บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2155 ข่าวร้าย
บทที่ 2155 ข่าวร้าย
ชีพจรดาบเก้าทวาร!
อำนาจโดยกำเนิดอันอัศจรรย์เหนือใดเปรียบนี้กล่าวได้ว่าหายากยิ่งในโลกหล้า
ชาติที่สี่อี้เต้าเสวียนก็เกิดมาพร้อมชีพจรดาบเก้าทวาร
และเมื่อได้เห็นอำนาจโดยกำเนิดนี้มาปรากฏกับหลิงเอ๋อร์ในยามนี้ ซูอี้จะไม่ประหลาดใจได้หรือ?
ไม่ต้องคิดก็ทราบได้ว่าหลิงเอ๋อร์ต้องเป็นทายาทของอี้เต้าเสวียนในอดีตชาติเป็นแน่!!
ชายหนุ่มรู้สึกแปลกพิกลในใจยิ่ง
ในอดีตชาติมากมายของเขา ทั้งซูเสวียนจวิน ทัศนาจารย์ เสิ่นมู่ หวังเย่ แม้กระทั่งหลี่ฝูโหยวยังไม่เคยแต่งงานมีทายาทสักคน
มีเพียงอี้เต้าเสวียนซึ่งไม่เพียงแต่งงานมีทายาท ยังทิ้งลูกหลานไว้มากมายในชั่วชีวิต สายเลือดมีการสานต่อ งอกเงยกิ่งใบเป็นสกุลสำนัก!
หากความสามารถนี้ของหลิงเอ๋อร์คือชีพจรดาบเก้าทวารจริงๆ นางก็ต้องเป็นทายาทผู้หนึ่งของอี้เต้าเสวียน
‘ไม่น่าเล่า ยามแม่หนูนี่อยู่บนภูเขาอีกามาร จึงเกิดลางสังหรณ์อัศจรรย์จนมาพบข้าผู้หมดสติอยู่……’
ซูอี้กล่าวในใจ
“และโลกชางหลานนี้ก็น่าจะเป็นสถานที่กบดานซึ่งชาติที่สี่ทิ้งไว้ให้ลูกหลานร่วมตระกูลเป็นแน่!”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ซูอี้พลันตระหนักบางสิ่ง
ยามอี้เต้าเสวียนจวนจะสิ้นใจ เขาคับข้องเสียจนไม่อาจสงบใจได้
สิ่งที่กังวลที่สุดย่อมเป็นเรื่องสายเลือดเชื้อไขอย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้น เมื่อมายังโลกเทพในยามนี้ อำนาจกรรมวิถีของอี้เต้าเสวียนจึงส่งเขามายังโลกชางหลานโดยไวที่สุด!
“ส่วนผู้อาวุโสลี่ฉางชิง ในเมื่ออีกฝ่ายเชี่ยวชาญในวิชาวิญญาณดาราน้อย เขาก็ต้องมีความเกี่ยวพันกับวงศ์วานของอี้เต้าเสวียนมากทีเดียว”
ซูอี้ครุ่นคิด “แต่เรื่องประหลาดก็คือ ไม่ว่าจะหลิงเอ๋อร์หรือลี่ฉางชิงต่างก็มีการฝึกฝนอ่อนแอเหลือเกิน ดูไม่เหมือนทายาทของจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าเลยสักนิด……”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาพลันส่ายหัว
ข้อกังขาเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องคิดมาก เพียงหาโอกาสคุยกับลี่ฉางชิงก็อาจได้รับรู้ความจริงบ้างแล้ว
นอกจากนี้ ขอเพียงเขาฟื้นการฝึกฝนคืนมา ตัวเขาก็สามารถหาคำตอบบางส่วนจากความทรงจำของอี้เต้าเสวียนได้
หลิงเอ๋อร์ทะยานเข้ามาหาเขาจากใต้ท้องนภา
ขณะนี้ นางเคลื่อนขอบเขตสำเร็จแล้ว ก้าวขึ้นสู่เส้นทางแห่งวิถีลึกล้ำ กลายเป็นยอดฝีมือในขอบเขตหยั่งเห็นลึกล้ำ!
“ขอบคุณพี่ใหญ่เซียว!”
หลิงเอ๋อร์แสนตื่นเต้นปรีดา ใบหน้าน้อยเปล่งปลั่งเปี่ยมความลิงโลดเกินสะกดกลั้น
ซูอี้กล่าวพลางยิ้ม “เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ไฉนต้องขอบคุณด้วย เจ้าใช้โอกาสนี้ทำสมาธิเงียบๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้วิถีเถิด เราต้องรีบกลับหมู่บ้านกันก่อนรุ่งสางนะ”
หลิงเอ๋อร์พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
หัวใจของสาวน้อยเชื่อในฝีมือของซูอี้อย่างสนิทใจแล้ว และ ไม่ว่าเขาจะพูดอันใดในครั้งนี้ นางจะทำตามอย่างเชื่อฟัง
‘ว่าแล้วเชียว แม้แม่หนูนี่จะเคลื่อนขอบเขตได้ แต่อำนาจโดยกำเนิดของนางยังไม่ถูกปลุกขึ้นโดยแท้จริง’
ซูอี้กล่าวในใจ
เขาพบว่าปราณของชีพจรดาบเก้าทวารบนร่างสาวน้อยถูกเก็บซ่อนไปอีกครั้ง
เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ามันยังไม่ถูกกระตุ้นจนตื่นขึ้นโดยแท้จริง
จนรุ่งสาง
ปราณดาบสีเลือดซึ่งพุ่งทะยานสู่ฟ้าไกลค่อยๆ เลือนราง ดูจะเลือนหายได้ทุกเมื่อ
“หลิงเอ๋อร์ เจ้าจงใช้พลังทั้งหมดเร่งบัญญัติรวมลี้ลับที่ข้าสอนให้เสีย”
ซูอี้เอ่ยสั่ง
“เจ้าค่ะ!”
หลิงเอ๋อร์นำยันต์ลับเปล่าออกมาหนึ่งแผ่นและสลักมันด้วยบัญญัติรวมลี้ลับ จากนั้นก็เร่งใช้ยันต์ลับอย่างสุดสามารถ
เปรี้ยง!
แผนที่ลับภาพหนึ่งปรากฏขึ้นจากในบัญญัติ
ทันใดนั้น เหตุอัศจรรย์ได้บังเกิด และปราณดาบสีเลือดที่อยู่ห่างออกไปก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง
ปราณดาบสีเลือดสามสายทะยานเข้าไปในยันต์ลับที่หลิงเอ๋อร์ถือไว้พร้อมกันทันที
ยันต์ลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือดทั้งแผ่น แผ่ปราณทำลายล้างน่าสะพรึงกลัว
“พอแล้ว”
ซูอี้รีบหยุดนางไว้
หากยังเก็บรวบรวมต่อ หลิงเอ๋อร์อาจยังทนไหว แต่ยันต์ลับนี้จะระเบิด และไม่อาจทนอำนาจปราณดาบสีเลือดนี้ได้
หลิงเอ๋อร์หยุดมือทันทีและกล่าวอย่างประหลาดใจ “พี่ใหญ่เซียว ปราณดาบสีเลือดนี่เก็บได้ด้วยหรือ?!”
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าวว่า “คนอื่นทำไม่ได้ แต่เจ้าทำได้”
หลิงเอ๋อร์พยักหน้า
บางทีอาจเพราะซูอี้ซุกซ่อนปริศนาไว้มากเกินไป นางจึงได้เรียนรู้การเก็บความสงสัยไว้กับตัว
และหัวใจของชายหนุ่มในขณะนี้ก็แสนคลุมเครือเช่นกัน
เขาไม่เคยแต่งงานมีทายาทมาก่อน ทว่าเมื่อยามนี้ได้ทราบว่าหลิงเอ๋อร์น่าจะเป็นหนึ่งในทายาทของอดีตชาติ…
ความรู้สึกนี้พิกลนี้ไม่อาจบรรยายได้เลย
……
ก่อนรุ่งสาง ซูอี้กับหลิงเอ๋อร์กลับมายังหมู่บ้านเฉาซีโดยไร้ผู้ใดรับรู้
หลังจากใช้ชีวิตทั้งคืนโดยไม่ได้นอน ซูอี้ก็ตั้งใจจะนอนพัก ถึงอย่างไรเขาได้กลายเป็นผู้พิกลพิการ ฝึกฝนก็ไม่ได้ เช่นนั้น… ขอดื่มด่ำกับเวลาผ่อนคลายอันหาได้ยากนี้สักหน่อยดีกว่า
“จำไว้ว่า เก็บสมบัติพวกนั้นไว้ด้วยเคล็ดวิชาที่ข้าสอนเจ้า”
ซูอี้เอ่ยแนะนำ ก่อนจะหลับไป
หลิงเอ๋อร์จ้องมองซูอี้ผู้ตกสู่ห้วงนิทราอย่างเงียบๆ อยู่นาน ก่อนจะค่อยๆ ออกจากห้องไปอย่างระมัดระวัง
ยามท้องนภาสว่างไสว มีกลุ่มแสงทะลวงจากนภาเข้าสู่ภูเขาอีกามารจากทั่วทิศ
นั่นคือยอดฝีมือจากนานาฝ่าย!
พวกเขาแทบทั้งหมดมาจากขุมกำลังมารและขุมกำลังปีศาจ!
หมู่บ้านเฉาซีตั้งอยู่ที่ตีนเขาอีกามาร และชาวบ้านทั้งหลายก็ตกตะลึงกับภาพนี้เช่นกัน
ทว่าไร้ผู้ใดตะลีตะลาน
ชั่วกาลผ่านมานี้ ทุกครายามเกิดเหตุอาเพศขึ้นบนภูเขาอีกามาร ยอดฝีมือมากมายจะถูกดึงดูดมาสำรวจจากสารพัดขุมกำลังฝึกฝน
ชาวบ้านทั้งหลายเห็นจนชินแล้ว
“พวกเจ้าเผ่ามนุษย์ชั้นต่ำทั้งหลาย จงฟังบัญชา!”
ทันใดนั้น เรือสมบัติลำหนึ่งอันจรัสเรืองได้ปรากฏขึ้นบนฟ้าเหนือหมู่บ้านเฉาซี
บนเรือสมบัติ ชายชุดสีเงินผู้หนึ่งกู่ตะโกน “เรามาจากสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ มาที่นี่เพื่อเก็บสมบัติตามคำสั่งของใต้เท้าเซียนไก่ฟ้าวิญญาณ!”
“จงมารวมกันและตามเราไปยังภูเขาอีกาวิญญาณเดี๋ยวนี้!”
ทันใดนั้น เสียงเอ็ดอึงดังขึ้นในหมู่บ้านเฉาซี
สำนักปีศาจเพลิงสวรรค์!
หนึ่งในสามสำนักปีศาจใหญ่แห่งเมืองเตาอัคคี มีเซียนปีศาจมากมายสังกัดอยู่
ในโลกชางหลาน สำนักปีศาจเพลิงสวรรค์อาจดูแสนธรรมดา แต่ในสายตาของผู้คนในหมู่บ้านเฉาซี สำนักปีศาจเพลิงสวรรค์นับเป็นยักษ์ใหญ่ที่พวกตนไม่อาจเอื้อมถึง!
ที่สำคัญสูงสุดคือ ชาวบ้านหมู่บ้านเฉาซีล้วนลืมเรื่องเมื่อปีก่อนไม่ลง ด้วยเป็นเซียนไก่ฟ้าวิญญาณแห่งสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์นี้เองที่มาฆ่าเด็กในหมู่บ้านเพียงเพื่อจะชิงสมบัติ!
ชั่วขณะนั้น ทุกสายตามองไปยังผู้อาวุโสลี่ฉางชิง
ลี่ฉางชิงกล่าวเสียงลุ่มลึก “ทุกคนร่วมมือกันหน่อย ไปกับเหล่าใต้เท้าจากสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์!”
ทันใดนั้น ชายในชุดสีเงินบนเรือสมบัติพยักหน้าอย่างพอใจ “นับว่าพวกเจ้าเผ่ามนุษย์ต่ำต้อยยังพูดรู้เรื่อง!”
หลิงเอ๋อร์ในฝูงชนเดือดดาลในใจ
ชายชุดสีเงินคนนี้เองก็เป็นเผ่ามนุษย์เช่นกัน แต่กลับเต็มใจรับใช้สำนักปีศาจ ทำตัวเป็นลิ่วล้อให้เผ่าปีศาจแล้วมาเรียกพวกนางเป็น ‘เผ่ามนุษย์ชั้นต่ำ’ ช่างน่ารังเกียจเสียจริงๆ!
ทว่าหลิงเอ๋อร์ก็กล้าเพียงโกรธเคืองในใจ ไม่กล้าออกวาจา
นี่คือครรลองแห่งโลกหล้า
ในโลกชางหลาน เป็นสุนัขให้เผ่าปีศาจยังมีสถานะสูงกว่าอยู่ในเผ่ามนุษย์!
จึงคาดคิดได้ว่าสถานะของผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ ณ โลกชางหลานต่ำต้อยเพียงไร
ไม่นานนัก ชาวบ้านหมู่บ้านเฉาซีต่างมารวมตัวกันไปสู่ภูเขาอีกามารร่วมกับคนจากสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์
ภาพเช่นนี้ยังเกิดกับหมู่บ้านอื่นๆ ที่ตีนเขาอีกามารด้วย
ยอดฝีมือจากขุมกำลังใหญ่ทุกแห่งล้วนต้องการผู้เจนทางบนภูเขาอีกามารเพื่อนำทาง
ชาวบ้านผู้ใช้ชีวิตที่นี่หลายชั่วอายุคนย่อมกลายเป็นผู้นำทางให้แก่ขุมกำลังหลักเหล่านี้
นอกจากนั้น ชาวบ้านเหล่านี้ยังถูกใช้เป็นลูกมือ ช่วยยอดฝีมือจากขุมกำลังต่างๆ เก็บสมบัติอีกด้วย
ไร้ผู้ใดกล้าขัดขืน
หาไม่ ก็เสี่ยงตายได้ทุกขณะ
ในโลกชางหลาน ชีวิตของเผ่ามนุษย์นั้นต่ำต้อยพอๆ กับต้นหญ้า เป็นเรื่องรู้กันดีในโลกา
แม้กระทั่งผู้ฝึกตนมนุษย์ซึ่งแข็งแกร่งที่สุดยังไร้สถานะและเกียรติศักดิ์ศรีในสายตาของเผ่าปีศาจ
ซูอี้ผู้กำลังคล้อยหลับสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวในหมู่บ้าน และอดขมวดคิ้วมิได้
แต่ไม่นาน… เขาก็หลับไปอีกครั้ง
สิ่งที่ปลุกซูอี้ขึ้นคือเสียงเร่งเร้าอย่างเดือดดาลของหลิงเอ๋อร์
“พี่ใหญ่เซียว พี่ใหญ่เซียวตื่นก่อน”
ซูอี้ลืมตาขึ้น และพบว่าเป็นยามพลบค่ำแล้ว ตะวันอัสดงแดงฉานเยี่ยงเพลิงส่องลอดหน้าต่างเข้ามา ซูอี้จึงเห็นได้ชัดเจนว่าใบหน้าน้อยอันเปล่งปลั่งของหลิงเอ๋อร์เต็มไปด้วยความกังวลและเศร้าใจ
“เกิดอันใดขึ้น?”
ซูอี้ขมวดคิ้ว
“พี่ใหญ่เซียวมากับข้าก่อน ระหว่างทางข้าจะเล่าให้ฟัง”
หลิงเอ๋อร์ยกมือขึ้นพลิก รถเข็นไม้คันหนึ่งปรากฏขึ้น บุด้วยหนังสัตว์นุ่มๆ
สาวน้อยอุ้มซูอี้วางลงบนรถเข็น รีบร้อนรุนเขาออกจากบ้าน เผชิญกับแสงตะวันอัสดงสีเลือดและมุ่งหน้าไปสู่บ้านผู้อาวุโสลี่ฉางชิง
ระหว่างทาง ในที่สุดซูอี้ก็เข้าใจว่าไฉนหลิงเอ๋อร์จึงโศกเศร้าขัดเคืองนัก
วันนี้ ชาวบ้านหมู่บ้านเฉาซีถูกเรียกระดมไปยังภูเขาอีกามารพร้อมยอดฝีมือจากสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์เพื่อเก็บสมบัติ สรรพสิ่งเป็นไปได้ด้วยดี
แต่ระหว่างทางกลับ เพราะผู้นำหมู่บ้านเซวียเทียนอวิ๋นเผลอพูดไม่เข้าหูยอดฝีมือผู้หนึ่งจากสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์เข้า เจ้าตัวจึงถูกฆ่าทันที!!
ใช่แล้ว แค่เพราะวาจาไม่เข้าหู เซวียเทียนอวิ๋นจึงถูกฆ่าตาย!
สิ่งนี้ทำให้ชาวบ้านหมู่บ้านเฉาซีแสนโกรธแค้น
วันนี้ พวกเขาบากบั่นทำงานเยี่ยงม้าเยี่ยงวัว พาสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์สัญจรไปกลับ และยังรวบรวมซากสัตว์ปีศาจและโอสถได้มากมาย
แต่นอกจากจะไม่ได้สิ่งใดตอบแทน อีกฝ่ายยังฆ่าผู้นำหมู่บ้านไปแค่เพราะพูดจาไม่เข้าหู จะไม่ให้โกรธได้เช่นไร?
“ยามนั้น ท่านลุงเซวียกล่าวเพียงมันค่ำแล้ว เขาอยากรีบพาชาวบ้านกลับหมู่บ้านก่อนมืดโดยเร็วที่สุด แต่ก็ถูกยอดฝีมือผู้หนึ่งของสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์นาม ‘ฉู่สือ’ ฟาดแส้เข้าที่หัว ดุด่าท่านลุงเซวียว่าพูดไม่รู้เรื่อง สมควรตาย”
ดวงตาของหลิงเอ๋อร์แดงก่ำ ทั้งโกรธและเศร้าใจ
ภาพของเซวียเทียนอวิ๋นปรากฏขึ้นในใจ เขารู้สึกว่าแม้ผู้นำหมู่บ้านคนนี้จะมีอุปนิสัยเข้มงวดเย็นชา แต่เขาก็อบอุ่นเห็นใจชาวบ้าน นับว่ามีเกียรติยิ่ง
ไม่คาดคิดเลยว่าแค่เพราะไปยังภูเขาอีกามาร เขาจะตายเสียแล้ว……
“ยามนั้น เจ้า…”
ซูอี้อยากพูดบางอย่าง ทว่าก็รั้งตนไว้
เขานึกขึ้นได้ว่าถึงอย่างไร หลิงเอ๋อร์ก็เป็นสาวน้อยผู้ยังไม่เจนโลกมากนัก ใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ มาตลอดชีวิต และเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้ นางย่อมร้อนใจ ไม่มีทางรับมือไหว
กอปรกับเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกะทันหัน เกรงว่าสาวน้อยคงไม่อาจหยุดเรื่องทั้งหมดนี้ได้ทัน
“อย่าเศร้าไป จากนี้ให้ข้าจัดการเอง เจ้าทำตามที่ข้าสั่งก็พอ”
ซูอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล มีอำนาจปลอบประโลมหัวใจ
จากที่หลิงเอ๋อร์ว่า คนจากสำนักปีศาจเพลิงสวรรค์ไม่ได้จากไปไหน พวกเขามายังหมู่บ้านเฉาซี และยามนี้อาศัยอยู่ใกล้ๆ บ้านของผู้อาวุโสลี่ฉางชิง!
“อื้อ พี่ใหญ่เซียว ข้าจะฟังเจ้า”
หลิงเอ๋อร์สูดหายใจลึกๆ พยายามสงบใจตนลง เหลือเพียงดวงตาแดงก่ำที่ฉายชัดว่าในใจสาวน้อยเศร้าโศกเพียงไร
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้สงสารจับใจ จากนั้นเขาก็กล่าวออกมาว่า “ข้ารับปากว่าจะให้พวกชั่วนั่นต้องชดใช้อย่างสาสม!”