บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2135 เผชิญยถากรรมกันเอง
บทที่ 2135 เผชิญยถากรรมกันเอง
ฝักดาบอันนั้นเบามาก
ดุจดังขนนกเส้นหนึ่ง
ทว่าผิวสัมผัสของมันกลับแข็งทื่อ จนทีแรกซูอี้กลัวจะเผลอบดขยี้ฝักดาบอันผุพังนี้แหลกคามือโดยไม่ตั้งใจด้วยซ้ำ
แต่ยามเขาเพิ่มแรงขึ้นเล็กน้อย ชายหนุ่มก็พบว่าแม้จะโจมตีอย่างสุดแรง ตนก็ไม่อาจทำให้ฝักดาบนี้แหลกสลายได้!
สิ่งนี้กระตุ้นความสนใจของชายหนุ่มทันที
ฝักดาบอันไร้ความโดดเด่นนี้ซุกซ่อนปริศนายิ่งใหญ่ไว้!
หลังจากครุ่นคิดแล้ว ซูอี้ก็แยกจิตสัมผัสสายหนึ่งชำแรกเข้าตรวจสอบฝักดาบนี้ทันที
ตู้ม!!
ทันใดนั้น เขาก็เหมือนเข้าสู่โลกหล้าอันมืดดำไร้สิ้นสุด ไม่อาจมองเห็นสิ่งใด ไม่สามารถตัดสินทิศทาง ทำได้เพียงสัมผัสความรู้สึกอันยิ่งใหญ่ เวิ้งว้าง เย็นเยียบ และเงียบเหงา
ยามซูอี้โคจรอำนาจจิตวิญญาณอย่างเต็มกำลัง รุดจิตสัมผัสเข้าตรวจสอบข้างในฝักดาบนั้น ชายหนุ่มก็พบว่าภายในฝักดาบดูจะซุกซ่อนโลกอนธการอันไร้สิ้นสุดไว้
ถึงอย่างไร ยามอำนาจจิตวิญญาณของเขาแข็งกล้าพอที่จะจู่โจมเทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนาซึ่งเลิศล้ำที่สุดจนรู้สึกตึงมือได้ เขาก็ยังไม่อาจตรวจสอบขอบเขตอำนาจของฝักดาบนี้ได้อยู่ดี!
ซูอี้มิยอมแพ้ เขายังคงตรวจสอบต่อไป
และระหว่างนั้น อำนาจจิตวิญญาณของเขาก็ไหลบ่าอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งใกล้หมดสิ้น
ยิ่งจิตสัมผัสรุกเข้าลึกขึ้น ก็ยังไม่อาจรับรู้ถึงสิ่งใด มีเพียงอนธการอันเวิ้งว้าง เงียบเหงาและเย็นชาเท่านั้น
มิอาจทราบว่านานเพียงไร จู่ๆ ซูอี้ก็ส่งเสียงร้องอู้อี้ในลำคอ
อำนาจจิตวิญญาณของเขาในตอนนี้จวนจะสิ้นสูญ ใบหน้าหล่อเหลาซีดขาว!
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้ตกตะลึง
ในฝักดาบนี้ซ่อนปริศนาอันใดไว้กัน?
จนกระทั่งอำนาจจิตวิญญาณของเขาเหือดแห้ง ซูอี้ก็ไร้ทางเลือกนอกจากยอมรามือ
ทว่าขณะที่กำลังจะดึงจิตสัมผัสกลับนั้นเอง เขาก็สังเกตเห็นภาพอันประหลาด……
ภายในห้วงอนธการอันไร้ที่สิ้นสุด มีดวงแสงสองจุดขึ้นมาอย่างเงียบงัน
ทว่ามันก็คงอยู่เพียงชั่วประเดี๋ยว ก่อนจะหายวับไปทันทีดุจประกายแสง
สรรพสิ่งหวนคืนสู่ความมืดมิด
“นั่น…เหมือนจะเป็นดวงตาคู่หนึ่ง!”
หัวใจของซูอี้รู้สึกตกใจ
เขาย้อนคิดถึงรายละเอียดของแสงทั้งสองดวงนั้น แต่เพราะมันเกิดขึ้นเพียงชั่วประเดี๋ยว ซูอี้จึงพออนุมานได้เพียงว่ามันดูเหมือนดวงตาของคนผู้หนึ่งเท่านั้น
เจิดจรัสเยี่ยงคมดาบ!
“หรือจะบอกว่ามีคนผู้หนึ่งอาศัยอยู่ภายในอนธการไร้สิ้นสุดนี้?”
“หากเป็นเช่นนั้น แล้วคนผู้นั้นคือใคร?”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ จู่ๆ ในความมืดมิดพลันมีเสียงถอนหายใจ เผยความรู้สึกอ้างว้างแว่วออกมา……
ร่างของซูอี้แข็งทื่อ เผลอดึงจิตสัมผัสทั้งหมดของเขากลับคืน
ยามชายหนุ่มมองฝักดาบมีตำหนิในมือของเขาอีกครั้ง คิ้วของซูอี้พลันย่นหากันอย่างช่วยไม่ได้
สิ่งนี้ไม่ธรรมดาเลย!
เขามีลางสังหรณ์อย่างแรงกล้าว่า หากดึงจิตสัมผัสกลับมาไม่ทันก่อนหน้านี้ จะเกิดอันตรายยากคาดเดาขึ้นเป็นแน่
ซูอี้เชื่อในลางสังหรณ์ของตนเสมอ และเมื่อย้อนคิดในยามนี้ ตัวตนลึกลับในฝักดาบนั่นย่อมเป็นตัวตนอันตรายยิ่ง และเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นภัยต่อชีวิตของเขาด้วย!
“แปลกจริง หลังผ่านหอคอยเทพที่เก้านี้ ไฉนข้าจึงมอบฝักดาบร้ายกาจเช่นนี้ให้ตนเองกัน?”
“สิ่งนี้ต้องเป็นของชาติแรกแน่นอน! หลังออกจากวิถีแห่งบรรพเทวา ข้าก็อาจได้เบาะแสบางอย่างจากเหอปั๋วก็เป็นได้”
ซูอี้เก็บฝักดาบไป
จากนั้นเขานั่งขัดสมาธิ เริ่มฟื้นฟูอำนาจจิตวิญญาณของตน
……
ด้วยกาลเวลาผันผ่าน โลกภายนอกเกิดความโกลาหล จนกลายเป็นเสียงเซ็งแซ่
ข่าวการเอาชนะเก้าบททดสอบด่านสวรรค์และสร้างสถิติอันไม่เคยเกิดขึ้นของซูอี้ ได้สะพัดไปทั่วทุกทิศของเขตเทพโบราณ
ตระกูลฉินโบราณ
“จบสิ้นแล้ว!”
“หลังคนผู้นั้นบรรลุเป็นเทพ เขาก็ยังสามารถผ่านหอคอยเทพที่แปดและเก้าได้ ซึ่งพอจะพิสูจน์ได้แล้วว่าอำนาจต่อสู้ของเขาสามารถปราบเทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนาทุกยุคสมัยได้!”
“แล้วจะทำเช่นไรกับเรื่องนี้?”
……ตัวตนทรงอำนาจจากตระกูลฉินโบราณล้วนประชุมกันอยู่ในขณะนี้ สีหน้าแต่ละคนล้วนดูกังวล
พวกเขาเคยมีความแค้นกับซูอี้!
ไม่ว่าจะเป็นฉินเหวินเสี้ยว นักบวชสูงสุดที่สองจากเมืองแห่งการเริ่มต้นที่ตกตายในมือซูอี้ หรือผู้เลิศล้ำตระกูลฉินโบราณซึ่งต้องสิ้นสูญไปเพราะซูอี้ในทะเลดาราเทพผันแปรล้วนมาจากตระกูลของพวกเขา
ยามชายหนุ่มเข้าสู่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์สิ้นสวรรค์ในเขตเทพโบราณ ตระกูลฉินโบราณของพวกเขาก็ยังส่งยอดฝีมือไปปิดล้อม!
“เจ้าจะกลัวอันใด ซูอี้มีตัวคนเดียว เขาจะกล้ามาบุกฆ่าตระกูลเราหรือไร?”
ชายวัยกลางคนผู้มีเส้นผมยาวสีดอกเลากล่าวอย่างไร้อารมณ์
ฉินเหวินโจว!
เขาเป็นเทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนาผู้หนึ่งของตระกูลฉินโบราณ
ผู้ออกคำสั่งให้ส่งยอดฝีมือไปจัดการกับซูอี้ ณ ทะเลดาราเทพฝันแปรในตอนนั้นก็คือคนผู้นี้
“ไม่ผิด ตระกูลฉินโบราณของเขาอยู่ในคุ้มครองของท่านมหาเทพหั่วเยวียนเสมอมา หากซูอี้ผู้นั้นกล้ามาสังหารที่นี่ เราก็ขอความช่วยเหลือจากท่านมหาเทพหั่วเยวียนได้!”
ทุกผู้กล่าวถึงมาตรการรับมือกันอย่างออกรสออกชาติ
และเจ้าตระกูลฉินหมิงเฟิงผู้นั่งบนบัลลังก์ประธานก็เอาแต่เงียบ ไม่ได้กล่าววาจาใด
“เจ้าตระกูล ท่านคิดเช่นไรกับเรื่องนี้?”
ฉินเหวินโจวถาม และดวงตาของคนอื่นๆ ต่างก็มองไปยังเจ้าตระกูลด้วย
ฉินหมิงเฟิงผู้นิ่งเงียบมาตลอดเงยหน้าขึ้นกล่าวกับฉินเหวินโจวว่า “ไม้กลองฟ้องร้องอยู่กับเจ้าหรือไม่?”
“ถูกต้อง” ฉินเหวินโจวพยักหน้า
“เช่นนั้นก็จัดการง่าย ยังไม่สายเกินแก้”
ฉินหมิงเฟิงกระซิบ
“เจ้าตระกูล ท่านหมายความว่าจะให้ข้าส่งไม้กลองฟ้องร้องไปเพื่อประนีประนอมกับซูอี้ผู้นั้นหรือ?”
คิ้วของผู้พูดขมวดมุ่น “สิ่งนี้ไม่ใช่การบ่งบอกว่าตระกูลฉินของเราไร้ความสามารถหรอกหรือ! หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ขุมกำลังหลักในเขตเทพโบราณนี้จะมองเราเช่นไร?”
คำพูดของเขาตรงใจของผู้คนมากมาย
ความแข็งแกร่งของซูอี้ผู้นี้รับมือยาก แต่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าอีกฝ่ายเพียงคนเดียวจะเป็นภัยต่อตระกูลฉินโบราณของพวกเขาได้
เจ้าตระกูลฉินหมิงเฟิงส่ายหัว “ไม่พอหรอก หากเจ้าอยากจะลบล้างความแค้นนี้ ไม่หลั่งเลือดคงเป็นไปมิได้”
ทุกผู้ผงะไป
เจ้าตระกูลหมายความเช่นไร?
แค่ซูอี้คนเดียว ไฉนต้องทำเช่นนั้น?
ทันใดนั้น ฉินหมิงเฟิงก็ลุกขึ้นจ้องหน้าฉินเหวินโจว ก่อนจะพึมพำว่า “ผู้อาวุโสสาม เจ้าทนเห็นเคราะห์ร้ายเกิดกับตระกูลฉินโบราณของเราไม่ได้ใช่หรือไม่?”
“แน่นอน!” ฉินเหวินโจวกล่าวเสียงลุ่มลึก “แต่เจ้าตระกูลกล่าวเช่นนี้ หมายความว่าเช่นไรหรือ?”
ฉินหมิงเฟิงกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ข้าต้องยืมหัวเจ้าเพื่อรักษาชีวิตคนทั้งตระกูล!”
สีหน้าของฉินเหวินโจวแปรเปลี่ยนเฉียบพลัน
ฉัวะ!
ลำแสงสายหนึ่งส่องประกายเย็นเยียบ และก่อนฉินเหวินโจวจะทันไหวตัว หัวของเจ้าตัวพลันหลุดจากบ่า
ฉินหมิงเฟิงเอื้อมมือออกไป ศีรษะเปรอะเลือดของฉินเหวินโจวปรากฏในมือเขา
เหล่าผู้ชมเงียบกริบ ทุกผู้ล้วนไม่อาจเชื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าเจ้าตระกูลจะไร้ความปรานีจนสะบั้นหัวผู้อาวุโสสามในเฉียบพลัน!
สายตาของฉินหมิงเฟิงกวาดมองคนทุกผู้ที่นี่ และกล่าวอย่างเศร้าใจว่า “ความผิดมีผู้ก่อ หนี้มีเจ้าหนี้ ครั้งหนึ่งผู้อาวุโสสามเคยสร้างความผิดอันไม่อาจอภัย และครานี้เขาก็ได้สละศีรษะตนเป็นประกัน เพื่อช่วยตระกูลเราทั้งตระกูลให้พ้นภัย เขาตายอย่างมีเกียรติแล้ว!”
ทุกผู้มองหน้ากันแล้วเงียบไป
นี่คือสละศีรษะตนเป็นประกัน?
เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าเจ้าตระกูลเป็นคนตัดมันเองกับมือ!
ทว่าไร้ผู้ใดกล้าเอ่ยวจี
“หลังวิกฤตของตระกูลเราคลี่คลาย ข้าจะจัดพิธีศพอย่างงดงามแก่ผู้อาวุโสสาม ให้ทุกผู้ในตระกูลเรากราบกรานเซ่นไหว้!”
ฉินหมิงเฟิงสูดหายใจลึกๆ กล่าวว่า “แต่ก่อนหน้านั้น ยังมีบางสิ่งที่ต้องกระทำให้ลุล่วงก่อน”
“ถ่ายทอดคำสั่งของข้า จงส่งผู้เกี่ยวข้องกับผู้อาวุโสสามสู่ความตายทั้งหมด!!”
ผู้คนล้วนสะพรึงกลัว
ฆ่าผู้อาวุโสสามไปยังไม่พอหรือ!?
ฉินหมิงเฟิงกล่าวว่า “ข้าเคยไปขอความช่วยเหลือจากท่านมหาเทพหั่วเยวียนมาแล้ว ทว่าท่านมหาเทพกลับบอกกับข้าเพียงหนึ่งคำ นั่นคือ เผชิญยถากรรมกันเอง”
ทุกผู้ตกตะลึง “……!!”
“ยามนี้ เจ้าน่าจะรู้แล้วกระมังว่าสถานการณ์ร้ายแรงเพียงไร?”
สีหน้าของฉินหมิงเฟิงดูซับซ้อน “แม้แต่ท่านมหาเทพยังไม่กล้าแทรกแซง ในเขตเทพโบราณนี้ยังมีผู้ใดต่อสู้กับซูอี้ผู้นั้นได้อีก?”
ในห้องโถงยิ่งปกคลุมด้วยความเงียบงัน
มีเพียงโลหิตจากศีรษะของฉินเหวินโจวเท่านั้นที่ยังหยดลงบนพื้น ชัดเจนเหนือสิ่งใด
ตกดึก……
ซูอี้มาเยือน
สิ่งที่เขาเห็นได้คือศีรษะซึ่งถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ
ฉินหมิงเฟิง เจ้าตระกูลฉินโบราณนำสมาชิกร่วมตระกูลกลุ่มหนึ่งมารออยู่
“ข้าทราบแล้วว่าท่านจะมา จึงมาที่นี่เพื่อวอนขอขมา สำนึกผิดและชดใช้”
ฉินหมิงเฟิงค้อมหัว จากนั้นก็ส่งหีบหยกใบหนึ่งในมือออกมา “ในนี้มีไม้กลองฟ้องร้องอยู่ และผู้ผิดบาปทั้งมวลซึ่งเคยล่วงเกินท่านต่างถูกประหารสิ้นแล้ว ศีรษะทั้งหมดถูกวางเรียงอยู่ที่นี่!”
ขณะเดียวกัน คนจากตระกูลฉินโบราณทั้งหมดต่างพากันก้มหัวคำนับอย่าวหวาดกลัวจับใจ
สิ่งที่ปรากฏอยู่นี้ หากให้ผู้ฝึกตนจากเขตเทพโบราณมาเห็นย่อมตกใจเป็นแน่!
เพราะถึงอย่างไร ตระกูลฉินโบราณก็เป็นหนึ่งในขุมกำลังสูงสุดของเขตเทพโบราณ
ทว่ายามนี้ พวกเขากลับยอมจำนนก่อนซูอี้จะมาเยือนเสียอีก!!
สายตาของชายหนุ่มกวาดมองฝูงชน และอดเลิกคิ้วมิได้
การมาที่นี่ของเขา ประการแรกคือเพื่อนำไม้กลองฟ้องร้องกลับไป และสองคือชายหนุ่มตั้งใจจะใช้โอกาสนี้จัดการกับตระกูลฉินโบราณจริงๆ
คาดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะออกมายอมแพ้แต่แรก!
และพวกเขายังเป็นฝ่ายนำไม้กลองออกมามอบให้ด้วยตนเอง แม้กระทั่งสังหารคนของตัวเองซึ่งเคยล่วงเกินมาเซ่นสังเวย!
ท้ายที่สุด ซูอี้ก็รับหีบหยกผนึกไม้กลองแล้วหันหลังจากไป
พูดมากไปก็ไร้ค่า
ไม่จำเป็นต้องกล่าวอันใด
บางครั้ง การไม่พูดก็นับเป็นการประกาศจุดยืนได้!
จนกระทั่งซูอี้ลาลับ ฉินหมิงเฟิงและคนตระกูลฉินที่เหลือจึงพากันโล่งอก รู้สึกราวรอดตายหวุดหวิด
อาภรณ์เบื้องหลังผู้เรืองอำนาจบางคนชื้นด้วยเหงื่อเย็นเยียบ
หากก่อนหน้านี้ซูอี้ต่อสู้ยิบตา ตระกูลฉินทั้งตระกูลก็คงจบสิ้นไปแล้ว!!
กาลต่อจากนั้น ซูอี้ประหนึ่งผู้ร่อนเร่ในโลกหล้า เตร็ดเตร่ทั่วทั้งเขตเทพโบราณ ท่องเที่ยวทั่วทั้งด้าวแดน
เขตเทพโบราณนั้นกว้างใหญ่ยิ่ง และมียอดฝีมือผู้สูญหายจากสารพัดอารยธรรมยุคสมัยในอดีตอยู่มากมาย
อารยธรรมยุคสมัยแต่ละแห่งได้สร้างระบบฝึกฝนแตกต่างกัน และกฎแห่งยุคสมัยอันเลิศล้ำก็เจิดจรัสยิ่ง
ทั้งหมดนี้ทำให้เขาได้เปิดหูเปิดตาบ่อยครั้ง และเกิดความคิดมากมายเกี่ยวกับมหาวิถี
ยุคสมัยแปรเปลี่ยน ดินแดนรุ่งโรจน์เสื่อมถอย แม้กระทั่งระบบฝึกฝนยังแตกต่าง แต่ทุกผู้ล้วนเสาะแสวงบนเส้นทางมหาวิถีไม่เปลี่ยนแปลง!
ทุกผู้ล้วนแสวงหาขอบเขตที่สูงส่งแข็งแกร่งกว่า!
คืนนั้น จันทราแรมลอยสูงเหนือนภา
ซูอี้นั่งอยู่บนริมฝั่งธารใหญ่เพียงลำพัง มือหนึ่งถือเบ็ดไม้ไผ่ กำลังตกปลา
ทันใดนั้น เขาก็สัมผัสได้ว่าช่วงเวลาหนึ่งปีได้มาถึง และถึงวาระต้องออกจากวิถีแห่งบรรพเทวาแล้ว
เมื่อย้อนมองประสบการณ์บนวิถีแห่งบรรพเทวาตลอดหนึ่งปี หัวใจของซูอี้ได้เกิดความรู้สึกมากมายจนต้องทอดถอนใจ
ยามนั้น สามลมรัตติกาลพัดโชย สายเบ็ดร้างมัจฉา ทั้งนภาและบนผิวน้ำมีเสี้ยวจันทราเฉิดฉาย
ทั้งผิวน้ำและท้องนภาที่ห่างไกลกันพันลี้กลับดูกลมกลืน
ทว่าแม้ทิวทัศน์จะงดงามเจริญตา แต่ก็เป็นได้เพียงการท่องเที่ยวในเวลาสั้นๆ เท่านั้น
“ต้องไปแล้ว”