บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2138 สุนัขข้างถนนอี้เต้าเสวียน
บทที่ 2138 สุนัขข้างถนนอี้เต้าเสวียน
เหอปั๋วก้มมองฝักดาบโดยไม่รู้สึกประหลาดใจ
ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่า เขาคาดหวังว่าฝักดาบจะปรากฏขึ้นในมือของซูอี้อยู่นานแล้ว
“ฝักดาบนี้มีต้นกำเนิดที่พิเศษนัก มันอยู่กับท่านในชาติที่หนึ่งมาหลายปี”
เหอปั๋วกล่าวว่า “มันคือวัตถุสะบั้นกฎก็จริง แต่ว่า… มีเพียงท่านที่สามารถควบคุมได้ หาไม่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด หากได้รับวัตถุชิ้นนี้ไป มันล้วนแต่เปล่าประโยชน์”
วัตถุสะบั้นกฎ!
มันเคยอยู่กับชาติที่หนึ่งมาหลายปี!!
ฝักดาบที่ดูไม่โดดเด่นนี้มีภูมิหลังมากมายยิ่ง!
ซูอี้ถามว่า “นี่เอาไว้ใช้ทำอันใด?”
“มันคงไม่มีประโยชน์ไปสักพัก แต่ยามไปถึงโลกเทพในอนาคต ท่านอาจจะมีโอกาสได้ใช้มัน”
ชายชรากล่าว “ไม่ใช่ว่าข้าแสร้งทำให้มันดูลึกลับนะ แต่ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า มีความลับใดที่ซ่อนอยู่ในฝักดาบนี้ ข้ารู้เพียงแค่ว่า มันสำคัญสำหรับท่านเวลาแสวงหาเส้นทางบนวิถีเทพ”
ซูอี้ขมวดคิ้ว “เช่นนั้นเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่า ฝักดาบนี้จะได้ใช้ในโลกเทพ?”
“โลกเทพคือใจกลางของยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่อยู่ใกล้ธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตามากที่สุด มีเพียงที่นั่น ที่ท่านจะมีโอกาสพัฒนาระดับการฝึกฝนทีละขั้น”
เหออปั๋วนั่งลงบนหินที่อยู่ด้านหนึ่ง “หาไม่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่ใดในโลกหล้า วิถีเต๋าก็จะไร้ซึ่งการพัฒนา”
“หากเป็นเช่นนั้น ข้าจะต้องอยู่ในโลกเทพ จึงจะมีโอกาสขุดคุ้ยความลับในฝักดาบนั่นใช่หรือไม่?”
ซูอี้ครุ่นคิดสักพัก จากนั้นก้มมองฝักดาบในมือ “ในเมื่อมันลึกลับขนาดนั้น ทั้งยังเป็นวัตถุสะบั้นกฎอีก แล้วทำไมมันถึงดูเหมือนทองแดงและเหล็กที่แตกหักล่ะ มันดู…ย่ำแย่นัก”
เหอปั๋วกล่าวอย่างไม่พอใจว่า “นี่เรียกว่าการปฏิเสธของวัตถุศักดิ์สิทธิ์! เมื่อท่านขุดคุ้ยความลับ ฝักดาบนี้มีชะตาที่จะเปลี่ยนจากเศษซากกลายเป็นปาฏิหาริย์ จนทำให้ดวงตาของท่านมืดบอด!”
ซูอี้ยิ้มพลางกล่าวว่า “สุดท้ายแล้ว นี่เป็นเพียงวัตถุสะบั้นกฎที่ข้ายังไม่จำเป็นต้องใช้”
เมื่อกล่าวจบ เขาจึงเก็บมันไป
“ท่านจะคิดแบบนั้นก็ได้”
เหอปั๋วเผยสีหน้ามีเลศนัยไปทางซูอี้ “ข้าบอกท่านได้แค่ว่า เมื่อเวลามาถึง วัตถุสะบั้นกฎชิ้นนี้จะเป็นประโยชน์ยิ่งนัก!”
ซูอี้กล่าวว่า “ไม่ต้องพูดถึงมันแล้ว ข้าสงสัยเกี่ยวกับตัวตนของเจ้ามาตลอด เจ้ามีความสัมพันธ์อันใดกับชาติที่หนึ่ง ทำไมเจ้าถึงเต็มใจอยู่ในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยนี้…”
ยังไม่ทันกล่าวจบ ชายชรากลับขัดด้วยรอยยิ้มแห้ง “ค่อยๆ พูด ไม่ต้องรีบ แต่ข้าต้องขอบอกท่านอย่างตรงไปตรงมาก่อน……สิ่งที่ควรพูด ข้าก็จะพูด ส่วนสิ่งไม่ควรพูด ข้าก็จะไม่พูด”
“ได้!”
ซูอี้ตกลง
เวลาผ่านไป
ในอาณาจักรนิตย์ทิวาไม่เคยมีกลางคืน
คนทั้งสองนั่งอยู่ริมแม่น้ำพลางถามตอบไปมา บทสนทนาที่เกิดขึ้นก็ทำให้ซูอี้เข้าใจเรื่องราวหลายๆ อย่าง
อย่างแรก เหอปั๋วคือสหายเก่าแก่ของชาติที่หนึ่ง!
เขาเดินเคียงข้างตัวตนในชาติที่หนึ่งมาหลายปี
ในเวลาต่อมา ตอนที่วัฏสงสารถูกสร้างขึ้นใหม่ เหอปั๋วได้ถูกเตรียมให้เป็นผู้นำทางหลังจากเขากลับชาติมาเกิดใหม่ รอคอยอยู่ในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย
หมายความว่า ในอดีตที่ผ่านมา เหอปั๋วกำลังรอการกลับชาติมาเกิดของชาติที่หนึ่ง ซึ่งสามารถควบคุมวัฏสงสารได้ ให้ปรากฏตัวขึ้น!
ซูอี้ก็คือคนนี้ที่กล่าวถึง!
อย่างที่สอง ยามซูอี้พิสูจน์เต๋าบรรลุเทพ ตี้เอ้อผู้จู่ๆ ปรากฏตัวขึ้นจากมิติเวลาอันไกลโพ้น กับตัวตนลึกลับอีกหลายสิบคน ล้วนเป็นตัวตนที่ก้าวเข้าสู่ธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตาไปแล้ว!
ในบรรดาพวกเขา ตี้เอ้อใช้ชีวิตในโลกหล้ายุคสมัยนี้ เขาคือหนึ่งในไม่กี่คนในโลกเทพที่เคยได้สัมผัสธรณีประตูของธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตา!
ส่วนสิบคนที่เหลือต่างย่างเข้าสู่ธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตามาแล้ว ก่อนจะเปลี่ยนจากความเป็นอมตะสู่ความนิรันดร์!
ทว่าบุคคลเหล่านี้ผู้ย่างเข้าสู่ธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตา ไม่สามารถก้าวก่ายเส้นทางสู่เขตเทพโบราณได้ ดังนั้นจึงถูกเหอปั๋วขับไล่ไป
ส่วนตัวเหอปั๋วนั้น เคยเข้าสู่ธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตา เพื่อพิสูจน์เต๋า ณ ห้วงนิรันดร์มานับครั้งไม่ถ้วน
แต่…ตามที่เหอปั๋วว่ามา ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ด้อยกว่าตอนอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อม!
เหตุผลนั้นเกี่ยวข้องกับหายนะซึ่งพัวพันกับโชคชะตา
ดังนั้นเขาจึงต้องฟื้นคืนสภาพให้ได้เสียก่อน หาไม่แล้ว ชายชราก็คงทำได้เพียงคุ้มกันธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยต่อไป
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เหอปั๋วก็ดูเศร้าสร้อยและสิ้นหวัง
ทำให้ซูอี้อดถอนหายใจไม่ได้ แม้กระทั่งตัวตนสูงล้ำผู้ก้าวเข้าสู่ธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตายังประสบกับภัยพิบัติ ก่อนถดถอยลงมา จึงเป็นไปได้หรือไม่ว่า ยิ่งเส้นทางสูงมากเท่าไร อันตรายและสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ก็จะมากตามไปด้วย!
ทว่าก่อนซูอี้จะทันได้รู้สึกมีอารมณ์ร่วมกว่านี้ ชายชรากลับยื่นข้อเสนอหน้าไม่อายว่า หากเขาย่างเข้าสู่ธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตาในอนาคต โปรดพาเขาร่วมทางไปด้วย…
ชายหนุ่มถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
ตอนนี้เขาเพิ่งบรรลุเทพ ไม่รู้ว่าในหนึ่งปีนี้จะมีโอกาสได้สัมผัสธรณีประตูของธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตาหรือไม่ด้วยซ้ำ!
แต่ชายหนุ่มก็ยังตอบตกลง
ทำให้เหอปั๋วยิ้มออกมา ก่อนจะสรรเสริญอีกฝ่ายถึงการกระทำอันถูกต้องนี้
ประเด็นถัดมาเกี่ยวข้องกับชาติที่สามนามว่าเซียวเจี่ยน
ซูอี้สงสัยเกี่ยวกับชาติกำเนิดของเซียวเจี่ยนมาตลอด ว่าทำไมอีกฝ่ายจึงสามารถใช้ชีวิตในหุบเหวซากสุสานที่ปลายทางของวีถีบรรพเทวาได้
อีกอย่าง เขาสงสัยเช่นกันว่าเซียวเจี่ยนแข็งแกร่งเพียงใด!
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เหอปั๋วบอกกับเขาเพียงว่า นี่คือเรื่องของเขาเอง ในฐานะคนนอก ดังนั้นชายชราจะไม่ข้องเกี่ยวในศึกระหว่างเขากับชาติที่สาม ซึ่งสุดท้ายต้องมีชะตาเกิดขึ้นในวันข้างหน้า
แต่ถึงแม้เหอปั๋วจะไม่ได้พูดถึงชาติกำเนิดและรากฐานการฝึกฝนของเซียวเจี่ยน แต่เขาก็บอกกับซูอี้ว่า ชาติที่ผ่านมาของซูอี้ ตัวตนในชาติที่สามคือหนึ่งในอดีตชาติที่ใกล้เคียงกับชาติที่หนึ่งมากที่สุด!
แม้กระทั่งเส้นทางแห่งการแสวงหาที่เลือกเดิน ก็ยังมีความคล้ายคลึงกับชาติที่หนึ่ง!
เมื่อพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของชายชราก็ดูซับซ้อนขึ้นมา “ทุกคราที่ข้าได้พบเขา จะทำให้นึกถึงตัวเจ้าในชาติที่หนึ่งเสมอ หากเขาไม่ประสบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตอนนั้น ย่อมมีโอกาสจะได้เป็นเหมือนกับชาติที่หนึ่ง…”
เสียงหยุดลงทันที และไม่มีการสนทนาอีก
แต่ซูอี้เข้าใจแล้วว่า วิถีดาบซึ่งเซียวเจี่ยนกำลังแสวงหา เทียบเท่ากับเส้นทางเก่าของชาติที่หนึ่ง!
ที่แม้ในอนาคตจะมีความสำเร็จมากมายเพียงใด แต่ก็มีชะตาที่จะก้าวข้ามชาติที่หนึ่งไปได้อย่างยากลำบาก
……ซึ่งวิถีดาบที่เซียวเจี่ยนแสวงหา ไม่ใช่สิ่งที่ชาติที่หนึ่งของเขาต้องการ
ถึงอย่างไร เหตุผลที่ทำไมชาติที่หนึ่งถึงกลับชาติมาเกิด ก็เพื่อตามหาวิถีที่สูงกว่า ส่วนเซียวเจี่ยนย้อนกลับไปยังวิถีเดิม ทำให้การกลับชาติมาเกิดนั้นไร้ความหมาย
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ ในที่สุดซูอี้ก็ตระหนักได้ถึงอารมณ์ยามเซียวเจี่ยนเผชิญหน้ากับเขา
บางที อีกฝ่ายคงไม่เต็มใจและรู้สึกไม่พึงพอใจอย่างมาก!
เพราะถึงอย่างไร หลังจากบรรลุเป็นเทพแล้ว เขาได้เริ่มเบิกทางวิถีดาบที่แตกต่างจากชาติที่หนึ่งอย่างสิ้นเชิง!
หลังจากนั้น ซูอี้ก็ถามเพิ่มเติม
น่าเสียดาย เหอปั๋วอาจจะไม่รู้แน่ชัด หรือไม่เจ้าตัวก็ไม่สามารถตอบในตอนนี้ได้
อีกฝ่ายจึงเอาแต่ตอบว่าเมื่อเวลามาถึง เขาจะเข้าใจเอง
เมื่อกล่าวเช่นนี้ ชายหนุ่มก็ไม่สืบสาวอีก
“ที่จริง เจ้าไม่จำเป็นต้องคิดถึงชาติที่หนึ่งหรอก หรือแม้กระทั่งชาติที่สามก็ด้วย……ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ้าในยามนี้”
เหอปั๋วกล่าวว่า “สิ่งที่เจ้าต้องทำก็คือการไปยังโลกเทพ!”
“สามปีต่อจากนี้ ยุคตำนานทมิฬจะมาเยือน ความปั่นป่วนและพายุทั้งหมดจากทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต……ทั้งหมดจะเริ่มขึ้น ณ โลกเทพ!”
“หมายความว่า โลกเทพจะเป็นสมรภูมิหลักของยุคตำนานทมิฬ ผู้ใดที่สามารถต่อสู้บนเส้นทางนองเลือดในโลกหล้าอันโกลาหลเช่นนั้นได้ จะกลายเป็นผู้ยุติความมืด เป็นอันดับหนึ่งผู้ปกครองโลกา!”
หากผู้อื่นมาได้ยินคำพูดนี้เข้า โลหิตของพวกเขาจะเดือดพล่านด้วยความตื่นเต้น
แต่ซูอี้กลับส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่สนใจเรื่องอันดับหนึ่ง แต่ข้าตั้งตารอที่จะได้พบกับศัตรูจำนวนมากกว่านี้!”
เหอปั๋วกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “วางใจได้ ถึงยามนั้น ตัวเจ้าจะกลายเป็นคบเพลิงที่เจิดจ้าที่สุดในยุคตำนานทมิฬ ศัตรูนับไม่ถ้วนจะมาหาเจ้าราวกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ!”
ซูอี้ลูบจมูก อดหัวเราะไม่ได้
ใช่แล้ว เขาควบคุมวัฏสงสาร มีเปลวเพลิงแห่งยุคสมัย ไม่เพียงชาติที่สามนับเขาเป็นศัตรูเท่านั้น ตัวตนน่าสะพรึงเหล่านั้นที่ถูกสะกดโดยวัฏสงสาร รวมถึงผู้มองตัวตนซึ่งเวียนวัฏกลับชาติมาเกิดว่าเป็นคนบาปนอกรีต ก็คงไม่คิดที่จะปล่อยตนไปเช่นกัน
นอกจากนี้ ความคับแค้นที่มีต่อชาติที่ห้าหลี่ฝูโหยวกับชาติที่สี่อี้เต้าเสวียน จะต้องมาลงที่ซูอี้อย่างแน่นอน!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ชายหนุ่มพลันตระหนักได้ว่า หากไปถึงโลกเทพเมื่อใด เขาอาจจะตกอยู่ในสถานการณ์ ‘ศัตรูทั่วทุกมุมโลก’ อีกครั้งก็เป็นได้
“ก่อนยุคตำนานทมิฬจะมาถึง เจ้าต้องทำให้ตัวเองแข็งแกร่งมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อย… ต้องมีอำนาจพอจะสังหารจอมเทพได้ตามต้องการ!”
เหอปั๋วกล่าวว่า “ถ้าแบบนี้ พวกเราอาจจะสามารถยืนหยัดอยู่ในยุคตำนานทมิฬได้”
ซูอี้ “…”
นี่คิดก่อนพูดแล้วใช่หรือไม่?
สังหารจอมเทพได้ตามต้องการ!
ต่อให้ยามหลี่ฝูโหยวอยู่จุดสูงสุด ก็ยังทำไม่ได้เลย
ถ้าถึงขนาดสังหารจอมเทพได้ตามต้องการ จึงจะสามารถยืนหยัดอยู่ในยุคตำนานทมิฬได้…
นี่ทำให้ซูอี้สงสัยว่าชายชรากล่าวเกินจริงไปหรือไม่
“ยังไม่ต้องเชื่อก็ได้ รอให้ยุคตำนานทมิฬมาถึงก่อน ธรรมชาติและกฎเหล็กจะถูกทำลายสิ้น ถึงตอนนั้น พวกเราไม่อาจรู้ได้ว่าภัยพิบัติกับหายนะอันน่าสะพรึงแบบใดที่รอคอยอยู่”
นี่เป็นครั้งแรกที่เหอปั๋วจริงจัง สีหน้าดูเคร่งขรึมมาก “สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ในตอนนั้น เจ้าจะได้พบกับศัตรูอันไร้เทียมทานที่แท้จริง!”
“ศัตรูอันไร้เทียมทานหรือ?”
ซูอี้ผงะ “แข็งแกร่งมากหรือไม่?”
“ไม่ด้อยไปกว่าเจ้า” เหอปั๋วตอบ “ทันทีที่เจ้าปล่อยให้ศัตรูเก่าแก่เหล่านั้นเอาชนะได้ ในอนาคต… เจ้าจะเสียคุณสมบัติในการปกครองโลกหล้าไป!”
“และศัตรูเก่าแก่ที่ว่ามีมากกว่าหนึ่งคน”
เมื่อกล่าวเช่นนี้ เขาก็ชี้ไปที่จมูกตนเอง “อย่าคิดว่าข้าบ้าไปเองเชียว แล้วก็อย่าคิดว่าข้าพูดขู่ให้กลัว เมื่อเจ้าได้พบศัตรูเก่าแก่เหล่านั้นในอนาคต เจ้าจะเข้าใจเอง”
ซูอี้หยิบไหสุราขึ้นดื่ม ไม่กล่าวอันใดอีก
เหอปั๋วมีเจตนาดี ในเมื่อเขาประกาศจุดยืนอย่างจริงจังแล้ว นั่นย่อมหมายความว่า ศัตรูเก่าแก่เหล่านั้นจะต้องมีความสามารถที่น่าเหลือเชื่อพอตัว
แต่ว่า…
สำหรับซูอี้ เขาตั้งตารอให้ศัตรูเช่นนั้นมาถึงอยู่แล้ว!
“จริงสิ”
ทันใดนั้น เหอปั๋วคล้ายกับนึกอันใดขึ้นมาได้ จึงกล่าวว่า “ท่านต้องระวังผลย้อนกลับจากชาติที่สี่อี้เต้าเสวียนเอาไว้ด้วย!”
เมื่อจู่ๆ ได้ยินประโยคนี้เข้า ซูอี้ก็อดผงะไม่ได้
เหตุใดจู่ๆ ชายชราผู้นี้ถึงพูดเรื่องชาติที่สี่ของเขากัน?
“ข้าก็ไม่ควรกล่าวคำพูดเหล่านี้ออกมา แต่เจ้าได้เป็นศัตรูกับชาติที่สามเซียวเจี่ยนแล้ว ส่วนชาติที่สี่อี้เต้าเสวียน ข้าต้องเตือนเจ้าเอาไว้ล่วงหน้า”
เหอปั๋วมีสีหน้าซับซ้อน ก่อนจะถอนหายใจออกมา “อี้เต้าเสวียนเป็นคนที่โชคร้ายโดยแท้ มีปัญหาติดตัวมากมาย เมื่อมองดูเส้นทางชีวิตของเขาแล้ว… มันช่างน่าขมขื่นยิ่งนัก”
ซูอี้ “…”
“บางที คงเพราะความยากลำบากและความพ่ายแพ้ที่มากเกินไป จึงทำให้หัวใจวิถีของเขาหวาดระแวงและแน่วแน่ที่สุด”
เหอปั๋วพึมพำว่า “ข้ายังคงจำได้ ตอนที่เขาตกต่ำจนถูกกลุ่มศัตรูอันร้ายกาจฆ่า เขาได้หลบหนีออกจากโลกเทพก่อนลี้ภัยมาอยู่ในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยนี้”
“พูดกันตามตรง เขาในตอนนั้น… ช่างน่าอนาถจนข้าทนดูไม่ได้ ไม่ได้แตกต่างจากสุนัขข้างถนนแม้แต่น้อย!”