บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2134 ฝักดาบ
บทที่ 2134 ฝักดาบ
ชายผู้นั้นสวมอาภรณ์ยาว ใบหน้าผอมซูบ
ศัตรูคนสุดท้ายในหอคอยเทพที่เก้าคือ เซียวเจี่ยนผู้เป็นชาติที่สามของเขา!
ทว่าแตกต่างจากหอคอยเทพที่หก เซียวเจี่ยน ณ ขณะนี้เป็นเพียงอวตารจากกฎสวรรค์ ไร้พลังชีวิตและสติปัญญา
“ไม่คาดคิดเลยว่าในขอบเขตกำเนิดวาสนา คนผู้นี้ก็ยังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในบรรดาตัวตนสูงสุดของอารยธรรมแห่งยุคสมัยด้วย”
ซูอี้ประหลาดใจ
แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่เขาต้องการเช่นกัน
เพราะระดับสุดท้ายนี้คือ การทดสอบวิถีเต๋า!
ระหว่างเขากับเซียวเจี่ยนต้องประชันกันอีกหน!!
ตู้ม!
เซียวเจี่ยนดีดนิ้วหนึ่งครา แล้วดาบวิถีเล่มหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในมือของเขา จากนั้นเขาก็ฟาดฟันมันออกไป
วิถีดาบของเจ้าตัวยังคงเรียบง่ายเช่นเคย เขามองว่าแก่นมหาวิถีเป็นความเรียบง่าย แต่อำนาจในปราณดาบกลับน่าสะพรึงกลัวอย่างน่าเหลือเชื่อ
ดังนั้นซูอี้ย่อมไม่กล้าลำพองใจ เข้าโจมตีใส่อีกฝ่ายทันทีเช่นกัน
ตู้ม!
ทะเลฮุ่นตุ้นในร่างเขาเดือดพล่าน เปลวเพลิงแห่งยุคสมัยเปล่งแสงเรืองรอง ทำให้วิถีเต๋าทั่วทั้งร่างกายของชายหนุ่มโคจรสู่จุดสูงสุดทันใด
และยามเขาลงมือ ดาบแต่ละเล่มล้วนอาบด้วยปราณฮุ่นตุ้น ว่องไวเยี่ยงประกายแสง เขากับเซียวเจี่ยนเปิดศึกดุเดือดกันทันควัน
ชั่วขณะนั้น ทะเลเมฆาฮุ่นตุ้นพลันปั่นป่วน ปรากฏปราณดาบอันน่าสะพรึงกลัวทั่วทุกแห่งหน
หลังบรรลุสู่วิถีเทพ ความแตกต่างที่สุดก็คือวิถีเต๋าของเขาทั้งหมดถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นพลังเทพ
และกฎเกณฑ์มหาวิถีในมือเขาก็ล้วนถูกควบแน่นเป็นกฎเกณฑ์วิถีเทพ
คุณภาพต่างกันราวฟ้ากับเหว!!!
สาเหตุที่ทวยเทพอยู่เหนือขอบเขตมหาศาลได้นั้น เป็นเพราะพลังเทพและกฎเกณฑ์วิถีเทพ
เปรี้ยง!
ปราณดาบไหลหลากเยี่ยงสายธาร ดุจจักรวาลเหนือเก้าชั้นสรวง มีวายุคลั่งถาโถม ทุกครั้งที่ซูอี้จู่โจม หนึ่งดาบของเขาเปรียบดั่งหมื่นวิถีสำแดงอำนาจ
ในขณะที่วิถีดาบของเซียวเจี่ยนดุจสะบั้นหมื่นวิถีด้วยหนึ่งดาบ!
ยากจะกล่าวนักว่าผู้ใดเลิศล้ำกว่ากัน
ผลสำเร็จขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับว่าการฝึกฝนและความสำเร็จในวิถีเต๋าของทั้งสองฝ่ายแข็งแกร่งเพียงใด
ระหว่างการต่อสู้ ซูอี้ก็เกิดความรู้สึกมากมายขึ้นในใจ รวมถึงความทรงจำเกี่ยวกับมรดกวิถีดาบสารพัดประการซึ่งไม่เคยถูกใช้มาก่อน!
ความรู้สึกและทัศนะเหล่านี้ล้วนสืบทอดมาจากหลี่ฝูโหยว
ยามซูอี้ยังไม่ใช่เทพในอดีต แม้เขาจะหลอมรวมอำนาจกรรมวิถีของหลี่ฝูโหยวได้ แต่มรดกและประสบการณ์ฝึกฝนเกี่ยวกับวิถีเทพนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาจะทำความเข้าใจได้เลย
ทว่ายามนี้กลับแตกต่าง เนื่องจากเขาเป็นเทพไปแล้ว!
ดังนั้นประสบการณ์ฝึกตนในวิถีเทพทั้งหมด สารพัดประสบการณ์การต่อสู้ และมรดกวิถีดาบในวิถีเทพทั้งมวลของหลี่ฝูโหยวจึงรวมเป็นหนึ่งกับซูอี้
และยามนี้ ทั้งทัศนะ ประสบการณ์ และอำนาจมรดกทั้งหลายล้วนถูกชายหนุ่มงัดมาใช้ในศึกนี้!
เมื่อศึกดำเนินไป ซูอี้ก็ทำความเข้าใจความคิด ประสบการณ์ และอำนาจมรดกเหล่านี้ ก่อนจะเปลี่ยนพวกมันเป็นส่วนหนึ่งของตนอย่างต่อเนื่อง
ด้วยเหตุนี้ อำนาจต่อสู้ของเขาในศึกจึงเพิ่มพูนขึ้นตามกาล!!
ไม่นานนัก……
ฉัวะ!
โลหิตสาดกระเซ็น
ซูอี้ถูกปราณดาบฟันเข้าที่แผ่นหลัง จนผิวกายแตกร้าว
แต่ในขณะเดียวกัน ร่างของเซียวเจี่ยนก็ถูกหนึ่งปราณดาบฟาดใส่ ต้องล่าถอยไปหลายสิบจั้ง
ศึกวิถีดาบเองก็เปิดฉากขึ้น พร้อมทั้งเข้าสู่จุดเข้มข้นที่สุดในบัดดล
สิบชั่วดีดนิ้วผ่านไป
ซูอี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและโชกไปด้วยเลือด
ขณะที่บนร่างกายของเซียวเจี่ยนปรากฏบาดแผลน้อยใหญ่เช่นกัน
โหดร้ายยิ่งนัก!
แม้จะเคยก้าวเดินบนวิถีบรรลุเทพอันไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่เมื่อเผชิญยอดฝีมือแห่งขอบเขตกำเนิดวาสนาอย่างเซียวเจี่ยน เขาก็ยังถูกไล่ต้อนอย่างหนัก
สามสิบชั่วดีดนิ้วผ่านไป
เปรี้ยง!!!
หนึ่งดาบแสนทรงพลังทะลวงผ่านการป้องกันของเซียวเจี่ยน ทะลวงร่างของเขาราวไร้อุปสรรค
ทว่าแทบจะพร้อมกันนั้น ดาบของอีกฝ่ายก็ฟาดเข้าใส่ชายหนุ่มเสียจนกระเด็นถอย
โลหิตสาดกระจายเยี่ยงน้ำตก!
“เจ้าพ่ายแพ้แล้ว”
ซูอี้เช็ดเลือดออกจากมุมปาก แย้มยิ้มเสสรวล สีหน้าแววตาเปี่ยมความทะนงตน
ไกลออกไป ร่างอันแหว่งวิ่นของเซียวเจี่ยนพลันแปรเปลี่ยนเป็นละอองแสง
ถูกต้อง เซียวเจี่ยนพ่ายแพ้แล้ว!
แตกต่างจากศึกบนยอดหอคอยเทพที่หก ยามนั้น เซียวเจี่ยนผู้มีอำนาจต่อสู้สูงสุดในขอบเขตรังสรรค์สุดขั้วต่อสู้กับซูอี้จนนอนหมดสภาพอยู่กับพื้น ทั้งกายเนื้อ จิตวิญญาณ และวิถีเต๋าล้วนใกล้สูญสลาย ไม่หลงเหลือกระทั่งพลังอำนาจแม้แต่นิด!
ทว่าเซียวเจี่ยนผู้แข็งแกร่งเหนือใครในขอบเขตกำเนิดวาสนากลับถูกซูอี้ปราบลงได้ในศึกเผชิญหน้าครั้งนี้
แม้จะเป็นชัยชนะแบบเกือบเอาตัวไม่รอด แต่ก็ทำให้เขาดีใจได้แล้ว
“เซียวเจี่ยนในขอบเขตกำเนิดวาสนาอาจจะเป็นที่สรรเสริญในอารยธรรมแห่งยุคสมัยต่างๆ ตั้งแต่อดีต แต่เขาย่อมไม่อาจใช้เพียงวิถีเต๋าอย่างเดียวในการปราบจอมเทพขอบเขตอมรณาลงได้”
‘เว้นแต่เขาจะใช้อำนาจภายนอก!’
ซูอี้กล่าวในใจ
ชายหนุ่มนั่งขัดสมาธิ ครุ่นคิดเกี่ยวกับศึกเมื่อครู่อย่างเงียบเชียบ
หากกล่าวถึงอำนาจต่อสู้ ทั้งเซียวเจี่ยนและหลี่ฝูโหยวในขอบเขตกำเนิดวาสนานั้นสูสีกัน
ทว่าหลี่ฝูโหยวในขอบเขตกำเนิดวาสนาไม่อาจสังหารจอมเทพได้ด้วยอำนาจต่อสู้ของตนเพียงอย่างเดียว
เหตุผลนั้นง่ายดายยิ่ง เพราะการเป็นจอมเทพหมายถึงอมรณา!!
ไม่ว่าเทพชั้นสูงจะท้าทายสวรรค์เพียงไร แม้จะต่อสู้กับจอมเทพได้ แต่ก็ไม่อาจสยบจอมเทพได้สักคน
หรือหากใช้ไพ่ตายก้นหีบออกมาบ้าง เขาย่อมทำเช่นนี้ได้
หลี่ฝูโหยวเองก็เคยทำเช่นนี้มาก่อน ยามอยู่ในขอบเขตกำเนิดวาสนา เขาใช้อำนาจของดาบวายุคำรนอันภาคภูมิและดาบเก้าคุมขังสังหาร ‘จอมเทพหล่อหลอมขั้นหนึ่ง’ ผู้ผ่านด่านเคราะห์หลอมวิถีมาหนึ่งครั้งได้!
ซูอี้แน่ใจว่าเซียวเจี่ยนในขอบเขตกำเนิดวาสนาก็ต้องเคยสังหารจอมเทพมาเหมือนกัน แต่อีกฝ่ายก็คงจะต้องใช้อำนาจภายนอกเข้าช่วยเช่นกัน
เพราะกฎเกณฑ์มหาวิถีและอำนาจในขอบเขตกำเนิดวาสนาเพียงอย่างเดียว ไม่อาจลบล้างอมรณาได้เลย
อมรณาก็คือมิดับสิ้น!
ในเมื่อไม่อาจล้างอมรณา แล้วจะเข่นฆ่าได้เช่นไร?
“แต่ข้าในยามนี้มีการฝึกฝนเพียงขอบเขตสรรค์สร้างขั้นต้น และวิถีที่ข้าก้าวเดินก็แตกต่างจากผู้อื่นโดยสิ้นเชิง ข้าคงมีโอกาสสะบั้นกฎเหล็ก ดับอมรณาได้ในภายภาคหน้า!”
ชายหนุ่มครุ่นคิด
แน่นอนว่า เขาไม่ได้เย่อหยิ่งเสียจนดูถูกจอมเทพหรอก
ขอบเขตจอมเทพต้องผ่านนพเคราะห์หลอมวิถี จึงแบ่งออกเป็นเก้าระดับ!
เป้าหมายของซูอี้ในปัจจุบันมีเพียงตัวตนในระดับ ‘จอมเทพหล่อหลอมขั้นหนึ่ง’ เท่านั้น
‘ข้าไม่อาจทราบได้เลยว่าจะหาคู่ต่อสู้เช่นนี้บนวิถีแห่งบรรพเทวาได้หรือไม่’
ซูอี้กล่าวในใจ
เจ็ดมหาเทพผู้ปกครองเขตเทพโบราณเหล่านั้น ผู้อ่อนแอที่สุดต่างรอดพ้นหกด่านเคราะห์หลอมวิถี เป็นจอมเทพหล่อหลอมขั้นหกเข้าไปแล้ว
และมหาเทพหมิงโจ้วผู้แข็งแกร่งที่สุดก็ยังเป็นจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้า!
แม้จะบรรลุเป็นเทพ เขาก็ไม่ได้สิ้นคิดจนบ้าบิ่นจะไปงัดข้อกับเก้ามหาเทพเหล่านี้
เหง่งหง่าง!
เสียงระฆังดังขึ้น
ยามนี้ หอคอยเทพที่เก้าส่งเสียงดังกึกก้องไปทั่วทั้งหลัง มันปลดปล่อยรัศมีเทพออกมา
เมื่อเห็นเช่นนี้ คนทั้งหลายซึ่งรออยู่ด้านนอกต่างโล่งใจ ในที่สุดหัวใจก็สงบลง
ชนะอีกแล้ว!
สร้างสถิติใหม่อีกครั้ง!
สถิติของเก้าหอคอยเทพประจำบททดสอบด่านสวรรค์ล้วนถูกซูอี้ทำลายลงในวันนี้!
นี่คือปาฏิหาริย์อันกล่าวได้ว่าเลิศล้ำตราบกาลโดยแท้จริง!!
ยามนี้ ไม่เพียงหอคอยเทพที่เก้ากำลังกู่ก้องลำพัง ทว่าในบททดสอบด่านสวรรค์แห่งหอคอยเทพทุกแห่ง ล้วนสั่นพ้อง พิรุณแสงโปรยปราย
ท้ายที่สุด เสียงระฆังหนึ่งดังสนั่นทั่วทั้งเขตเทพโบราณ ราวจะประกาศการกำเนิดของหนึ่งตำนานที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
โลกหล้าสะท้านสะเทือน เดือดพล่านดั้นเวหา!
……
“นับแต่วันที่บททดสอบด่านสวรรค์ปรากฏขึ้นบนวิถีแห่งบรรพเทวา ก็ไร้ผู้ใดทำได้เช่นนี้จวบจนปัจจุบัน!”
สีหน้าของจอมเทพหมิงโจ้วดูซับซ้อน
“ซูอี้ผู้นั้น…น่ากลัวยิ่งนัก! เขาเป็นผู้สะบั้นกฎเกณฑ์อันสูงส่ง จนไม่อาจชี้วัดด้วยสามัญสำนึกได้เลย”
สีหน้าของมหาเทพจื่อเตี้ยนคล้ำเครียด “สิ่งนี้คือสิ่งที่ทำให้ข้าไม่เข้าใจ ไฉน… ตัวตนน่าสะพรึงกลัวระดับเทพบรรพกาลเหล่านั้นจึงไม่ให้เราทำอันใดกับเขาอีก?”
วาจานี้ก็ทำให้มหาเทพคนอื่นๆ ทั้งหลายไม่อยากยอมรับเช่นกัน
ซูอี้บุกตะลุยเก้าบททดสอบด่านสวรรค์เพียงลำพัง สร้างสถิติใหม่เก้าคราติดกัน กระทั่งบรรลุเป็นเทพในด่านทดสอบ ก่อให้เกิดหายนะอันเป็นที่ตระหนกตกใจทั่วทั้งโลกหล้า
ไม่ใช่ว่าศัตรูเช่นนี้ควรกำจัดโดยเร็วที่สุดหรอกหรือ!?
อีกประการหนึ่งคือ ชายหนุ่มยังเป็นร่างเวียนวัฏของนักดาบผู้นั้น เขาคือตัวการผู้สะกดเทพโบราณเหล่านั้นไว้!!
มหาเทพหรานเฟิงกล่าวด้วยเสียงลุ่มลึก “อาจารย์ข้ากล่าวไว้ ว่าผู้ใดก็ตามกล้าฝ่าฝืนคำสั่งจะต้องตาย รวมถึงตัวอาจารย์ข้าเองด้วย เขาจึงมิกล้าทำอะไรบุ่มบ่าม”
หัวใจของทุกผู้สั่นสะท้าน สีหน้าพลันเปลี่ยนไป
อาจารย์ของมหาเทพหรานเฟิงคือราชันวิถีหลิงอวี้ เทพโบราณลึกลับท่านหนึ่ง!
การที่แม้แต่เขายังไม่กล้าขัดคำสั่งนี้ จึงคาดคิดได้ว่าผู้บัญชาจะต้องเป็นตัวตนน่าสะพรึงกลัวเพียงใด!
และยามนี้เองที่ทำให้มหาเทพทั้งหลายละทิ้งความคิดที่จะลงมือกับซูอี้ไปโดยปริยาย
……
ณ หุบเหวซากสุสาน
เซียวเจี่ยนนั่งบนเก้าอี้ตรงหน้าโลงสำริด ดวงตาของเขาดูแปลกพิกล
เขาก็ได้ยินเสียงระฆังเช่นกัน!
อันที่จริง ไม่เพียงแค่เขา แต่ตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวที่ถูกสะกดในอนธการแห่งสุสานนี้ต่างได้ยินถ้วนทั่ว
ทว่า ณ ขณะนี้ ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยแม้เพียงครึ่งคำ อย่าว่าแต่พูดถึงเรื่องจัดการกับซูอี้เลย
เพราะพวกเขาล้วนได้รับรู้แล้วว่า ก่อนหน้านี้ นักพรตหัวมังกรผู้ฝ่าฝืนคำสั่งได้ถูกเซียวเจี่ยนสังหารสิ้น!
ด้วยเวลานี้ ใครเล่าจะกล้าพูดอันใด?
“ทันทีที่บรรลุเป็นเทพชั้นล่างขอบเขตสรรค์สร้าง ก็เอาชนะข้าในยามเลิศล้ำสูงสุดในขอบเขตกำเนิดวาสนา วิถีบรรลุเทพอันแตกต่างของชาตินี้ช่างชวนเหลือเชื่อจริงๆ”
เซียวเจี่ยนครุ่นคิด ‘หากไร้เหตุใดเข้าแทรก เขาก็มีโอกาสสูงนักที่จะสะบั้นกฎเหล็กแห่งอมรณา ประหารจอมเทพในภายภาคหน้า!’
หัวใจของเซียวเจี่ยนในขณะนี้ได้เกิดความรู้สึกเร่งด่วนอย่างไม่อาจบรรยาย คล้ายมีคล้ายไม่มี!
เขาขมวดคิ้ว
จริงอยู่ที่ซูอี้ ณ เวลานี้ยังคงห่างชั้นจากตัวเขามากนัก
ทว่าศักยภาพและวิถีเทพที่อีกฝ่ายแสวงหาทำให้เขารู้สึกกดดันเป็นครั้งแรก
เพราะถึงอย่างไร อีกฝ่ายก็เพิ่งบรรลุเป็นเทพ แต่กลับสามารถอยู่เหนือเทพชั้นสูงผู้เลิศล้ำตราบอารยธรรมแห่งยุคอดีต ศักยภาพเช่นนี้น่าสะพรึงกลัวแท้
“แต่นี่หรือจะไม่ใช่สิ่งที่ข้าคาดหวังอยู่?”
เซียวเจี่ยนลูบปลายนิ้วแผ่วเบา พลางกระซิบในใจ ‘สามสิบปีเท่านั้น ยังมิสายไป เมื่อถึงเวลา หากเขาพ่ายแพ้ ทุกสิ่งจะถูกข้าแทนที่!’
……
บนยอดหอคอยเทพที่เก้า
ยามระฆังดังกังวาน ลำแสงอันเกินเข้าใจสายหนึ่งโปรยลงมาจากนภา และเมื่อมันมาปรากฏตรงหน้าซูอี้ ก็แปรเปลี่ยนเป็นฝักดาบอันหนึ่ง
ฝักดาบนั้นมีความยาวเพียงหนึ่งฉื่อ พื้นผิวกะดำกะด่าง ตะไคร่เกาะดูจะเสื่อมสลาย
นอกจากเรื่องที่ฝักดาบนี้ดูโบราณยิ่งนัก ก็ไร้สิ่งใดพิเศษผิดแปลก
ซูอี้จับจ้องฝักดาบนี้ชั่วขณะ และแทบสงสัยว่าหอคอยเทพที่เก้าให้รางวัลผิดอันหรือไม่ ไฉนจึงนำของผุๆ เช่นนี้มาให้เขา
ฝักดาบยาวหนึ่งฉื่อนี้ดูผุพัง ไร้จิตวิญญาณ หากสิ่งนี้ถูกโยนลงพื้น ผู้คนมองปราดเดียวก็หมางเมิน!
ทว่าในฐานะสมบัติสูงสุดของบททดสอบด่านสวรรค์ที่เก้า ยิ่งฝักดาบนี้ดูดาษดื่น มันก็ยิ่งกระตุ้นความสงสัยของซูอี้
ฝักดาบนี้…มีที่มาเช่นไรกันแน่?
เขาเอื้อมมือขึ้นคว้าฝักดาบอันนั้น