บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2147 ลอบสังหารถึงตาย
บทที่ 2147 ลอบสังหารถึงตาย
ยามดาบเก้าคุมขังทะยานผ่านมิติเวลา ทุกการวูบไหวของมันส่งตนเคลื่อนไปไกลเกินหยั่งวัด
ระหว่างทาง ซูอี้สังเกตเห็นอย่างชัดเจนว่าอำนาจกรรมวิถีของอี้เต้าเสวียนกำลังเหือดแห้งไปอย่างรวดเร็ว
‘ไม่อาจทราบได้เลยว่าเกิดอันใดขึ้นกับสองพี่น้อง ลั่วชิงตี้และลั่วเสวียนจีบ้าง……’
ซูอี้กล่าวในใจ
สองพี่น้องคู่นั้นหาลังเลไม่ที่จะนำชีวิตพวกตนเข้าแลก สู้ตายเพื่อเขา
หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันอันใดจนทั้งสองตกตายกันไปจริงๆ มันจะเป็นการกระทบจิตใจซูอี้อย่างรุนแรงเป็นแน่
“ข้าหวังเพียงว่าพวกเขาจะหลบเลี่ยงจากหายนะนี้ได้ หาไม่……”
ในใจของซูอี้ปรากฏภาพของพุทธเจ้าแผดตะเกียง ผู้เฒ่าเรืองวิญญาณ จอมมารเจวี๋ยเทียน เหวินเหรินฉิน และคนอื่นๆ ขึ้น
แล้วจิตสังหารอันน่าเกรงขามพลันปรากฏขึ้นในดวงตาของซูอี้อย่างเงียบงัน
“พวกเจ้าคงมิอาจรับเพลิงโทสะข้าไหวเป็นแน่!”
จากนั้น ซูอี้ได้นำโอสถเก้าลึกล้ำประชันสรวงออกมากลืนลงไป
การโจมตีสองคราที่เขารับมาจากเฒ่าค่อมก่อนหน้านี้ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส สังขารเจียนแหลกสลาย
และระหว่างทาง ก็ไม่อาจทราบว่าจะมีอันตรายใดรออยู่
เพราะเช่นนั้น ซูอี้จึงห่วงเรื่องอื่นไม่ได้ และกลืนโอสถเก้าลึกล้ำประชันสรวงลงเยียวยาบาดแผล ฟื้นฟูการฝึกฝนของตนทันที
ไม่อาจทราบได้ว่ากาลผ่านนานเพียงไร
ปราณอันเก่าแก่และไพศาลพุ่งปะทะหน้า ราวจู่ๆ เขาก็เข้ามายังโลกกว้างแห่งหนึ่ง
ซูอี้เงยหน้ามอง เห็นรางๆ ว่าในสุญญะอันลึกล้ำปรากฏเงามหึมาอันไร้ขอบเขตของโลกใบหนึ่งขึ้น
โลกเทพ!
แม้จะยังห่างกันแสนไกล เขากลับสามารถใช้ประสบการณ์ชั่วชีวิตของหลี่ฝูโหยวตัดสินได้ทันทีว่านั่นคือโลกเทพ!
ในขณะเดียวกัน อำนาจกรรมวิถีของอี้เต้าเสวียนบนดาบเก้าคุมขังก็ใกล้สูญสิ้นเต็มที
เมื่อหันมองการไล่ล่าสังหารที่ประสบมาตลอดทาง มันก็เปรียบดั่งเสียงปลุกสติสำหรับซูอี้
เป็นเทพแล้วเช่นไร?
เทียบกับศัตรูร้ายในอดีตชาติเหล่านั้น เขาก็ยังห่างชั้นกันมากนัก!
การมายังโลกเทพในครานี้ เขาต้องทำตัวให้เงียบไว้ ลำดับแรกต้องพัฒนาการฝึกฝนโดยเร็วที่สุดก่อน แล้วจึงจะไล่ชำระแค้นเก่าจากอดีตชาติเรียงตัว!
เมื่อกาลผ่าน ระยะห่างระหว่างเขากับโลกเทพก็หดสั้นลงเรื่อยๆ
ซูอี้เห็นได้กระทั่งว่าโลกเทพนั้นประหนึ่งฮุ่นตุ้นใหญ่ยักษ์ อัดแน่นอยู่แสนไกลในสุญญะ
รอบฮุ่นตุ้นนั้นมีบัญญัติกฎเกณฑ์ลึกลับหนาแน่น พัฒนาเป็นพิรุณแสงลี้ลับเจิดจรัสพร่างพราย
ภายในฮุ่นตุ้นมีโลกภูมิน้อยใหญ่เกินนับถ้วนปรากฏอยู่
ในหมู่พวกมัน มีสี่โลกภูมิอันสะดุดตาเหนือใด ประหนึ่งยักษ์ใหญ่ท่ามกลางฮุ่นตุ้น แต่ละแห่งยึดครองหนึ่งมุม เชื่อมต่อกันโดยโลกภูมิใบน้อยมากมาย
นั่นคือทวีปเทพทั้งสี่!
แต่ละทวีปเทพใหญ่โตเกินจินตนาการ!
“โลกเทพ! ในที่สุดข้าก็กลับมา……”
ซูอี้พึมพำ
ขณะนี้ ความทรงจำของหลี่ฝูโหยวยามสัญจรในโลกหล้าแดนเทพสะท้อนอยู่ในใจของเขาราวขี่ม้าชมบุปผา
ทว่ายามนี้เอง……
ตู้ม!!
สุญตาใกล้เคียงแตกร้าว คลื่นมิติอันปั่นป่วนทะลักเข้าใส่ซูอี้จากทั่วทุกทิศทางราวคลื่นวารีโถมชวนสะพรึง
ม่านตาของซูอี้หดตัว
ก่อนเขาจะทันไหวตัว เสียงกระแทกสะท้านโลกาพลันสนั่นลั่น
ดาบเก้าคุมขังถูกโจมตีอย่างรุนแรง!!
ซูอี้ผู้ถือดาบเก้าคุมขังไว้จึงถูกหางเลขไปด้วย ขณะนั้นเขาเหมือนถูกอสนีบาตร้ายแรงและน่าสะพรึงกลัวฟาดเข้าใส่ ร่างทั้งนอกในรวดร้าวสาหัส จิตวิญญาณเสียหายร้ายแรง
อำนาจนี้น่าสะพรึงกลัวเกินไป
ปราณทำลายล้างแทรกซึมเข้าสู่ร่าง ราวกับจะบดขยี้ร่างของชายหนุ่มเป็นหมื่นๆ ชิ้น
ลอบโจมตี!!
ทันทีที่ความคิดนี้ปรากฏในใจ เขาก็ได้ยินวจีดาบกึกก้องเกรี้ยวกราด แล้วดวงตาของชายหนุ่มก็มืดดำไป ร่างถูกบังคับเคลื่อนอย่างเกินควบคุม
ในขณะนั้น ซูอี้เห็นภาพหนึ่ง
ในภาพนั้น มีหนึ่งบุคคลในที่ลับกำลังไล่ล่าเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย
ร่างนั้นผอมสูง ผิวขาว ดวงตาลึกล้ำเยี่ยงประตูนรก ปกคลุมด้วยอักขระวิถีซึ่งควบแน่นโดยกฎบัญญัติอนธการเกินนับถ้วน
ตี้เอ้อ!!
ตัวตนน่าสะพรึงกลัวอันเข้าถึงธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตา!
เขาเคยปรากฏขึ้นในสมรภูมิแห่งยุคสมัย ณ แดนเซียน
ยามซูอี้บรรลุเทพ คนผู้นี้ก็ร่วมมือกับตัวตนปริศนาอีกกลุ่มผู้อยู่เหนือธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตา พยายามชิงผลวิถีบรรลุเทพของเขาไป!
และเหอปั๋วก็เคยกล่าวไว้ว่าคนผู้นี้เป็นหนึ่งในยอดฝีมือไม่กี่คนในยุคสมัยปัจจุบัน ผู้แตะถึงธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย!
ก่อนเขาจะทันได้คิดต่อ จิตวิญญาณของเขาพลันรวดร้าวประหนึ่งถูกฉีกกระชาก สติของชายหนุ่มพร่ามัว ก่อนจะสิ้นทุกการรู้คิดไป
เขาหารู้ไม่ว่าดาบเก้าคุมขังนำพาเขาเจาะผ่านมิติเวลา สะบั้นกฎสวรรค์ ณ โลกเทพและทะยานจาก
ไม่อาจทราบว่าระหว่างทาง ตี้เอ้อไล่จี้ตามติด โจมตีหลายต่อหลายหน และเกือบหยุดดาบเก้าคุมขังไว้ได้
ทว่า เมื่อไล่ล่ามาถึงโลกแห่งเทพในที่สุด ตี้เอ้อก็ไม่ได้ไล่ตามต่อ
บนใบหน้าดุจหยกขาวของอีกฝ่ายปรากฏความไม่ยอมรับอย่างชัดเจน เชิดหน้าขึ้นคำรามด้วยโทสะลั่นฟ้า
“อี้เต้าเสวียน?”
“ไม่สิ เป็นเขาไม่ได้!! ใครกันที่ทำลายแผนใหญ่ของข้าผู้นี้!!?”
“ดาบวิถีนั่นซ่อนปริศนาไว้มากมายเพียงไรกันแน่?”
“แค้นนัก!!!”
ตี้เอ้อราวคนบ้า ดวงตาวาวโรจน์น่าสะพรึงกลัว อำนาจร้ายกาจจากเขาสะท้านจักรวาลพร่างดาวจนสะเทือนสั่น
แต่ไม่ว่าจะเดือดดาลขัดอกขัดใจเพียงไร ก็ไม่กล้าฝืนฝ่ากฎบัญญัติรอบโลกเทพตามเข้าไป
……ไม่อาจทราบได้ว่านานเพียงไร
หน้าอกของตี้เอ้อกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง ก่อนจะสูดหายใจลึกๆ แล้วผ่อนลมออกมา
แล้วปราณอันน่าสะพรึงกลัวรอบร่างของเขาพลันหดหายไปเยี่ยงคลื่น ร่างคนพลันสงบนิ่งเยี่ยงวารี
จากนั้นเจ้าตัวก็ทำใจกล้าฝ่ากฎบัญญัติอันปกคลุมโลกหล้าแดนเทพ พุ่งหายลับเข้าไปในพริบตา
ยามเอื้อมถึงขอบเขตเหนือธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตา มันหมายความว่าคนผู้นั้นจะอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์อนันตกาล และถูกปฏิเสธโดยกฎสวรรค์แห่งโลกเทพ!!
ขณะเดียวกัน ณ โลกเทพ
ดาบวิถีแวววาวสีดำสนิทวูบไหวอย่างรวดเร็วภายในมิติเวลา กวาดไปยังทวีปเทพอัคคีทักษิณ
……
บนวิถีเชื่อมดารา
“พวกเจ้าแน่ใจหรือว่าสตรีนามลั่วเสวียนจีตายแล้ว?”
กู่ฮวาเซียนถาม
ก่อนหน้านี้ นางและเฒ่าค่อม เจียวมู่ และคนอื่นๆ ออกตามหาพวกพุทธเจ้าแผดตะเกียง
ผลก็คือ สงครามจบไปเนิ่นนาน และลั่วเสวียนจีตายไปแล้ว!
“ข้าใช้เคล็ดวิชาลบล้างร่างวิถี สหายเต๋าอวิ๋นเซียวใช้ปราณดาบสลายจิตวิญญาณ อีกทั้งสหายเต๋าเจวี๋ยเทียนยังสลายเลือดเนื้อ และเศษจิตวิญญาณที่หลงเหลือทีละส่วนด้วยอำนาจวิชาต้องห้าม”
พุทธเจ้าแผดตะเกียงกล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุม “ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงคิดไม่ออกจริงๆ ว่านางจะมีโอกาสรอดได้เช่นไร”
กู่ฮวาเซียนขมวดคิ้ว
นางสังเกตเห็นแล้วว่าพุทธเจ้าแผดตะเกียง จอมเทพอวิ๋นเซียว และจอมมารเจวี๋ยเทียนล้วนได้รับบาดเจ็บสาหัส
โดยเฉพาะจอมมารเจวี๋ยเทียนซึ่งร่างเต็มไปด้วยรู โลหิตเจิ่งนอง สะบักสะบอมอย่างยิ่ง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าระหว่างทำศึกกับลั่วเสวียนจี ทั้งสามล้วนเสียหายหนักหนา
“ลั่วเสวียนจีผู้นี้สามารถเบิกทางรอดจากอารยธรรมยุคสมัยอันสิ้นสูญ เอาตัวรอดท่ามกลางมิติเวลาอันเรรวนจนถึงปัจจุบันได้ ไม่มีทางที่จอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าทั่วไปจะเทียบชั้นได้เลย”
กู่ฮวาเซียนกล่าว ทว่าก็ส่ายหัวรำพึง “ช่างเถอะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว พูดไปก็ไร้ประโยชน์”
ขณะสนทนาอยู่นั้น สี่ตัวตนอันทรงพลังรวมถึงผู้เฒ่าเรืองวิญญาณ เหวินเหรินฉิน และจอมเทพเทียนฮวงต่างปรากฏตัวขึ้นจากไกลๆ
“เจ้านั่นหนีไปแล้ว!”
สีหน้าของผู้เฒ่าเรืองวิญญาณมองแทบไม่ได้
พวกเขาทั้งสี่ร่วมมือกัน ทว่าไม่เพียงไม่อาจปราบลั่วชิงตี้ ต่างผู้ยังได้รับเสียหายร้ายแรง!
“หนีไปได้? คนผู้นั้นแข็งแกร่งกว่าลั่วเสวียนจีอีกหรือ?”
กู่ฮวาเซียนขมวดคิ้ว
ในหมู่พวกเขา ไร้ผู้ใดรู้จักลั่วชิงตี้ และย่อมไม่อาจทราบได้ว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งเพียงไร
“แข็งแกร่งมาก! หากเป็นการเผชิญหน้าตัวต่อตัว ไร้ผู้ใดในหมู่เราเป็นคู่มือของเขาได้”
เหวินเหรินฉินกล่าวด้วยสีหน้าคล้ำเครียด “หากไม่ใช่เพราะหนนี้เราเตรียมตัวและไพ่ตายไว้เป็นอย่างดี ลำพังด้วยกำลังเราทั้งสี่ คงจะสยบเขาไม่ได้”
วาจานี้ทำให้กู่ฮวาเซียน เจียวมู่ และคนอื่นๆ ขมวดคิ้ว
“ทว่าเขาเองก็ถูกเราทำให้บาดเจ็บสาหัส วิถีเสียหายแทบไม่อาจเยียวยา! ต่อให้ภายหน้าฟื้นตัวได้ ก็คงไม่อาจเคลื่อนต่อบนวิถีได้อีกชั่วชีวิต!”
จอมเทพเทียนฮวงกัดฟันกล่าว
เมื่อกล่าวถึงลั่วชิงตี้ ดวงตาของอีกฝ่ายเปี่ยมด้วยความเคียดแค้น และแฝงความหวาดหวั่น คลับคล้ายจะมี คลับคล้ายไม่มี
คนผู้นี้…แข็งแกร่งเกินไปจริงๆ!
“แผนสังหารเตรียมมาเสียดิบดี ทว่าฆ่าได้ก็เพียงลั่วเสวียนจีคนเดียว ปล่อยซูอี้กับอีกหนึ่งคนหนีไปได้……”
กู่ฮวาเซียนเกิดความรู้สึกเกินพรรณนาในใจ
ขณะที่คนอื่นๆ ล้วนเงียบไป
ในโลกหล้าแดนเทพ ใครบ้างในหมู่พวกเขาไม่ใช่ตัวตนสูงสุดเหนือสวรรค์?
ทว่ายามนี้ พวกเขาร่วมมือกัน แต่ยังไม่อาจเอาชนะซูอี้ได้ แล้วใครเล่าไม่รู้สึกอึดอัดใจ?
“ข้าว่านะ ละครดีๆ นี้เพิ่งจะเริ่มเท่านั้นเอง”
ทันใดนั้น พุทธเจ้าแผดตะเกียงก็กล่าวขึ้นอย่างเยือกเย็น “คนบาปนั่นเข้าไปในโลกเทพแล้ว ก็เหมือนพาตนโยนสู่ร่างแห ขอเพียงเขากล้าโผล่หัวมา ก็จะถูกจับตัวได้ทันที!”
“ไม่ผิด โลกเทพคือโลกหล้าของเรา! การที่เขาไปยังโลกเทพก็หาต่างจากพาตนเองไปติดร่างแหไม่!”
ใครบางคนกระซิบ
“ทศวรรษนับจากนี้ ยุคตำนานทมิฬจะปรากฏ แต่ก่อนหน้านั้นต้องจัดการกับซูอี้เสียก่อน”
……ทุกผู้กำลังสนทนา ครุ่นคิดหาวิธีรับมือ
ทว่าทุกคนต่างรู้ถึงสัจธรรมอันเกินปฏิเสธข้อหนึ่ง……
จัดการกับซูอี้ ยิ่งยื้อเวลานานเพียงไร ยิ่งสำเร็จยาก!
ความเร็วในการพัฒนาของคนบาปผู้นี้รวดเร็วยิ่ง และเมื่อเขาสะบั้นข้อห้ามบรรลุเป็นเทพได้ในยามนี้ หากฆ่าเขาไม่ได้ อีกฝ่ายก็รังแต่จะแข็งแกร่งขึ้น!
นั่นแลคือสิ่งที่รับมือยากที่สุด!
“อย่าห่วงไป ไม่เพียงแค่เราหรอก ยังมีผู้เฒ่าอีกมากมายที่จะไม่ยอมให้คนบาปนั่นรอดชีวิต ดูชะตาของอี้เต้าเสวียนและหลี่ฝูโหยวเมื่อก่อนได้เลย!”
กู่ฮวาเซียนกล่าวอย่างหนักแน่น
……
และบนวิถีเชื่อมดารา
“น่ากลัวแท้! เมื่อครู่นั่นเป็นศึกใหญ่ระดับมหาเทพหรือ?”
“ต้องเป็นเช่นนั้นแน่!”
“ดีนะ เราอยู่ห่างกันไกล หาไม่ หากถูกลูกหลงจากศึกนั้นเข้า เกรงว่าแม้แต่ศพก็คงไม่เหลือให้ฝัง!”
……บนนาวาศึกมโหฬาร ผู้คนกำลังกล่าวถึงเหตุการณ์ซึ่งเพิ่งอุบัติไป
ชั่วขณะนั้น ในแดนดินอันแสนไกลห่าง จักรวาลพร่างดาวปั่นป่วน มิติเวลาป่นสลาย คลื่นทำลายล้างไร้ขอบเขตโหมกระหน่ำ น่าสะพรึงกลัวเหนือล้ำกว่าพายุมารดาราอันเป็นที่หวาดกลัวที่สุดบนวิถีเชื่อมดาราเสียอีก!
และจากการอนุมานของถูโหย่วฟาง ผู้อาวุโสจากสำนักเซียนปฐมฤกษ์ นี่น่าจะเป็นศึกระดับจอมเทพ!
ใครเล่าจะไม่ขวัญสะท้านหนีหาย?
สำหรับพวกเขา เทพชั้นกลางอย่างถูโหย่วฟางก็นับเป็นตัวตนยิ่งใหญ่ในโลกเทพที่พวกเขาทำได้เพียงแหงนมองชื่นชมแล้ว
ส่วนจอมเทพนั้น……
หาแตกต่างจากตัวตนในเรื่องเล่าตำนานไม่!
‘ไม่อาจทราบได้เลยว่าศึกจอมเทพนี้จะเกี่ยวกับบุคคลทั้งสามที่ข้าพบก่อนหน้านี้หรือไม่’
ถูโหย่วฟางกล่าวในใจ