเกิดขึ้นในภายหลังหรือ?
ท้ายที่สุด ซูอี้พลันส่ายหน้า ไม่คิดมากถึงมันอีก
……
หอคอยเทพที่แปด
บททดสอบด่านสวรรค์อันมุ่งเป้าที่เทพชั้นสูง ขอบเขตกำเนิดวาสนา
แม้มีเทพชั้นสูงนับสิบคนไล่เข้าไปในแต่ละหอคอย ทว่าอาจไม่จำเป็นว่าจะต้องมีผู้ใดผ่านระดับทดสอบทั้งหมดได้
ทว่า สำหรับซูอี้ผู้ย่างเท้าสู่วิถีเทพแล้ว บททดสอบเหล่านี้ช่างกระจอกสิ้นดี
จนกระทั่งเมื่อเขามาถึงยอดหอคอยเทพที่แปด ในที่สุดซูอี้ก็พบศัตรูผู้หนึ่งที่ดวลด้วยได้
ที่นี่ เขาต้องพิชิตเทพชั้นสูงถึงห้าคนซึ่งกล่าวได้ว่าแข็งแกร่งที่สุด ถูกคัดสรรจากสารพัดอารยธรรมยุคสมัยแห่งอดีต!
“ฆ่า!”
ซูอี้ลงมือทันที
ตู้ม!
ปราณรอบกายเขากู่ก้อง ร่างกายทุกชุ่นเรื่อเรืองด้วยพิรุณแสงฮุ่นตุ้นอันลี้ลับเกินเข้าใจ
ทะเลฮุ่ยตุ้นอันไพศาลไร้ขอบเขตในร่างชายหนุ่มโหมซัด แสงเงาอันแปรเปลี่ยนจากเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยปะทุเป็นพิรุณแสงจ้าจรัสงามตระการ
ในจิตวิญญาณของเขา ธรรมลักษณ์วิถีเทพยกมือขึ้นวาดลวดลาย
ทันใดนั้น วิถีเต๋าในร่างพลันหลอมรวมกับอำนาจร่างวิถีและจิตวิญญาณอย่างสมบูรณ์แบบ
และยามซูอี้โบกฝ่ามือ
ปราณดาบฮุ่นตุ้นสายหนึ่งทะยานจร พัวพันด้วยอำนาจกฎเกณฑ์อันลึกลับน่าสะพรึงกลัว ฟาดฟันออกสู่ท้องนภา
เปรี้ยง!!
ศัตรูถูกฟาดกระเด็นไปทันที
อีกฝ่ายเป็นเทพชั้นสูงซึ่งกล่าวได้ว่าแข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตกำเนิดวาสนา วิถีเต๋าของเขาน่าสะพรึงกลัว
เทพชั้นสูงอย่างเริ่นเป่ยโหยวและเหวินเซียวนั้นไม่อาจเทียบตัวตนเช่นนี้ได้โดยสิ้นเชิง
ทว่ายามนี้ เพียงหนึ่งดาบกลับฟาดคู่ต่อสู้เช่นนี้ละลิ่วลอย!
“ไม่ผิด ผู้หยุดดาบข้าหลังบรรลุเป็นเทพได้ ควรค่าเป็นตัวตนอันแข็งแกร่งสูงสุดจากอารยธรรมยุคสมัยแห่งอดีตแล้ว”
ดวงตาของซูอี้วาววับ โถมกระโจนเข้าโรมรัน
สิ่งที่เขาต้องการทำที่สุดในยามนี้คือยืนยันอำนาจต่อสู้ในวิถีเทพของเขา!
ครู่ต่อมา
ตู้ม!
รัศมีดาบวูบไหวเยี่ยงแสงทะยาน
ร่างของศัตรูพลันแหลกสลายเยี่ยงกระดาษยุ่ย แปรเปลี่ยนไปเป็นพิรุณแสง
“ตัวตนใต้จอมเทพขอบเขตอมรณายากจะเป็นภัยต่อข้าโดยแท้จริงอีกต่อไป”
‘ข้าแค่ไม่ทราบเลย ว่ายามนี้จอมเทพระดับใดที่ข้าสู้ได้……’
ซูอี้กล่าวในใจ
เส้นทางวิถีเทพแบ่งออกเป็นขอบเขตสรรสร้าง รังสรรค์สูงสุดและกำเนิดวาสนา สื่อแทนเทพชั้นล่าง กลาง และสูงตามลำดับ
เหนือขอบเขตทั้งสามนี้คือขอบเขตอมรณา!
ยามเข้าสู่อมรณา จึงเรียกได้ว่าเป็นจอมเทพ!
ขอบเขตอมรณานั้นพิเศษอย่างยิ่ง ต้องทนบททดสอบจาก ‘นพเคราะห์หลอมวิถี’ ได้
แต่ละด่านเคราะห์ผ่านไป วิถีเต๋าก็จะสูงขึ้นหนึ่งขั้น
ระดับสูงต่ำของจอมเทพ บ่อยครั้งมักถูกชี้วัดโดยจำนวนด่านเคราะห์หลอมวิถีที่พวกเขาผ่านพ้น
ในโลกแห่งเทพ ระดับของจอมเทพก็ถูกแบ่งเช่นนี้ไม่ต่างกัน
เช่นจอมเทพหล่อหลอมขั้นหนึ่ง คือจอมเทพผู้รอดชีวิตผ่านด่านเคราะห์หลอมวิถีมาแล้วหนึ่งหน
และไล่เรียงเช่นนั้นต่อไป
จอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าคือตัวตนสูงสุดในขอบเขตอมรณาขั้นสมบูรณ์ และยังเป็นผู้เลิศล้ำสูงสุดในหมู่จอมเทพ!
ขณะเขาครุ่นคิด ศัตรูผู้ที่สองพลันปรากฏกาย
……
หลังหนึ่งชั่วละเลียดดื่มชา
ซูอี้ก็เอาชนะศัตรูคนที่สอง สาม สี่ และห้าลงทีละคน!
ตราบจนจบศึก ซูอี้ยังคงไร้ซึ่งบาดแผลใด
ท้ายที่สุดแล้ว แม้ศัตรูเหล่านี้จะท้าทายสวรรค์ แต่พวกเขาก็ไม่ได้เป็นภัยคุกคามมากนัก
หลังบททดสอบนี้ ซูอี้ก็เข้าใจวิถีเต๋าของตนกว้างไกลขึ้นเช่นกัน
วิถีบรรลุเทพของเขาพิเศษยิ่งนักจริงแท้
ไร้อำนาจเทพ มีเพียงทะเลฮุ่นตุ้นเป็นจุดหยั่งรากเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย!
และต้องทราบว่าตลอดกาลนานมา เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยได้หลอมรวมอำนาจเทพมามากมาย!
อำนาจเทพบางส่วนได้มาจากทะเลดาราเทพผันแปร
บ้างก็ได้มาจากการสังหารทวยเทพ
หลังอำนาจเทพเหล่านั้นถูกเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยหลอมกลืน กฎแห่งยุคสมัยภายในพวกมันก็หลอมรวมเป็นหนึ่งกับเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยด้วย
ยามนี้ กฎแห่งยุคสมัยเหล่านี้ล้วนอยู่ในการควบคุมของซูอี้!
เพียงเรื่องนี้ลำพังก็เทียบได้กับการฝืนกฎเหล็กสะบั้นข้อห้าม กล่าวได้ว่าเป็นผู้สะบั้นกฎโดยแท้จริง!
เพราะทวยเทพผู้อื่นสร้างอำนาจเทพและควบคุมกฎแห่งยุคสมัยได้เพียงหนึ่ง แม้จะสามารถทำความเข้าใจอำนาจมหาวิถีอื่นใดได้ แต่รากฐานของพวกเขาก็ยังคงเป็นอำนาจเทพที่ตนหลอมสร้าง
ทว่าซูอี้นั้นแตกต่าง ทะเลฮุ่นตุ้นของเขาหล่อหลอมพัฒนากฎแห่งยุคสมัยได้มากมาย!
นอกจากนั้น ภายหน้า ยิ่งเขาได้อำนาจเทพมามากเพียงไร ตัวเขาก็จะยิ่งได้กฎแห่งยุคสมัยมาครอบครองมากเพียงนั้น!!
สรุปก็คือ ทวยเทพอื่นใดอาจกล่าวได้ว่า ‘เป็นเทพแห่งหนึ่งวิถี’
ในขณะที่ซูอี้คือ ‘เทพแห่งหมื่นวิถี’ !
นอกจากความต่างชั้นด้านรากฐานมหาวิถี กายเนื้อ และจิตวิญญาณยังบรรจุปริศนายิ่งใหญ่ แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง
แม้ซูอี้จะมีประสบการณ์วิถีเทพจากหลี่ฝูโหยวมาก่อน แต่เขาในยามนี้ก็ยังต้องรื้อพวกมันขึ้นมาปลดปริศนาทีละปม จึงสามารถควบคุมอำนาจของตนได้โดยแท้จริง
เพราะถึงอย่างไร วิถีบรรลุเทพของเขาในชาตินี้ก็แตกต่างจากทุกภพชาติอย่างยิ่ง!
ประสบการณ์อดีตชาติเรียนรู้ได้ แต่วิถีนี้ต้องเสาะแสวงด้วยตนเอง
ภายหน้า ไร้ผู้ใดชี้ทางให้เขาได้อีก!